3. พันธมิตรฯ รำลึก พลวัตของพันธมิตรฯ 28/4/52

3. พันธมิตรฯ รำลึก พลวัตของพันธมิตรฯ 28/4/52

3. พันธมิตรฯ รำลึก พลวัตของพันธมิตรฯ (ต่อ)


พี่น้องเอย พี่น้องรู้มั้ยว่า ในกระบวนการแสวงหาองค์ความรู้ต่างๆ ของมวลมนุษยชาติที่ผ่านมานั้น ต้องผ่านอุปสรรคความยากลำบากนานัปการกว่าที่มนุษยชาติจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะแยกแยะ ความจริง ออกจากการสร้างภาพแยกแยะ ความดี ออกจากการโกงกิน และแยกแยะ ความงาม ออกจากความต่ำช้า สังคมของเราก็เช่นกัน และขบวนการต่อสู้ของพี่น้องที่ผ่านมาก็เช่นกัน

ที่ผ่านมา พี่น้องได้ยืนหยัดต่อสู้อย่างเลือดตาแทบกระเด็นถึง 193 วัน ซึ่งมันได้หล่อหลอมพี่น้อง และสร้างองค์ความรู้ให้แก่พี่น้องในการที่จะแยกแยะความจริง ความดี และความงามออกจากการสร้างภาพ การโกงกิน และความต่ำช้าเลวทราม แต่แม้กระนั้นก็ตาม การสร้างภาพ การโกงกิน และความต่ำช้าเลวทราม ก็ไม่เคยหมดสิ้นไปจากสังคมไทยราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องดำรงอยู่เพื่อให้มนุษย์เราต้องแสวงหา มาตรฐานในการตรวจสอบความจริงประเภทต่างๆ เพื่อที่จะได้สามารถแยกแยะ และจำแนกความจริง ความดี และความงามออกจากสิ่งแปลกปลอม และจอมปลอมทั้งหลายให้จงได้

ผมอยากจะบอกกับพี่น้องว่า “ภาษา” ที่มนุษย์ใช้ในการรับรู้ เรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้เพื่อเข้าถึง ความจริงของจักรวาล นั้น มันมีอยู่ 3 ชนิดที่จะต้องให้คุณค่าอย่างเท่าเทียมกัน คือ ภาษา “มัน” (“it” language), ภาษา “ฉัน” (“I” language) และภาษา “เรา” (“We” language)

ภาษา “มัน” เป็นภาษาแห่งองค์ความรู้ในเชิงภาววิสัย (objective) มีลักษณะเป็นกลางที่ภายนอกดูปลอดจากการให้คุณค่า ภาษา “มัน” นี้จึงเป็นภาษามาตรฐานที่ใช้ในงานวิเคราะห์ วิจัยเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบ เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ จึงเหมาะกับการใช้ศึกษา ความจริง

ภาษา “ฉัน” เป็นภาษาแห่งองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของตัวฉัน ของจิตสำนึกของฉัน และของการรับรู้ในเชิงอัตวิสัยของฉันที่เกี่ยวกับโลกภายในทั้งปวงของตัวฉันที่ไม่สามารถบรรยายได้ด้วยภาษา “มัน” ภาษา “ฉัน” นี้ จึงเหมาะกับการใช้ศึกษา ความงาม

ภาษา “เรา” เป็นภาษาแห่งองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับโลกทัศน์ของพวกเราว่า พวกเรามองโลก มองชีวิต มองสังคมอย่างไร อันเป็นองค์ความรู้เชิงอัตวิสัยร่วม (intersubjective) ภาษา “เรา” จึงเป็นภาษาแห่งองค์ความรู้ที่เป็นโลกทัศน์รวมหมู่ของพวกเราในช่วงเวลา และสถานที่แน่นอนหนึ่งๆ ภายใต้บริบททางวัฒนธรรมหนึ่งๆ จึงเหมาะกับการใช้ศึกษา ความดี

จะเห็นได้ว่า การจะมีความรู้ความเข้าใจในสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในจักรวาลได้ ผู้นั้นจะต้องใส่ใจในภาษาแห่งองค์ความรู้ทั้ง 3 ภาษานี้อย่างเท่าเทียมกัน ความล้มเหลวในการจำแนกความต่างในภาษาแห่งองค์ความรู้ทั้ง 3 ชนิดนี้จะนำมาซึ่งความสับสนอย่างใหญ่หลวงในการชี้นำสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามองข้าม ละเลย หยามเหยียด ความสำคัญขององค์ความรู้ที่เป็นภาษา “ฉัน” และภาษา “เรา”

ในหนังสือ “เทียนแห่งธรรม” (สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์, 2552) ของผม ตัวผมได้เสนอ มุมมองเกี่ยวกับภารกิจทางประวัติศาสตร์ของขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในบริบทของวิวัฒนาการของจักรวาลหลากมิติ (Kosmos) เพราะผมเห็นว่ามีแต่การนำเสนอจากมุมมองแบบนี้เท่านั้น ที่จะทำให้สามารถเข้าใจและเข้าถึงความจริงของพันธมิตรฯ และพลวัตของพันธมิตรฯ ได้

* * *

การวิเคราะห์พันธมิตรฯ ด้วยภาษา “มัน” แม้จะน่าสนใจ แต่ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอ หากไม่มีการศึกษาด้วยภาษา “ฉัน” และภาษา “เรา” ประกอบเข้าไปด้วย แต่การศึกษาวิเคราะห์พันธมิตรฯ ส่วนใหญ่มักมีมุมมองจากกรอบวิเคราะห์แบบ ภาษา “มัน” ทั้งสิ้นอย่างบทความ “การปฏิบัติการร่วมทางการเมือง : กรณีพันธมิตรฯ” ของอุเชนทร์ เชียงแสน ที่ผมได้กล่าวถึงในตอนที่แล้ว ก็เป็นการวิเคราะห์แบบ ปรากฏการณ์วิทยา โดยใช้กรอบโครงความคิด 3 อย่างคือ

(1) กรอบโครงความคิดวิเคราะห์/วินิจฉัย ปัญหา (Diagnostic framing)

(2) กรอบโครงความคิดในการเยียวยา (Pragnostic framing)

(3) กรอบโครงความคิดจูงใจ (Motivational framing)

เป็นองค์ประกอบหลักในการวิเคราะห์กรอบโครงความคิดในการปฏิบัติการร่วมทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นี่คือตัวอย่างของการใช้ องค์ความรู้แบบภาษา “มัน” มาทำความเข้าใจ ปรากฏการณ์พันธมิตรฯ จากมุมมองของ คนข้างนอก ซึ่งผมคิดว่า พี่น้องควรเปิดใจลองอ่านดูเพื่อทำความเข้าใจขบวนการพันธมิตรฯ จากอีกแง่มุมหนึ่ง แต่ก็ต้องรู้ทัน “ตัวตน” ที่แฝงอยู่ของผู้เขียนบทความด้วยเช่นกัน

* * *

ส่วนตัวอย่างของ บทความแบบภาษา “ฉัน” ที่เขียนถึงพันธมิตรฯ แล้ว “กินใจ” ผมมากที่สุดนั้น ผมยกให้บทความที่ชื่อ “เราจะชนะไหม” จากคนที่รัก...แอ้ม (21 พฤศจิกายน 2551 ในเว็บไซต์ผู้จัดการ) โดยผมจะขอยกเนื้อหาบางตอนมาให้พี่น้องได้รำลึกถึงร่วมกัน...

23.00 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2551

“พี่...พี่อย่าเป็นอะไรไปนะ”

คนที่ ผม (คนที่รักแอ้ม) รักเดินเข้ามากอด ผม ทั้งน้ำตา ก่อนที่เราจะโอบกอดกันและกัน เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปีของการต่อสู้ที่เธอเอ่ยคำนี้กับ ผม

“แอ้มสงสารภรรยาของพี่เขาที่เสียชีวิต...ไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น เขายังนอนอยู่ข้างๆ กันและกันเลย แต่...” เสียงสะอื้นพร้อมทั้งหยดน้ำตาที่เริ่มรินไหลจนเปียกไหล่ ผม อีกครั้ง

คำพูดของเธอ มันเสียดแทงความรู้สึกของ ผม จนอดสะท้อนใจลึกๆ ไม่ได้

สำหรับคนทั่วไป เธออาจจะเป็นหญิงเหล็ก นักต่อสู้ที่เข้มแข็งจนผู้ชายหลายคนต้องอาย แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า ตลอดเวลาการต่อสู้อันยืดเยื้อยาวนาน คนที่ ผม รักต้องเผชิญแรงกดดันอันหนักหน่วง หนักหนาสาหัสขนาดไหน

สิ่งที่ ผม พยายามทำเพื่อเธออย่างดีที่สุด เพื่อคนที่ ผม รักก็คือการให้กำลังใจ และร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเธอในทุกสถานการณ์

...ที่ผ่านมา ผม จะตอบเธอโดยไม่ลังเลว่า “มั่นใจ” ทุกครั้งที่เธอถามว่า “เราจะชนะไหม” เพราะ ผม เชื่อในสัจธรรมว่า

“ความดีย่อมชนะทุกสิ่ง”

ผม มั่นใจเต็มเปี่ยมว่า ด้วยวิจารณญาณของ ผม ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย เคยต่อสู้มาในหลากหลายเหตุการณ์ว่า เรากำลังยืนอยู่ในข้างที่ถูกต้อง

ในสายตาของ คนวงนอก อาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อาจจะเคลือบแคลงในจุดยืนของแกนนำบางคน แต่สำหรับ ผม ที่มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิดพวกเขาพอสมควร ผม มั่นใจว่า ไม่ว่าในอดีต คนเหล่านี้จะเป็นอย่างไร แต่ทุกวันนี้ เมื่อพวกเขาเลือกที่จะยืนอยู่ข้างความดี “ความดีก็ได้เอาชนะพวกเขา” จนทำให้พวกเขาเชื่อว่า สิ่งที่พวกเขากระทำได้กลายเป็น ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ ที่จะต้องทำอย่างสุดความสามารถ เพื่อทวงคืนประเทศไทยกลับมาจากอำนาจอันชั่วร้ายที่กำลังกลืนกินประเทศอยู่

...ผม มั่นใจว่า มาถึงนาทีนี้ สำหรับประชาชนที่มาร่วมต่อสู้ด้วยมือเปล่าในนาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คงไม่มีใครยอมให้ผู้นำที่แสนชั่วร้ายเหล่านี้ยังอยู่ในอำนาจอีกต่อไป...

* * *

ส่วนตัวอย่างของ ข้อเขียนแบบภาษา “เรา” ที่เขียนเกี่ยวกับพันธมิตรฯ และอยู่ในความทรงจำของผมเสมอมานั้น เป็น อีเมล ที่ส่งต่อๆ กันมาในวันที่ 1 กันยายน 2551 ภายใต้เรื่อง

“คำขอโทษ...ถึงทุกคนที่รำคาญพันธมิตรฯ”

ขอให้ พวกเรา ลองอ่านกันดูนะครับ ผมคิดว่า พวกเราหลายคนอาจจะเคยผ่านตามาแล้วในช่วงนั้น

“เรา ขอโทษคุณทุกคนที่ทำให้รถติด ที่ทำให้การเดินทางของคุณไม่สะดวกสบาย แต่ เรา แค่อยากได้ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนที่คุณอยากได้...เรา ยังอยากมีผืนแผ่นดินไทยเอาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลาน เรา เหยียบ...เรา รอให้รัฐบาลนี้แปรรูปสมบัติชาติทุกชิ้นเป็นของตัวเองจนหมดชาติไม่ได้ เพราะ เรา ยังอยากให้ลูกหลานของ เรา ภูมิใจว่า แผ่นดินไทยไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของใคร แม้แต่ชินวัตรและพวกพ้อง”

“หากเหตุผลของ เรา เพียงพอ...เรา อยากให้คุณยกโทษให้ พวกเรา...เรา ต้องเขียนมาขอโทษ เพราะถ้า พวกเรา บางส่วนต้องตายไปกับการต่อสู้ครั้งนี้ เรา อยากให้พวกคุณทุกคนรู้ว่า เรา มีเจตนาบริสุทธิ์ และ เรา แค่กำลังเรียกร้องให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกคุณเองก็อยากได้เพื่อแผ่นดินที่ พวกเรา เกิด โต และจะตายที่นี่

“...พวกเรา ไม่มีอาวุธเหมือนดังข่าวป้ายสี พวกเรา ไม่เคยทำลายสมบัติราชการ ไม่เคยทำลาย NBT อย่างที่โดนป้ายสี เพราะ พวกเรา รู้ว่านั่นก็เป็นเงินภาษีของ เรา เช่นกัน พวกเรา รักและหวงแหนสมบัติชาติทุกชิ้น เพราะนั่นคือ หยาดเหงื่อ และแรงกายของ พวกเรา ที่ พวกเรา ทำมาตลอดเพื่อให้รุ่นหลานเราได้ภูมิใจ”

“เรา ขอโทษที่ทำให้รถติด เพราะ พวกเรา อยากให้คุณมองเห็นว่า เรา กำลังทำงานและต่อสู้แทนคุณอยู่ เรา ขอโทษที่ตะโกนโหวกเหวกโวยวายใช้คำรุนแรง แต่นั่นเพราะ พวกเรา กำลังเสียใจที่ลูกและหลานเรากำลังจะไม่มีชาติให้อยู่ และเสียใจมากกว่าที่แม้แต่คนที่บอกว่า เกลียดทักษิณด้วยกัน ก็ปิดหูปิดตาไม่ยอมรับรู้ และยื่นมือมาช่วยแต่อย่างใด จนกลายเป็น ไม่ชอบรัฐบาล แต่รำคาญพันธมิตรฯ”

“อีเมลนี้เป็นการขอโทษอีกครั้ง หากทำให้คุณเสียเวลาอ่านข้อความเหล่านี้ เพราะถ้า เรา แพ้ เรา อาจจะตาย และ เรา อาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาบอกพวกคุณว่า เรา ไม่มีอาวุธ แต่ เรา มีแค่หัวใจ หัวใจ เรา ทุกๆ ดวงที่ไม่อยากแพ้ต่อความเห็นแก่ตัว และความเอารัดเอาเปรียบของคนกลุ่มหนึ่ง”

“หัวใจของ พวกเรา ที่พากาย เรา ทุกคนมารวมกันอยู่ที่นี่ ถ้าคุณไม่เอาระบอบทักษิณ เรา จึงอยากให้คุณรู้ว่า เรา กำลังสู้เพื่อคุณอยู่ และเจตนาของ พวกเรา บริสุทธิ์ ตรงไปตรงมา และมีแค่นั้นจริงๆ”

“วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันในประวัติศาสตร์ วันที่ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าคอร์รัปชันอันดับท็อปๆ ของโลกอย่างประเทศไทยมี พลังบริสุทธิ์ที่เงินซื้อไม่ได้ และ พลังบริสุทธิ์ นี้กำลังต่อสู้เพื่อส่วนรวม เพื่อความเป็นชาติที่ทุกคนหวงแหน พวกเรา จะสู้ให้ถึงที่สุดด้วยหัวใจของ พวกเรา ให้แรงกายจนหมดสิ้น และหากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อ่านมาได้จนถึงตรงนี้ เรา แค่อยากขอบคุณหัวใจบริสุทธิ์ของพวกคุณอีกดวงหนึ่งที่ทำให้ พวกเรา รู้ว่า ยังมีคนเชื่อมั่นในความถูกต้องอยู่ มีคนที่รักและหวงแหนในบ้านเกิดแผ่นดินของ เรา”

“ถึงแม้คุณจะไม่เคยร่วมเดินกับ เรา แต่เพียงแค่คุณไม่ได้เห็นชอบกับการกระทำใดๆ ภายใต้ระบอบทักษิณ คุณแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ เรา ก็ยินดีเหลือเกินที่ เรา ได้ร่วมเกิดบนแผ่นดินเดียวกัน ขอขอบคุณในศักดิ์ศรี และความยิ่งใหญ่จากหัวใจของคุณ”

* * *

ในความเข้าใจของผม มีแต่ต้องรับรู้ด้วยภาษา “มัน” ภาษา “ฉัน” และภาษา “เรา” อย่างบูรณาการควบคู่กันไปด้วยเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าใจถึง ความจริง และ พลวัต ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้อย่างแท้จริง การศึกษาพันธมิตรฯ ด้วยภาษา “มัน” อย่างคนนอกที่ไม่ได้เข้ามาสัมผัสตรงๆ ถึงความเป็นพันธมิตรฯ จะไม่มีวันวิเคราะห์ได้อย่างรอบด้านหรอก แม้ว่าจะวิเคราะห์ได้แหลมคมเพียงใดก็ตาม




 

Powered by MakeWebEasy.com