9. พันธมิตรฯ รำลึก หลักการนักรบของพันธมิตรฯ 9/6/52

9. พันธมิตรฯ รำลึก หลักการนักรบของพันธมิตรฯ 9/6/52

9. พันธมิตรฯ รำลึก หลักการนักรบของพันธมิตรฯ


คุณทักษิณ คุณเคยเห็นนภาราตรีที่ประดับด้วยจันทร์กระจ่างฟ้าเหนือ ทำเนียบรัฐบาล เหมือนอย่างพวกเราหรือไม่?

โลกนี้ความจริงบรรเจิดเพริศแพร้วถึงเพียงนี้ แต่เหตุไฉนคุณจึงมีชีวิตอยู่ในความมืดบอดแห่งอวิชชา ถูกครอบงำด้วยความโลภ โกรธ หลง อย่างมัวเมา มุ่งคิดแต่จะหลอกลวงผู้คน คิดเอาเปรียบผู้คน คิดครอบงำผู้คนอยู่ร่ำไป

แต่บัดนี้ คุณคงตระหนักได้บ้างแล้วกระมังว่า พลังประชาชนที่บริสุทธิ์เรือนแสนเรือนล้านของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นพลังที่ยากจะต้านทานได้ ชีวิตคนเราสั้นก็จริง เพียงแค่ไม่กี่สิบปี แต่การที่มีผู้คนจำนวนมากยอมมอบชีวิตนี้เพื่อพิทักษ์แผ่นดินจากทรราช มันเป็น ปรากฏการณ์ที่สะท้านแผ่นดิน ยิ่งนัก

พวกเรารู้ดีว่า คุณเป็นคนที่ไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ที่ไม่มีโอกาสพลิกฟื้นขึ้นมาอีกได้ แต่พวกเราขอบอกคุณว่า คุณได้พ่ายแพ้อย่างหมดรูปไปตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะภายในจิตใจของพวกเรา นับแสนนับล้านที่พร้อมใจกันลุกขึ้นมาต่อต้านตัวคุณและระบอบของคุณ ตัวคุณได้พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงแล้ว

นี่เป็นความเชื่อมั่นในหมู่พวกเราที่ยากจะอธิบายชนิดหนึ่ง และเป็นความเชื่อมั่นอย่างไม่คลอนแคลนว่า เรื่องราวบางอย่างนั้น มันได้ถูกลิขิตไว้อย่างแน่นอนแล้ว อย่างเช่น ความพ่ายแพ้ของคุณ

เพราะฉะนั้นต่อให้คุณดิ้นรนเพียงใด เพื่อจะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง และต่อให้แผ่นดินนี้ต้องวุ่นวายไปอีกพักใหญ่เพราะคุณแค่ไหน มันก็ยากที่จะแปรเปลี่ยนชะตากรรมนี้ไปได้ เพราะตัวคุณเป็นผู้ก่อมันขึ้นมาเองทั้งหมด

มาถึงบัดนี้ ต่อให้ตัวคุณและพวกสมุนของคุณมีปัญญาเทียมฟ้า หรือเทียมเท่าขงเบ้ง ก็คงยากที่จะพลิกสถานการณ์กลับคืนมาได้อีกแล้ว คุณคงคาดไม่ถึงกระมังว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา ชีวิตของคุณจะเกิดความเปลี่ยนแปลงพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ถึงเพียงนี้ คุณคงไม่คาดฝันกระมังว่า ในช่วงเวลาที่ชีวิตของคุณได้ไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดในทางโลก ได้พบกับความสำเร็จทางวัตถุมากที่สุดอย่างที่น้อยคนนักจะสามารถไขว่คว้าได้ แต่แล้วตัวคุณกลับพลัดตกสู่ความวิบัติ ความเสื่อมเสียอย่างฉับพลันอย่างที่มีน้อยคนนักจะได้รับเช่นกัน

คุณทักษิณ คุณเคยสงสัยบ้างมั้ยว่า จริงๆ แล้วคุณเป็นคนโชคดี หรือโชคร้ายกันแน่? เพราะชะตาชีวิตได้เล่นตลกกับคุณเหลือเกิน แถมยังเป็นตลกร้ายเสียด้วย

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในความหมายหนึ่ง คุณคือผู้ที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่แผ่นดินนี้อย่างแท้จริง โดยที่ในเชิงลบ คุณได้ทำลายจริยธรรม ศีลธรรม และคุณธรรมของแผ่นดินนี้ให้เสื่อมทรุดลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ในเชิงบวก คุณได้ทำให้ผู้คนนับแสนนับล้านพร้อมใจกันลุกขึ้นมาต่อต้านคุณอย่างพร้อมเพรียงกันในนามของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในทางประวัติศาสตร์ คุณได้กลายเป็นความทรงจำและฝันร้ายช่วงหนึ่งของแผ่นดินนี้ไปเรียบร้อยแล้ว บุคคลเช่นคุณจะทำให้ผู้คนลืมเลือนได้ง่ายๆ ได้อย่างไร

พวกเราอยากจะบอกกับคุณว่า ชีวิตนี้คือความฝันฉากหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีใครทราบว่า ความฝันตื่นนี้แฝงความหมายอันใดไว้ คนเราแต่ละคนจึงต้องแสวงหาความหมายนี้ รวมทั้งให้ความหมายแก่ชีวิตนี้ด้วยตนเอง จวบจนวันตายของตัวเอง คุณเองก็เช่นกัน คุณทักษิณ พวกเราจะขอบอกความลับของพวกเราอย่างหนึ่งให้คุณได้รับรู้ว่า ทำไมคุณถึงพ่ายแพ้แก่พวกเราอย่างยับเยินเช่นนี้ ความลับนั้นก็คือ...พวกเราเป็นนักรบแห่งธรรม!

* * *

ราตรีกาลของทำเนียบรัฐบาลในช่วงต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ไม่เคยขาดเสียงเพลงและเสียงโห่ร้องของมวลชน รวมทั้งเสียงมือตบอันกึกก้องกังวาน ไม่น่าเชื่อว่า ในท่ามกลางความเร่าร้อนอันระอุอย่างถึงที่สุด บางครั้งคนเรากลับสามารถค้นพบความเยือกเย็นในจิตใจของตัวเองได้อย่างน่าประหลาดเหมือนกัน

ผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกงานสังคม และไม่ยินดีที่จะเสียสละเวลาอันมีค่าเพื่อการฝึกฝนตนเองของผมให้หมดไปกับการออกงานสังคมที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่นัก ผมเลือกที่จะอยู่อย่างสันโดษ และยินดีกระทำในสิ่งที่ตนเองปรารถนาอย่างถ่อมตน แต่แม้กระนั้น บางครั้งความจำเป็นของประวัติศาสตร์ก็ทำให้แม้แต่คนถือสันโดษอย่างผมยังต้อง “ออกโรง” เข้าร่วมรบกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้วยความสมัครใจ

โอกาสทางประวัติศาสตร์เช่นนี้มีไม่มากครั้งเลยในชีวิตอันแสนสั้นนี้ คนบางคนยินดีที่จะอยู่ท่ามกลางสนามรบมากกว่าความบันเทิงจอมปลอมในงานเลี้ยง ผมคิดว่า ตัวผมเป็นคนประเภทนี้ สนามรบของผมคือ เวทีสังสรรค์สหายร่วมศึก และเป็นเวทีพบปะมิตรร่วมรบของตัวผม การได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เพื่อพิทักษ์ธรรม คือ ความปรีดาของผมและของพวกผม

ผมรู้ว่า ผมเป็นบุคคลแบบนี้ และผมคิดว่า มิตรสหายของผม รวมทั้งพี่น้องของผมจำนวนมากที่มาชุมนุมร่วมศึกสัประยุทธ์พิชิตระบอบทักษิณ ก็เป็นบุคคลประเภทนี้เช่นกัน

ผมไม่สำนึกเสียใจ และไม่มีวันสำนึกเสียใจที่เป็นบุคคลประเภทนี้ นั่นเพราะคนเราให้ “ความหมาย” กับชีวิตไม่เหมือนกัน ผมคิดว่า บางทีสิ่งที่ทำให้คนเราต่างกันอย่างเหลือเกิน ต่างกันได้มากอย่างเหลือเชื่อก็ตรงที่คนเราให้ความหมายแก่สรรพสิ่งไม่เหมือนกันนี่เอง

เสียงกู่ร้องและโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวาของพี่น้องพันธมิตรฯ ในสายตาของผมนั้น มันช่างคล้ายกับการเฉลิมฉลองการได้กลับคืนสู่ความเป็น นักรบแห่งธรรม ของตนเองอีกครั้งของผู้คนเป็นจำนวนมาก การหวนกลับคืนสู่ความเป็นนักรบแห่งธรรม มันทำให้พวกเราแนบแน่นยิ่งขึ้นกับความจริง ความดี ความงามที่ดำรงอยู่เสมอในตัวเราอยู่แล้ว แต่โดยปกติ คนเรามักถูกการบีบคั้นทางสังคมกดดันให้หลงลืมสิ่งเหล่านี้ไป

กระนั้นก็ดี ประสบการณ์โดยตรงของพี่น้องพันธมิตรฯ ที่ได้ร่วมกันต่อสู้กับระบอบทักษิณ มันได้ไปปลุกหรือเข้าไปสัมผัสธรรมชาติเดิมแท้ที่เป็นความจริง ความดี ความงามในตัวของพวกพันธมิตรฯ ให้ตื่นขึ้นมาจนกลายเป็น “ห้วงยามแห่งความรักความสามัคคี” ของผู้คนจำนวนเรือนแสนเรือนล้านแห่งขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้ร้อยใจรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อธรรม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ที่นานๆ ครั้งจึงจะเกิดขึ้นได้สักที ผมได้แลเห็นผู้คนจำนวนมากที่เป็นพี่น้องพันธมิตรฯ ที่ได้เอิบอาบอยู่ในธรรม และในความอบอุ่นอันไพศาลที่ซึมซาบไปทั่วท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่ยืดเยื้ออย่างอหิงสาและสันติวิธี

ผมรู้สึกประทับใจ จนต้องร่ายบทกวีออกมา
“คารวะหนึ่งจอก แด่สหายร่วมวิถี
ราตรียืนหยัด ยิ้มเย้ยไปทั่วหล้า
ถามไถ่คุณธรรมแทนฟ้า มังกรเคียงคู่พันธมิตรฯ”

ผมอดนึกถึงบทเพลง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ในวรรณกรรมกำลังภายในของกิมย้งที่ต่อมาได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ภายใต้ชื่อ “เดชคัมภีร์เทวดา” ไม่ได้ บทเพลงนี้ฟังแล้วช่างฮึกเหิมยิ่งนัก ผมได้ดัดแปลงเพิ่มเติมท่อนท้ายๆ ของบทเพลงนี้ให้เข้ากับบริบทการต่อสู้ของพวกเราชาวพันธมิตรฯ ดังนี้...

บทเพลง : กระบี่เย้ยยุทธจักรของพันธมิตรฯ

ทะเลแผดเสียงหัวเราะคำราม กระแทกเซาะชายฝั่ง แม้แต่ตัวข้าก็ยังถูกม้วนซัดไปกับเกลียวคลื่นแห่งยุคสมัย ฟ้ายิ้มเย้ยให้กับโลกอันวุ่นวาย มีแต่ฟ้าเท่านั้นที่รู้ว่าใครผิด ใครถูก มีแต่พสุธาเท่านั้น ที่รู้ว่าใครดีใครเลว

ขุนเขาคำรามก้องรับเสียงหัวเราะจากฟากฟ้า คลื่นลูกเก่าเริ่มโรยรา คลื่นลูกใหม่เข้ามาทดแทน แต่โลกยังคงหมุนเวียนสืบไป ไม่รู้จบสิ้น

พวกข้ายิ้มเย้ยกับสายลม และพายุที่โหมกระหน่ำใส่เปลว เทียนแห่งธรรม ที่พวกข้าร่วมกันจุดขึ้นมา พวกข้าขอปกป้องเปลวเทียนนี้สุดชีวิตจนกว่ามันจะกลายเป็นเปลวเพลิงใหญ่ที่ขับไล่ความมืดมิดให้หมดไปจากสังคมนี้

* * *

หลักการนักรบของนักรบแห่งธรรม คือ การมีชีวิตอยู่และตายไปโดยปราศจากความอาลัย และความสำนึกเสียใจ แรกสุดของการฝึกจิตเพื่อเป็นนักรบแห่งธรรม คือ การที่ผู้นั้นต้อง “ดูจิต” ของตนให้เป็นอย่างทะลุปรุโปร่งว่า จิตของตนมีกระบวนการทำงานเยี่ยงไร จากนั้นก็ทำการฝึกจิตของตนให้เชื่องด้วยวิธีการอันแยบยล จนกระทั่งจิตของตนมีความอ่อนเหมาะสมแก่การใช้งาน และทำให้ผู้นั้นสามารถเป็นนายแห่งจิตใจของตนเองได้

เมื่อใดที่โลกเต็มไปด้วยความชั่วร้าย พวกเราต้องกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับความชั่วร้ายนั้นโดยไม่ยำเกรง แล้ว แปรเปลี่ยนการต่อสู้นั้นให้เป็นหนทางไปสู่ความรู้แจ้ง นี่คือ วิถีของนักรบแห่งธรรม

แม้นักรบแห่งธรรมก็ยังมีทุกข์-สุข ผุดขึ้นมาในใจเหมือนคนทั่วไปก็จริง แต่ที่แตกต่างก็คือ นักรบแห่งธรรมจะเฝ้าดูอารมณ์ต่างๆ ที่อุบัติขึ้นมาอย่างแจ่มชัด อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ปล่อยให้ถูกอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นมาครอบงำจิตใจ

นักรบแห่งธรรมจึงรู้ดีว่า ตนเองควรมองอารมณ์ของตนเยี่ยงไร และควรจัดการกับอารมณ์แต่ละอารมณ์ของตนอย่างไรถึงจะเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์นั้น นักรบแห่งธรรมจะบอกกับตนเองอยู่เสมอว่า ตนเองจะไม่หลบเลี่ยงไปจากความทุกข์ ความปวดร้าว แต่จะใช้มันอย่างดีที่สุด อย่างเปี่ยมล้นสมบูรณ์ที่สุดเพื่อที่ตัวเองจะได้มีจิตใจที่กรุณายิ่งขึ้น และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้มากขึ้นกว่าเดิม

นักรบแห่งธรรมล้วนตระหนักดีว่า ปีติใดที่มีอยู่ในโลกล้วนเกิดจากความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข และความทุกข์ใดที่มีอยู่ในโลกล้วนเกิดจากความปรารถนาให้ตัวเองมีความสุข เพราะฉะนั้นนักรบแห่งธรรมจึงได้ตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวเองว่า

“จงมอบความสำเร็จ และชัยชนะให้แก่ปวงชน และยินดีน้อมรับความเจ็บปวดทั้งปวงไว้กับตนเอง”

ด้วยปณิธานเช่นนี้ นักรบแห่งธรรมย่อมเดินอยู่บนวิถีแห่งความไร้พ่าย ด้วยความไร้ตัวตน และไร้อัตตาอย่างถึงที่สุด



 

Powered by MakeWebEasy.com