11. พันธมิตรฯ รำลึก หลักการนักรบของพันธมิตรฯ (ต่อ) 23/6/52

11. พันธมิตรฯ รำลึก หลักการนักรบของพันธมิตรฯ (ต่อ) 23/6/52

11. พันธมิตรฯ รำลึก หลักการนักรบของพันธมิตรฯ (ต่อ)

โลกอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบแห่งธรรม นั่นคือ โลกแห่งพลังอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเหตุนี้ วิวัฒนาการของนักรบแห่งธรรม จึงมีระดับการพัฒนาอยู่ 3 ระดับด้วยกันจากต่ำไปสูง ระดับแรก คือ การเป็นนักล่า ระดับที่สอง คือ การเป็นนักรบ และระดับที่สาม คือ การเป็นผู้กระจ่าง

วิวัฒนการระดับแรกหรือการเป็นนักล่า นั้น เป็นระดับจิตของผู้ที่มุ่งทำลายความซ้ำซากจำเจในชีวิต ซึ่งทำให้ตัวเขากลายเป็น “เหยื่อ” ที่ถูกล่า โดยหันไปเป็นผู้ล่าเสียเอง โดยเฉพาะการล่าความสำเร็จทางวัตถุภายนอกในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง ความมั่งคั่งหรืออำนาจ นักล่า คือผู้ที่พยายามถีบตัวเองให้สูงขึ้น และสร้าง “ความต่าง” ให้แก่ตัวเองเพื่อยืนยันความมีตัวตนของตนบนโลกใบนี้ แต่ ระดับจิตของนักล่าก็ยังไม่ใช่ระดับจิตเดียวกับระดับจิตของนักรบแห่งธรรม ทีเดียวนัก แม้จะมีคุณสมบัติหลายอย่างที่ใกล้เคียงกันก็ตาม เพราะนักล่าต่อให้เก่งกาจปานใดก็ยังเป็นแค่นักล่าเท่านั้น ยังมิใช่นักรบ

นักล่ากับนักรบต่างกันตรงไหน? นักล่านั้นล่าเป้าหมายแทบทุกอย่างที่เป็นวัตถุภายนอก ส่วน นักรบนั้นล่าพลังอย่างเดียวเท่านั้น นักล่าไม่เคยใส่ใจ และไม่เคยสนใจในเรื่องของ พลัง หรือ มณฑลแห่งพลังอันเป็นโลกอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบ แต่นักรบ คือ ผู้ที่มุ่งแสวงหาพลัง และแสวงหาหนทางที่จะนำพาตัวเองเข้าสู่มณฑลแห่งพลังอันศักดิ์สิทธิ์นั้น นิยามของนักรบจึงถูกกำหนดด้วยพลัง

นักรบ คือ ผู้ที่มุ่งหน้าไปหาพลังและมณฑลแห่งพลังอันศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่นักล่านั้น แทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพลังและมณฑลแห่งพลังเลย เพราะฉะนั้นการเป็นนักรบหรือไม่ จึงไม่ใช่และไม่ได้อยู่ในอำนาจแห่งการแต่งตั้งของผู้ใดทั้งสิ้น แต่อยู่ที่ตัวมณฑลแห่งพลังอันศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เข้าถึงพลังอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ จนตัวเขากลายเป็นมณฑลแห่งพลังได้ เขาผู้นั้นก็คือ นักรบแห่งธรรม ไม่ว่าผู้อื่นหรือสังคมจะมองเขาเป็นอื่นก็ตาม

ขอย้ำอีกครั้งว่า นักรบ คือ นักล่าผู้ล่าพลัง และเป็นนักล่าที่สมบูรณ์แบบที่สุด ในความหมายที่ตัวเขาจะไม่แปดเปื้อน จะไม่หลงงมงายจมปลักอยู่กับวัตถุภายนอกเหมือนนักล่าทั่วไป และเมื่อใดก็ตามที่นักรบล่าพลังได้สำเร็จ เขาก็จะกลายเป็นผู้กระจ่าง จะเห็นได้ว่า การเป็นนักล่า นักรบ และผู้กระจ่างนั้น มันก็เป็นแค่การเติบโตทางจิตของผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางแห่งวิวัฒนาการของจักรวาฬ (Kosmos) เส้นเดิมเดียวกันนี้แหละ เพียงแต่มันจะมีความละเอียดยิ่งขึ้น ความล้ำลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ บนเส้นทางนั้นเท่านั้น โดยที่หลักการนักรบ คือ แกนกลางและหัวใจของวิถีอันศักดิ์สิทธิ์สายนี้

หลักการนักรบของนักรบแห่งธรรมนั้น แฝงเร้นอยู่ในภูมิปัญญาโบราณทั้งของอินเดีย จีน ทิเบต ญี่ปุ่น ไทย ฯลฯ โดยมีการสืบสายวัฒนธรรมของนักรบอันเก่าแก่สืบต่อกันมา มันเป็นคำสอนที่แสดงถึงอุดมคติ และความเป็นไปได้ที่จะเข้าถึงความรู้แจ้งโดยปราศจากการยึดติดในลัทธิหรือนิกายใดนิกายหนึ่งอย่างแข็งทื่อและตายตัว

ความเป็นนักรบแห่งธรรมนั้น หมายถึง ความเป็นผู้กล้าที่มีความเมตตาอยู่ในตัว ซึ่งแสดงออกมาให้โลกได้รับรู้ ด้วยการที่ผู้นั้นจะพยายามขบคิดอยู่เสมอว่า ตัวเขาจะสามารถช่วยโลกใบนี้ ช่วยบ้านเมืองนี้ได้อย่างไร เพราะถ้าหากตัวเขาไม่กระโดดเข้าไปช่วยแล้ว จะหวังให้ใครออกมาช่วยได้เล่า นี่จึงเป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบแห่งธรรมที่จะต้องออกไปช่วยกอบกู้โลก กอบกู้บ้านเมืองนี้ โดยเริ่มจากการทำหน้าที่ของตนเองในมิติต่างๆ ให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะหน้าที่ในการบ่มเพาะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นนักรบแห่งธรรมด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าอย่างชนิดไม่มีวันที่จะทอดทิ้งภารกิจศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นอันขาด เพราะโลกใบนี้และบ้านเมืองนี้ต้องการความช่วยเหลือจากเหล่านักรบแห่งธรรมเป็นอย่างยิ่ง

การค้นพบความเป็นนักรบแห่งธรรมภายในตัวเอง คือสิ่งเดียวกับการค้นพบ ความจริง-ความดี-ความงามที่เป็นธรรมชาติพื้นฐานของคนเราซึ่งดำรงอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน แล้วมอบ “ตัวตน” ของตนให้แก่ความจริง –ความดี-ความงาม ภายในตัวเองนี้ด้วยความเต็มใจ

นักรบแห่งธรรม คือ ผู้ที่สามารถเข้าถึงธรรมชาติพื้นฐานแห่งความจริง-ความดี-ความงามที่ดำรงอยู่ภายในตัวของเขาด้วยการเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้กายและจิตรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และใช้ประโยชน์จากกายและจิตของตนเพื่อช่วยโลกใบนี้และบ้านเมืองนี้อย่างถึงที่สุด การรวมจิตและกายให้เป็นหนึ่งเดียวของนักรบแห่งธรรมนี้ คือ การฝึกฝนตนเองของนักรบแห่งธรรมเพื่อให้เป็นคนจริงที่สัตย์ซื่อ และซื่อตรงทั้งต่อตนเองและต่อโลกใบนี้ และเพื่อทำให้ชีวิตของตนเองเต็มเปี่ยมสมบูรณ์

เนื่องเพราะการนั่งเจริญสมาธิภาวนาของนักรบแห่งธรรมเป็นการเปิดเผยตนเองของตัวเขาต่อฟ้าดิน ด้วยจิตใจที่ผ่อนคลายและเปลือยเปล่า ซึ่งจะทำให้ตัวตนของนักรบแห่งธรรมเปิดเผยออกสู่ตัวเขาเองเป็นอันดับแรก และเปิดเผยออกสู่ผู้อื่น หรือสู่สังคมในเวลาต่อมา

การเปิดเผยตนเองของนักรบแห่งธรรมต่อฟ้าดิน ด้วยการเจริญสมาธิภาวนาจะค่อยๆ ทำให้ตัวเขากลายเป็นคนที่อ่อนโยน สุภาพแต่องอาจกล้าหาญยิ่ง เขาจะเป็นคนที่มีทั้งความเข้มแข็ง และความอ่อนโยนดำรงอยู่ในตัวอย่างกลมกลืน เนื่องจากนักรบแห่งธรรมมีปัญญาที่แหลมคมที่สามารถมองทะลุถึงความเป็นสุญญตา และความเป็นอนัตตาของบุคคลและสรรพสิ่ง ลึกๆ แล้วจิตใจของนักรบแห่งธรรมจึงมีความสลดใจอย่างโศกซึ้ง และแสนอ่อนโยนที่ยากจะบรรยายออกมาได้

ถึงแม้ว่าชีวิตของนักรบแห่งธรรมจะอุทิศให้แก่การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นด้วยความอาทรและเมตตาธรรม แต่ตัวเขาก็ตระหนักเป็นอย่างดีว่า ตัวเขาไม่มีทางที่จะแบ่งปันประสบการณ์ทางวิญญาณของเขากับผู้อื่นได้หมด ความเต็มเปี่ยมแห่งประสบการณ์ทางวิญญาณของเขานั้น มันเป็นสมบัติเฉพาะตนของเขา และตัวเขาก็ต้องอยู่กับความจริงของตัวเขาเอง

แม้กระนั้นก็ตาม นักรบแห่งธรรมกลับยิ่งรักโลกใบนี้อย่างเหลือเกิน ความรักที่มีต่อโลกใบนี้ซึ่งถูกหลอมรวมเข้ากับความโดดเดี่ยวอย่างสลดใจอย่างโศกซึ้ง แต่แสนอ่อนโยนได้อย่างกลมกลืนภายในตัวของนักรบแห่งธรรม จึงเป็นสิ่งที่ผลักดันให้นักรบแห่งธรรมต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือโลกใบนี้ และบ้านเมืองนี้อย่างสุดจิตสุดใจ

จะว่าไปแล้ว การเป็นนักรบแห่งธรรม คือ การเรียนรู้ที่จะเป็นความจริงหรือเป็นความดี หรือเป็นความงามในทุกๆ ขณะของชีวิต และสำแดงออกซึ่งความจริง-ความดี-ความงามนั้นอย่างเต็มที่ อย่างมีชีวิตชีวา และอย่างสง่างาม ด้วยเหตุนี้ ความเป็นนักรบแห่งธรรมจึงต้องประกอบขึ้นมาจากคุณสมบัติ 4 ประการด้วยกันคือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความมีชีวิตชีวา ความอาจหาญ และความล้ำลึก

ความอ่อนน้อมถ่อมตนของนักรบแห่งธรรม สำแดงออกมาในความเป็นผู้สุภาพที่ผ่อนคลายแต่ปราดเปรียว ไม่ยโสโอหัง มีความเต็มเปี่ยมในตนโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมายืนยันยอมรับ จึงมีสง่าราศีอยู่ในตัว และมีความมั่นใจในตัวเองอย่างสูงสุด ปราศจากความลังเล ความไม่แน่ใจ มีความมุมานะอดทนอย่างยิ่งยวด จึงสามารถบรรลุความสำเร็จทุกประการที่ตัวเขาได้มุ่งมั่นตั้งใจไว้ ความมุมานะอดทนของนักรบแห่งธรรมนี้ มิได้หมายถึงการรีบเร่งทำงานอย่างร้อนรน เงอะงะงุ่มง่าม แต่เป็นการทำงานด้วยความผ่อนคลายเปี่ยมไปด้วยพลัง

นอกจากนี้ ความอ่อนน้อมถ่อมตนของนักรบแห่งธรรม ยังทำให้ตัวเขาไม่ยึดติดอยู่กับผลได้ผลเสีย ไม่ยึดติดอยู่กับชัยชนะความพ่ายแพ้ รวมทั้งไม่ยึดติดกับเกียรติยศชื่อเสียงอันจอมปลอม ความมั่นคงในจิตใจของตัวเขาจึงไม่ขึ้นกับความนิยมหรือกระแสตอบรับจากผู้อื่น เนื่องจากนักรบแห่งธรรมไม่มีข้อกังขาในตนเอง เขาจึงไม่ต้องแสดงความกล้าให้ใครเห็น ไม่ต้องการกำลังใจจากผู้ใด และไม่มีวันท้อแท้

นอกจากนี้ เขายังมีความเคารพในตัวเอง เขาจึงไม่จำเป็นต้องประจบเอาใจใคร และไม่จำเป็นต้องหลอกลวงหรือหลอกใช้ผู้ใด ด้วยเหตุนี้ นักรบแห่งธรรมจึงไม่ด่างพร้อย

ความมีชีวิตชีวาของนักรบแห่งธรรม สำแดงออกมาในการเข้าถึงจิตใจที่สูงส่งและเบิกบานอยู่เสมอ และจากจิตใจที่สูงส่งและเบิกบานนี้ นักรบแห่งธรรมย่อมกระทำการอย่างเต็มไปด้วยศิลปะในทุกๆ สิ่งที่ตัวเขาได้กระทำลงไป จึงทำให้การกระทำของเขางามสง่าเสมอ

ทั้งนี้ นักรบแห่งธรรมจะใช้การกระทำและคำพูด รวมทั้งข้อเขียนของเขามาเป็นตัวกำหนดจิตใจ กำหนดความนึกคิดของตัวเขา มิใช่ปล่อยให้จิตใจและความนึกคิดที่ยังฟุ้งซ่าน ยังไม่คงเส้นคงวามากำหนดการกระทำและคำพูดของตัวเขา นักรบแห่งธรรมจึงไม่พลั้งปากพูดอะไรพล่อยๆ ออกมาในเชิงลบที่แสดงถึงความขลาด หวาดกลัว อ่อนแอ ไม่ว่าในยามอยู่กับหมู่เพื่อน ในยามหยอกล้อ หรือแม้แต่ในยามหลับฝัน เพราะสิ่งที่เป็นเชิงลบเหล่านี้จะซึมซาบเข้าไปในจิตใจของผู้นั้น หนักๆ เข้าคนผู้นั้นก็จะกลายเป็นดังสิ่งที่ตัวเขาพูดในเชิงลบเกี่ยวกับตนเองเช่นนั้นจริงๆ ด้วยเหตุนี้ การคิดดี เขียนดี พูดดี และทำดีอยู่ทุกเมื่อจะส่งผลให้จิตใจของนักรบแห่งธรรมเบิกบานดุจดอกไม้ และรุ่มรวยในเชิงจิตใจ

นอกจากนี้ ความมีชีวิตชีวาของนักรบแห่งธรรม ยังปรากฏออกมาด้วยการที่นักรบแห่งธรรมจะไม่ตกอยู่ในหลุมพรางแห่งความลังเลสงสัย ความกลัดกลุ้มกังวล และความอิจฉาริษยา เพราะฉะนั้นนักรบแห่งธรรมจึงสามารถฝึกฝนขัดเกลาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นอิสระจากความตกต่ำทางจิตใจ ตัวเขาจึงเป็นผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังกายและพลังใจอยู่เสมอ เพราะตัวเขาพยายามรักษาความหนุ่มแน่นของตัวเองเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ โดยไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อวัยสังขาร เขาจะไม่ยอมให้สติปัญญาความคิดอ่านเข้ามาแทนที่ความหนุ่มแน่นภายในตัวเขาเสียหมด แต่เขาจะบูรณาการสติปัญญา ความคิดอ่านที่สุขุมเข้ากับกำลังวังชาที่ยังมีอยู่อย่างเหลือเฟือของเขา แม้ตัวเขาจะมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม เพราะนักรบแห่งธรรมย่อมตระหนักดีว่า การมีแต่ความคิดอย่างเดียวโดยปราศจากกำลังวังชา ความคิดนั้นก็ยากที่จะเกิดประโยชน์หรือนำไปใช้ทำอะไรได้

ความอาจหาญของนักรบแห่งธรรม สำแดงออกมาในรูปของความไม่หวาดหวั่น และอยู่เหนือความกลัวโดยสิ้นเชิง เพราะวิถีของนักรบแห่งธรรม คือ การค้นพบว่าตัวเองจะตายอย่างไรในวิกฤตการณ์แห่งความเป็นและความตายเท่าๆ กัน นักรบแห่งธรรมสามารถเลือกความตายได้อย่างสงบ เพียงแค่สำรวมตนแล้วเดินเข้าไปหามันเท่านั้น

นักรบแห่งธรรมมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การได้มาซึ่งเสรีภาพหรือความมีอิสระอย่างสมบูรณ์นั้น จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อผู้นั้นสามารถเตรียมใจที่พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อเท่านั้น ความอาจหาญของนักรบแห่งธรรมจึงมาจากอิสรภาพจากความกลัว และอิสรภาพจากความคาดหวังทั้งปวง เขาจึงสามารถเผชิญกับโลกกว้างได้อย่างกล้าหาญ เพราะเขาไม่มีสิ่งใดต้องคาดหวัง และไม่มีสิ่งใดต้องหวาดหวั่นนั่นเอง

ความล้ำลึกของนักรบแห่งธรรม เป็นผลลัพธ์อย่างเป็นองค์รวมจากคุณสมบัติแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตน ความมีชีวิตชีวา และความอาจหาญของนักรบแห่งธรรมนั่นเอง ที่ได้ถูกบ่มเพาะและพัฒนาในตัวผู้นั้นมาอย่างยาวนาน โดยที่ความล้ำลึกสุดหยั่งถึงของนักรบแห่งธรรมนี้ สะท้อนให้เห็นถึง ศานติภายใน ของนักรบแห่งธรรมที่ปราศจากช่องว่าง ปราศจากความลังเลสงสัย และปราศจากความหวาดหวั่นใดๆ

ความล้ำลึกสุดหยั่งถึงของนักรบแห่งธรรมที่ตัวเขาบรรลุแล้วนี่เอง ที่เป็นตัวชี้วัดว่า นักรบแห่งธรรมผู้นั้นได้เริ่มกลายเป็น ผู้กระจ่าง แล้ว แนวทางในการล่าพลัง และการเข้าถึงมณฑลแห่งพลังของนักรบแห่งธรรม รวมทั้งสภาวะจิตของผู้กระจ่าง จึงเป็นสิ่งที่ผู้เดินอยู่บนวิถีของนักรบแห่งธรรมจะต้องให้ความสนใจ และใส่ใจเป็นพิเศษ


 

Powered by MakeWebEasy.com