36. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ) 15/12/52

36. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ) 15/12/52

36. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ)


พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก พรรคการเมืองใหม่ของพวกเราคือความหวังของพวกเราในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองนี้ให้ดีขึ้น ในท่ามกลางความเป็นจริง และโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นตัวกำหนดยุคสมัยหลังจากนี้เป็นต้นไปของสังคมไทย พรรคของพวกเรา จะต้องเป็น ต้นแบบของพรรคอุดมคติ ให้แก่การเมืองไทยหลังจากนี้อย่างน้อยสองเรื่องด้วยกันคือ ความมีวินัยสูง ของคนในพรรคของเรา กับ ความสมานฉันท์ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในพรรค และผู้สนับสนุนพรรคของพวกเรา เพราะสองสิ่งนี้คือปัจจัยที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้พรรคของพวกเราสามารถสถาปนา ความเป็นใหญ่เชิงอุดมการณ์ (hegemony) ขึ้นในสังคมนี้ได้

เพื่อการนี้พรรคของพวกเราจะต้องเตรียมตัว และเตรียมการให้พร้อมมากที่สุด เมื่อโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงซึ่งไม่น่าจะนานเกินรอ เพราะจะว่าไปแล้ว หน้าที่หลักของพรรคการเมืองใหม่ของพวกเราก็คือ การใช้ปฏิบัติการทางการเมืองและทางวาทกรรมของพรรคเรามาเป็น “ตัวเร่ง” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในจิตสำนึกทางการเมืองของมวลมหาประชาชน เกิดขึ้นเร็วเข้านั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ พรรคการเมืองใหม่ของพวกเรา จึงเป็นทั้ง เงื่อนไข และ ดอกผล แห่งการต่อสู้ของขบวนการภาคประชาชนอย่างขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้ผลักดันให้เกิดการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมมาโดยตลอดอย่างไม่หยุดยั้งนั่นเอง พรรคการเมืองแบบนี้ในประเทศนี้มีแต่พรรคการเมืองใหม่ของพวกเราเท่านั้น ที่ทำหน้าที่นี้ มิใช่พรรคอื่นพรรคไหนเลย

พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก พรรคการเมืองใหม่ของพวกเราจะต้องเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นจริง ที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมร้อย อุดมคติ อุดมการณ์ และวิชันของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้ากับปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการของพวกเรา เอกภาพระหว่างความคิดกับการกระทำ ซึ่งเป็นจุดเด่นและจุดแข็งที่สุดของขบวนการพันธมิตรฯ จะต้องปรากฏออกมาให้สังคมได้ประจักษ์ และรับรู้อย่างเป็นรูปธรรมเสมอ เพราะมีแต่เป็นเช่นนี้ กระทำเช่นนี้ สำแดงออกมาเยี่ยงนี้ พรรคการเมืองใหม่ของพวกเราจึงสามารถที่จะเติบใหญ่ เข้มแข็ง และได้รับการยอมรับ เชื่อถือ ศรัทธาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ โดยที่ พรรคของพวกเราจะต้องเป็นรูปธรรมที่แสดงออกถึงความเป็นเอกภาพระหว่างความคิดกับการกระทำของขบวนการพันธมิตรฯ อย่างชัดเจนและชัดแจ้งที่สุดเสมอ

พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก ปัญหาการสร้างพรรคของพวกเรา จึงไม่สามารถแยกออกจากปัญหาเป้าหมายสูงสุดของพันธมิตรฯ และปัญหาพลวัตของขบวนการพันธมิตรฯ ได้ เพราะในอีกแง่มุมหนึ่ง พรรคมิใช่สิ่งใดอื่น นอกไปจากเป็นอีกรูปการหนึ่งที่เผยตัวออกมาจากจิตสำนึกอันสูงส่งของพวกเราชาวพันธมิตรฯ นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีว่าด้วยการสร้างพรรคของพวกเรา จึงควรจะต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และความเป็นไปได้สูงสุดเท่าที่จะสำแดงออกมาได้อย่างมีพลวัตของพฤติกรรม และปฏิบัติการของพวกเราชาวพันธมิตรฯ กล่าวโดยนัยนี้ ความสามารถในเชิงปฏิบัติการทางการเมืองของพรรค กับ ความสามารถในการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในองค์กรของพรรค และ ความสามารถในการที่จะวิวัฒน์ตนเองอย่างไม่หยุดยั้งของพรรค 3 ความสามารถนี้ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้พรรคการเมืองใหม่ของพวกเราประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้ได้

เพราะฉะนั้น แนวคิดหรือมุมมองเกี่ยวกับพรรคของพวกเรา จะต้องเป็นมุมมองที่มองกระบวนการสร้างพรรคของพวกเราอย่างเป็นกระบวนการที่ไม่หยุดนิ่งตายตัว แต่เป็นกระบวนการที่เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา และเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์เสมอ เพราะก็อย่างที่เราได้เคยนิยามไปแล้วว่า พรรคของพวกเราคือ องค์รวมของเจตนารมณ์รวมหมู่ที่มีจิตสำนึก และมีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ทางการเมืองของเหล่าปัญญาชนออแกนิกจากขุมพลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการปฏิรูปเสรีนิยม การปฏิรูปประชาธิปไตย และการปฏิรูปเชิงลึกหรือการเปลี่ยนแปลงเชิงลึก ซึ่งทั้งหมดนี้คือเนื้อแท้หรือเนื้อในของคำว่า “การเมืองใหม่”

พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก ความสำเร็จของพรรคของพวกเรานั้น ย่อมแยกไม่ออกจากการนำและผู้นำของพรรคเรา ซึ่ง ในสถานการณ์ยุคก่อร่างสร้างพรรคอย่างเช่นยุคปัจจุบันนี้ เรามีความเห็นว่า ผู้นำของพรรคของพวกเรา ควรจะมีลักษณะเป็นผู้นำประเภท “ผู้นำผู้มีบารมี” (charismatic leader) จึงจะสามารถนำพรรคของพวกเราไปสู่ความสำเร็จทางการเมืองได้

นิยามของคำว่า “บารมี” (charisma) ของผู้นำพรรคในที่นี้คืออะไร? สิ่งนั้นก็คือ คุณสมบัติพิเศษ ของบุคคลคนหนึ่งซึ่งผู้คนเห็นว่า มิใช่สิ่งปกติธรรมดา และเพราะบุคคลผู้นั้นมีคุณสมบัติเช่นนี้ จึงทำให้บุคคลผู้นั้นต่างออกไปจากคนธรรมดา คือเป็น บุคคลพิเศษ ที่มี พลังที่ไม่ธรรมดา อยู่ในตัวอันเป็นพลังที่คนอื่นยากที่จะลอกเลียนแบบได้ เพราะมันเป็นพลังพิเศษที่ราวกับได้รับพรที่ประทานมาจากเบื้องบนเลยทีเดียว

ด้วยเหตุผลเหล่านี้นี่เอง บุคคลผู้นั้นจึงได้รับการยอมรับจากผู้คนให้เป็น “ผู้นำ” และเป็น ผู้นำที่มีบารมี หรือ ผู้นำบารมี จะเห็นได้ว่า คำว่า “บารมี” ในที่นี้อย่างน้อยจะต้องเป็นผลรวมที่มาจาก คุณสมบัติภายใน ต่างๆ ของคนผู้นั้นที่จะมาเป็น “ผู้นำ” ของพรรคเรา ดังต่อไปนี้คือ ความใจกว้างใจใหญ่ ความมีขันติอดกลั้น ความองอาจกล้าหาญ ความเยือกเย็นหนักแน่น ความเคารพในตนเอง ความตรงไปตรงมา ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ ความเอาใจใส่ต่อผู้อื่น ความมีมนุษยธรรมเหล่านี้ เป็นต้น

แต่จะว่าไปแล้ว คุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ยังเป็นแค่ เงื่อนไขที่จำเป็น สำหรับการมี “บารมีที่แท้จริง” เท่านั้น เพราะสิ่งที่เป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะกำหนดความมี “บารมี” ของคนคนหนึ่งที่จะมาเป็น “ผู้นำ” ของพรรคเรา มิใช่แค่คุณสมบัติเหล่านั้นของบุคคลผู้นั้น แต่เป็น การยอมรับทางสังคม หรือ การยอมรับจากคนอื่นที่เป็นมวลชนผู้มีศรัทธาในตัวบุคคลผู้นั้น และพลังที่ไม่ธรรมดาของบุคคลผู้นั้นต่างหาก

“บารมี” จึงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม มิใช่เป็นแค่เรื่องของบุคลิกภาพทางจิตวิทยาธรรมดา เพราะ บารมีเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้นำกับผู้ตามที่เห็นพ้องหรือเห็นด้วยกับแนวทางของผู้นำ พลังแห่งบารมีของ ผู้นำบารมี (charismatic leader) จึงตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นทางจิตใจล้วนๆ ของผู้นำคนนั้นที่มีต่อความเชื่อทางการเมือง หรือคำประกาศทางการเมือง (manifestation) ที่ผู้นำคนนั้นได้ประกาศออกมาสู่สังคมอย่างลือลั่นราวกับบันลือสีหนาท

ด้วยเหตุนี้ พลังแห่งบารมี จึงต้องตั้งอยู่บนศรัทธาที่ผู้นำคนนั้นมีต่อวีรภาพ หรือความเป็นผู้หาญกล้าอย่างชนิด “ตายเป็นตาย” หรือกล้าที่จะเอาชีวิตหรือเอาทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของตนเข้าแลก โดยให้ความหมายและคุณค่าสูงสุดกับคำประกาศทางการเมือง หรือความเชื่อทางการเมืองของตนว่า เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเหนือสิ่งอื่นใด เพราะมีแต่บุคคลเช่นนี้เท่านั้นที่จะเป็น ผู้นำบารมี ได้

ไม่แต่เท่านั้น ความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อความเชื่อทางการเมืองของตนที่ผู้นำคนนั้นมีนี่เอง ยังได้ก่อให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงเชิงลึก” ขึ้นภายในตัวผู้นำคนนั้นจากข้างในก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นแล้ว ผู้นำคนนั้นจึงค่อยๆ สร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ให้เกิดขึ้นสู่ภายนอกเป็นวงกว้างตามลำดับ จนกระทั่งเกิดการสร้างพรรคการเมืองขึ้นมาในที่สุด โดยที่พรรคการเมืองก็ได้กลายมาเป็นพลังอีกพลังหนึ่งของผู้นำบารมี และคณะของเขาที่จะนำการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงมาสู่บ้านเมืองนี้

พรรคการเมืองที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงอย่าง พรรคการเมืองใหม่ ของพวกเรา จึงต้องเป็นพรรคที่มี ผู้นำบารมี เป็นผู้นำโดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจาก คณะผู้บริหารพรรค ของพวกเรา ซึ่งจะต้องเป็น กลุ่มปัญญาชนออแกนิกจากขุมพลังพันธมิตรฯ ที่เป็นทั้งนักสู้ที่เห็นด้วย และยินดีร่วมหัวจมท้ายไปกับผู้นำบารมีของพวกขา โดยที่ผู้ปฏิบัติงานของพรรคเรา คือกลุ่มคนทำงานที่ได้รับการคัดเลือก และอบรมบ่มเพาะเพื่อให้มาเป็นผู้ปฏิบัติงานของพรรคโดยเฉพาะ โดยการคัดเลือกนี้จะคัดเลือกมาจากระดับจิตสำนึกหรือความตื่นตัวทางการเมืองของผู้นั้น และจากคุณสมบัติภายในแบบบารมีในตัวของบุคคลผู้นั้นเป็นหลัก

จะเห็นได้ว่า กลไกการทำงานของพรรคเรา จะต้องประกอบขึ้นมาจากผู้นำบารมี คณะของผู้นำบารมีซึ่งเป็นคณะผู้บริหารพรรค และเป็นกลุ่มปัญญาชนออแกนิกผู้เป็นกลุ่มนักสู้ผู้ร่วมทางที่ร่วมหัวจมท้ายไปกับผู้นำบารมี และผู้ปฏิบัติงานของพรรคที่เข้ามาช่วยงานของพรรคอย่างทุ่มเทด้วยจิตใจที่เสียสละ ด้วยเจตนารมณ์เสรี และด้วยอุดมการณ์อันสูงส่ง ทั้งหมดนี้รวมตัวกันและเชื่อมร้อยจิตใจกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างแน่นแฟ้น อย่างมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันฉันสหายร่วมรบ

โดยที่ งานหลักๆ ของพรรคเราคือ การเป็นตัวถ่ายทอด หรือผลิตซ้ำชุดวาทกรรมของพรรค ของผู้นำพรรค และของคณะผู้นำพรรคออกมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่โลกแห่งชีวิตประจำวันของมวลมหาประชาชนที่จะเป็นฐานสนับสนุนของพรรคเรา เพื่อก่อให้เกิด “พื้นที่อิสระ” ที่มวลชนสามารถสลัดหลุดจากโซ่ตรวนแห่งการครอบงำทางความคิด และอุดมการณ์ของโครงสร้างอำนาจเก่าและของการเมืองเก่าได้

พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก ในยุคแห่งวิกฤตหลากมิติอย่างในยุคนี้ จะมีก็แต่ พลังแบบบารมี (charisma) ที่เป็นความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้นำบารมีกับมวลชนผู้เห็นพ้องจำนวนมหาศาลเท่านั้น ที่จะมีพลังยิ่งใหญ่พอที่จะฝ่าทะลวงวิกฤตเหล่านี้ไปได้ การต่อสู้กับระบอบทักษิณที่ผ่านมาของพวกเรา ได้พิสูจน์ยืนยันถึงความทรงพลังของพลังแบบนี้มาแล้ว และมันจะได้รับการพิสูจน์อีกครั้งจากการสร้างและการต่อสู้หลังจากนี้ของพรรคการเมืองใหม่ของพวกเรา

ทั้งนี้ ก็เพราะว่า พรรคของพวกเราก็จะใช้ พลังแบบบารมี นี้ในการปะทะกับพลังฝ่ายทุนนิยมสามานย์ และพลังฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และรังสรรค์ปรากฏการณ์ใหม่ๆ และสิ่งใหม่ๆ ให้แก่บ้านเมืองนี้ให้จงได้ แต่เพราะการที่พรรคของพวกเราจำต้องใช้ พลังแบบบารมี ในการต่อสู้เพื่ออำนาจ (power struggle) และสถาปนาความเป็นใหญ่เชิงอุดมการณ์ในสังคม ชะตากรรมของพรรคเราจึงยากที่จะหลีกเลี่ยงชะตากรรมแบบเดียวกับ โปรเมเธียส (Prometheus) ในตำนานเทพปกรณัมของกรีกไปได้

โปรเมเธียส คือเทพที่เปี่ยมไปด้วยจิตใจที่เสียสละ กล้าหาญ และมีเมตตาธรรมสูงยิ่ง เพียงเพราะเพื่อหวังช่วยมวลมนุษย์ โปรเมเธียส จึงบังอาจละเมิดกฎของผู้บงการสวรรค์ หรือเซอุส (zeus) ด้วยการแอบไปขโมยไฟจากสวรรค์มาให้ความอบอุ่นแก่มวลมนุษย์ ผลก็คือ โปรเมเธียสต้องถูกลงทัณฑ์ด้วยการถูกจับไปตรึงกับศิลา แล้วโดนพวกนกแร้งรุมจิกทึ้งควักตับไตไส้พุงมากิน แต่ต่อให้ต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้ พวกเราและพรรคของพวกเราก็ยินดีอาสาเข้าไปแบบรับภารกิจ “การให้ปัญญาแก่ประชาชน” นี้ด้วยความเต็มใจ ทั้งนี้ก็เพราะว่า พวกเราคือ นักรบแห่งธรรม และพรรคของพวกเราคือ พรรคของนักรบแห่งธรรม ที่ยากจะหาพรรคการเมืองใดในแผ่นดินนี้มาเทียบเคียงกับพรรคของพวกเราได้




 

Powered by MakeWebEasy.com