39. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ) 5/1/53

39. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ) 5/1/53

39. พันธมิตรฯ รำลึก ว่าด้วยพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ (ต่อ)


พี่น้องเอย ขณะนี้ทั้งประเทศของเรา และโลกของเรากำลังเข้าสู่ช่วงแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์แห่งอารยธรรมของมนุษยชาติ

ขณะเดียวกัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก ระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศหรือสภาวะโลกร้อน กำลังกลายเป็นปัญหาความเป็นความตายของคนรุ่นลูกรุ่นหลานเราทั่วทั้งโลกในอนาคตอันใกล้ นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาวิกฤตเชิงสถาบันอย่างรอบด้าน ซึ่งลำพังโดยตัวมันเองก็เป็นปัญหาที่ยากลำบากในการแก้ไขอยู่แล้ว และยังกินเวลาในการปฏิรูปให้มันดีขึ้นอีกด้วย

พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก การที่ประเทศของเราจะสามารถนำพาตัวเองให้รอดพ้นจากสภาพ “โคตรวิกฤตแห่งวิกฤต” เช่นนี้ได้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี กลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ ที่มีทั้งความสามารถในการนำสูง มีวิชันที่ทั้งบูรณาการและกว้างไกล มีความสามารถในการตัดสินใจที่เฉียบขาดถูกต้องในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ และเหนือสิ่งอื่นใดคือมีความกล้าหาญทางจริยธรรม และมีความมุ่งมั่นทางการเมืองที่จะลงมือปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างรอบด้านในทุกมิติ

พี่น้องเอย กลุ่มผู้นำรุ่นใหม่นี้จะหามาจากไหนได้เล่า ถ้ามิได้มาจากพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ของพวกเรา หรือมาจากขบวนการพันธมิตรฯ ของพวกเรา ซึ่งเป็น “เบ้าหลอม” อันยิ่งใหญ่และทรงพลังในการผลิตบุคลากรที่จะออกมาเป็นผู้นำทางการเมือง และผู้นำทางสังคมในทุกวงการ ในทุกระดับ และทุกภาคส่วนของสังคมไทย เพราะพรรคของพวกเรามีปณิธานอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ โดยถือว่า การเป็นจักรกลแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างบูรณาการให้แก่สังคมไทย คือภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของพรรคเรา

หนุ่มสาวเอย พ่อแม่พี่น้องเอย ไม่ว่าพวกท่านจะอยู่ที่ไหน และไม่ว่าพวกท่านกำลังจะทำอะไร ขอให้พวกท่านจงเปิดใจให้กว้าง เปิดตาให้กว้าง และหันมาสนใจในภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ เหมือนกับพวกเรา และเหมือนกับพรรคของพวกเราเพื่อร่วมมือกันทุ่มเทตัวเองให้แก่การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่นี้ ด้วยการเข้ามาร่วมสร้างพรรคการเมืองของพวกเราร่วมกันเถิด นี่เป็นโอกาสแห่งประวัติศาสตร์ที่คงหาไม่ได้อีกแล้วในช่วงชีวิตของเรา

พี่น้องชาวพันธมิตรฯ ที่รัก “คน” ในพรรคของพวกเรา ควรจะมี “ต้นแบบ” เป็นคนประเภทใดถึงจะทำให้พรรคของพวกเราสามารถบรรลุภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ขั้นต้นได้?

“ต้นแบบ” ของ “คน” ในพรรคของพวกเรา ควรจะเป็นคนที่รู้จักดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ไม่ใช้สิ่งเสพติด ไม่เล่นการพนันใดๆ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งหมั่นออกกำลังจิตด้วยการเจริญสมาธิภาวนา เพราะ “คน” ของพรรคเรา ที่จะมาเป็น ผู้นำรุ่นใหม่ ของสังคมนี้ ควรเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้คนในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ “คน” ของพรรคเรา ควรเป็นคนที่มีความคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดีอย่างมีความหวังเสมอ และที่สำคัญควรมีศรัทธาเชื่อมั่นในพลังของธรรมะ และพลังแห่งความรักอันเป็นสากล ว่าเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล และเป็นพลังที่ทำให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

ด้วยเหตุนี้ “คน” ของพรรคเรา จึงถือหลักการสากลนิยม ที่จะไม่แบ่งแยกผู้คน กีดกันผู้คนด้วยระดับการศึกษา ชนชั้น ฐานะทางสังคม เชื้อชาติ หรือศาสนา แต่จะถือว่าคนเราทุกคนคือ พี่น้องร่วมครอบครัวใหญ่เดียวกัน ที่ควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันให้มากๆ สิ่งที่ทำให้ “คน” ของพรรคเราแตกต่างไปจากคนของพรรคอื่นๆ ก็คือ คนของพรรคเรา จะไม่คิดเชิงลบเกี่ยวกับตนเอง ไม่คิดเชิงลบเกี่ยวกับคนอื่น ไม่พูดเชิงลบกับตนเอง ไม่พูดเชิงลบกับคนอื่น ไม่ดูถูกใครและไม่ซ้ำเติมใคร

“คน” ของพรรคเรา ควรมีร่างกายที่แข็งแกร่ง มีจิตใจที่แจ่มใส ไม่เครียดและอารมณ์ดีอยู่เสมอ จึงสามารถมีชีวิตอย่างอิสรชน หรือเสรีชนที่พึ่งตนเองได้แบบพอเพียง และมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย กินอยู่แบบพอดี มีวินัยในการใช้ชีวิตและการบริโภค เต็มใจที่จะแบ่งปันส่วนเกินของตนให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนจำเป็น ยินดีที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมมากกว่าทำงานเพื่อตัวเอง

“คน” ของพรรคเรา ต้องเห็นคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง และของคนอื่น อีกทั้งจะต้องรู้จักการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ และอย่างมีวิถีเพื่อที่จะสามารถขุดค้นนำเอาศักยภาพที่แฝงเร้นอยู่ในตัวเองออกมาใช้ให้มากที่สุดในทุกมิติ และทุกด้านของชีวิต “คน” ของพรรคเรา จึงมีทั้งคุณธรรมที่ตกทอดสืบต่อกันมาแต่โบราณ

แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีองค์ความรู้ที่ทันสมัยเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่คิดแล้วลงมือทำ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองในชีวิตประจำวันด้วย จึงทำให้ “คน” ของพรรคเรา เป็น “คนใหม่” ของสังคมไทยที่ใส่ใจดูแลตัวเองเป็นอย่างดี เพื่อที่จะได้ทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมอย่างเต็มที่ เป็นผู้ที่เข้มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีความสงบเยือกเย็นอยู่ในตัว เพราะเข้าใจจิตใจของตนเอง และจิตใจของผู้อื่น

“คน” ของพรรคเรา จะต้องออกไปเคลื่อนไหว เพื่อสร้างระบบการเมืองการปกครอง และระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่เป็นธรรมยิ่งกว่าเดิม พวกเขาจะต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้จัดการที่คอยดูแลผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดินทองผืนนี้ เพื่อทำให้ทุกชีวิตในสังคมนี้สามารถอยู่ดีมีสุขอย่างสงบสันติ โดยใช้ประโยชน์จากธรรมชาติร่วมกันอย่างก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกชีวิต

ด้วยเหตุนี้ “คน” ของพรรคเรา จึงควรเป็นแบบอย่างที่ดีของการเป็นคนที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด และคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน เพราะมันคงเป็นไปได้ยาก ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงสังคมโดยที่เราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง การเปลี่ยนแปลงสังคม และการสร้างการเมืองใหม่ จึงต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเอง เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงจิตใจของ “คน” ในพรรคของพวกเรากันเองก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อเราเปลี่ยนไปแล้ว โลกก็ย่อมจะเปลี่ยนตามไปด้วยอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว

นอกจากนี้ “คน” ของพรรคเรา จะต้องพยายามทำให้ ชุมชน ของตนเองดีขึ้น หรือไม่ก็ต้องเข้าไป สร้างชุมชนขึ้นมาใหม่ ในที่ที่ประชาชนในท้องถิ่นนั้นเริ่มขาดความรู้สึกถึงความผูกพันระหว่างกันและกัน และไม่สามารถที่จะร่วมกันเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ที่กำลังรุมเร้าท้องถิ่นของพวกตนได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่เกิดจากกระบวนการกำหนดนโยบาย และการตัดสินใจสาธารณะของรัฐที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อท้องถิ่นนั้น โดยที่ “คน” ของพรรคเรา จะต้องเข้าไปช่วยกระตุ้นให้เกิด กระบวนการเรียนรู้ ของผู้คนในท้องถิ่นนั้น จนกระทั่งเกิดเป็น “ชุดความคิด” ชุดหนึ่งขึ้นมาที่สามารถต่อกรกับรัฐ และสามารถใช้อธิบายกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐได้ว่า มีข้อเสียอย่างไร ไม่รอบด้าน ไม่รอบคอบอย่างไร ไม่เป็นธรรมอย่างไร และไม่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร โดยมิได้ถูกผูกขาดความคิดเห็นโดยภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

“คน” ของพรรคเรา จึงต้องพยายามทำให้ประชาชนทั่วไปตื่นตัวทางการเมืองยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยการชี้ให้พวกเขาเห็นว่า การเมืองมิใช่เป็นแค่เกมอำนาจของผู้มีอิทธิพลหรือพวกนักการเมืองอาชีพที่กีดกัน และขับประชาชนคนธรรมดาออกไปเท่านั้น

เพราะถ้าหากประชาชนทั่วไปยังเชื่อผิดๆ อยู่เช่นนี้ ประชาชนก็จะเกิดความรู้สึกตายด้านทางการเมืองว่า ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงยอมจำนนคล้อยตามต่อผู้มีอำนาจทางการเมืองโดยไม่โต้แย้ง และไม่คิดลุกขึ้นมาประท้วงต่อต้าน “คน” ของพรรคเรา จึงมีหน้าที่เข้าไปช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทำให้เกิด การเมืองที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อดึงประชาชนคนธรรมดาที่ถูกกีดกันและถูกขับออกไปให้กลับเข้ามาสนใจการเมือง และมีส่วนร่วมทางการเมืองอีกครั้ง

เพราะหากประชาชนทั่วไปยังไม่ตื่นตัวทางการเมือง พวกเขาก็จะไม่มีวันตระหนักได้เลยว่า ชีวิตที่ต้องลำบากปากกัดตีนถีบในการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่ทุกวันนี้ มันเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับการเมือง และการครอบงำของทุนสามานย์กับอำนาจรัฐอุปถัมภ์ที่ตกอยู่ในกำมือของพวกนักการเมืองอาชีพเพียงไม่กี่ร้อยคนในรัฐสภาอย่างไรบ้าง และเพราะการที่พวกเขาใช้ชีวิต “อย่างไม่มีปากมีเสียง” เช่นนี้แหละ พวกเขาจึงกำลังค้ำจุน และสร้างความชอบธรรมให้แก่การปกครองที่ถูกครอบงำโดยทุนสามานย์นี้ไปโดยปริยาย

“คน” ของพรรคเรา จึงต้องหมั่นรับรู้ให้ได้ว่า อะไรกำลังเกิดขึ้นในความคิด ในความรู้สึกของประชาชนเหล่านี้ จากนั้นก็ทำการสื่อสารกับพวกเขา ด้วยภาษาของพวกเขา เพื่อให้พวกเขาเข้าใจตามแบบของพวกเขา จนกระทั่งพวกเขาเกิดความรู้สึกเห็นร่วม และมีความหวังเกี่ยวกับอนาคตร่วมกันกับพรรคของพวกเรา จนถึงจุดที่พวกเขารู้สึกต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม และการเมืองขึ้นมาด้วยตัวของพวกเขาเอง

โดยทั่วไป 4เป็นผู้ที่มีความตื่นตัวทางการเมือง หรือมีจิตสำนึกทางการเมืองอยู่ก่อนแล้ว จึงออกไปปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อสั่งสมประสบการณ์ทางการเมือง ส่วนมวลชนของพรรคเราหรือประชาชนของเรา ต้องเข้ามาร่วมปฏิบัติการทางการเมือง หรื อเข้ามาสื่อสารทางการเมืองสองทางกับขบวนการของพวกเรา หรือพรรคของพวกเราก่อน ถึงจะเกิดความตื่นตัวทางการเมืองขึ้นมาได้

ขณะที่ เนื้อหาแห่งจิตสำนึกทางการเมืองของ “คน” ในพรรคเรา จะต้องมีความไม่ยึดติดในตัวบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม มีความเป็นนามธรรมสูงเพราะยึดถือในหลักการ ฐานคิด และปรัชญาอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคเป็นสำคัญ ส่วนมวลชนของพรรคหรือประชาชนของเรา จะมากหรือน้อยย่อมยึดติดในตัวบุคคลที่เป็น “ผู้นำ” ของพวกเขาเป็นสำคัญอยู่บ้าง ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นธรรมชาติของพวกเขา

การที่มวลชนของพรรคเรา ประชาชนของเราจะ “ก้าวข้าม” พรมแดนแห่งมวลชนเข้ามาเป็น “คน” ของพรรคเราได้นั้น พวกเขาจะต้องมี จิตสำนึกที่ท่วมท้น มากกว่า จิตสำนึกที่ถูกกลืน ในโครงสร้างทางจิตใจของพวกเขาเสียก่อน การดำรงอยู่จริงของ จิตสำนึกที่ท่วมท้น นั้น สามารถเห็นได้ในชีวิตจริงของคนบางคนที่ไม่รู้ว่าเอาพลังมาจากไหนในการทำงานที่สร้างสรรค์เพื่อส่วนรวมอย่างไม่หยุดยั้ง อย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก และไม่ย่อท้อ ซึ่งก็คือ ผู้ที่เป็น นักรบแห่งธรรม นั่นเอง



 

Powered by MakeWebEasy.com