บทที่ 2 อะไรคือวีรบุรุษที่แท้

บทที่ 2 อะไรคือวีรบุรุษที่แท้






บทที่ 2 อะไรคือวีรบุรุษที่แท้

 

 

 

“เพราะเขาเป็นคนอ่อนแอเขาจึงเห็นแก่ตัว ลูกจงจำไว้นะว่าคนที่เข้มแข็ง ก็คือคนที่ไม่เห็นแก่ตัวนั่นเอง”

วาทะของแม่

          “ในทุกสังคมมีบุคคลทั้งที่มีจริงและไม่มีจริงในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการ ยกย่องอย่างสูง
เนื่องจากการกระทำของเขาอันเป็นการกระทำที่ทำได้ยาก
บุคคล ประเภทดังกล่าวนี้อาจเรียกกว้างๆ ได้ว่า
‘วีรบุรุษ’

          “วีรบุรุษจำลองเอาอุดมคติของคุณธรรมที่สังคมยกย่องมาไว้ในรูปของ บุคคล
สังคมย่อมต้องการเอาอุดมคติของคุณธรรมทั้งที่สามารถบรรลุได้และ ไม่สามารถบรรลุได้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานทางจริยธรรมของตน

         
“การทำให้อุดมคติเหล่านี้อยู่ในรูปของบุคคล ทำให้สามารถย้ำและสืบทอด อุดมคติได้ง่าย
แม้ในความเป็นจริงวีรบุรุษไม่ใช่คนจริงเป็นแต่เพียงอุดมคติแสดงออก
โดยผ่าน
‘เรื่องราว’ ของเอกบุคคลคนหนึ่ง
วีรบุรุษจึงเป็นอุดมคติที่มีเลือดเนื้อและ บุคลิกภาพซึ่งคนอาจจำลองตัวเองให้เห็นว่าเป็นไปตามนั้นได้

         
“กล่าวโดยโวหารมีบทสนทนาอันไม่รู้สิ้นสุด ระหว่างคนกับวีรบุรุษอยู่ตลอด เวลา”

         
ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ “วีรบุรุษในวัฒนธรรมไทย”

          ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 4

          (วันที่ 9 มีนาคม 2536)

 

         ในความเข้าใจของผมคนที่เป็น “คนดี” นั้นจะต้องมีคุณสมบัติของ “คนกล้า” หรือ “วีรบุรุษ” อยู่ภายในตัวด้วย! ผมขอยอมรับว่านิยามของความ เป็น “วีรบุรุษ” ของตัวผมนั้นได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งยิ่งจากภาพยนตร์กังฟู เรื่องหนึ่งของบริษัทชอว์ บราเดอร์ เมื่อสิบห้าปีก่อนที่นำแสดงด้วยตี๊หลุง ฉากแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดฉากด้วยการนิยามคำว่า “วีรบุรุษ” โดยผ่าน บทสนทนาระหว่างตี๊หลุงซึ่งเล่นเป็นศิษย์ฆราวาสรุ่นพี่คนโตของวัดเส้าหลิน (ใต้) กับเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินผู้เป็นอาจารย์ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้แก่เขา ในช่วงสมัยราชวงศ์เช็งที่ทางการพวกแมนจูกำลังวางแผนกวาดล้างวัด เส้าหลินซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกกบฏกู้ชาติ

 

        “เธอรู้ไหมว่า วีรบุรุษนั้นคือ  บุคคลเยี่ยงใด!”

        “ไม่ทราบครับอาจารย์”

        “วีรบุรุษคือบุคคลที่สามารถและยินยอมกล้ำกลืนแบกรับความเจ็บช้ำ ความปวดร้าว และความเข้าใจผิดทั้งปวงไว้กับตนเอง เพื่อบรรลุปณิธาน ในชีวิตของตน บุคคลเช่นนี้แหละคือวีรบุรุษที่แท้จริงหาใช่พวกที่กระทำการใด ๆ ด้วยความบ้าบิ่นมุทะลุอย่างไม่กลัวความตายไม่!"

 

        ฉากต่อมา... เริ่มต้นภายหลังจากวัดเส้าหลินใต้ถูกทำลายอย่างย่อยยับ เจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในวัดส่วนใหญ่ถูกฆ่าตายจนแทบหมดสิ้นหลงเหลือ ศิษย์ฆราวาสที่มีฝีมือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กำลังซ่องสุมรวบรวมผู้คนเพื่อมาล้างแค้นทัพแมนจูที่ยังตั้งทัพควบคุมสถานการณ์อยู่ ขณะเดียวกันก็มีข่าว สะพัดไปทั่วว่าศิษย์ผู้พี่คนโต (ตี๊หลุง) ได้ทรยศต่อสำนักหันไปสวามิภักดิ์กับ ราชวงศ์แมนจูเสียแล้วโดยการรับผิดชอบเป็นหัวหน้าหน่วยปราบปรามพวก กบฏแห่งวัดเส้าหลินที่ยังหลงเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนไม่น้อย

        ในที่สุดศิษย์ผู้พี่คนโตก็สามารถตามจับกุมศิษย์ฆราวาสรุ่นน้องที่ เหลืออีกสามคนของตนและเป็นแกนนำของพวกกบฏแห่งวัดเส้าหลินได้หมด ด้วยวิชาฝีมือที่เหนือกว่า  แต่แทนที่จะฆ่าทิ้งเขากลับขออนุญาตจาก “องค์ชาย” ผู้คุมกองทัพแมนจูมาถล่มวัดเส้าหลินและเป็น “เจ้านาย” ของเขานำตัวคน สามคนนี้ไปคุมขังโดยอ้างว่าเพื่อนำไปทรมานรีดเค้นให้สารภาพบอกที่หลบ ซ่อนของแกนนำคนอื่นๆ กับสมัครพรรคพวก

        วิธีการทรมานของศิษย์ผู้พี่คนโตแทบไม่ต่างจากการเคี่ยวกรำ ร่างกายในการฝึกวิชากังฟูของวัดเส้าหลินเลย ภายในระยะเวลาไม่นานนัก แทนที่ศิษย์ผู้น้องสามคนจะมีสุขภาพอ่อนแอทรุดโทรมลงการณ์กลับกลาย เป็นว่าพวกเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก จนพวกแมนจูเริ่มสงสัยและ ระแวงในตัวของศิษย์ผู้พี่คนโตจึงทดสอบความภักดีของเขาด้วยการให้เขา ออกไปประลองฝีมือกลางแจ้งกับหนึ่งในศิษย์รุ่นน้องสามคนที่เป็นนักโทษ จนกระทั่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกตายกันไปข้างหนึ่ง ศิษย์ผู้พี่คนโตจำใจต้องฆ่า ศิษย์รุ่นน้องของตนจนตายแทบเท้าท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาปกปิด น้ำตาความร้าวรานใจของตัวเขา

        เขาอดทนรอคอยโอกาส จนกระทั่งกำลังกองทหารส่วนใหญ่ของแมนจูมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องยกทัพกลับไปเมืองหลวง ประจวบกับ ได้รับข่าวว่าพวกกบฏเส้าหลินจะยกกำลังมาช่วยพรรคพวกที่ติดอยู่ในคุก เขาจึงเปิดเผยจุดประสงค์แท้จริงของตนออกมาแล้วจึงแหกคุกช่วยปลดปล่อย ศิษย์รุ่นน้องสองคนกับพวกและบุกเข้าไปในตำหนักทำการต่อสู้กับ “องค์ชาย” และพวกองครักษ์จนกระทั่งสามารถสังหาร “องค์ชาย” แมนจูด้วยวิชาหัตถ พุทธเส้าหลินล้างแค้นให้แก่อาจารย์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ตัวเขาเองก็ได้รับ บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน

        ฉากสุดท้าย... พวกกบฏเส้าหลินบุกเข้ามาในตำหนักเพื่อกวาดล้าง พวกแมนจูให้สิ้นซาก เด็กหนุ่มฝ่ายกบฏที่เลือดร้อนคนหนึ่งเห็นศิษย์ผู้พี่คนโต ยืนพิงกำแพงหมดแรงด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสอยู่จึงตรงรี่ปราดเข้าไปแทง ศิษย์ผู้พี่คนโตด้วยดาบของเขาจนมิดด้าม ทั้งนี้เพราะความเข้าใจผิดคิดว่า ศิษย์ผู้พี่คนโตเป็นพวกขายชาติตามที่มีข่าวลือ ศิษย์รุ่นน้องอีกสองคนที่ตามมา ดูเหตุการณ์ในตำหนักทีหลังได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ต่อเหตุการณ์ข้างหน้าที่ เกิดขึ้นและพอจะเริ่มเข้าใจ “ความจริง” ขึ้นมาบ้างแล้ว เด็กหนุ่มคนนั้นถูก พรรคพวกจับแบกขึ้นบ่าและได้รับการเชิดชูว่าเป็น “วีรบุรุษ” ...ผมยังจำสีหน้า และแววตาซึ่งแสดงความปวดร้าวและเจ็บช้ำก่อนที่จะสิ้นลมของศิษย์ผู้พี่คนโต ที่แสดงโดยตี๊หลุงได้อย่างไม่มีวันลืมแม้จนบัดนี้

 




       ผมเก็บความทรงจำเกี่ยวกับนิยามของคำว่า “วีรบุรุษ” ดังที่ยกตัวอย่างเป็น หนังดังข้างต้นไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอาจารย์คนหนึ่งของผมซึ่งมีความรู้กว้าง ขวางเกี่ยวกับวรรณกรรมจีน ในคราวที่เราถกกันเรื่อง “คนดี” กับ “วีรบุรุษ” ซึ่ง เป็นประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจของสังคมไทยปัจจุบัน

        เพื่อนคนนี้ของผม แนะนำให้ผมอ่านหนังสือ “เลียดก๊ก”

        (เล่ม 8 กับ เล่ม 9) ตอน “อวดอ๋องยอมอัปยศเพื่อแก้แค้นหงออ๋อง”

        เขาบอกกับผมว่าแนวคิดเกี่ยวกับ “วีรบุรุษ” ในภาพยนตร์เรื่องนั้นที่ผม ได้เล่าให้เขาฟังนั้นคงจะมาจากตำนาน “วีรบุรุษ” ใน “เลียดก๊ก” ตอน “อวดอ๋อง ยอมอัปยศเพื่อแก้แค้นหงออ๋อง” เพราะตำนานเรื่องนี้เป็นที่โด่งดังมากในหมู่ คนจีนรุ่นก่อน  เพราะสอนให้คนเราควรยินยอมกล้ำกลืนความอัปยศเพื่อบรรลุ จุดประสงค์ของตน ผมหยิบ “เลียดก๊ก” ตอนนี้ออกมาอ่านทบทวนด้วยความ สนใจ... “เลียดก๊ก” เป็นพงศาวดารจีนในช่วงราชวงศ์เซียวและราชวงศ์จิว (ก่อนพุทธศักราช 1240 ปี ถึงพุทธศักราช 297) ซึ่งเก่าแก่กว่ายุค “สามก๊ก” (พ.ศ.337-807) เสียอีก

 

เกาเจียน“อวดอ๋อง” ฆ่าปู่ของฮูเฉ“หงออ๋อง” ที่ยกทัพเข้ามาตีเมืองอ๋อง ตายในสนามรบสร้างความเจ็บแค้นให้แก่ฮูเฉหงออ๋อง เจ้าเมืองหงอจึงยกทัพ มาแก้แค้นในอีกสามปีหลังจากนั้น อวดอ๋องสู้ไม่ได้จึงปรึกษากับ “ฮวมเล้” และ “บุนจง” ซึ่งเป็นมือซ้ายมือขวาของตน ได้ความคิดว่าจะติดสินบน “เป็กพี” ซึ่งเป็น “มือซ้าย” ของหงออ๋องที่เป็นคนโลภและมักมากในกามคุณให้ไปเกลี้ยกล่อม หงออ๋องให้ไว้ชีวิตอวดอ๋อง

        แม้จะได้รับการทัดทานจาก “หงอจูสู่” ผู้เป็น “มือขวา” ของหงออ๋อง แต่ในที่สุดหงออ๋องก็ใจอ่อนเพราะเห็นแก่ทรัพย์สินเงินทอง สตรีงาม ที่อวดอ๋อง ฝากเป็กพีนำมาสวามิภักดิ์ โดยมีข้อแม้ว่าอวดอ๋องและฮูหยิน (ภรรยา) จะต้องไป อยู่เมืองหงอทำงานเลี้ยงม้ารับใช้หงออ๋อง อวดอ๋องจำใจยินยอมฝากเมืองอวด ให้บุนจงดูแลพาฮูหยินกับฮวมเล้ไปเป็นข้ารับใช้หงออ๋องที่เมืองหงอพร้อมกับตน

        ไม่ว่าหงออ๋องจะไปเที่ยว ณ แห่งหนใด อวดอ๋องจะต้องผูกม้าไปเทียม เกวียนถือแส้คอยท่าหงออ๋องอยู่แล้วก็จูงม้านำเกวียนหงออ๋องไปด้วยทุกครั้ง  ชาวเมืองที่ได้พบเห็นก็จะพูดบอกต่อๆ กัน ด้วยเสียงอันดังว่า “พวกเราหากยัง ไม่รู้จักอวดอ๋องก็จงมาดูกันเถิดตอนนี้อวดอ๋องกำลังจูงม้าเทียมเกวียนของ หงออ๋องเดินมาโน่นแล้ว !!” มีผู้คนเป็นจำนวนมากแห่กันไปดูอวดอ๋อง

        อวดอ๋องรู้สึกอับอายยิ่งนักแต่ก็พยายามจูงม้าก้มหน้าเดินไปมิได้ เหลียวแลสบตาผู้ใด อวดอ๋องทำหน้าที่เลี้ยงม้าให้หงออ๋องเป็นเวลาสามปี   “ฮวมเล้” มือซ้ายของอวดอ๋องได้คอยดูแลระวังอวดอ๋องมิได้คลาดเคลื่อน ไปทั้งกลางวันและกลางคืน ในระหว่างนั้นหงออ๋องได้ส่งคนมาสอดแนมอยู่ เสมอว่าอวดอ๋องจะคิดอ่านประการใด ก็หาเห็นอวดอ๋องคิดอ่านไม่ยังทำงาน รับใช้ตนเป็นปกติอยู่จึงวางใจและดำริว่าจะยกโทษอวดอ๋อง

        ฝ่าย “หงอจูสู่” มือขวาของหงออ๋อง เมื่อได้ข่าวว่าหงออ๋องจะปล่อย อวดอ๋องก็ตกใจจึงรีบเข้าไปหาหงออ๋องเพื่อคัดค้านว่าการปล่อยอวดอ๋องไป เท่ากับเป็นการปล่อยเสือคืนป่าทางที่ดีควรกำจัดทิ้งเสียดีกว่า หงออ๋องรู้สึก คล้อยตามจึงสั่งคนใช้ให้ไปเอาตัวอวดอ๋องมาแต่เป็นเคราะห์ดีของอวดอ๋อง ที่ชะตายังไม่ถึงฆาตจึงทำให้หงออ๋องเกิดล้มเจ็บกะทันหันทำให้อวดอ๋องยืด เวลาการเข้าพบหงออ๋องไปได้ แต่อวดอ๋องก็คอยสอดแนมฟังข่าวอยู่เนืองๆ   จึงรู้ว่าหงออ๋องป่วยมาสามเดือนแล้วแต่ก็ยังไม่หายขาดจึงสั่ง “ฮวมเล้” คนสนิท ให้ไปดูอาการหงออ๋องเพราะฮวมเล้มีความรู้ทางการแพทย์

        ฮวมเล้ไปดูอาการป่วยของหงออ๋อง แล้วกลับมาบอกแก่อวดอ๋องว่า โรคของหงออ๋องนี้ดูท่าจะหายในอีกสี่ห้าวันข้างหน้าถ้าอวดอ๋องไปเยี่ยมใน ตอนนี้ก็จะดี เวลาไปเยี่ยมขอให้อวดอ๋องจงขอ “อุจจาระของหงออ๋อง” มาทำเป็น พิเคราะห์ดูแล้วใช้นิ้วมือจิ้มอุจจาระเข้าชิมแล้วจงบอกแก่หงออ๋องว่าโรคนี้อีก สี่ห้าวันก็จะหาย หากอวดอ๋องสามารถทำตามคำแนะนำของเขาได้แล้วก็เชื่อ ได้ว่าหงออ๋องจะสิ้นสงสัยและปล่อยตัวอวดอ๋องให้กลับประเทศไปเป็นมั่นคง

        อวดอ๋องตัดสินใจยอมกล้ำกลืนความอัปยศครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ทำตามคำแนะนำของฮวมเล้ทุกประการสร้างความตื้นตันให้แก่หงออ๋องจน ยอมปล่อยอวดอ๋องและฮูหยินกลับเมือง เมื่ออวดอ๋องเดินทางกลับมายัง เมืองของตนที่ “บุนจง” มือขวาของตนดูแลให้เป็นอย่างดีในระหว่างที่ตนเอง ไม่อยู่แล้วก็ยังไม่อาจลืมความหลังที่เป็น “ความแค้นและความอัปยศ” ของตน ได้อยากจะแก้แค้นด้วยการยกทัพไปตีเมืองหงอโดยเร็ว แต่ติดขัดที่ยังไม่ได้ โอกาสเสบียงอาหารและกำลังทหารก็ยังไม่พร้อม

        แต่เพื่อที่มิให้ลืม “ความแค้น” ของตนอวดอ๋องจึงสั่งให้คนใช้ไปตัด ไม้ท่อนกลมยาวศอกเศษมาประมาณห้าสิบท่อนเรียงซ้อนกันเป็นแถวใช้รอง นอนต่างเตียงนอนที่อ่อนนุ่ม และสั่งให้เอาดีหมูสดมาแขวนไว้ตรงข้างที่นอน ทุกคืน เมื่อหาวนอนเมื่อไหร่ก็จะเด็ดดีหมูที่มีรสขมมากัดกินเพื่อมิให้นอนหลับ จะได้ตรึกตรองครุ่นคิดแก้แค้นเมืองหงออยู่ทุกเวลา ซึ่งกลายเป็นที่มาของการ เริ่มต้นปฏิบัติการ “จองเวร” ครั้งมโหฬารของอวดอ๋องที่มีต่อหงออ๋องที่เป็นที่ กล่าวขานโจษจันกันมาจนถึงปัจจุบันนี้




        “จิตที่ถูกรัดรึงไว้ด้วยความแค้น เป็นพันธนาการอย่างหนึ่ง      
ดังนั้นการหลุดพ้นจากพันธนาการรึงรัดนั้นจึงคือการสามารถขจัด
ปัญหาความแค้นที่แท้จริง
และคือการหลุดพ้นทางจิตที่ไร้พันธนาการ อีกต่อไป
...
ปัญหาความแค้นจึงกลายเป็นปัญหาทางธรรมในที่สุด
และ การหลุดพ้นจากการผูกรัดรึงพันธนาการด้วยความแค้นจึงเป็นการ เปิดให้ดวงตาเห็นธรรม
คือส่วนหนึ่งในการบรรลุสู่การรู้แจ้งไปในตัว
... ‘
จิตที่ถูกรึงรัดด้วยความแค้น’ เป็นจิตที่คนโดยทั่วไปมีอยู่คือประสบพบ
มีแต่จิตที่สลัดหลุดพ้นจากพันธนาการนานาประการจึงจะเป็นจิตที่ สวางไสว
”

เรืองรอง รุ่งรัศมี “ความแค้น”

คอลัมน์ “กิ่งไผ่และดวงโคม”

ผู้จัดการรายสัปดาห์ (26 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2536)

 

ในที่สุด “บุนจง” มือขวาและที่ปรึกษาคนสนิทของอวดอ๋องก็ได้เสนอ แผนการระดับอภิยุทธศาสตร์ (Grand Strategy) 7 ประการให้อวดอ๋อง นำไปปฏิบัติเพื่อ “บ่อนทำลาย” หงออ๋องให้สิ้นกำลังลงก่อนที่จะยกทัพไป เผด็จศึกในขั้นสุดท้าย แผนการ 7 ประการที่ว่านั้นคือแผน “ทำให้รักก่อน แล้วกำจัดทีหลัง” ซึ่งได้แก่

        (1)    ถ้าหงออ๋องชอบสิ่งใดจงเอาใจปฏิบัติตามอย่าได้คิด เสียดายสิ่งของ

        (2)    ส่งเสบียงอาหารไปให้มิได้ขาด

        (3)    หาหญิงรูปงามและชำนาญการขับร้องไปเป็นนางบำเรอ จะได้หลงใหลและขาดการเอาใจใส่ต่อการบริหารราชการ

        (4)    ส่งเสริมให้ “คนโลภ” ชอบประจบสอพลอพูดจาส่อเสียด ไม่อยากให้คนอื่นดีกว่าตัวเป็นขุนนางใกล้ชิดที่หงออ๋องเชื่อถือและไว้วางใจ

        (5)    พยายามคิดฆ่าหรือขจัดขุนนางที่สัตย์ซื่อ มีสติปัญญา และ มีฝีมือกล้าแข็งของหงออ๋องให้จงได้

        (6)    จงตระเตรียมเสบียงอาหารให้พร้อม

        (7)    จงตระเตรียมกำลังทหารให้พร้อม

        อวดอ๋องใช้เวลา 7 ปีในการบรรลุแผนที่ 1 ถึงแผนที่ 3 โดยการส่งคน จำนวนมากไปเสาะหาต้นไม้ใหญ่ขนาดยี่สิบคนโอบและตัดส่งไปให้หงออ๋อง เพื่อทำเป็น “เหลา” ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างถึง 5 ปี ในขณะเดียวกันก็เสาะหาหญิง รูปงามจนกระทั่งได้ตัวนาง “ไซซี” จากการคัดเลือกหญิงงามทั้งหมดสองพัน กว่าคน และนำนางไซซีไปอบรมการขับร้องเพลงและดีดสีเป็นเวลาสามปีจน ชำนาญก่อนที่จะส่งไปถวายแก่หงออ๋อง

        “หงอจูสู่” ขุนนางผู้ภักดีและเป็นมือขวาของหงออ๋องอ่านแผนการ ของอวดอ๋องออกได้พยายามตักเตือนคัดค้านหงออ๋องมาโดยตลอดแต่ หงออ๋องลุ่มหลงนางไซซีอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว ในที่สุดก็สั่งประหารหงอจูสู่ โดยการ “แสร้งลืม” กระบี่อาญาสิทธิ์ไว้ที่บ้านพักของหงอจูสู่เพื่อบีบบังคับให้ หงอจูสู่เชือดคอฆ่าตัวตาย ขณะเดียวกัน “เป็กพี” มือซ้ายของหงออ๋องที่ได้รับ สินบนจากอวดอ๋องมาโดยตลอดกลับได้รับการส่งเสริมมีตำแหน่งใหญ่โต กว่าเดิมเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ว่าราชการสิทธิ์ขาด





        สำหรับแผนที่ 6 “การตระเตรียมเสบียงอาหารให้พร้อม” นั้นอวดอ๋อง ได้ส่งบุนจงไปยืมข้าวจากหงออ๋องจำนวนหนึ่งพันเกวียนโดยอ้างว่าปีนี้ ข้าวยากหมากแพงพอปีนี้ทำนาได้บริบูรณ์แล้วจะชดใช้คืนให้ หงออ๋องหลงเชื่อให้ยืมข้าวหนึ่งพันเกวียนแก่อวดอ๋องอวดอ๋องนำข้าวที่ยืมมาไปแจก จ่ายแก่ชาวเมืองขยายการเพาะปลูกจนปีต่อมาได้ข้าวเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวน มาก พอตอนจะเอาข้าวพันเกวียนไปคืนแก่หงออ๋องตามสัญญาก็เอาข้าวมา โกรกคัดเอาแต่เมล็ดใหญ่ๆ มาตั้งไฟนึ่งเพื่อไม่ให้ข้าวงอก พอหงออ๋องเห็น เมล็ดข้าวขนาดใหญ่ที่อวดอ๋องส่งมาก็ดีใจนึกว่าเป็นพันธุ์ดีจึงนำไปแจกจ่าย แก่ราษฎรโดยหารู้ไม่ว่าปีต่อไปข้าวนั้นจะไม่งอก

        สำหรับ “แผนที่ 7” นั้น ก็ส่งคนออกไปเสาะหา “จอมยุทธ์” มาเป็น ครูฝึกกองทัพ ปรากฏว่าได้มาสองคนเป็นหญิงกับชายชื่อนางซูหนิงกับตั๋นอึม 

       เมื่อดำเนินตามแผนการต่างๆ จนได้ผลแล้วอวดอ๋องก็ยกทัพไปบุก เมืองหงอจนเกือบจะยึดเมืองได้แล้ว พอดีหงออ๋องส่งเป็กพีมาทวงบุญคุณที่ เคยไว้ชีวิตตนในอดีตอวดอ๋องจึงยอมยกทัพกลับเพื่อรักษาภาพพจน์ “ความ เป็นคนมีคุณธรรม” ของตนเอาไว้  แต่จริงๆ แล้วต้องการปล่อยให้หงออ๋องทำลาย ตนเองมากกว่านี้และสูญเสีย “ความชอบธรรม” ในการปกครองบ้านเมืองมาก กว่านี้ต่างหาก

       
       หงออ๋องมิได้สำนึกในความผิดพลาดของตนเมื่ออวดอ๋องถอนทัพ กลับไปแล้วก็วางใจหมกมุ่นกับสุรานารีดังเดิม จนกิตติศัพท์ความเหลวแหลก ของหงออ๋องกระจายไปทั่วแล้วอวดอ๋องจึงยกทัพมาบุกเมืองหงออีกครั้งหนึ่ง ปิดล้อมหงออ๋องจนไม่มีทางหลบหนี หงออ๋องจนปัญญาจึงเขียนหนังสือถึง “ฮวมเล้” กับ “บุนจง” มือซ้ายมือขวาของอวดอ๋องมีใจความว่า “ซึ่งท่านทั้งสอง เป็นนายทหารอวดอ๋องยกมาตีเมืองหงอครั้งนี้แม้นการสำเร็จแล้วคงจะมี อันตรายถึงตัวท่าน อุปมาเหมือนหนึ่งนายพรานเที่ยวยิงเนื้อในป่าก็ย่อมเอา สุนัขนั้นไปด้วย แม้นสิ้นเนื้อในป่าจะหาต่อไปมิได้ก็จะฆ่าสุนัขนั้นกินต่างเนื้อ ขอท่านจงตรึกตรองดู ถ้าเข้าใจแล้วจงเมตตาปล่อยให้ข้าพเจ้ารอดจากความ ตายเถิด”

        แต่ฮวมเล้กับบุนจงไม่ฟัง หงออ๋องจนใจจึงต้องชักกระบี่ออกเชือดคอ ขาดใจตาย เมื่ออวดอ๋องยกทัพเข้าเมืองหงอได้แล้วงานแรกที่ทำคือสั่งประหาร เป็กพีและครอบครัวและแต่งหนังสือกราบทูลฮ่องเต้พร้อมมอบเครื่อง บรรณาการทำให้เมืองอวดได้รับแต่งตั้งเป็นหัวเมืองเอกแทนเมืองหงอ

        เมื่ออวดอ๋องยกทัพกลับเมืองอวดแล้วได้จัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ ใหญ่โตมีการร้องเพลงสรรเสริญฮวมเล้กับบุนจงว่าเป็นที่ปรึกษาที่ปราด       เปรื่องด้วย พวกขุนนางได้ฟังก็หัวเราะชอบใจแต่อวดอ๋องกลับนิ่งเฉยมิได้พูดจา ประการใด “ฮวมเล้” เห็นกิริยาของอวดอ๋องแล้วก็ถอนใจใหญ่คิดว่าอวดอ๋อง ได้ยินเพลงขับร้องเช่นนี้คงจะระแวงตนกับบุนจงอยู่นานไปคงจะทำร้ายตน กับบุนจงเหมือนที่หงออ๋องเคยเตือนไว้เป็นแน่ฮวมเล้จึงกล่าวลาอวดอ๋อง แล้วพาครอบครัวแอบหนีไปอยู่เมืองอื่น ก่อนไปเขาได้เขียนจดหมายเตือน บุนจงไว้ว่า

        “ท่านลืมความในหนังสือของหงออ๋องแล้วหรือ? อนึ่ง เราดูลักษณะ ของอวดอ๋องแล้ว เห็นคอยาว ริมฝีปากแหลม เป็นคนหามีความละอายไม่เมื่อ คราวทุกข์ก็จะให้พวกเราช่วยครั้นเป็นสุขก็จะลืมคุณพวกเราเสียแม้นท่านอยู่ ทำราชการไปก็เห็นจะมีอันตรายแก่ตัวท่าน”

        แต่บุนจงลังเลสองจิตสองใจจึงถูกอวดอ๋องสั่งประหารด้วยการแสร้ง ลืมกระบี่อาญาสิทธิ์ในที่สุด ส่วนนางไซซีหมากตัวสำคัญในแผนปฏิบัติการ “จองเวร” ซึ่งกินเวลาทั้งหมดถึงสิบกว่าปีกว่าจะบรรลุผล อวดอ๋องติดใจใน รูปร่างคิดจะพากลับมาชุบเลี้ยงที่เมืองอวดด้วยแต่ปรากฎว่าฮูหยินภรรยา ของอวดอ๋องหึงหวงจึงส่งคนลอบไปลวงนางไซซีออกมานอกตึกแล้วมัดใส่ กระสอบถ่วงด้วยศิลานำไปทิ้งในแม่น้ำเสีย ส่วนอวดอ๋องนั้นครองเมืองนานถึง สิบเจ็ดปีก่อนป่วยตายอย่างสงบ

         ยิ่งผมอ่านเรื่องราวของ “อวดอ๋อง” ไปมากเท่าใดผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตำนาน “วีรบุรุษ” เรื่องนี้ไม่ถูกต้องแล้ว!! และผมไม่อาจยอมรับในพฤติกรรมของ อวดอ๋องได้!!

        เท่าที่ผ่านมาคนจีนนิยมยกเรื่องราวแห่ง “ความเป็นวีรบุรุษ” ที่ยอม อัปยศของอวดอ๋องเพื่อมาสร้างความชอบธรรมแห่งการพกพา “ความแค้น” ไว้ในใจของพวกเขา แต่พฤติกรรมเช่นนี้ของอวดอ๋องถูกต้องสมควรแก่การ สรรเสริญจริงหรือ?

        เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะปู่ของหงออ๋องถูกอวดอ๋องฆ่าตายในสนาม รบ อวดอ๋องไม่ผิดเพราะปู่ของหงออ๋องยกทัพมารุกรานเมืองอวดก่อน หงออ๋อง ยกทัพบุกเมืองอวดเพื่อล้างแค้นให้กับปู่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ถ้าพูดตาม “ตรรกะ แห่งอำนาจ” แล้วหงออ๋องสมควรฆ่าอวดอ๋องเพื่อขจัดเสี้ยนหนามแต่แรกแต่ หงออ๋องกลับไม่ทำเนื่องจากความเป็นคนใจอ่อนและโลเลของเขา อวดอ๋อง สมควรสำนึก “ส่วนที่ดี” ในตัวของหงออ๋องส่วนนี้ แต่เขากลับบ่มเพาะความแค้น อันล้ำลึกเอาไว้และใช้ช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตอันมีค่าของเขาให้หมดไปกับ การล้างแค้นซึ่งแทบสูญเปล่าและไร้ความหมายโดยแท้

        บุคคลในเรื่องนี้ที่เป็น “วีรบุรุษ” ที่แท้และผมยอมรับได้มีเพียงคน เดียวเท่านั้นคือ “ฮวมเล้” เขาเป็นคนซื่อสัตย์ฉลาดและไม่ยึดติด จึงทำให้เขา สามารถ “ปลดปล่อยตนเอง” ให้หลุดพ้นจากอวดอ๋องและมีชีวิตที่เสรีใน บั้นปลายได้

        เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยและไม่อาจยอมรับตำนาน “วีรบุรุษ” ของอวดอ๋องที่คนจีนรุ่นก่อนตีความกันมานับเป็นร้อยๆ ปีได้อีกต่อไปแม้ผม จะมีความเชื่อมั่นโดยไม่เสื่อมคลายว่า

        “วีรบุรุษ” คือบุคคลที่สามารถและยินยอมกล้ำกลืนแบกรับความ อัปยศ ความเจ็บช้ำ ความปวดร้าว และความเข้าใจผิดทั้งปวงไว้กับตนเองเพื่อ บรรลุปณิธานในชีวิตก็จริงแต่ “วีรบุรุษ” จะต้องทำสิ่งนั้นมิใช่เพราะ “ความแค้น” แต่เพราะ “ความรัก” ในจิตใจของเขาที่มีต่อมนุษยชาติ

        ผมจึงขอเพิ่มเติมนิยาม “วีรบุรุษ” ในทัศนะของผมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ดังนี้ว่า

        “วีรบุรุษ” คือ  บุคคลที่ไม่สร้างความอัปยศ ความเจ็บช้ำ ความ ปวดร้าว ทั้งทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมให้แก่ผู้อื่น

        “วีรบุรุษ” คือ บุคคลที่ยินยอมกล้ำกลืน แบกรับความอัปยศ ความ เจ็บช้ำ ความปวดร้าว และความเข้าใจผิดทั้งปวงเอาไว้กับตนเอง

        ถ้านิยาม “วีรบุรุษ” อย่างนี้แล้ว “วีรบุรุษ” ในดวงใจของผมก็มีเพียง สองคนเท่านั้นคือ “โอ้วฮุย” แห่ง “จิ้งจอกอหังการ” ของ “กิมย้ง” กับ “เอี๊ยบไค” แห่ง “ดาบจอมภพ” ของ “โกวเล้ง” !!






        ฉาน บรรณฉันท์ ได้สรุปไว้อย่างรัดกุมว่าวีรบุรุษอย่างโอ้วฮุยไม่มี  “การเมือง” แจ่มชัดเขาเป็นคนเร่ร่อนพเนจร เปลี่ยวเหงา ไร้สังกัด แต่เขาเป็น คนที่มีน้ำใจกว้างขวางยิ่งเพราะโดยจารีตของชาวยุทธ์โอ้วฮุยจะต้องล้างแค้น ให้โอ้วเจ็กตอผู้เป็นบิดาซึ่งถูกเมี้ยวนั้งหงส์ฆ่าตายโดยไม่เจตนา แต่ครั้นโอ้วฮุย ได้พบเห็นเมี้ยวนั้งหงส์ก็รู้สึกยอมรับนับถือเพราะคนผู้นี้นอกจากจะเป็นยอด ฝีมืออันดับหนึ่งของแผ่นดินแล้วเขายังองอาจเปิดเผยยึดถือคุณธรรมสมกับเป็น วิญญูชนที่แท้จริง

        โอ้วฮุยเคยเข้ามาแบกรับ “งานใหญ่” เพียงเพราะเจ็บแค้นแทนคน เล็กๆ ที่ถูกผู้มีอิทธิพลรังแก ยินยอมเปลืองตัวโดยไม่คำนวณผลได้ผลเสีย ของตัวเอง บุคลิกภาพของโอ้วฮุยจึงเป็นดังที่กิมย้งบรรจงวาดไว้ว่า

        “ยศถาบรรดาศักดิ์ไม่อาจมอมเมาจิตใจ

        ยากไร้ต่ำต้อยไม่อาจแปรปณิธาน

        ใต้อิทธิพลอำนาจไม่ยอมสยบ

        ไม่หวั่นไหวต่อความงามสตรี

        ไม่โอนอ่อนต่อถ้อยคำวิงวอน

        ไม่ผันแปรเพราะการให้เกียรติ”

        ส่วน “เอี๊ยบไค” ผู้เป็นทายาทสืบทอดวิชามีดสั้นของลี้คิมฮวงเล่า?   ความจริงเอี๊ยบไคสมควรเป็นบุคคลที่มีแต่ความแค้นเต็มหัวใจเพราะเขาคือ บุตรโทนเพียงคนเดียวของ “จอมดาบเทพเจ้า” แป๊ะเทียนอู้ ผู้ถูกรุมสังหาร อย่างเหี้ยมโหดในคืนหิมะตกหนัก ณ อารามดอกเหมยเมื่อยี่สิบปีก่อนแต่ เขากลับมิได้เป็นคนมีความอาฆาตแค้นรุนแรงล้ำลึก เนื่องจากเมล็ดพืชที่ งอกงามเพาะเติบใหญ่อยู่ภายในดวงใจของเขาเป็นเมล็ดพืชแห่ง “ความรัก” และเป็นเมล็ดพืชแห่ง “อโหสิกรรม” ภายใต้การบ่มเพาะเลี้ยงดูและอบรมของ “วีรบุรุษ” ผู้มีชื่อว่า “ลี้คิมฮวง”

        เอี๊ยบไคจึงมีความเชื่อมั่นอันฝังรากลึกและหนาแน่นอยู่ในความคิด ของเขาว่า

        “สามารถฆ่าคนมิใช่เป็นเรื่องยาก แต่สามารถยินยอมให้อภัยแก่คน ที่ท่านพร้อมจะฆ่าได้ทุกเวลาจึงเป็นเรื่องยากเข็ญที่สุด”

        เป็นที่น่าเสียดายว่าทั้งโอ้วฮุยและเอี้ยบไคเป็นบุคคลใน “นิยาย” ใน จินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น มิได้มีตัวตนอยู่จริงมายืนยันและรองรับคำนิยาม  “วีรบุรุษ” ข้างต้นของผม

        แต่ถ้าหากเรายอมรับว่า “มีบทสนทนาอันไม่รู้สิ้นสุดระหว่างคนกับ วีรบุรุษอยู่ตลอดเวลา” ก็ย่อมมีทางเป็นไปได้ที่พวกเราจะแปร “การกระทำ” ของ พวกเราให้ใกล้เคียงกับ “การกระทำ” ของวีรบุรุษในดวงใจได้ในสถานการณ์ที่ ต่างออกไป  สิ่งนี้ต่างหากที่มีความสำคัญยิ่งในการศึกษาตำนาน “วีรบุรุษ”  ของ คนสมัยนี้

 

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้