บทที่ 8 ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ

บทที่ 8 ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ





บทที่ 8 ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ

 

สำนึกแห่งดาบของจอมดาบใน  “มังกรคู่สู้สิบทิศ


ตึกฝนดาบ
...

        โค่วจง รู้สึกเบื้องหน้าสายตาขยายกว้างออก สุดปลายเป็นสิ่งปลูกสร้าง ที่ทำจากไม้อันตระการตาหลังหนึ่ง กลางลานตึกมีต้นจามจุรีสูงสิบกว่าวาต้น หนึ่งแผ่กิ่งใบราวกับร่มขนาดใหญ่บดบังสิ่งปลูกสร้างกับลานตึกไว้กลายเป็น ภาพอันบรรเจิดราวภาพวาดใบหนึ่ง

        โค่วจงเดินรอบต้นจามจุรี ชื่นชมจนพอใจค่อยก้าวขึ้นบันไดหินขาว ของสิ่งปลูกสร้างซึ่งแขวนป้ายขวางจารึกชื่อตึกฝนดาบไป

        ตึกฝนดาบมีที่ว่างโล่งกว้าง คนผู้หนึ่ง ยืนอยู่ใจกลางตึกหันหลังให้กับ ประตู รูปร่างตั้งตรงดุจปลายทวนสองมือไพล่อยู่ทางด้านหลัง มาตรว่ายังไม่ เห็นโฉมหน้าค่าตายังเป็นที่น่าหวาดหวั่นเกรงขามนัก

        โค่วจงความจริงไม่เคารพระเบียบกฎเกณฑ์ มีขวัญกล้าเทียมฟ้าแต่ เมื่อเข้าพบบุคคลที่ได้รับการขนานนามว่าดาบสวรรค์ผู้เป็นจอมดาบที่หนึ่ง แห่งแผ่นดินยังบังเกิดความกลัวเกรงอยู่บ้าง จึงน้อมกายคารวะต่อส่วนหลัง ของอีกฝ่าย คนผู้นั้นหันกลับมาเผชิญหน้ากับโค่วจง

        นั่นเป็นใบหน้าอันหล่อเหลาที่ไม่มีตำหนิใด ใต้ขนคิ้วดกหนาเป็นดวงตา ที่เป็นประกายดุจอัญมณี หน้าผากที่กลมกว้างแสดงออกถึงสติปัญญาเหนือ ปุถุชน ในความสุขุมคัมภีรภาพแฝงความเศร้าหมองที่สามารถโยกคลอนจิตใจ เพศตรงข้าม แต่ก็บันดาลให้ผู้คนหยั่งคำนวณอารมณ์ความรู้สึกของเขาไม่ออก

        ดาบสวรรค์มีจอนผมหงอกขาวแต่ไม่มีเค้าความชราภาพกลับเสริม บุคลิกภาพของคนในตระกูลขุนนางชั้นสูงและความเป็นผู้คงแก่เรียน ชวนให้ ผู้คนเกิดความเคารพยำเกรง บวกกับส่วนสัดที่สมส่วนและรูปร่างที่มั่นคงดั่ง ขุนเขาสมกับที่เป็นยอดฝีมือแห่งแดนใต้อย่างแท้จริง

        ดาบสวรรค์กล่าวว่า

        หากไม่สามารถละทิ้งวัตถุเรื่องราวทั้งหมด จดจ่ออยู่กับดาบ โดยเฉพาะ ต่อให้ท่านฝึกเพลงดาบอีกร้อยปี ก็ไม่อาจบรรลุถึงจุดสุดยอด ของดาบได้

        นี่คือ สัจธรรมแห่งวิถีทั้งปวง! ไม่ใช่แค่ดาบเท่านั้น เทนนิส ฟุตบอล ดนตรีหรือศาสตร์ต่างๆ ทั้งปวง หากท่านต้องการบรรลุถึงจุดสุดยอดของวงการนั้นท่านก็ต้องละทิ้งวัตถุเรื่องราวทั้งหมดและจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นเท่านั้นโดย เฉพาะ

        ดาบสวรรค์กล่าวอีกว่า

        “หากความคิดไม่แบ่งแยกจะผนึกเป็นจิต เมื่อจิตผนึกค่อยบังเกิดเป็น สำนึก หรือ การตระหนักรู้ ให้ใช้ สำนึก นี้ บงการมือเท้า จากนั้นจึงค่อยกล่าว ถึงวิธีการเทคนิค จากวิธีการเทคนิคให้รุดเข้าสู่ขอบเขตของการไร้วิถีฝึกถึงขั้นนี้ ได้จึงค่อยถือว่า รู้จักใช้ดาบเป็น

        จิต กับ สำนึก มีข้อแตกต่างอันใด ?

        จิต คือ สมาธิจิตใจ

        สำนึก  คือ  สำนึกทางกาย ซึ่งหมายถึงการที่ร่างกายเคลื่อนไหวอย่าง เป็นไปเองตามธรรมชาติในการทำหน้าที่ของมัน แต่ละดาบแต่ละกระบวนท่าที่ ใช้ออกร่างกายจะต้องเคลื่อนไหวตาม โดยที่จิตและสำนึกจะต้องร่วมเป็น หนึ่งเดียว

        สภาวะดาบที่เปลี่ยนแปลง ท่าเท้าก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม ทำให้คู่ต่อสู้ จับเค้าคำนวณไม่ออก

        ในทางกลับกัน หากตัวเองสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสภาวะดาบ ของฝ่ายตรงข้ามไม่ออก แต่ขณะที่ตัวเองยอมตายหรือไม่หวาดหวั่นต่อความ ตาย มือของเราที่กุมดาบจะทราบว่าจะรักษาชีวิตน้อย ๆ  ของตัวเองไว้ได้อย่างไร นี่คือ สำนึกทางกาย !

        สำนึกทางกาย เป็น ผลรวมของการพากเพียรฝึกปรือบวกกับ ประสบการณ์ในการต่อสู้จริงแข่งขันจริง โดยที่จิตสงบสำนึกเคลื่อนไหวเอง อย่างอยู่เหนือขอบเขตความคิด หากทำได้แค่บางครั้งบางท่าก็ยังไม่ถือเป็น ยอดฝีมือ ค่อยใช้เพลงดาบได้ตามใจปรารถนา...


************



        เสียงดาบปะทะกันไม่ขาดหูภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลของดาบสวรรค์ โค่วจงทุ่มเทใช้ความสามารถที่มีอยู่ออกมา สำแดงเพลงดาบที่เคยร่ำเรียน มาถึงขีดสุดบวกกับสิ่งใหม่ๆ ที่ได้จากการต่อสู้กับดาบสวรรค์ ยิ่งใช้ยิ่งเกิด ความถนัดมือให้ความรู้สึกสมใจยิ่ง ที่สำคัญโค่วจงได้เรียนรู้หลักการหายใจ ขณะที่เผชิญกับเพลงดาบราวระลอกคลื่นหนุนเนื่องของดาบสวรรค์สามารถ ผ่อนหนักเป็นเบา ในการรุกซ่อนท่ารับ ในท่ารับแฝงการรุกทุกดาบที่จู่โจมหรือ ต้านรับยังรักษากำลังไว้ใช้ปรับเปลี่ยนลมปราณภายในกาย หากมิใช่เผชิญ คู่ต่อสู้เช่นนี้ย่อมไม่อาจเรียนรู้ความนัยเหล่านี้ได้

        หลังจากหยุดประลองชั่วคราวโค่วจงหลับพักในท่านั่งสมาธิฟื้นฟู พลังลมปราณ เมื่อเขาลืมตาขึ้นพบว่าจันทราลอยขึ้นจากกำแพงตึกขึ้นไปกลาง ศีรษะ นอกจากแสงจันทร์เหลืองอร่ามยังมีหมู่ดาวพราวพรั่งประดับทั่วท้องนภา นับเป็นความงามที่ประทับใจนัก

        โค่วจงหยิบฉวย ดาบจันทร์ในบ่อ ที่วางพาดบนหัวเข่าขึ้นในใจบังเกิด ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนคล้ายกับดาบเล่มนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ร่างกายเขา ตัวดาบเหมือนถูกชุบชีวิตใหม่มิใช่เครื่องมือหรือวัตถุอีกต่อไป

        โค่วจงยกดาบขึ้นชมดู อีกมือหนึ่งลูบคลำตัวดาบ สมองโปร่งโล่ง แจ่มใสปราศจากความคิดอื่นใด ดาบจันทร์ในบ่อพออยู่ในระดับเหนือศีรษะ โค่วจงพลันฟาดฟันลงหยุดในตำแหน่งเสมออก ปรากฎพลังดาบแผ่ทะลักไป ยังสองฟากข้างราวระลอกคลื่นม้วนเอาใบไม้ร่วงทั่วพื้นดินปลิวขึ้นฟ้า

        เสียงฉับ เมื่อโค่วจงสอดดาบจันทร์ในบ่อคืนฝัก

        แว่วเสียงดาบสวรรค์ดังว่า

        “ดาบนี้ยังพอใช้ได้

        โค่วจงกวาดตาไปยังดาบสวรรค์ ซึ่งปรากฎกายขึ้นบนบันไดหน้าประตู กล่าวว่า

        “ข้าพเจ้ายังเข้าใจว่าท่านหลับแล้ว

        “ราตรีอันงดงามเช่นนี้ไหนเลยปล่อยให้ผ่านไปได้ ดาบของเจ้าเมื่อครู่ เริ่มเข้าสู่ ขอบเขตไร้แบบแผน ในใจไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ใดๆ อีกเพียงชั้นเดียวจะก้าวสู่ความเป็นยอดฝีมือที่แท้จริง

        “ข้าพเจ้ายังขาดสิ่งใด ?” โค่วจงเรียนถาม

        ดาบสวรรค์แหงนมองจันทร์ดาราบนท้องฟ้า กล่าวอย่างแช่มช้าทีละ คำว่า

       “มีแบบแผน เป็นระดับชั้น ดิน

        ไร้แบบแผน เป็นระดับชั้น ฟ้า

        ในแบบแผนซ่อนไร้แบบแผน และ ในไร้แบบแผนซ่อนแบบแผน จึงเป็น ระดับชั้นสูงสุดที่หลอมรวมฟ้าดินและมนุษย์เข้าด้วยกัน มีแต่ อัจฉริยชน เท่านั้น จึงสามารถเชื่อมโยงฟ้าดิน บรรลุถึงขั้นไร้แบบแผนโดยมีแบบแผน และมีแบบ แผนทว่าไร้แบบแผนได้

        โค่วจงขบคิดชั่วขณะแล้วสั่นศีรษะ กล่าวว่า

        “ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ สำหรับข้าพเจ้าที่ว่ามีแบบแผนหมายถึงการลง มือกระทำตามกระบวนท่าที่กำหนดไว้แต่แรก ต่อให้ปรับเปลี่ยนพลิกแพลง ก็ถือเป็นส่วนต่อขยายจากแบบแผนที่วางไว้ ส่วนไร้แบบแผนคือไม่ถูกจำกัด ด้วยกระบวนท่าใดๆ ใช้ออกตามใจปรารถนาดังนั้นหลุดจากกรอบทั้งมวล

        ดาบสวรรค์กล่าวเสียงอ่อนโยนว่า

        “ฟ้ามีเหตุแห่งฟ้า ดินมีลักษณะแห่งดิน

        แบบแผนมิใช่ไม่คงอยู่ หากแต่เมื่อท่านสามารถควบคุมแบบแผนก็ เฉกเช่นยอดพ่อครัวแล่วัว มิใช่หมายความว่าวัวไม่คงอยู่เพียงแต่ในสายตา เขาไม่มองเห็นวัวเท่ากับ ครอบครองวัวแล้วลืมวัว ครอบครองแบบแผนแล้ว ลืมแบบแผน ดังนั้น การใช้ดาบเน้นที่สำนึกแห่งดาบ แต่หากเกิดสำนึกก็จะ ทิ้งร่องรอยไว้ หากแม้นไร้สำนึกจะสิ้นสูญสลาย ประการสำคัญให้อยู่ระหว่าง เกิดสำนึกกับไร้สำนึก ซึ่งขอบเขตขั้นนี้ หากเข้าใจคือเข้าใจ หากไม่เข้าใจก็จะ ไม่เข้าใจ

        เช้ง !

      โค่วจงไม่ทราบว่าตัวเองจู่โจมทั้งสิ้นกี่ดาบ ดาบสวรรค์ยังคงคล้ายขุน เขาอันมั่นคงต่อให้ลมโชยฝนสาดซัดก็ไม่อาจโยกคลอนแม้แต่น้อย

        มาตรแม้นเป็นเช่นนี้ โค่วจงยังบังเกิดความรู้สึกสมใจสุดเปรียบปาน เห็นว่ามีแต่มายังที่นี้ค่อยพบพานคู่มือเช่นดาบสวรรค์

        นอกจากนั้นดาบสวรรค์ยังคอยชี้แนะทุกคำวิจารณ์จี้ถึงจุดสำคัญ เวลา หนึ่งคืนนี้เทียบเท่าผู้อื่นฝึกปรือครึ่งค่อนชีวิต กระทั่งรุ่งเช้าโค่วจงจึงติดตาม ดาบสวรรค์ออกจากตึกฝนดาบซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งเขาไม่มีวันลืมเลือนได้

(จากมังกรคู่สู้สิบทิศเล่ม 9)

                                 


**************

 

วิถีโค่วจง ผู้ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

มันแม้มีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย ใบหน้ามันไม่อาจเรียกว่าหล่อเหลาแต่ก็ไม่ ขี้ริ้วแต่ รูปร่างของมันกำยำกอปรด้วยเค้าอันองอาจสมชายชาตรี ท่าที ปลอดโปร่งไม่นำพา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนและในสถานภาพเช่นใด ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมใบหูใหญ่ทำให้มันออกเป็นที่สะดุดตาผู้คนอยู่บ้าง

        แต่สิ่งที่ดึงดูดใจที่สุดในตัวของมันคือ ประกายตาที่ล้ำลึกสุดหยั่งคาด ของมัน ผู้คนที่ได้เห็นดวงตาคู่นี้ของมัน ต่อให้มันตอนนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้า ที่เต็มด้วยรอบปุปะและสกปรกมีสารรูปที่ไม่ต่างกับกระยาจก ผู้พบเห็นก็อดรู้สึก ไม่ได้ว่า วันข้างหน้าคนผู้นี้ต้องไม่รวบรัดธรรมดาอย่างแน่นอน

        มันคือ โค่วจง!  อดีตอันธพาลน้อยแห่งเมืองหยางโจวที่มีคู่หูเพื่อนซี้ชื่อ ฉีจื่อหลิงผู้เรียกตนเองทั้งคู่เป็น มังกรคู่แห่งหยางโจว

        ชีวิตของเด็กหนุ่มทั้งสองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อโชคชะตาเล่นตลก กับพวกมันให้ได้ครอบครอง ตำราเคล็ดวิชาอมตะ ของกว่างเฉิงจื่อผู้เป็น อาจารย์ของจักรพรรดิหวงตี้โดยบังเอิญ เท่าที่ผ่านมามีผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่พยายามตีความคัมภีร์วิเศษที่โบราณเล่มนี้แต่ก็ไม่มีผู้ใดตีความได้ทะลุปรุโปร่ง กลับยิ่งสับสนยิ่งขึ้นกว่าเก่า

        ยังดีที่ภายในตำราเล่มนี้มีภาพวาดรูปมนุษย์รวมเจ็ดภาพอยู่ในอิริ- ยาบถที่แตกต่างเอาไว้ ก่อนที่ทั้งคู่จะฝึกหัดตามตำรานี้พวกมันโชคดีที่ได้รับการ ถ่ายทอดเคล็ดการฝึกลมปราณขั้นพื้นฐานจาก ชอนกุนบี มารดาบุญธรรมของ พวกเขามาก่อน ประกอบกับความไร้เดียงสาของทั้งคู่ที่ไม่คิดมากฝึกหัดด้วย กระแสจิตที่ว่างเวิ้งว้างกลับกลายเป็นสามารถฝึกเคล็ดวิชาอมตะสำเร็จได้ อย่างเหลือเชื่อ แต่ความสำเร็จของทั้งคู่มีความแตกต่างกันในแนวทางและ อุปนิสัยใจคอ คนหนึ่งได้พลังร้อนอีกคนหนึ่งได้พลังเย็น คนหนึ่งพลังพุ่งขึ้นจาก ฝ่าเท้าอีกคนหนึ่งพลังลงจากขม่อม คนหนึ่งมุ่งสงบนิ่งอีกคนหนึ่งมุ่งเคลื่อนไหว

        บุคลิกและแนวทางพลัง แบบแรก คือ ฉีจื่อหลิง

        บุคลิกและแนวทางพลัง แบบหลัง คือ โค่วจง

       คนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของโค่วจงหลังจากสำเร็จเคล็ดวิชาอมตะ ได้อย่างชัดแจ้งที่สุดคือฉีจื่อหลิง เพราะนับวันแนวความคิดและการกระทำของ โค่วจงกับตัวเขายิ่งแปลกแยกแตกต่าง นี่มิใช่เรื่องใครถูกใครผิดหรือใครดีกว่า เลวกว่าแค่เป็น ความแตกต่างแต่ไม่แตกแยก ในโลกทัศน์และชีวทัศน์ของ มังกรคู่แห่งหยางโจวที่มีผลสืบเนื่องมาจากการฝึกเคล็ดวิชาอมตะเท่านั้น

        ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความสามารถและศักยภาพของโค่วจงยิ่งกว่า ฉีจื่อหลิง โค่วจงมิเพียงเจ้าปัญญาความคิดทั้งยังช่างเจรจาพาทีรู้จักหันหาง เสือตามลมทำให้ผู้คนยากที่จะโกรธเขา มิหนำซ้ำเขายังมีลักษณะของ ความเป็นผู้นำมาตั้งแต่เกิด

        ขณะที่ตัวฉีจื่อหลิงเองยิ่งฝึกเคล็ดวิชาอมตะ เขาก็ยิ่งบังเกิดความชืดชา  ต่อชื่อเสียงลาภยศแม้แต่ความรักชอบต่อเพศตรงข้ามก็ยังจืดจางลงเพียงคิด เสาะหาทิพยสถานที่ไร้ผู้คนค้นคว้ามรรควิชาบู๊ดูว่าตนเองจะสามารถบรรลุถึง ขอบเขตขั้นใดได้

        ส่วนโค่วจงกลับตั้งจิตปณิธานยิ่งใหญ่ คิดซ่องสุมกำลังคนเพื่อมุ่ง เข้าร่วมช่วงชิงแผ่นดิน คาดหวังเป็นฮ่องเต้เพื่อรวบรวมประเทศให้เป็นหนึ่ง สร้างสันติภาพความผาสุกให้แก่มวลประชาราษฎร์

        ตู้ฝูเว่ย ผู้นำกองทัพเจียไหวซึ่งเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่มีโอกาสเข้า ร่วมช่วงชิงแผ่นดินเช่นกันแลเห็นศักยภาพของโค่วจง รู้ว่ามันไม่ยอมอยู่ใต้การ ปกครองของผู้คน ตัวตู้ฝูเว่ยเองก็ต้องการแค่สำแดงฝีมือไม่ยอมอยู่อย่างเงียบ เหงาโดยไม่ได้คิดเป็นฮ่องเต้ เขาจึงยื่นข้อเสนออันน่าสนใจให้แก่โค่วจงว่า

      “หากเจ้ายอมรับเราตู้ฝูเว่ยเป็นบิดาโดยเปลี่ยนเป็นใช้แซ่ตู้ของเรา เราตู้ฝูเว่ยจะรักเจ้าราวลูกในไส้และจะผลักดันเจ้าให้เป็นฮ่องเต้ราชวงศ์ใหม่

        สำหรับคนที่มีแต่ตัวเช่นโค่วจง ข้อเสนอนี้เท่ากับเป็น บุญหล่นทับ หรือ เป็น ทางลัด ที่จะนำพาเขาไปสู่ความสำเร็จในชีวิต คนหนุ่มสมัยนี้ร้อยทั้งร้อย  หากได้รับข้อเสนอเช่นนี้คงล้วนตอบตกลงโดยไม่ลังเลใจทั้งสิ้น

       แต่โค่วจงที่เป็นโค่วจงที่ไม่ธรรมดาและแตกต่างจากชายหนุ่มทั่วไปก็ ตรงที่มันตอบปฎิเสธข้อเสนออันโอชะของตู้ฝูเว่ย! นี่คือคำอธิบายของมัน

        “หากแม้นข้าพเจ้าสามารถครองแผ่นดินได้โดยการพึ่งพาท่านพ่อ ชีวิตของข้าพเจ้าก็ออกจะไร้ความหมายเกินไปกระมัง ใช่แล้ว! ข้าพเจ้าก็มีความ ตั้งใจเข้าร่วมช่วงชิงแผ่นดินเช่นกันแต่ ที่ข้าพเจ้าใฝ่ฝันคือขั้นตอนระหว่างที่ กำลังช่วงชิงแผ่นดิน ที่เริ่มต้นจากไม่มีอะไรจนกระทั่งมีซึ่งทุกสิ่งด้วยการ สร้างตัวด้วยมือเปล่าท่ามกลางหยาดเหงื่อและโลหิต ท่านพ่อเข้าใจหรือไม่?”

        เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กล้าพูดออกมาเช่นนี้อย่าง ไม่หวาดหวั่นต่อความ ยากลำบากของการสร้างตัว และไม่หวั่นไหวต่อความง่าย ความสะดวก เส้นทางลัดไปสู่ความสำเร็จ ไม่ว่ามันจะทำได้สำเร็จตามปณิธานหรือไม่ก็ตาม เราท่านไม่เลื่อมใสชื่นชมเด็กหนุ่มอย่างมันก็ไม่ได้แล้ว นี่แหละคือ วิถีอย่าง โค่วจงและปรัชญาชีวิตอย่างโค่วจง!

        โค่วจงยังกล่าวอีกว่า

        “โลกนี้จะมีสิ่งใดเร้าใจยิ่งกว่า ชีวิต ผู้คน และ ความหมายของชีวิต ที่เกิดในช่วงระยะนั้นพร้อมกับประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตข้าพเจ้าเห็นว่าความ สำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขั้นตอนของการต่อสู้ดิ้นรนใน ขณะที่กำลังมีชีวิตอยู่ต่างหากที่น่าลุ่มหลงที่สุด


**********

                                          

         แม้โค่วจงและฉีจื่อหลิงได้ถีบตัวเองจากชนชั้นปลายแถวทะยานขึ้นเป็น ชนชั้นยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งยุคในวงการยุทธจักรได้แล้วแต่ทั้งคู่กลับต้องต่อสู้ ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเดิม เพราะมีกลุ่มพลังจำนวนไม่ น้อยที่ต้องการเอาชีวิตพวกเขา หาผลประโยชน์จากพวกเขา หลอกใช้พวกเขา ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น ยิ่งทำให้โค่วจงรู้สึกว่า แผ่นดินเฉกเช่นขนมเปี๊ยะ ก้อนใหญ่ ผู้ใดเก่งกล้าสามารถผู้นั้นจะได้แบ่งปันชิ้นหนึ่งนั่นหมายถึง ขุมกำลัง และอำนาจ หลังจากที่ครอบครองขุมกำลังและอำนาจได้แล้ว ตัวเขาจึงค่อย มีคุณสมบัติกระทำเรื่องที่ตนเองชมชอบ หรือปรารถนา ไม่ว่าเรื่องการสร้าง สันติสุขแก่ส่วนรวมหรือเรื่องชำระบุญคุณความแค้นส่วนตัวก็ตาม

        การมีคุณสมบัติสามารถกระทำเรื่องที่ตัวเองชมชอบทั้งเรื่องส่วนรวม และเรื่องส่วนตัวนี่แหละที่ทำให้ ชีวิตเร้าใจและมีรสชาติ ในสายตาของโค่วจง  ตัวโค่วจงจึงไม่กลัวเกรงต่อการคบมิตรและสร้างศัตรูที่หลากหลายเพราะ ชีวิตก็ เป็นเช่นนี้เอง มีทั้งมิตรและศัตรู มีทั้งคนรักและคนชัง ไม่ว่าอย่างไรขอให้ถือว่า ชีวิตคือการฝึกฝนตัวเอง เป็นพอแล้ว

        โค่วจงมักมีปมในใจว่าตัวเองถือกำเนิดมาจากชาติตระกูลที่ต่ำต้อย  มันจึงมักหลงรักสตรีที่มีชาติตระกูลสูงส่งกว่าเสมอ ผู้หญิงที่มันมีเพศสัมพันธ์ ด้วยเป็นคนแรกคือ หวินอี้เจิน หัวหน้าพรรคปลาปรัมปรา สตรีผู้นี้อยู่ในวงการ นักเลงมีอายุมากกว่าโค่วจงและเคยสอนวิชาตัวเบาให้แก่โค่วจงตอนที่มัน ยังไม่ได้เป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ ภายหลังจากที่โค่วจงกลายเป็นดาวรุ่งใน วงการยุทธจักรนางจึงยอมทอดกายให้แก่โค่วจงด้วยเหตุผลในเชิงผลประโยชน์ ทางการเมืองและการหลอกใช้โค่วจงมากกว่าความรัก ในขณะที่โค่วจงก็           “ร่วมรักเปิดบริสุทธิ์กับหญิงงามนางนี้ด้วยเหตุผลอื่นมิใช่ความรักเช่นกัน

        มันต้องการพิชิตหญิงงามคนนี้เพื่อพิสูจน์ยืนยันกับตัวเองว่ามัน เป็นผู้ใหญ่แล้วเป็น บุรุษ เต็มตัวแล้วและ มีคุณสมบัติที่สามารถครอบครอง หญิงงามทั้งแผ่นดินได้ โดยไม่รู้สึกว่าถูกดูแคลนว่าเป็นชนชั้นต่ำต้อยเช่นแต่ ก่อนอีก ความพอใจที่มันได้จากการร่วมรักกับหญิงงามคนแรกของมันคือ ความ รู้สึกของการได้ล่วงล้ำบุกรุกที่หวงแหนและการได้พิชิตอย่างราบคาบโดย อีกฝ่ายยอมศิโรราบ

 

       ตรงนี้จุดยืนในเรื่องเพศสัมพันธ์ของโค่วจงต่างกับของฉีจื่อหลิงเพราะ ฉีจื่อหลิงมีความเห็นว่า เพศสัมพันธ์หากจะบังเกิดขึ้นควรเป็นเรื่องที่คนทั้งคู่ รักสมัครสมาน ต่างฝ่ายต่างพากันจูงมือร่วมกันค้นหาและบุกเบิกอาณา- จักรอันเพริศแพร้วและศักดิ์สิทธิ์ เขาจึง ถวิลหาความฝันคู่กับสตรีที่เขารัก ชอบเท่านั้น เพราะความดึงดูดใจของสตรีในทรรศนะของฉีจื่อหลิงนอกจาก รูปโฉมภายนอกแล้วที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ความงามที่ซ่อนอยู่ภายในตัว ของ หญิงคนนั้น

        รักครั้งแรกของโค่วจงมีกับ หลี่ซิ่วหนิง ผู้เป็นน้องสาวของ หลี่ซื่อหมิน ซึ่งจบลงด้วยความผิดหวัง เพราะเป็นความรักข้างเดียวของโค่วจงและศักดิ์ ฐานะที่แตกต่างกันราวกับฟ้าดิน ความผิดหวังในความรักอย่างรุนแรงถือเป็น จุดหักเหครั้งสำคัญในชีวิตของโค่วจงเพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมามันได้หันเห ความใฝ่ฝันที่มีต่อเรื่องราวความรักอันเพริศแพร้วเปลี่ยนเป็นมุ่งเป้าไปที่กิจการ งานโดยคิดการใหญ่ตั้งจิตปณิธานใหญ่

        มันป่าวประกาศว่า

        “ข้าพเจ้าถือกำเนิดจากตลาดร้านถิ่นรับรู้ว่า เมื่อผู้ปกครองไร้ซึ่งคุณ- ธรรมราษฎรจะมีชีวิตอย่างแร้นแค้นถึงเพียงไหน... ตอนแรกข้าพเจ้าเพียงคิด เข้าร่วมกับกองทัพธรรมที่มีอุดมการณ์ มิคาดพานพบแต่ชนชั้นหลี่มี่ซึ่งนึกถึง แต่ผลประโยชน์และมีฝีมือโหดเหี้ยมอำมหิต หากปล่อยให้คนอย่างนี้เป็น ฮ่องเต้ต้องมิใช่เรื่องดี ในเมื่อคนอย่างมันสามารถช่วงชิงแผ่นดินได้ทำไมเรา โค่วจงจะทำไม่ได้ ?”

        โค่วจงฉลาดหลักแหลมรักความก้าวหน้า มาตรว่านึกถึงผลประโยชน์ ตนเองอยู่บ้างเมื่อเทียบกับฉีจื่อหลิง แต่มันมิใช่คนเลวร้ายทั้งยังมีอารมณ์ อ่อนไหวด้วย ไม่ว่าจะพิจารณาจากบรรทัดฐานใดๆ ก็ตามมันสามารถเป็น ชาย ในฝัน ของสตรีทั้งแผ่นดินได้อย่างแน่นอน

        คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของโค่วจงคือมันรู้จักตัวมันเองดีพอ มันรู้ดีว่าชีวิตไม่มีคำว่าถ้า...” ในโชคชะตาไม่มีคำว่าหากแม้น”  สิ่งที่แล้วมา ต้องปล่อยให้ผ่านไป วันพรุ่งนี้เป็นความหวังเสมอ โชคชะตาเราไม่ควรอยู่ใน กำมือของผู้อื่น หากต้องอยู่ในมือของตัวเองถึงจะต้องต่อสู้จนตัวตายก็ไม่สำนึก เสียใจเด็ดขาด เมื่อเขาได้มีโอกาสฝึกเคล็ดวิชาอมตะสำเร็จนี่ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญในชีวิตเขาอย่างแน่นอน เมื่อฟ้าลิขิตให้ตัวเขาได้เคล็ดวิชาอมตะนี้มา ฟ้าก็ย่อมวางตัวเขาและฉีจื่อหลิงให้อยู่ในตำแหน่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไม่ว่า พวกเขาจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ ก็ได้แต่แสดงบทบาทนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้น

        เชื่อในโชคชะตาที่ผ่านไปของตัวเอง

        แต่ไม่เชื่อโชคชะตาที่ทำนายเกี่ยวกับอนาคตตนเอง

        สำหรับอนาคตข้างหน้า เพียงเชื่อในสิ่งที่ทำอยู่ในกำมือ

        ของตนเองเท่านั้น...นี่แหละคือ  วิถีอย่างโค่วจง!

        โค่วจงเห็นว่า ชีวิตมนุษย์เราเป็นเพียงประสบการณ์และผลพวงที่ ตัวเองเลือกไว้เท่านั้น ต่อให้เป็นฮ่องเต้เจ้าชีวิตหรือเป็นวีรบุรุษผู้กล้าผู้มีชื่อเสียง สะท้านแผ่นดินเพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียวชีวิตก็ผ่านพ้นไป มิหนำซ้ำจะผ่านไปอย่าง รวดเร็วยิ่งดุจความฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น

        หากคิดช่วงชิงแผ่นดินก่อนอื่นต้องมีชื่อเสียงเกริกไกรเสียก่อน ประการต่อมาต้องมี กำลังทรัพย์ มากมาย ถึงจะสามารถเกลี้ยกล่อมยอดฝีมือ ทั้งเหนือจรดใต้มาเข้าสังกัดตนได้มากมาย


  หลังจากที่โค่วจงใช้วิชาฝีมือของตนบวกกับการประกอบวีรกรรมและ ปฏิบัติการที่ผู้คนคาดไม่ถึงถีบทะยานตัวเองขึ้นมาจนมีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่ว ยุทธภพได้แล้ว เขาก็ทำการเสาะหาขุมทรัพย์ท่านหยางมาได้เป็นผลสำเร็จจน ทำให้เขาสามารถก่อตั้ง กองทัพขุนพลน้อย ขึ้นมาเป็นขุมกำลังของตนเองและ ยึดครองดินแดนส่วนหนึ่งเอาไว้ได้ พอถึงตอนนี้ความใฝ่ฝันที่จะเข้าร่วมช่วงชิง แผ่นดินของโค่วจงมิใช่เรื่องเพ้อฝันโคมลอยอีกต่อไปแล้ว

        ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพ โค่วจงมีบุคลิกภาพอันโดดเด่น ท่วงท่ามั่นคงดุจขุนเขาและตาแหลมคมที่เจิดจ้าดั่งสายฟ้า ถ่ายทอดความ เชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นออกมาในสายตาของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของมัน โค่วจง เป็นทั้งผู้นำทัพที่รบชนะทุกครั้งคราและเป็นมือดาบที่ไร้ผู้ต่อต้าน เมื่อรวม ทั้งสองประการนี้เข้าด้วยกันทำให้ขุนพลน้อยอย่างเขาได้รับการเคารพ เทิดทูนจากผู้ใต้บังคับบัญชาประดุจ เทพเจ้าแห่งการต่อสู้

        ผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู้ช่วงชิงแผ่นดินอย่างโค่วจงจึงต้องมองชีวิตใน สายตาของ ผู้เล่นเกม ว่า ชีวิตเป็นแค่การละเล่นชนิดหนึ่งเท่านั้นและหน้าที่ ของเขาคือการทำให้การละเล่นนี้มีความหมายและสนุกสนานกว่าเดิม การช่วงชิงแผ่นดิน เปรียบเสมือนการเล่นกระดานหมากล้อม (โกะ) บนผืนแผ่น ดินอันกว้างใหญ่ไพศาลทางภาคกลางที่กระจายด้วยเมืองใหญ่น้อยมากมาย เปรียบเสมือนช่องตารางบนกระดานหมากล้อม ขณะที่คนของกองทัพเป็น เม็ดหมากล้อม การศึกสงครามจึงเป็นการละเล่นแข่งขันชนิดหนึ่งในการบุก ตีเมืองและรักษาเมืองเท่านั้น

        การที่โค่วจงพลาดรักครั้งแล้วครั้งเล่าจากหลี่ซิ่วหนิงตามด้วยซ่งอี้จือ ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เขาได้แต่ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการช่วงชิงความ เป็นใหญ่ เพราะมีแต่การได้เผชิญหน้ากับด่านอุปสรรคและการท้าทายครั้งแล้ว ครั้งเล่าเท่านั้นจึงช่วยให้โค่วจงรู้สึกว่าเขามีทียึดเหนี่ยวทางจิตใจ หากแม้นดึง ตัวเขาออกจากเป้าหมายนี้โค่วจงจะไร้ซี่งทุกสิ่งอย่างน้อยในตอนนี้เป็นเช่นนี้

        อันที่จริงโอกาสที่โค่วจงจะได้ชัยในการช่วงชิงแผ่นดินมีไม่มากนัก อย่างมากแค่หนึ่งส่วนเท่านั้น เมื่อเทียบกับหลี่ซื่อหมินซึ่งครองครองโอกาส ถึงห้าส่วน โต้วเจี้ยนเต๋อก็ยังมีโอกาสสองส่วนมากกว่าเขาเสียอีก แต่ก็มีนักรบ ผู้มีฝีมือไม่น้อยที่เลือกที่จะอยู่ร่วมกับโค่วจง

        เพราะนอกจากพวกเขาจะยอมรับนับถือในเรื่องไหวพริบฝีมือ ตลอด จนความคิดความอ่านของโค่วจง แล้วที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขายกย่อง พฤติการณ์ของโค่วจง ที่ใจกว้าง ไม่ริษยา ไม่หวาดระแวงคนใกล้ตัว โดยเฉพาะ ฉีจื่อหลิง ใครที่อยู่ใกล้ชิดกับโค่วจงจะมักรู้สึกเสมอว่าเรื่องที่เป็นไปไม่ได้มัน กลับสามารถทำให้กลายเป็นไปได้ทุกสิ่งล้วนสามารถสำเร็จลุล่วง การได้อยู่ ร่วมกับโค่วจงจึงเป็นความตื่นเต้นเร้าใจยิ่งนักในชีวิตที่หาได้ยากจากผู้นำ คนอื่น เสน่ห์อีกประการหนึ่งในตัวของโค่วจงก็คือ มันจะไม่สร้างความเสียหาย แก่คนที่มันรักเด็ดขาด

        เพราะฉะนั้นแม้บางครั้งมันจะกลอกกลิ้งราวสุนัขจิ้งจอก แต่บาง ครามันก็ประพฤติตนโง่งมโดยไม่คำนึงถึงเหตุผลใดหรือผลลัพธ์ในกาล ข้างหน้า ถ้าหากมันต้องกระทำเพื่อปกป้องคนที่มันรักมันไม่เคยทิ้งเพื่อน พรรคพวกเพื่อเอาตัวรอดเลย คนอย่างโค่วจงเลือกตายดีกว่าที่จะเลือก มีชีวิตรอดอย่างอดสูละอายแก่ใจตนเอง

        แต่โค่วจงก็มีความขัดแย้งในตัวเองอยู่อย่างหนึ่ง กล่าวคือมันประกาศ เข้าร่วมช่วงชิงแผ่นดินก็จริงแต่ในใจจริงลึกๆ แล้วมันมิได้ปรารถนาจะเป็นฮ่องเต้

        เพราะมันไม่เห็นว่าชีวิตฮ่องเต้เป็นชีวิตที่สนุกสนานน่าสนใจ ผู้ที่คิด เป็นฮ่องเต้ล้วนแล้วแต่ ต้องการอำนาจ ชอบการจัดลำดับแบ่งเบื้องสูงเบื้องต่ำ ให้ผู้คนนบนอบ ขณะที่ตัวโค่วจงเอง เป็นคนที่ปล่อยตัวตามสบาย ไม่หลงใหล ยึดติดในลาภยศ  เป้าหมายที่แท้จริงของมันจึงไม่ใช่อยู่ที่การได้เป็นฮ่องเต้แต่อยู่ที่ การได้พิชิตไปทั่วแผ่นดินและกระทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นไปได้

        วิถีของโค่วจง เป็น วิถีของลูกผู้ชายที่แท้จริง อย่างแน่นอนเพราะ ลูกผู้ชายควรกำหนดเป้าหมายชีวิตอันยิ่งใหญ่ จากนั้นทุ่มชีวิตเข้ากระทำ มุ่งสู่จุดหมายนั้นโดยไม่คำนึงถึงความสำเร็จและความล้มเหลว

        กล่าวโดยนัยนี้ วิถีของฉีจื่อหลิง ก็เป็นวิถีของลูกผู้ชายที่แท้จริงเหมือน กับของโค่วจงเช่นกันเพราะ ความแตกต่างระหว่างโค่วจงกับฉีจื่อหลิงเป็น ความแตกต่างในเป้าหมายชีวิตเท่านั้น มิใช่ความแตกต่างในความเป็นลูก ผู้ชายแต่อย่างใดเลย

        ผู้คนทั่วไปมุ่งแสวงหาความสุขจากกองทุกข์ ค้นหาความสนุกสนาน จากความราบเรียบธรรมดา แต่คนอย่างโค่วจงมุ่งต่อสู้ดิ้นรนท่ามกลาง คลื่นลมแห่งยุคสมัย ต่อให้ถูกคลื่นท่วมท้นศีรษะบังมิดหายมันก็ไม่สำนึกเสียใจเพราะมีแต่การท้าทายยุคสมัยเยี่ยงนี้มันจึงค่อยรู้สึกถึง คุณค่า และ ตระหนักถึง การดำรงอยู่ ของตัวเองในทางกลางสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย มันรู้ดีว่าตั้งแต่เริ่มต้นมันเป็นคนไม่มีสิ่งใด มันจึงไม่กลัวว่าจะกลายเป็น คนไม่มีสิ่งใดอีก

        ในยุคแห่งความวุ่นวายดุจกลียุคเช่นปัจจุบันนี้คนอย่างโค่วจงมีเท่าไหร่ก็ไม่ถือว่าพอ!



***************                                     



การต่อสู้สะท้านภพ ระหว่างผู้วิเศษกำจายกับดาบสวรรค์

หิมะขาวเวิ้งว้าง...

โค่วจงวิ่งตะบึงอยู่กลางทุ่งหิมะ เกล็ดหิมะโตเท่ากำปั้นพุ่งมาปะทะหน้า  ละลายเป็นสายน้ำแข็งไหลลงสู่ลำคอของเขา หัวใจของเขากลับร้อนรุ่มราวอัคคี

        ไม่ว่ามองจากจุดยืนใด จากมุมมองไหน เขาไม่อาจพลาดการต่อสู้ ที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินระหว่างดาบสวรรค์กับผู้วิเศษกำจายเด็ดขาด

        เงาหลังอันสูงใหญ่ของดาบสวรรค์ ปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าไกลตาอย่าง เลือนรางพร้อมกับการเคลื่อนใกล้เข้าไปของเขาค่อยชัดเจนขึ้นทุกขณะ

        โค่วจงบังเกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาด ราวตกอยู่ในห้วงความฝัน อาจบางที  ชีวิตเพียงเป็นความฝันตื่นใหญ  ขณะที่เวลาส่วนใหญ่ของเขาตก อยู่ในห้วงความฝัน มีเพียงบางเวลาที่เกิดความแจ่มใสจากนั้นกลับคืนสู่ห้วง ความฝันสืบไป

        เขากลับมุ่งหวังให้ทุกอย่างเบื้องหน้าเป็นความฝันตื่นหนึ่งเพราะ ดาบสวรรค์และผู้วิเศษกำจายเป็นบุคคลที่เขาเคารพยกย่อง แต่แล้วบุคคล ทั้งสองต้องมาต่อสู้พิสูจน์เป็นตายกัน

        โค่วจงพุ่งปราดถึงข้างกายดาบสวรรค์ ยอดคนซึ่งได้รับการยกย่อง เป็นดาบที่หนึ่งแห่งแผ่นดินท่านนี้ชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนที่จะสาวเท้า ก้าวเดินต่อไปคล้ายกับไม่มีจุดหมายปลายทางเสมือนหนึ่งลืมเลือนกำหนด นัดต่อสู้กับผู้วิเศษกำจายโดยมีโค่วจงติดตามอยู่ข้างกาย

        วิถีของดาบสวรรค์ เป็นวิถีที่นอกจากดาบแล้วปลดปล่อยทุกเรื่องราว เพื่อมิให้ชีวิตแบกภาระที่หนักอึ้งเกินจำเป็นเกินขีดความสามารถของคน

        ในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน มันแอบหลงรักเจ้าเรือนฌานเมตไตรย ฟั่นชิงฮุ่ย ผู้เป็นอาจารย์ของซือเฟยเซวียน ตอนนั้นมันยังไร้ชื่อเสียงเรียงนาม มันจึงต้องตัดใจจากนางเลือก วิถีดาบ แทนจนกระทั่งมีความสำเร็จเช่นทุกวันนี้

        คนเราหากคิดบรรลุถึงขอบขั้นชั้นนอกจากดาบแล้ว ไม่มีวัตถุ เรื่องราวอื่นอีกก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอันอำมหิต หลายสิบปีมานี้มันจึงไม่กล้า คิดถึงนางเพราะ ความคะนึงหาช่างปวดร้าวเกินไป มันมุ่งมั่นอยู่กับวิถีดาบ เท่านั้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์เบื้องหน้าที่ครอบคลุมสภาพโดยรวมของ ประเทศ

        การฝึกดาบคือการเคี่ยวกรำจิตใจ หากผู้นั้นไม่เคยมีอดีตอันประทับ ใจมาก่อน ไหนเลยสามารถใช้เพลงดาบอันตราตรึงได้? การฝึกวิถีดาบ วิถีกระบี่ สามารถนำไปสู่ วิถีแห่งฟ้า ข้ามพ้นความเป็นความตาย เข้าถึงความเป็นเซียน ความเป็นพุทธะก็ยังได้ หากฝึกได้จนถึงขั้นสูงสุดขั้นใจกระจ่างแจ้ง

        ดาบสวรรค์เพ่งสายตาไปเบื้องหน้า เดินไปโดยไม่หยุดยั้ง แสดงว่า จมอยู่ในห้วงความคิด โค่วจงยังไม่ล่วงรู้จุดหมายปลายทางของดาบสวรรค์แต่ ก็ยินดีที่มีส่วนร่วมกับการเดินทางอันแปลกพิสดารครั้งนี้ พลันถามว่า

        ท่านผู้นำไม่เคยประมือกับผู้วิเศษกำจาย เหตุใดมีความมั่นใจเอาชัย?”

        ดาบสวรรค์หัวร่อออกมากล่าวว่า

        ขณะที่ผู้มีชื่อเสียงทัดเทียมกับท่านพ่ายแพ้ใต้คมดาบของท่านคน แล้วคนเล่าเป็นเวลาต่อเนื่องหลายสิบปี ท่านก็จะบังเกิดความเชื่อมั่นเช่นเดียว กับเรา แม้แต่ผู้วิเศษกำจายก็ไม่มีข้อยกเว้นนี่มิใช่เป็นการประมาทศัตรูหาก แต่เป็น ผลจากการทดสอบเคี่ยวกรำ



***********



         ในลมหิมะเกลื่อนฟ้า ดาบสวรรค์กับโค่วจงยืนอยู่ริมฝั่งตะวันออกของ แม่น้ำอีสุ่ยมองดูสายน้ำไหลผ่านหน้าไป ดาบสวรรค์นัดประลองกับผู้วิเศษ กำจายที่วัดเซ็นพิสุทธิ์ในคืนพรุ่งนี้ ทั้งสองจะใช้แพถ่อไปตามเส้นทางน้ำ โค่วจง โยกถ่อที่ท้ายแพไม้ ขณะที่ดาบสวรรค์นั่งขัดสมาธิแน่วนิ่ง โค่วจงนึกถึงเหตุการณ์ ครั้งแรกที่เขาได้ประมือกับผู้วิเศษกำจาย...

        ขณะนั้นเป็นคืนเดือนเสี้ยว ผู้วิเศษกำจายนั่งตกปลาอยู่บนเรือน้อย ริมแม่น้ำฮวงโหรอการมาของโค่วจงอยู่ก่อนแล้ว บุคลิกของผู้วิเศษกำจายคล้าย ผู้สันโดษที่หลุดพ้นทางโลกแบบ เต๋า ผู้หนึ่ง

        โค่วจงไม่เคยเห็นดวงตาเช่นนี้มาก่อน นั่นเป็น แววตาที่ไม่ต่อสู่ช่วงชิง คู่หนึ่ง คล้ายกำลังมองเข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง ราวกับรักษาสภาพอันลึกลับสุดหยั่ง คาดเอาไว้เสมือนหนึ่งซ่อนไว้ด้วยพลังอันมหาศาล ในดวงตาทอแววที่เปิดเผย จริงใจจนถึงกับแฝงความไร้เดียงสาอยู่บ้าง

        ผู้วิเศษกำจายถ่ายทอดตำนานเรื่องหนึ่งให้แก่โค่วจง หมายคิดเกลี้ย กล่อมเขาว่า

    

       “มีธารน้ำหนึ่งแห้งเหือดลงฝูงปลาถูกกักบนแอ่งน้ำ แล้วได้แต่เป่าลม สร้างความเปียกชื้นให้แก่กัน พ่นฟองน้ำลายหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน มาตรว่า สะท้อนเห็นถึงน้ำใสใจจริงแต่ไหนเลยเทียบเปรียบกับการท่องไปในบึงใหญ่ โดยเสรีได้

        โค่วจงสะท้านขึ้นคราหนึ่งรู้ว่าคำเปรียบของปรมาจารย์แนวทางพรต ท่านนี้ต้องการเตือนสติเขา จึงทอดถอนใจกล่าวว่า

        ผู้เยาว์เข้าใจว่าผู้อาวุโสเกลี้ยกล่อมข้าพเจ้าให้ปล่อยไปตามธรรม- ชาติ แต่คนต่างมีมุมมองของตน เรื่องที่ผู้อาวุโสเห็นว่าเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ผู้เยาว์กลับมีความเห็นที่แตกต่างจะทำอย่างไรได้?”

        ผู้วิเศษกำจายส่งเสียงหัวร่อดังยาวนานสั่นศีรษะกล่าวว่า

        ดูไปท่านคล้ายตัวเราเมื่อตอนหนุ่มฉกรรจ์ทั้งไม่ยอมสยบต่ออิทธิพล อำนาจและไม่ยอมถูกควบคุมใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ แต่ท่านไม่คิดหรือว่าต่อให้ ท่านอ้างว่าจุดประสงค์ในการช่วงชิงแผ่นดินของท่านต่างกับผู้อื่น แต่เรื่องราว ต้องดูที่ผลสรุปพฤติการณ์ของท่านอาจนำมาซึ่งภัยพิบัติแก่แผ่นดินโดยที่ ท่านไม่เจตนาก็เป็นได้ ท่านทราบหรือไม่?”

        ทั้งสองสบสายตากันแน่วนิ่ง ผู้วิเศษกำจายยังคง รักษาท่วงท่า ไร้ซึ่งการปรุงแต่ง ไม่ต่อสู้แย่งชิง ส่วนประกายตาโค่วจงเปลี่ยนเป็นคมกล้า ราวมีดดาบ

 

          ผู้วิเศษกำจายกล่าววาจาหมดสิ้นแล้วหากโค่วจงยังไม่ยอมเปลี่ยนใจได้ แต่ลงมือให้รู้แจ้ง ความจริงท่านมีอายุเกือบร้อยปี สามสิบปีมานี้สูญเสีย ความคิดเอาชนะแต่แรก การลงมือครั้งนี้ของท่านเกิดจากความจำเป็นบังคับ

        ผู้วิเศษกำจายลงมืออย่างสุดกำลังต่อโค่วจง แต่เนื่องจากโค่วจงฝึก เคล็ดวิชาอมตะสายเต๋าที่เป็นต้นตอเดียวกับของท่าน ทำให้ท่านไม่อาจหักใจ สังหารออมรั้งยั้งมือทุกทาง นอกจากนี้ความเข้มแข็งของจิตปณิธานความแรง กล้าของพลังชีวิตในตัวโค่วจงก็เป็นสิ่งที่ท่านไม่เคยเผชิญพบมาก่อน จึงประทับ ใจและเอ็นดูจนยินยอมปล่อยให้โค่วจงจากไปโดยไม่ขัดขวางอีก

        ก่อนที่โค่วจงจะจากไป ผู้วิเศษกำจายยังได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาของท่าน ให้แก่โค่วจงเป็นการตอบแทนที่ท่านได้ค้นพบแก่นแท้ของเคล็ดวิชาอมตะ จากการประมือกับเขาเมื่อครู่ว่า

        พลัง เป็นพื้นฐานของร่างกาย ผลของพลังหยินและหยางที่หลอมรวม กันคือ สำนึก สิ่งที่มากับสำนึกคือ จิต สิ่งที่เข้าออกพร้อมกับพลังคือ วิญญาณ ใจเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวการดำรงอยู่ของสำนึกคือ ปณิธาน มรรคาสูงสุดของวิชาบู๊ อยู่ที่ฟ้ากับมนุษย์เชื่อมประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ระหว่างความดีกับความชั่ว ขึ้นอยู่กับความคิดชั่วแล่น พึงคว้าจับ ชั่วขณะ นั้นให้ดี”...

        โค่วจงเคยประมือกับดาบสวรรค์และผู้วิเศษกำจายมาแล้ว แต่ตัวเขา เองก็ไม่สามารถจำแนกออกว่าผู้ใดสูงล้ำกว่ากัน บุคคลทั้งสองคล้ายห้วง มหรรณพอันลึกล้ำ ยากที่จะหยั่งความตื้นและลึกได้

        หากผู้วิเศษกำจายพ่ายแพ้แผนทุกประการย่อมดำเนินต่อไปการ ประลองครั้งนี้เพียงเป็นเพลงสลับฉากบนเส้นทางของการรวมประเทศเป็น ปึกแผ่น แต่หากดาบสวรรค์แพ้พ่ายล้มตายโค่วจงได้แต่สืบทอดปณิธานของ ดาบสวรรค์สานฝันของดาบสวรรค์กลายเป็นจริง

        โค่วจงนึกถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา สุดท้ายได้ข้อสรุปที่แม้แต่ ตัวเองยังลอบตื่นตระหนกนั่นคือ เขาต้องใช้ความเยือกเย็นเข้ารับมือกับวิกฤต- การณ์ที่ดาบสวรรค์แพ้พ่าย ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพไม่อาจปล่อยให้ อารมณ์ในด้านลบกลบบดบังสติสัมปชัญญะไป

        นึกถึงตอนนี้สมองของโค่วจงเริ่มประเปรียวขึ้นมา เขากำหนดมาตร การรุกและถอยในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เขาสามารถนำเอาเพลงดาบของ เขาหลอมรวมเข้ากับยุทธศาสตร์ได้เป็นผลสำเร็จ

        ในตอนนี้สำหรับโค่วจงแล้ว นอกจากดาบไม่มีวัตถุเรื่องราวอื่นอีก


*********



          ดาบสวรรค์กับโค่วจงมาถึงหน้าซุ้มประตูชั้นที่หนึ่งของวัดเซ็นพิสุทธิ์ใน ตอนเย็นยามสนธยา หิมะหยุดตกก่อนที่พวกเขาจะสละแพขึ้นฝั่ง ทั่วทั้งท้องทุ่ง  ปูลาดด้วยน้ำแข็งเงินเชื่อมฟ้าและดินเข้าด้วยกัน

        หลังจากที่ดาบสวรรค์ถอนจิตจากการนั่งสมาธิกรรมฐานหลายชั่ว ยามเขามิได้กล่าววาจาอีกท่วงท่าปลอดโปร่งสบาย เขายกมือไพล่หลังก้าวขึ้น บันไดศิลาที่ทอดสู่วัดเซ็นพิสุทธิ์โดยมีโค่วจงติดตามอยู่ด้านหลัง

        ซุ้มประตูชั้นที่สองปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้า ดาบสวรรค์พลันชะงักเท้าลง มองดูข้อความกลอนคู่ที่จารึกอยู่สองฟากข้างซุ้มประตูท่องอ่านว่า

        ระฆังเช้า กลองพลบค่ำ ปลุกผู้ใฝ่ชื่อเสียงลาภยศจากภวังค์ เสียง สวดจากพระสูตรเรียกสติคนเวียนว่ายทะเลทุกข์ให้ได้คิด คนเมื่อตกอยู่ใน ทะเลทุกข์บรรพชิตก็กลายเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ยังมีผู้ใดรอดพ้น ดังนั้น มวลส่ำสัตว์ล้วนทุกข์หนักนัก

        โค่วงจงใจสั่นสะท้านนี่แสดงว่าดาบสวรรค์ยังไม่หลุดพ้นจากทะเล ทุกข์ถ้าอย่างนั้นการต่อสูครั้งนี้จะเกิดผลอย่างไรนับเป็นที่คาดคำนวณได้แล้ว

        ดาบสวรรค์ขึ้นบันไดต่อไป รอจนโค่วจงมาถึงข้างกายค่อยกล่าวว่า

        เราเคยศึกษาหลักพุทธกับแนวทางเต๋ามา ฝ่ายแรกคิดเข้าถึงนิพพาน ฝ่ายหลังคิดสำเร็จเป็นเซียน ฝ่ายพุทธเน้นที่การดับกิเลสสำเร็จเป็นอรหันต์ ส่วนฝ่ายเต๋ามุ่งฝึกจิตใจสู่ความว่างเปล่า ความจริง การสำเร็จเป็นเซียนตาม แนวทางเต๋ากับการบรรลุอรหันต์ของทางพุทธคล้ายแตกต่างแต่ทว่าเป็น หนึ่งเดียวกัน ผู้วิเศษกำจายแม้เป็นตัวแทนแนวทางเต๋าแต่ก็คล้ายรวมปมเด่น ของฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าเข้าด้วยกัน ดังนั้น วิชาฝ่ามือกำจายแปดป่ายปัด ของเขาจึงมุ่งที่การค้นหา สำนึกแห่งเซน หลุดพ้นจากวิชาการต่อสู้ทั่วไป

        โค่วจงเคยประมือกับผู้วิเศษกำจายมา ดังนั้นผงกศรีษะเห็นพ้องกล่าว ว่า

        ท่านผู้นำกล่าวถูกต้อง ครั้งก่อนข้าพเจ้าประมือกับเขาขั้นตอนทั้งหมด คล้ายตกอยู่ในห้วงความฝัน นับเป็น แนวทางสำนึกเต๋าแห่งเซน อันพิสดาร ล้ำสุดเปรียบปานจริงๆ

        ดาบสวรรค์มาถึงลานกว้างของวัด โบสถ์พระประธานที่ถูกห่อหุ้มด้วย หิมะปรากฎขึ้นที่เบื้องหน้าแต่ไม่เห็นร่องรอยผู้คนบนพื้นหิมะก็ไม่ปรากฎ รอยเท้าใดๆ ดังนั้นชะงักเท้าลงอธิบายว่า

        สังขาร ของผู้วิเศษกำจายมีความสำคัญต่อมันอย่างยิ่ง เพราะเป็น ที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว ที่จะสำเร็จเป็น เซียน หากสังขารของมันถูกทำลายจะ กลับคืนสู่วงจรของการเวียนว่ายตายเกิดทุกประการต้องเริ่มต้นกันใหม่ดังนั้น มันจะลงมืออย่างสุดกำลังโดยไม่อดออมรั้งยั้ง ขุนพลน้อยเข้าใจความหมาย ของเราหรือไม่?”

        โค่วจงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า

        ข้าพเจ้าเข้าใจ

        ดาบสวรรค์กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า

        ดังนั้นพอพวกเราลงมือต้องมีฝ่ายหนึ่งตกตายค่อยเลิกราแต่ หาก หมายมั่นสังหารฝ่ายตรงข้ามถือเป็นวิชาบู๊ขั้นต่ำ ทางที่ถูกผู้นั้น ควรที่จะ ปราศจากสำนึกแห่งความเป็นความตาย ไม่มีความคิดเอาชนะ จึงจะ สามารถบรรลุถึงขอบเขตแนวทางสำนึกเต๋าแห่งเซนเป็น สุดยอดของวิถีดาบ ได้

        โค่วจงกล่าวอย่างงุนงงว่า

         “นี่ไยมิใช่ขัดแย้งกันอย่างยิ่ง?


        ดาบสวรรค์แหงนหน้าหัวร่อ กล่าวว่า

        ขัดแย้งกันที่ใดหรือท่านลืมเลือนไปแล้วว่า นอกจากดาบแล้วไม่มี วัตถุเรื่องราวอื่นอีก หากยังยึดถือความเป็นความตายหรือยึดถือผลแพ้ชนะ  ปล่อยให้ในใจมีวัตถุ เรามิสู้ลงจากภูเขาไปตั้งแต่ตอนนี้จะได้ไม่ต้องอับอาย ขายหน้า

        โค่วจงร้องโพล่งว่า

        ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว

        จนบัดนี้เขาค่อยรับรู้ว่าดาบสวรรค์สลัดสิ้นทุกสิ่ง นอกจากดาบแล้ว ไม่มีวัตถุเรื่องราวอื่นอีก

        ดาบสวรรค์ กล่าวด้วยความปลาบปลื้มใจว่า

        ตอนนี้ขุนพลน้อยรับสืบทอด เคล็ดวิชา ดาบสวรรค์จากเราจน หมดสิ้นแล้ว เราจะเอ่ยถึงส่วนที่ท่านยังไม่เสมอเหมือนเราคือ หลังจากได้รับ ดาบแล้วยังต้องลืมเลือนดาบ อย่างนั้นจึงจะเป็นซ่งเสวียในปัจจุบันคนที่สอง

        โค่วจงร้องโพล่งคำลืมเลือนดาบดาบสวรรค์พลันประกาศก้องว่าซ่งเสวียอยู่ที่นี้ขอเชิญพี่เต้าฉีโปรดสอนสั่ง

        สุ้มเสียงถ่ายทอดไปไกลสะท้อนสะท้านทุกซอกมุมของวัดเซ็นพิสุทธิ์



***********



      วัดเซ็นพิสุทธิ์เงียบสงบจนผิดวิสัยนี่สมควรเป็นเวลาประกอบวัตรค่ำ เมื่อครู่ยังย่ำระฆังชัดๆ เหตุใดไม่ได้ยินเสียงสวดมนต์ของหลวงจีนคล้ายกับว่า ผู้ทรงศีลภายในวัดล้วนสาบสูญหมดสิ้น

        ดวงจันทร์ขึ้นแทนที่อาทิตย์สนธยา ลอยขึ้นบนนภาราตรีสีเทาหม่น แสงจันทร์นวลใยสาดส่องลานกว้างที่สุมคลุมด้วยหิมะ ในดินฟ้าที่หิมะกับ แสงจันทร์หลอมกลืนเข้าด้วยกันแว่วเสียงผู้วิเศษกำจายหนิงเต้าฉีดังจาก ทิศทางที่ตั้งของโบสถ์ทองเหลือง หากทว่าถนัดชัดเจนราวกล่าวที่ริมโสตว่า

        เราวาดหวังว่าคืนนี่พี่ซ่งมาดื่มสุราโอภาปราศรัยถ่ายทอดบอก ความ เข้าใจที่มีต่อชีวิต แก่กัน เพียงแค้นที่ฟ้าดินไร้เมตตาปฏิบัติต่อสรรพสิ่งเช่น หุ่นฟางที่ไม่มีจิตใจ บัดนี้มหันตภัยกล้ำกรายดินแดนภาคกลางเป็นเหตุให้ ตัว โง่งมที่อยู่สุขสบาย เช่นเรามิอาจไม่บากหน้าขอให้พี่ซ่งชี้แนะเพลงดาบสวรรค์ สักท่าสองท่าโดยไม่คำนึงว่าตัวเองใช่ทนทานรับได้หรือไม่ ขอพี่ซ่งโปรดยั้งมือ ไว้ไมตรี

        คำพูดนี้ของผู้วิเศษกำจายแสดงออกถึงบุคลิกภาพของปรมาจารย์ แนวทางเต๋า ที่ทั้งไม่ปิดบังอำพรางว่าคิดทำลายแผนก่อการใหญ่ของดาบสวรรค์ แต่ก็ใช้วิธีการที่ถ่อมตนเข้าท้าประลองกับดาบสวรรค์

        หากแม้นดาบสวรรค์ตอบผิดพลาดอาจเป็นเหตุให้คืนนี้พบกับความ พ่ายแพ้ ยอดฝีมือต่อสู้ช่วงชิงไม่อาจมีข้อผิดพลาดถึงแม้เป็นเรื่องอันเล็กน้อย ก็ตาม

        ดาบสวรรค์ยกมือไพล่หลังเดินไปทางโบสถ์ทองเหลืองหัวร่อพลาง กล่าวว่า

        คำพูดของพี่เต้าฉีมีความหมายนักทำให้เราซ่งเสวียรู้สึกว่าไม่เสียที ที่เดินทางมา พี่เต้าฉีฝึกเคล็ดแนวทางเต๋าจนถึงขั้นขอบเขต กลมกลืนลืมตน บรรลุถึงหลัก รักษาความว่างเปล่าไว้ ซ่งเสวียขอรับการสอนสั่งแล้ว

        โค่วจงใจสั่นสะท้าน คำพูดของดาบสวรรค์คุกคามคนเช่นเดียวกับ ดาบของเขามองทะลุผู้วิเศษกำจายจนปรุโปร่ง แสดงว่าดาบสวรรค์อยู่ในสภาพ เตรียมพร้อมแม้แต่เจ้าเรือนฌานเมตไตรยฟั่นชิงฮุ่ยที่เขาเคยแอบหลงรักเมื่อ หลายสิบปีก่อนก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเขาอีก ดาบสวรรค์กระทำได้อย่างไร?

        หลังจากได้รับดาบ ยังต้องลืมเลือนดาบ

        ภายหลังความคิดถึงคะนึงหา คือ ลืมเลือนความคิด

        นับตั้งแต่ออกเดินทางจนมาถึงที่นี้ถือเป็นช่วงแห่งการ ฝึกวิถีขั้น สุดท้าย ของดาบสวรรค์ หลังจากได้รับดาบแล้วลืมเลือนดาบ ดูจากเงาหลัง ของดาบสวรรค์สามารถรับรู้ถึงพลังอันกล้าแข็งของเขา ไม่มีคำว่าชนะ ไม่มีคำ ว่าพ่ายแพ้ ทั้งสองประการล้วนไม่อยู่ในสมองของเขา

        นี่จึงเป็นดาบสวรรค์ที่แท้จริง

        ผู้วิเศษกำจายส่งเสียงดังมาว่า

        พี่ซ่งยกย่องเราเกินไป ที่แล้วมาเราไม่ชมชอบ ความเอาจริงเอาจัง ของเหลาจื๊อ เพียงรักชอบ ความแปลกพิสดารของจวงจื๊อ โดยเฉพาะ วิถีแห่ง ธรรมชาติ ที่ อยู่ในโลกแต่ก็เหนือโลก ของ จวงจื๊อ เพราะเหตุนี้ค่ำคืนนี้จึง บากหน้ามายังที่นี้

        ทั้งสองพูดจาโต้ตอบด้วยหลักปรัชญาอันลึกล้ำ โค่วจงยังทราบว่า นับตั้งแต่ดาบสวรรค์ก้าวเข้าซุ้มประตูวัดมา สุดยอดฝีมือทั้งสองท่านนี้ก็ได้ ประมือกันแล้ว

        ดาบสวรรค์กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า

        ที่แท้สิ่งที่พี่เต้าฉีแสวงหาคือ บุคคลแบบจวงจื๊อ ที่ ชืดชา ต่อความ เป็นความตาย อายุยืนสั้น ผลได้ผลเสีย สำเร็จล้มเหลว ความผิดถูก ตลอดจน ชื่อเสียงหรือด่างพร้อย หลุดพ้นจากความมุ่งมาดปรารถนาทุกสิ่ง ยึดถือ ฟ้าดินสรรพสิ่งเป็นร่างเดียวกับตน ปล่อยตัวโดยอิสระเสรี ซ่งเสวียกล่าว พิรี้พิไรคงเป็นที่ระคายหูของพี่เต้าฉีแล้ว

        คำพูดเหล่านี้คล้ายเยินยอ แท้ที่จริงกล่าวหาว่าผู้วิเศษกำจายพาตัวเอง เข้าสู่วังวนแห่งการช่วงชิงแผ่นดิน ขัดแย้งกับอุดมคติของจวงจื๊อที่หลุดพ้น ปล่อยวางจากทุกสรรพสิ่ง

        นับตั้งแต่เริ่มต้น ดาบสวรรค์ก็เปิดฉากเป็นฝ่ายรุกขณะที่ผู้วิเศษกำจาย ถอยรับแทนการรุกใช้ความอ่อนพิชิตแข็งกร้าว

        ผู้วิเศษกำจายยืนอยู่หน้ารูปพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ยกมือลูบเครายิ้ม พลางกล่าวว่า

        เมื่อกำเนิด หลัง ฟ้าดิน ค่อยล่วงรู้ การเริ่มต้น ของดินฟ้า

        ม้วยมรณา ก่อน ดินฟ้า ค่อยทราบ จุดสิ้นสุด ของฟ้าดิน

        ดังนั้นเมื่อมีการเกิดก็ต้องมีการตาย มีการเริ่มต้นก็ต้องมีจุดสิ้นสุด ผู้ตายเป็นผลจาการก่อเกิด การกำเนิดเป็นการก่อเกิดจากความตาย ทั้งหมดนี้ เป็นวิถีแห่งธรรมชาติ วิถีแห่งฟ้าอันเป็นนิรันดร์ไม่ได้คงอยู่เพื่อส่งเสริมใคร หรือล้มล้างใคร...”

        เต๋า เป็นวัตถุเพื่อใช้สอย พลังธาตุแห่งวัตถุไม่เคลื่อนเอง มนุษย์ผู้ใช้สอยเป็นผู้ขับเคลื่อนพลังธาตุในฟ้าดิน วัตถุเมื่อถึงที่สุดจะเกิดการเปลี่ยนพลิก ความสุขอาศัยอยู่ในคราเคราะห์  และคราเคราะห์พึ่งพิงความสุขในการตั้ง อยู่...”

        ปราชญ์เหลาจื๊อ ไร้ซึ่งการกระทำ ปราชญ์จวงจื๊อเน้น หลักธรรม- ชาติ ล้วนแต่สอนสั่งผู้คนไม่ให้ยึดติดกับความสำเร็จ ไม่เช่นนั้นไหนเลยมี ตำรา เต๋าเต็กเก็ง มี คัมภีร์จวงจื๊อ ที่ ซ่อนปรัชญาอันลึกล้ำ ว่า พึงสรรค์สร้างมิใช่ ยึดครอง ความสำเร็จไม่ยึดถือเป็นของตน ไม่ทราบพี่ซ่งคิดเห็นเป็นอย่างไร?”

        ผู้วิเศษกำจายยังคงมีบุคลิกภาพดังเดิม เครายาวห้าแฉกพัดพลิ้ว         ตามลม สวมหมวกมงกุฎผูกสายรัด ใส่ชุดแพรหลวงกว้างใช้ แววตาบริสุทธิ์ ไม่ช่วงชิงกับชาวโลก จับจ้องมองดาบสวรรค์ตาไม่กะพริบคล้ายไม่ล่วงรู้ถึง การดำรงอยู่ของโค่วจง รอบบริเวณก็ไม่ได้จุดโคมไฟทั้งปราศจากร่องรอยของ หลวงจีนใด โค่วจงรู้ตัวเป็นอย่างดีจึงหยุดยืนอยู่นอกระเบียงไม่ต้องการให้ ตัวเองส่งผลกระทบถึงการศึกของยอดคนทั้งสอง

        ที่ด้านหลังซ้ายขวาของผู้วิเศษกำจายรายล้อมด้วยรูปพระอรหันต์ จำนวนมาก คล้ายกับเหล่าทวยเทพบนสวรรค์พากันลงสู่หล้าร่วมรับรู้การ ศึกที่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน ทั้งยังเป็นเครื่องชี้ชะตาของยุทธจักรในดินแดน ภาคกลางครั้งนี้

        กระถางธูปขนาดใหญ่เบื้องหน้าพระมัญชุศรีโพธิสัตว์เผากำยาน ส่งกลิ่นหอมอบอวลเพิ่มพูนบรรยากาศที่หลุดพ้นจากทางโลก

        ดาบสวรรค์เดินขึ้นบันไดศิลาเหยียบย่ำลงบนลานกว้างหินขาว จวบจนถึงเบื้องหน้าผู้วิเศษกำจายสองวา กล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า

        พี่เต้าฉีอาศัยความเป็นความตายส่วนตน รับรู้ถึงการเริ่มต้นจุดสิ้นสุด ของฟ้าดิน ศึกษาวิถีแห่งธรรมชาติจนหลุดพ้นจากการเริ่มต้นและสิ้นสุด ของความเป็นตาย ทำให้ซ่งเสวียนึกถึงบทหนึ่งในคัมภีร์จวงจื๊อที่เอ่ยถึงนกยักษ์ ที่เป็น พญาปักษา มีแผ่นหลังดั่งภูเขาไท่ซาน เมื่อกางปีกคล้ายก้อนเมฆบดบัง ท้องฟ้า สามารถบินไกลนับหมื่นๆ ลี้ เราซ่งเสวีย แม้ไม่มีความสามารถไปไกล ถึงสุดหล้าฟ้าดิน แต่เมื่อกระโดดโลดเต้นอยู่ตามกิ่งง่ามของต้นไม้ก็รู้สึกถึง ความเป็นอิสระเสรี ไม่ทราบพี่เต้าเห็นด้วยหรือไม่?”

        ในคัมภีร์จวงจื๊อบทนี้ จวงจื๊อต้องการสื่อความหมายว่าระหว่างความ ใหญ่โตกับความเล็กน้อยกระจิริดหามีความแตกต่างกันไม่ ในวิถีแห่งเต๋า เมื่อนกกระจิบน้อยเห็นพญาปักษาบินผ่านไปก็ไม่นึกละอายความเล็กกระจิริด ของตัวเอง ตรงกันข้ามรู้สึกว่าตัวเองปลอดโปร่งสบายอารมณ์ปล่อยตัวไปตาม ธรรมชาติ

        ผู้วิเศษกำจายยกอ้างวิถีธรรมชาติของจวงจื๊อ ดาบสวรรค์ก็เอ่ยถึง ข้อความในคัมภีร์จวงจื๊อตอบโต้กลับไป ยืนยันความตั้งใจช่วยเหลือโค่วจง รวมประเทศเป็นปึกแผ่น ดังนั้นไม่สนใจว่าผู้วิเศษกำจายมีทัศนคติที่ยิ่งใหญ่ปานใด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนที่แตกต่างได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามฟ้าลิขิต

        โค่วจงรับฟังจนยอมรับนับถือในใจ หากปราศจากความคิดอ่าน เช่นยอดคนทั้งสองท่านนี้อย่าคิดหมายทำสงครามคารมเช่นนี้ได้



**********



        ในที่สุดเงื่อนไขการประลองถูกกำหนดออกมาโดยทั้งคู่เห็นพ้องแล้ว

        เพียงแค่เก้าดาบ!

       ดาบสวรรค์เชื่อมั่นว่า เพียงแค่เก้าดาบก็สามารถพิสูจน์ผลแพ้ชนะได้ ต่อให้ผู้วิเศษกำจายใช้ฝ่ามือกำจายแปดป่ายปัดได้ตามใจปรารถนาแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายไม่พ้นเคล็ดความอันล้ำลึกแปดประการ เพราะฉะนั้นดาบที่เก้าสมควร ตัดสินแพ้ชนะได้

        ผู้วิเศษกำจายก็ต้องการเช่นนั้น หากเขาสามารถรับมือดาบสวรรค์ได้ ครบเก้าดาบดาบสวรรค์ก็ต้องถอนตัวจากยุทธจักรไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนรุ่นหลังอีก

        โค่วจงเองก็พอใจกติกาเงื่อนไขเช่นนี้ เพราะต่อให้ผู้วิเศษกำจาย สามารถต้านทานรับมือดาบสวรรค์ได้ครบเก้าดาบ ทั้งสองฝ่ายถือว่าเสมอกัน อย่างนั้นดาบสวรรค์ก็ต้องถอนตัวจากการช่วงชิงแผ่นดิน แต่เขาจะเป็นผู้สืบ สานปณิธานแทน อย่างนี้ย่อมดีกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มตายหรือล้มตายทั้งคู่ นั่นเป็นเรื่องที่เขาไม่ต้องการเห็นที่สุด

        การประลองเริ่มขึ้น

      ดาบสวรรค์ใช้ดาบที่หลอมรวมความพิสดารของฟ้าดินเข้าด้วยกัน ออกมาแล้วสามดาบติดต่อกัน โดยที่ผู้วิเศษกำจายก็ใช้วิชาฝ่ามือกำจายแปด ปัดออกไปแล้วสามท่วงท่าต้านรับ

        ทั้งคู่เผชิญหน้ากันอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างบรรลุถึงขอบเขตมีรูปแบบไร้รูปแบบ  และไร้รูปแบบมีรูปแบบ  ในความเปลี่ยนแปลงมีความไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติด กับวัตถุใด มีตนแล้วลืมตน มีดาบแล้วลืมดาบ ลืมวัตถุ ลืมตนเอง ลืมทุกสิ่ง  ดำรงอยู่อย่างเสรี ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงสามารถหักหาญกันอย่างคู่คี่ก้ำกึ่ง

 

           ดาบสวรรค์เน้นการรุก ผู้วิเศษกำจายถนัดที่ตั้งรับ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจมี เปรียบเหนืออีกฝ่าย เงื่อนไขขึ้นอยู่กับว่าผู้วิเศษกำจายสามารถต้านทานรับ ถึงดาบที่เก้าของดาบสวรรค์ได้หรือไม่

        ปมเด่นในวิชาฝีมือของผู้วิเศษกำจายอยู่ที่ความว่างเปล่าที่ไม่ใช่ ความไม่มีอะไร แต่เป็นความว่างเปล่าที่ก่อให้เกิดพลัง เป็นว่างที่ทั้งเป็นจริง ระหว่าง ว่าง กับ จริง สามารถก่อเกิดเป็นสภาพร้อยพันประการตามวิถีธรรม- ชาติที่ลับลี้ที่ลี้ลับ มีเหมือนไม่มี

        เพราะฉะนั้นอีกหกดาบที่เหลือจะนำไปสู่ผลลัพธ์ใดสุดที่จะหยั่งคาด คำนวณได้

        ท่าที่สี่ ผู้วิเศษกำจายกลับเป็นฝ่ายบุกจู่โจมด้วยท่านกจิก จู่โจมพันครั้ง ในคราเดียว ขณะที่ดาบสวรรค์อาศัยสำนึกดาบเพียงดาบเดียวต้านทานการ กระหน่ำจู่โจมแบบไม่ยั้งหยุดของผู้วิเศษกำจายที่พลิกแพลงไร้ซึ่งการกระทำ  ไปสู่การมุ่งกระทำและจากการมุ่งกระทำกลับคืนสู่ไร้ซึ่งการกระทำอีกครั้ง

        ดาบที่ห้า ดาบสวรรค์เป็นฝ่ายบุกกลับบ้าง เขาเริ่มจากสอดดาบคืนฝัก ลดสองมือลงก่อเกิดเป็นพลังสภาวะอันยิ่งใหญ่ขุมหนึ่งครอบคลุมใส่ฝ่ายตรงข้าม ต่อให้คนไม่รู้วิชาฝีมือก็ยังดูออกว่าเมื่อดาบสวรรค์ชักดาบจากฝักใหม่จะเปิด ฉากจู่โจมที่สะท้านทั้งดินฟ้ามุ่งทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง

        ผู้วิเศษกำจายยังคงรักษาท่วงท่าสองมือไพล่หลัง แต่ดวงตาทอ ประกายดุจสายฟ้า เป็นสภาพอันเกรี้ยวกราดที่โค่วจงไม่เคยพบเห็นจากอีก ฝ่ายมาก่อน

        นี่นับเป็นความสงบก่อนพายุฝนกระหน่ำ

        โค่วจงทราบว่าดาบที่ห้าของดาบสวรรค์นี้เป็นปฐมบทของสี่ดาบสุด- ท้ายที่มุ่งปะทะหาญหักสถานเดียวเท่านั้น

        ดาบที่ห้า ดาบที่หก ดาบที่เจ็ดทั้งสองฝ่ายต่างทุ่มเทใช้วิชาฝีมือซึ่ง กลั่นกรองจากภูมิปัญญาอันลึกล้ำ หากเป็นผู้ที่สายตาอ่อนด้อยกว่ายากที่จะ ชมดูเข้าใจได้ ผู้วิเศษกำจายหลุดรอดดาบที่เจ็ดที่ฟาดฟันจากด้านบนลงมาดุจ สายฟ้าได้อย่างเหลือเชื่อ เพราะใช้หลักความอ่อนพิชิตแข็งกร้าวได้อย่าง เหมาะสมถูกจังหวะพอดี

        ดาบสวรรค์แม้ลงมือล้มเหลวแต่ยังไม่มีท่าทีท้อถอยหรือร้อนรุ่ม ขณะที่คมดาบที่เจ็ดทิ้งลงถึงแนวราบกับพื้น ดาบสวรรค์พลันสาดพุ่งร่างเข้าหา ผู้วิเศษกำจายซึ่งอยู่เบื้องหน้าสามวาดุจธนูพุ่งจากแล่ง

        นี่เป็นดาบที่แปดที่ร้ายกาจนัก!

        ร้ายกาจในความหมายที่ว่าก่อนที่ดาบสวรรค์จะใช้ดาบที่แปดความ จริงเปิดจุดอ่อน เพราะขณะที่ดาบที่เจ็ดฟาดฟันลงมาผู้วิเศษกำจายสามารถ กระแทกสองมือสวนกลับไป มาตรว่าดาบสวรรค์สามารถฟันร่างของเขาออก เป็นสองเสี่ยงได้แต่ดาบสวรรค์ก็ต้องตกตายตามไปด้วย

        แต่เนื่องจากดาบสวรรค์คำนวณแน่ว่าผู้วิเศษกำจายไม่ละศีลปาณา ฆ่าฟันและไม่คิดตกตายร่วมกับคู่ต่อสู้ ดาบสวรรค์จึงกล้าใช้ชีวิตตนเองเป็นเดิมพัน สำแดงดาบที่แปดออกมาได้

        ก่อนที่ดาบที่แปดของดาบสวรรค์จะถึงตัวผู้วิเศษกำจาย ตัวผู้วิเศษ กำจายยังคงรักษาท่วงท่าอันปลอดโปร่งเอื้อนเอ่ยอย่างรวดเร็วว่า

        คนกลัวเงา วิ่งหนีเงา ยิ่งเดินหนี รอยเท้ายิ่งทับทวี

        เงายิ่งติดตามตัว หารู้ไม่ว่า หากอยู่ในความมืด

        เงาร่างจะสูญสลายเอง หากยืนสงบนิ่งจะไร้ร่องรอยเท้าใด ๆ

        จากนั้นผู้วิเศษกำจายเป็นฝ่ายโถมตัวเข้าใส่คมดาบที่โถมแทงมา พร้อมกับระเบิดพลังปราณทั้งหมดสู่เท้าทั้งสองข้างที่เหยียบยันคมดาบที่ แปดของดาบสวรรค์ เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง

        ดาบสวรรค์พุ่งถอยไปด้านหลัง ขณะที่ผู้วิเศษกำจายก็หมุนคว้าง กลางอากาศ ร่อนลงสู่พื้นอย่างแช่มช้า

        ทั้งสองกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมตอนลงมือ เผชิญหน้ากันใหม่

        ตอนนี้ยังเหลืออีกหนึ่งดาบ

        เสียงเช้งเมื่อดาบสวรรค์สอดดาบคืนฝัก

        สีหน้าของผู้วิเศษกำจายขาวซีด ขณะที่ของดาบสวรรค์แดงซ่านก่อนที่ ใบหน้าของทั้งคู่จะกลับคืนสู่ปรกติดังเดิม

        โค่วจงทราบแน่แก่ใจว่าดาบที่แปดเมื่อครู่ทำให้คนทั้งสองล้วนรับ บาดเจ็บ แต่ทั้งสองมีพลังการฝึกปรือลึกล้ำสะกดอาการบาดเจ็บไว้

         ดาบสวรรค์พลันทอดถอนใจกล่าวว่า

        วิชาฝ่ามือกำจายแปดป่ายปัดของพี่เต้าฉีสูงส่งกว่าที่เราคาดคิดไว้ ก่อนที่เราจะใช้ดาบที่เก้าขอเรียนถามพี่เต้าฉีว่าที่พี่เต้าฉีเอื้อนเอ่ยออกมาเมื่อครู่ มาจากบทหนึ่งของคัมภีร์จวงจื๊อ แต่หลังข้อความ เงายิ่งติดตามตัว สมควรเป็น ประโยคที่ว่า ยังเข้าใจว่าเชื่องช้าวิ่งเร็วไม่หยุดหย่อนจวบจนสิ้นเรี่ยวแรง เสียชีวิต มิใช่หรือเหตุใดพี่เต้าฉีไม่เอ่ยเช่นนั้น ไม่ทราบมีเจตนาใด ?”

        ผู้วิเศษกำจายหัวร่อออกมา กล่าวว่า

        เราไม่คิดปิดบังท่าน หากเพิ่มข้อความสามประโยคนี้เข้าไป เราเกรง ว่าไม่มีเวลาเอื้อนจนจบความ หามีเจตนาอันลึกล้ำใดไม่

        ดาบสวรรค์หัวร่อดังๆ  กล่าวว่า

        ประเสริฐ หากมิใช่เมื่อครู่พี่เต้าฉีสามารถคำนวณระดับความเร็วของ เพลงดาบเรา ทั้งมีจิตใจเข้าสู่ ขอบเขตปลอดโปร่งพิสุทธิ์ใส คงจบชีวิตภายใต้ ดาบที่แปดของเราแล้ว หากแม้นเราซ่งเสวียยังหน้าด้านที่จะใช้ดาบที่เก้าออกมา คงกลายเป็น คนโฉดเขลา ที่ ยังเข้าใจว่าตัวเองเชื่องช้าจึงวิ่งเร็วๆ ไม่หยุด หย่อนจวบจนสิ้นเรี่ยวแรงเสียชีวิต พี่เต้าฉีไหนเลยไม่มีเจตนาอันลึกล้ำได้ ท่านถ่อมตนไปแล้ว

        ผู้วิเศษกำจายประนมมือคารวะ กล่าวอย่างจริงใจว่า

        ผู้ถ่อมตนที่แท้จริงคือดาบสวรรค์หาใช่เราหนิงเต้าฉีไม่ เพราะหาก ใช้ดาบที่เก้าพี่ซ่งอาจสิ้นเรี่ยวแรงลมปราณจนเสียชีวิต แต่ตัวเราเต้าฉีก็ต้อง ตกตายพร้อมกับพี่ซ่ง ต้องขอบคุณพี่ซ่งที่ยั้งมือไว้ไมตรี

        การประลองยุติลงแค่นั้น ดาบสวรรค์ใช้แค่ดาบที่แปดก็ขอยุติฝาก ให้ผู้วิเศษกำจายแจ้งต่อเจ้าเรือนฌานเมตไตรยว่า เขาจะเดินทางกลับแดน หลิ่งหนันไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของแผ่นดินอีก ทุกประการของเขาจะให้โค่วจง สืบทอดต่อไป

        โค่วจงรับฟังจนตะลึงลานกับที่ ไม่เข้าใจว่าไฉนเป็นเช่นนี้ ด้วยนิสัย ใจคอของดาบสวรรค์ไฉนยอมเลิกราแต่กลางคัน?

        ความจริงการประลองสะท้านฟ้าสะเทือนดินเมื่อครู่ระหว่างผู้วิเศษ กำจายกับดาบสวรรค์ยังไม่ปรากฎผลแพ้ชนะ แต่เหตุไฉนดาบสวรรค์จึงละทิ้ง ดาบที่เก้า?

        สาเหตุที่แท้จริงสืบเนื่องมาจาก เจ้าเรือนฌานเมตไตรย ฟั่นชิงฮุ่ย ที่ ดาบสวรรค์หลงรักตั้งแต่หลายสิบปีก่อน!

        ความจริงใน ดาบที่เจ็ด ที่ผู้วิเศษกำจายมีโอกาสแลกชีวิตตกตายไป พร้อมกับดาบสวรรค์นั้นเป็น สถานการณ์ที่ดาบสวรรค์จงใจสร้างขึ้นมาเอง หากผู้วิเศษกำจายคิดแลกชีวิตตกตายไปพร้อมกับเขาจริง ตัวเขาได้เตรียม พร้อมเอาไว้แล้วที่จะวกดาบกลับมาคุ้มครองกายรับท่าจู่โจมทันได้ ดังนั้น สภาพการณ์ที่ดูไปคล้ายเป็นการต่อสู้จนตกตายตามกัน แท้ที่จริงดาบสวรรค์มี หนทางรักษาชีวิตไว้ ส่วนผู้วิเศษกำจายต้องตายแน่นอน

        แต่ผู้วิเศษกำจายกลับยอมตกเป็นเบี้ยล่างไม่ยอมแลกชีวิตด้วยนั่น ไม่ใช่เพราะท่านกลัวตาย แต่เพราะเจ้าเรือนฌานเมตไตรยได้ทำความตกลงกับ ผู้วิเศษกำจายเอาไว้ก่อนว่าไม่อาจฆ่าดาบสวรรค์ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วด้วยนิสัย ที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อส่วนรวมของผู้วิเศษกำจาย จะยอมพลาดโอกาสแลก ชีวิตในดาบที่เจ็ดไปได้อย่างไร?

        พริบตานั้นเองที่ดาบสวรรค์รับรู้ถึง เยื่อใย ที่เจ้าเรือนฌานเมตไตรย มีต่อตัวเขา  เขามิใช่หลงรักนางข้างเดียวดังที่เคยเข้าใจเช่นนั้นมาหลายสิบปี ดาบสวรรค์ถึงกับยินยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อทดสอบจิตใจที่ฟั่นชิงฮุ่ยมีต่อตัวเขา!

        ดาบที่แปดเป็นเหตุให้เขาได้รับบาดเจ็บบอบช้ำสาหัส แต่ดาบสวรรค์ ก็ยินยอมพร้อมใจ เขายินยอมแม้กระทั่งขอเป็นฝ่ายยุติการประลองไม่ใช้ดาบที่เก้า และเขายินยอมถอนตัวจากการช่วงชิงแผ่นดินเพื่อฟั่นชิงฮุ่ย... สตรีที่ เขาหลงรักนางมานานนับสิบ ๆ ปี จนต้องตัดใจลืมเลือนนางและอยู่กับ วิถีดาบ เท่านั้น

        ดาบสวรรค์แม้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงปณิธานความเชื่อมั่นของตนเอง แต่ก็ไม่อาจตัดรักที่มีต่อเจ้าเรือนฌานเมตไตรยได้ นางก็เช่นกัน

        ดาบสวรรค์เพิ่งตระหนักถึงความจริงข้อนี้จากการประลองกับผู้วิเศษ กำจาย และสิ่งนี้จะหล่อเลี้ยงจิตใจของเขาตลอดไป ตราบจนวาระสุดท้ายของ ชีวิต

(จากมังกรคู่สู้สิบทิศภาคสมบูรณ์ เล่ม 9)

                   

 

 

    

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com