บทที่ 9 ความงามอันสงบนิ่ง

บทที่ 9 ความงามอันสงบนิ่ง





บทที่ 9 ความงามอันสงบนิ่ง

 

 

(บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร GM , ฉบับที่ 20 เดือน กรกฎาคม 2548 

เรื่อง : ภาวนา แก้วแสงธรรม)

สุวินัยปฏิเสธการถูกถ่ายภาพที่โลดโผนโดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่าปรัชญาเต๋า กับเซนต่างหากคือหัวใจของกังฟู

        “กังฟูโดยความหมายคือทักษะหรือฝีมือ อย่างคุณเล่นกู่เจิ้งเพราะ... ก็ถือว่าคุณมีกังฟู แต่กังฟูในความหมายที่เราเข้าใจนั้นเป็นเพราะว่า บรู๊ซ ลี เอาไปเผยแพร่ในหนัง ถ้าในแง่เทคนิคการเล่นกู่เจิ้งอาจเป็นวิชากรงเล็บหรือจี้จุดก็ได้ หมากล้อมก็เป็นวิชาดัชนีหรืออาวุธลับ

        ความหมายที่ซ่อนอยู่คือการสู้ด้วยภาวะผ่อนคลาย จึงอย่าแปลกใจกับ ภาพจอมยุทธเล่นพิณ หมากล้อม พู่กัน และคัดอักษร เพราะนี่คือสุดยอดของ ศิลปะที่แสดงให้เห็นว่านักรบที่แท้ต้องอ่อนนอกแต่แข็งใน-หินแพ้น้ำ-เขาสรุป

        “สำหรับพวกขั้นสูงแล้วการปักดอกไม้ก็เป็นวิชาการต่อสู้ เพราะมัน คนละมิติกันแล้ว เป็นการสู้แบบไร้สภาพ กังฟูมีหลายมิติ การเตะต่อยเป็นแค่ขั้นที่ 2 เพราะมันจะมีช่องว่างเหมือนมีรอยปะ แต่ขั้นสูงจะไม่มีรอยต่อท่าจะ ต่อเนื่องทั้งตัวกลายเป็นหมัดเป็นอาวุธได้ แต่ถ้าขั้นสูงกว่านั้นอีกคือการสู้ด้วย พลังจิต เหมือนกบเห็นงูก็ตัวแข็งแล้วมันสยบตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ถ้าสูง กว่านั้นอีกคือมิติที่ 5 เห็นก็รักคนนั้นไม่คิดทำร้าย

        เมื่อขอให้เล่าถึงอดีต สุวินัยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ว่า

        “ผมเรียนกังฟูตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ มีครูที่เรียนมาโดยตรง 4 ท่าน เริ่มเรียนจากมวยภายนอกคือเส้าหลินใต้ก่อน แล้วก็มามวยภายในคือชี่กง ผม เริ่มเรียนเพราะอิทธิพลของหนังทีวีเพราะโตมากับยุค ชอว์ บราเดอร์  ฮีโร่สมัยผม  เป็นพวกกังฟูอย่าง บรู๊ซ ลี กับ หวังอยู่

        “หัดแรกๆ ก็เป็นการป้องกันตัวให้เข้มแข็ง ชนะอุปสรรค เพราะศัตรู ไม่ใช่คนเท่านั้น คำว่า ป้องกันตัวหมายถึงป้องกันตัวจากความล้มเหลวในชีวิต เพราะ ชีวิตก็เหมือนสงคราม ชีวิตมันน่าไหวหวั่นเหมือนล่องเรือไปใน ทะเลกว้าง กังฟูที่แท้จริงหมายถึงวิถีมวยจีนแบบบูรณาการ ทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นการพัฒนามนุษย์อย่างมีคุณค่า เข้าถึงความจริง ความดีงามของจักรวาล

        วงจรของกังฟู  คือ จากนักล่าไปสู่นักรบ จากนักรบไปสู่ผู้กระจ่าง

        การฝึกกังฟูเป็นการบ่มเพาะวิถีคุณธรรม มันเป็นพลังบุญ พลัง จิต ที่จะทำให้เราเหนือโลก เราจะไปสู่ภาวะโลกุตตระได้ ต้องให้กาย ใจ ปราณรวมกันเป็นหนึ่ง บ่มเพาะพลังเพศให้เป็นพลังลมปราณ และพลัง ลมปราณมาเป็นพลังจิต และพลังจิตก็เป็นพลังจิตวิญญาณ จนกระทั่งถึง วัยที่ดื่มด่ำกับพลังชีวิตได้ เป็นเรื่องของการชนะจิตใจ อัตตาตัวเอง เพราะ การลืมเลือนตัวเอง ก็จะเป็นการลืมเลือนสรรพสิ่ง เข้าถึงการรู้แจ้งได้

        การฝึกลมหายใจเป็นสิ่งสำคัญมากซึ่งจะโยงไปสู่การเคลื่อนไหวที่ ท้าทายขีดจำกัดของร่างกาย คนที่ฝึกกังฟูส่วนมากจะแก่ช้าแม้อายุมากแล้ว ก็ยังมีพลังอยู่

 

       “ตอนที่ยากที่สุดในการฝึกกังฟูคือการมีวินัยฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยอดคน คือผู้ที่สามารถทำอะไรซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้โดยไม่เบื่อหน่ายเท่านั้นเอง คนแท้ ไม่ท้อ คนท้อไม่แทและถ้าหากไม่ใช่คนแท้ก็จะเป็นยอดคนไม่ได้ ต้องทำ อะไรซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้โดยไม่เบื่อหน่าย และเห็นความแปลกใหม่ในการทำซ้ำ แล้วซ้ำเล่า

        เขาบอกว่าเป็นคนไม่ค่อยยึดติดครูคนใด เพราะนั่นจะเป็นการจำกัด ตัวเองอยู่แค่สายใดสายหนึ่ง แต่สำคัญมากที่ต้องมีครูคอยกำกับจิต หาไม่แล้ว ด้านมืดก็อาจสำแดงเดชได้

        “ส่วนใหญ่ครูจะสอนเทคนิคผม แต่ครูทางใจที่ยิ่งใหญ่มากของผมคือ พระพุทธเจ้า พระเยซู มิยาโมโตมูซาชิ จวงจื๊อ เล่าจื๊อ ขงจื๊อ ยอดคนทั้งหลาย ที่ผมศึกษามา แต่เนื่องจากผมหัดวิทยายุทธมาผมจึงเข้าใจว่าในวิถีของผมนั้น จะต้องเรียนรู้จากครูครึ่งหนึ่งสร้างสรรค์ครึ่งหนึ่งจึงจะสามารถบุกเบิกแผ้วถาง ทางให้แก่คนรุ่นหลังได้

        สุวินัยยอมรับว่ากว่าจะมาถึงวันนี้เขาก็มีช่วงเวลาของการหลงทาง เช่นกัน

        “ผมสนใจเชิงเทคนิคเกินไปทำให้ฝึกอย่างไรก็ไม่ก้าวหน้าสักที มีอยู่ วันหนึ่งผมนั่งอยู่บนเรือกลางทะเลในหมู่บ้านประมงเล็กๆ ที่ไม่มีไฟฟ้า ดวงดาว บนฟากฟ้าสวยมาก คือ มันบรรเจิด โปร่ง โล่ง กว้าง อยากกราบกรานฟ้าดิน ในใจผมมีแต่ความรัก หลังจากนั้นผมฝึกกังฟูเก่งขึ้นเยอะเลย ความข้องติดในใจ ผมหายหมด เกิดพลังความรักพลุ่งพล่าน มันรักทุกอย่าง รักโลก รักจักรวาล สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของชีวิต

        อยู่ในช่วงของการสำราญและสร้างสรรค์ให้กับโลก คือคำนิยามของ ชีวิตเขา

        “ผมคิดว่าชีวิตผมเพอร์เฟ็กต์สามารถเสพสุขกับสรรพสิ่งได้ เพราะ ว่าสุดท้ายแล้ว กังฟูคือการล่าพลัง คุณไม่พอใจชีวิตเพราะคุณเป็นผู้ล่าแล้ว คุณล่าไม่ได้ แต่ผู้ที่กระจ่างแล้วคือผู้ที่พอใจในชีวิตเห็นว่าชีวิตสมบูรณ์แล้ว พลังอยู่กับเขาแล้วเขาจึงไม่มีความอยากอะไร ลาภ ยศ สรรเสริญ เงินทอง ไม่ได้ทำให้คนเหล่านี้หวั่นไหวได้

 

        “นักรบจะหวั่นไหวต่อธรรมชาติ เพราะมันดึงดูดใจเขาและเขาอยากเป็น ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่การที่จะรู้สึกอย่างนี้ได้จะต้องหัดจนกระทั่งรู้ว่าตัว และจิตใจไม่ใช่ของเขาแต่จิตวิญญาณต่างหาก สิ่งเหล่านี้เกิดจากความตระ- หนักรู้อันบริสุทธิ์ ความรู้แจ้งที่ไม่ได้ผ่านลัทธิ แต่ผ่านประสบการณ์โดยตรงต้อง มีศรัทธาที่จะเดินบนวิถีนี้และอย่าเลิกกลางคันเด็ดขาด ลงทุนแล้วให้หวังระยะ ยาวและวิถีจะนำคุณไปเองคุณต้องเชื่อในความจริงข้อนี้

        มองอีกด้าน, วิถีของชายผู้นี้ก็น่าแปลกไม่น้อย เขากลายเป็นทั้งฮีโร่ และทาบูในขณะเดียวกัน หลังจากถูกมองอย่างแง่ร้ายกรณีไปฝากตัวเป็น ศิษย์อาจารย์กู้ สุวินัยบอกว่าเขาดีใจที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เพราะนั่นทำให้ชีวิต เขาเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ มันทำให้เขาเลิกยึดติดกับอัตตา

        “ผมไม่มีศาสนา ผมเป็นพวกจิตวิญญาณ นั่นแหละคือศาสนาของผม เข้าถึงสัจจะโดยไม่ยึดติดกับลัทธิใดๆ แต่มีความซื่อตรงต่อทุกคำสอนและนี่ก็คือ  สิ่งที่กังฟูสอนเขา

 

 

Powered by MakeWebEasy.com