วิถีเซน

วิถีเซน

 

วิถีเซน



โดย สุวินัย ภรณวลัย

 

 


ตอนที่ 1

บทนำ

เรื่องราวที่ผมจะนำมาถ่ายทอ ดต่อไปนี้ คือเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของลู กผู้ชาย คนหนึ่งผู้ที่มีชื่อว่า “สันติชาติ อโศกาลัย” อันเป็นตัวละครเอกในงานเขีย นของผมเรื่อง “ความรักกับจอมยุทธ์” (พ.ศ.2535) ตัวละครที่ผมจินตนาการสร้าง ขึ้นมาตัวนี้มี ลักษณะเด่นอยู่บางประการคือ

1. ผมตั้งชื่อเขาว่า “สันติชาติ” แต่ชีวิตในวัยหนุ่มของเขาไม ่เคยพบกับสันติสุขที่แท้จริ ง ความทุกข์โศกในชีวิตของเขาล ้วนโยงใยอยู่กับการพลัดพราก สูญเสีย ผู้คนอันเป็นที่รักยิ่งของเ ขา เริ่มตั้งแต่การจากไปของบิด าเมื่อครั้งวัยเยาว์ การเสียชีวิตของพี่ชายในเหต ุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 (ค.ศ.1976) ตลอดจนพลัด พรากหรือสูญเสียหญิงสาวทุกค นที่เขาได้ใกล้ชิดผูกพันด้ว ย

เพราะฉะนั้น แม้นามสกุลของสันติชาติจะเป ็น “อโศกาลัย” ที่แปลว่าไม่มีความโศกา ไม่มีความอาลัย แต่แท้จริงชีวิตในวัยหนุ่มข องเขาล้วนเต็มไปด้วยความ โศกาและความอาลัยทั้งสิ้น

2. เมื่อคนเราต้องพลัดพรากจากค นที่ตนรักครั้งแล้วครั้งเล่ า จิตวิญญาณของเขาก็ย่อมเสมือ นถูกฉีกให้ย่อยยับเป็นส่วนเ สี้ยว หาความสงบอันใดมิได้ เพราะฉะนั้น เขาจึงมีแรงจูงใจมากกว่าคนธ รรมดาสามัญในการเยียวยาสมาน บาดแผลในหัวใจที่ร้าวรานด้ว ยการไต่ถามถึงแก่นแท้ของชีว ิต

ความจริงผมคิดว่าคนเราทุกคน ล้วนมีลักษณะคล้ายคลึงกับ “สันติชาติ อโศกาลัย” ของผมทั้งสิ้น ตรงที่ต่างก็ล้วนมีบาดแผลใน หัวใจกันคนละไม่มากก็น้อย เพียงแต่สันติชาติคนนี้อาจจ ะจริงจังในการแสวงหาถึงแก่น แท้แห่งคำตอบของชีวิต มากกว่าคนอื่นเท่านั้น

3. “สันติชาติ” ของผมไม่ใช่คนรวย ไม่ใช่คนที่ชื่อเสียงโด่งดั ง ไม่ใช่คนที่มีอำนาจวาสนา และไม่ใช่คนที่หล่อเหลาจนสะ ดุจตาผู้คนหรือเพศตรงข้าม พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าหากดูแค่รูปโฉมภายนอกและ ของนอกกายแล้ว เขาเหมือนเป็นคนที่ไม่มีอะไ รเลย ไม่ว่าจะมองจากสายตาของสังค ม หรือสายตาของสตรีเพศ

สิ่งที่เขามีคือ “ใจดวงนี้” ของเขาเท่านั้น

เพราะสำหรับตัวเขาแล้ว ชีวิตมิใช่สิ่งใดอื่น แต่คือความสืบเนื่องของใจเท ่านั้น ในท่ามกลางแห่งการเผชิญชีวิ ตอันเป็นทะเลแห่งทุกข์ เขาได้พบว่า ชีวิตหาใช่ปัญหาที่ต้องแก้ไ ม่ แต่ชีวิตคือประสบการณ์ที่มี พลังสร้างสรรค์สมบูรณ์อันไม ่มีที่สิ้นสุดต่างหาก

4. แม้ “สันติชาติ” จะไม่มีทรัพย์สินภายนอก ชื่อเสียง อำนาจติดกาย เลยก็จริง แต่เขาก็หาใช่อาภัพไปเสียทุ กเรื่อง เพราะอย่างน้อยเขาเป็นคนเรี ยนเก่ง แต่ไม่ใช่เก่งในการท่องจำแบ บนกแก้วนกขุนทอง แต่เป็นความเก่งในการเรียนร ู้ศาสตร์ต่างๆ ที่เขาคิดว่าจะมาช่วยเพิ่มพ ูน “ใจดวงนี้” ของเขาให้เจริญงอกงาม ยิ่งขึ้นอย่างไม่มีวันสิ้นส ุด

อนึ่ง ความเก่งในการเรียนรู้อันนี ้ของ “สันติชาติ” มิได้มีมาตั้งแต่เกิดหรือ เป็นพรสวรรค์ที่เฉพาะตัวของ เขา แต่เป็นสิ่งที่มาจากบุคลิกภ าพนิสัยใจคอของเขาที่ ด้านหนึ่งเป็นคนประณีตละเอี ยดอ่อน แต่ในอีกด้านหนึ่งหนักแน่นเ คร่งครัด เอาจริงเอาจัง บุคลิกภาพเช่นนี้เองที่ผมวา ดภาพบรรยายให้ “สันติชาติ” สามารถค้นพบ สัจธรรมแห่งการสลายตัวตน ขณะที่เขามุ่งมั่นฝึกวิทยาย ุทธ์เพื่อค้นหาตนเองได้

.......................... .

ผมขอทบทวน “ไฮไลต์” ของ “ความรักกับจอมยุทธ์” ณ ที่นี่อีกครั้ง สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่เคย อ่านหนังสือเล่มนี้ของผม จะได้มีความคุ้นเคยกับตัวละ ครตัวนี้ก่อน ฉากนั้นเป็นฉากที่ สันติชาติ อโศกาลัย อดีตนักเรียนไทยที่เคยไปเรี ยนต่อยังประเทศญี่ปุ่นเพิ่ง กลับมาอยู่ในเมืองไทยด้วยสภ าพหัวใจที่แหลกสลายไม่มีชิ้ นดี เพราะคนรักที่เขาคิดจะแต่งง านด้วยเพิ่งเสียชีวิตไปโดยอ ุบัติเหตุรถยนต์

ความสูญเสียในครั้งนี้ได้ทำ ลายความหวังในชีวิตของเขาไป จนสิ้น ไม่เหลือแม้แต่ความแค้นใดๆ หรือความใฝ่ฝันใดๆ ทั้งปวง ในช่วงจังหวะนั้นเองที่เขาไ ด้มี โอกาสสนทนาธรรมกับอริยสงฆ์ท ่านหนึ่งเพียงสองต่อสอง ซึ่งมีผลทำให้เขาสามารถเกิด ใหม่ทางจิตวิญญาณได้อีกครั้ ง เนื้อหาการสนทนาระหว่าง “สันติชาติ” กับ “อริย สงฆ์” ท่านนั้น มีใจความบางตอนดังนี้...

“เท่าที่ผ่านมามีคนมากมายหล ายประเภทที่มาหาเรา มาแลกเปลี่ยนทัศนะกับเรา มาขอคำแนะนำจากเรา แต่คนที่มีประกายตาอย่างเธอ ประกายตาที่มี ความลุ่มลึกดุจนักรบผู้ช่ำช องในการต่อสู้ อย่างเธอนี้ ดูเหมือนจะเป็นคนแรกนะ”

“กราบเรียนพระคุณเจ้าที่เคา รพ ที่ผมมาหาท่านโดยผ่านการแนะ นำจากสมณะที่เป็นสาวกของท่า นในครั้งนี้นั้น ก็เนื่องจากผมมีความข้องใจแ ละไม่กระจ่างบาง ประการเกี่ยวกับสัจจะของชีว ิตที่ผมอยากจะเรียนถามความเ ห็นจากท่าน เพื่อก่อให้เกิดความสว่างแก ่จิตใจผมบ้างเถิดครับท่านคร ับ

“ผมได้สูญเสียคนใกล้ชิดอันเ ป็นที่รักไปหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายของผม คนรักของผม และคุณยายของผม ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ครับ ชีวิตของคนเรานี้ เกิดมาเพียงเพื่อพบกับความพ ลัดพรากและการสูญเสียสิ่งที ่เรารักไปเท่านั้นหรือครับ ความสุขต่างๆ ที่เราได้รับในระหว่างที่เร ามีชีวิตอยู่นี้ทำไมถึงสั้น เหลือเกินครับ มันคล้ายกับการได้รับน้ำดื่ มเพียงเพื่อประทังความกระหา ยในระหว่างการเดินทางบนทะเล ทราย ยังงั้นแหละครับ”

“ถ้าเราจะตอบเธอเหมือนกับที ่พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่กามน ิตหนุ่มว่า ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเ ป็นทุกข์ ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รัก เป็นทุกข์ เธอจะพอใจไหม เราดูจากสีหน้าของเธอก็พอจะ รู้ว่า คนที่ดูท่าทางมีการศึกษาดีอ ย่างเธอคงจะเคยได้ยินพุทธวั จนะข้อนี้มาแล้ว และคงจะเข้าใจความหมายตามตั วอักษรของมันแล้ว เพียงแต่เธอยังมีบางสิ่งบาง อย่างติดค้างอยู่ในใจเธอใช่ มั้ย พ่อหนุ่ม”

“ใช่ครับ เท่าที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าชี วิตของผมประสบกับความผิดหวั งมาโดย ตลอดในเกือบทุกเรื่อง พี่ชายของผมต้องเสียชีวิตไป อันเนื่องมาจากความโหดร้ายข องมนุษย์ด้วยกันเอง

“ผมเคยพยายามเข้าไปมีส่วนใน การเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อให ้การตายของพี่ชายผมคุ้มค่า แต่ก็ประสบกับความล้มเหลว เราไม่สามารถทำอะไรที่เราคิ ดว่าเป็นประโยชน์ได้ดังใจที ่เราปรารถนาเลย ทั้งๆ ที่เราก็มีความหวังดีเพื่อค นส่วนใหญ่อยู่เต็มหัวใจ ความเดือดร้อนของผู้คนส่วนใ หญ่ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ทุ กหย่อมหญ้า แม้ในสมัยนี้ ครั้นผมเริ่มเบนชีวิตของผมม าเพื่อตนเองและคนใกล้ชิดที่ ผมรัก แต่ผมก็ไม่อาจปกป้องคุ้มครอ งสิ่งที่ผมรักได้

“ท่านครับ คนเราไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่ง การบรรลุในความสุขของชีวิตข องตนเองเลยหรือครับ? ผมได้พยายามดำเนินชีวิตอย่า งดีที่สุดแล้ว พยายามตั้งอยู่ในคุณธรรมแล้ ว และคนที่ผมรักทุกคนพวกเขาต่ างก็เป็นคนดีทั้งสิ้น แต่ทำไมพวกเขาถึงต้องประสบก ับเคราะห์กรรมเช่นนี้ และทำไมผมต้องเผชิญกับเคราะ ห์กรรมเช่นนี้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ผมได้ประสบมาครั ้งแล้วครั้งเล่านั้น มันบั่นทอนความศรัทธาในการท ำความดี ของคนเราครับทั้งๆ ที่ผมยังอยากเชื่อ อยากศรัทธาในการทำความดีนี้ อยู่”

“ดูกร พ่อหนุ่มผู้มีทั้งฝีมือ สติปัญญา และความแข็งแกร่งทางร่างกาย แต่มีหัวใจที่เต็มไปด้วยบาด แผล ความโหดร้ายทารุณของมนุษย์ก ็ดี ความเดือดร้อนของมนุษย์ที่เ ป็นไปในโลกขณะนี้ก็ดี ล้วนเกิดขึ้นเพราะคนเราไม่ย อมเรียนรู้ ไม่ยอมทำความเข้าใจเกี่ยวกั บจิตวิญญาณ ไม่ยอมเห็นความสำคัญของธาตุ จิตวิญญาณของมนุษย์ ทั้งๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได ้ทรงยืนยันความสำคัญของจิตว ิญญาณว่า จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่ง ทั้งปวง ทุกอย่างสำเร็จด้วยจิตวิญญา ณ

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตวิญญา ณที่อยู่ในตัวบุคคลนี่แหละท ี่เป็นตัวสำคัญในการสร้างสร รค์ เป็นตัวที่มีบทบาท มีอำนาจมีฤทธิ์แรงที่จะทำให ้เกิดทุกข์หรือดับ ทุกข์ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าหากคนเราต้องการสังคมคนด ีและทุกคนมีความสุข ทุกๆคน ก็ต้องช่วยกันสร้างจิตวิญญา ณแต่ละดวงของตนให้เป็นจิตวิ ญญาณของความดีเสียก่อน”

“ผมยังไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งท ี่ท่านพูดกระจ่างนักครับ การที่ตัวเรามีเจตนาดี มุ่งหวังจะสร้างสังคมที่ดีก ว่า มุ่งหวังจะทำเพื่อชีวิตที่ด ีของประชาชนส่วนใหญ่ แล้วเราทุ่มเทชีวิตของเราให ้กับสิ่งนี้ ทำการศึกษาศิลปะวิทยาการต่า งๆ เพื่อสิ่งนี้ ทำการต่อสู้กับอธรรม ความชั่วร้าย ความไม่ถูกต้อง และอุปสรรคต่างๆ เพื่อเป้าหมายอันนี้โดยไม่ต ้องเรียนรู้ในเรื่องของจิตว ิญญาณของตนเลย ยังไม่เป็นการเพียงพอและสาม ารถ นำพาเราให้พบกับความสุขและค วามพอใจในชีวิตของเราอย่างแ ท้จริงได้อย่างงั้นหรือ ครับท่าน”

“ถูกแล้ว พ่อหนุ่มผู้มีความจริงใจและ ยังมีความปรารถนาจะทำความดี พุทธศาสนาเห็นว่า การทำคุณความดีทุกอย่างต้อง มีจังหวะ มีขั้นตอน มีส่วนต้น ส่วน กลาง ส่วนปลาย คนเราจะเห็นดีเห็นชั่วก็เท่ าที่ตนจะแลเห็นได้เท่านั้น แต่นั่นมันมิใช่ คือหมายความว่า ความโน้มเอียงที่ผิดพลาดหรื อมิฉาทิฏฐิในเรื่องการทำควา มดีนี้ มักจะเกิดใน 2 กรณี

กรณีแรกเรียกว่า เอียงขวา คือเป็นคนที่หนักไปข้างน้อย หรี่และดับ หมายความว่าเป็นพวกที่เห็นแ ก่ตัว เอาตัวรอด ไม่ทำอะไรที่สร้างสรรค์สร้า งสาระให้กับโลก ตัวเองดีคนเดียวก็พอ

ส่วนอีกกรณีหนึ่งเรียกว่า เอียงซ้าย คือเป็นฝ่ายฟุ้งซ่าน เห็นแก่ประโยชน์ ใหญ่ มุ่งสร้างประโยชน์แก่มวลชน คิดมาก ปรุงมาก พูดมาก สอนมาก ได้แต่สอน คนอื่น แต่ไม่สอนตัวเอง ไม่กระทำ ไม่ประพฤติให้แก่ตัวเอง จึงไม่รู้จริง แต่รู้มากเลยรก เลอะ ผิดเพี้ยนวนวุ่น ใครจะทำผิดทำถูกพอเหมาะพอดี เพียงไรไม่มีปัญญารู้แท้ ตัดสิน เด็ดขาดไม่เป็น ซ้ำร้ายตนเองก็ไม่รู้ตัวเอง ว่า ทำเลวทำผิดอยู่เพียงใด ค้านแย้งกับคำพูด คำสอนของตนเพียงใดก็ไม่รู้ มุ่งแต่ความใหญ่ ความมาก มุ่งรู้แต่ออกนอกตน แต่ไม่ คิดมุ่งเข้าหาตน”

สันติชาติถึงกับหน้าชา เพราะท่านพูดได้ตรงเป้าแทงใ จเขาเหลือเกิน เขารู้สึกละอายตนเองนัก เมื่อหวนไปทบทวนพฤติกรรมที่ ผ่านมาในอดีตของเขาที่ดู เหมือนจะเข้าข่ายกรณีที่ 2 หรือ “เอียงซ้าย” อย่างที่ท่านว่าไว้ นี่คงเป็นเพราะความหลงหรือม ิจฉาทิฏฐิของตัวเขาเอง ในเรื่องการทำความดี จึงทำให้คนรุ่นเขาและตัวเขา ต้องเผชิญกับ “ความทุกข์ของคนดี” หรือความทุกข์อันเนื่องมาจา กการมุ่งทำความดี แต่ขาดทัศนะที่ถูกต้องเกี่ย วกับความดีอย่างเจ็บปวดเป็น เวลาหลายปี เขาจึงเรียนถาม อริยสงฆ์ท่านนั้นต่อไปว่า

“ถ้าเป็นอย่างที่ท่านบอกแล้ ว ทางสายกลางที่ไม่เอียงซ้ายแ ละไม่เอียงขวา ในการทำความดีคืออะไรครับ”

“ดูกร พ่อหนุ่มผู้เป็นนักแสวงหาแล ะเดียวดาย พุทธศาสนาเห็นว่า คนคือกากเดนแห่งอวิชชา คนเกิดมาด้วยความหลง คนธรรมดาย่อมต้องเป็นไปตามก รรมที่ตนทำมา เมื่อเขายังไม่มีอำนาจดับกิ เลสอันเป็นตัวพาเกิดจึงไม่ม ีทางเลือกเป็นอย่างอื่น
แต่ถ้าคนผู้นั้นมีความมุ่งม ั่นที่จะทำความดีอย่างแท้จร ิงแล้ว แม้เขาจะถูกโลกมอมเมาให้หลง ผิดไปพักหนึ่ง แต่แล้วเขาก็จะค่อยๆ ตระหนักและเรียนรู้ได้เอง แหละว่า ชีวิตที่แท้คือ ‘การทำงาน’

“คนเราเกิดมาก็เพื่อพัฒนาตน เองให้สมบูรณ์ที่สุด งานของคนแต่ละคนก็คือ การพัฒนาชีวิตของตน ปรับเปลี่ยนกรรมหรือการกระท ำของตน จากมิจฉาสู่สัมมา จากโลกียะสู่โลกุตตระขึ้นเร ื่อยๆ โดยที่การพัฒนาชีวิตของตนก็ คือ การฝึก ให้รู้ทุกข์รู้โลกนั่นเอง”

“รู้ทุกข์รู้โลกหรือครับ”

“ถูกแล้ว คนเราจะต้องเรียนรู้ทุกข์ขอ งโลกทุกแง่ทุกมุม จากนั้นก็สั่งสม เทคนิค วิธีการ และความชำนาญในการละทุกข์ให ้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรียนรู้แล้ว เลิกละทุกข์ของตนได้ในระดับ หนึ่งๆ ซึ่งต่างกันไปตามภูมิธรรมขอ งแต่ละคนแล้ว คือเมื่อประโยชน์ตนจบในระดั บหนึ่งแล้ว จึงค่อยทำแต่ประโยชน์ท่าน โดยที่ก็ยังไม่ เลิกในการพัฒนาตนเองต่อไปด้ วย

“หรือจะพูดอีกแบบหนึ่งได้ว่ า คนเราจะต้องสร้างแก่นสารขึ้ นมาในตัวเองให้ได้เสียก่อน โดยที่คนเราแต่ละคนจะมีแก่น สารมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอ ยู่กับความคิดที่เป็นแก่นสา ร การพูดที่เป็นแก่นสาร และการกระทำที่เป็นแก่นสารข องคนผู้นั้นเอง ผู้ที่มีแก่นสารหรือสาระแล้ ว ก็ต้องทรงแก่นสารหรือสาระนั ้นๆ ไว้ด้วย การพูดและการกระทำ ด้วยพฤติกรรมของตน ด้วยกิจกรรมทุกชนิด ทุกบทบาท ทุกเวลา ทุกอิริยาบถ ถึงจะค้ำจุนโลก และสร้างสาระไว้ให้แก่โลกได ้”

“แล้วคนเราจะพัฒนาจิตวิญญาณ ของความดีเช่นนี้ขึ้นมาได้อ ย่างไรครับ”

“จิตวิญญาณที่ดี คือจิตวิญญาณที่มีฌานเป็นพล ังพื้นฐาน จิตที่เป็น ฌาน เป็นจิตที่ละเอียดอ่อน สุขุม ว่องไว เหมาะแก่งาน เมื่อจิตวิญญาณมีพลังสมบูรณ ์ จะไม่หวั่นไหว

“วิญญาณ คือ อาการรู้ของมนุษย์ การพัฒนาจิตวิญญาณที่ดีก็คื อ การทำให้วิญญาณผ่องใสด้วยกา รละกิเลส เมื่อกิเลสลดลง จิตจะสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้ นเรื่อยๆ ยิ่งจิตสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งข ึ้นเท่าใด จิตก็จะยิ่งเล็กลงและยิ่งละ เอียดขึ้น ยิ่งจิตเล็กลงและ ละเอียดขึ้นเท่าใด ปัญญาย่อมยิ่งใหญ่ขึ้น จิตจะมีสมรรถภาพมากขึ้น แข็งแรงขึ้น มีพลังมากขึ้น

“แต่เมื่อจิตยิ่งเล็กลง ยิ่งละเอียดขึ้น ก็ต้องการสิ่งรองรับที่บริส ุทธิ์สะอาด ยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งสามารถทำได้ด้วยความเพี ยรทางจิต จิตวิญญาณก็จะยิ่งเล็กลงอีก ยิ่งละเอียดขึ้นอีก จนไม่ติดเครื่องอาศัยใดๆ ในมหาจักรวาล ยกเว้นกายหยาบๆ ของตน สำหรับผู้ที่มีจิตเล็กที่สุ ด จิตนั้นจะมีความไม่มี หรือความว่าง...”

เมื่อสันติชาติฟังตามอริยสง ฆ์ท่านนั้นมาถึงตรงนี้ เขาก็เกิดความสะดุดฉุกใจคิด ขึ้นมาทันที อริยสงฆ์ท่านนี้ได้กล่าวถึง “ความว่าง” ของจิตว่าเกิดจากการทำให้จิ ตของเราเล็กลง ละเอียดขึ้น โดยผ่านการทำให้จิตบริสุทธิ ์ผ่องใสและการลดละกิเลส! สันติชาติหวนนึกถึงโอวาท คำสั่งสอนล่ำลาครั้งสุดท้าย ของอาจารย์ลิ้ม ซึ่งเป็นครูมวยจีนคนแรกของเ ขาที่ให้แก่เขาเมื่อ 5 ปีก่อนว่า
เป้าหมายขั้นสุดท้ายของการบ รรลุการฝึกวิชาฝีมือของมวยภ ายในนั้นก็คือ การยกระดับจิตวิญญาณไปสู่คว ามว่างหรือสุญญตา และในคัมภีร์มวยภายในที่เขา ได้รับมาจากคุณยายของเขาก็ไ ด้กล่าวย้ำถึงเรื่องนี้เช่น กัน

เพียงแต่ตอนนั้น สันติชาติยังไม่ทราบขั้นตอน และวิธีการฝึกฝนเพื่อไปสู่ “ความว่าง” นี้ว่าจะทำได้อย่างไร จึงทำให้ระดับฝีมือของเขาที ่ผ่านมาในช่วงหลายปีนี้ อยู่ในระดับที่ย่ำอยู่กับที ่ มิได้รุดหน้าไปเท่าที่ควร จนตัวเขาแทบจะปลงใจเสียแล้ว ว่า เป้าหมายที่เป็นนามธรรมอันน ี้ เป็นเพียงคำขวัญในเชิงปรัชญ าลัทธิเต๋าที่กล่าวออกมาอย่ างลอยๆ ของผู้ฝึกวิชามวยจีนเท่านั้ น แต่ไม่อาจจะไปถึงได้

บางทีคำตอบเกี่ยวกับเรื่องน ี้ เขาอาจจะได้รับจากอริยสงฆ์ท ่านนี้ก็เป็นได้ เขาจึงรีบเรียนถามท่านด้วยน ้ำเสียงที่ค่อนข้างตื่นเต้น ว่า

“ท่านครับ ในพุทธศาสนามีการสอนอย่างเป ็นระบบและอย่างเป็นขั้นตอน หรือเปล่าครับว่าทำอย่างไรถ ึงจะสามารถยกระดับจิตวิญญาณ ของคนเราสู่ภาวะความ ว่างหรือสุญญตาได้?”

อริยสงฆ์ท่านนั้นตอบสันติชา ติอย่างหนักแน่นและเปี่ยมไป ด้วยความเชื่อมั่น เป็นอย่างยิ่งว่า

“มีสิ พ่อหนุ่ม!”

สันติชาติรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเขาแสวงหามานานปี นั้น กำลังจะได้รับการเปิดเผย ต่อเบื้องหน้าของเขาแล้วในบ ัดนี้…

.......................

หลังจากที่ผมได้แนะนำ “สันติชาติ อโศกาลัย” ตัวเอกของนิยายเรื่องนี้ ให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักตัว เขาพอสังเขปแล้ว ผมจะขอถ่ายทอดเรื่องราวอีกช ่วงหนึ่งในชีวิต ของเขาหลังจากนั้นให้ท่านผู ้อ่านได้รับรู้ดังต่อไปนี้
 

 

 

ตอนที่ 2

ดอกผลของฤดูร้อน



คืนวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2535

ณ วัดชานเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งทางทิศใต้ของกรุงเ ทพมหานคร สันติชาติ อโศกาลัย ขับรถคู่ใจของเขา เลี้ยวเข้าตรอกเล็กๆ ที่มีป้ายชื่อของวัดแห่งนั้ นติดเอาไว้ เขานำรถยนต์ข้ามสะพานไม้ที่ เก่าจนเกือบจะผุอยู่แล้วข้า มคูเล็กๆ สายหนึ่ง เพื่อมุ่งตรงไปยังวัดที่ “อริยสงฆ์ท่านนั้น” พำนักอยู่

เขาจอดรถยนต์ไว้ที่หน้าลานว ัด แล้วเดินตัดลานวัดข้ามสะพาน ไม้อีกแห่งหนึ่งเพื่อไปยังฝ ั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นที่พำนักและสถานปฏิ บัติธรรมของท่านกับลูกศิษย์ ในทันทีที่สันติชาติย่างเหย ียบเข้ามาสู่ดินแดนอันสงบสั นติแห่งนี้ ฉับพลันหัวใจที่เพิ่งประสบก ับความร้าวรานใจ ที่ได้แลเห็นการฆ่าฟันประชา ชนที่มีแต่สองมือเปล่าของพว ก “ทหารประชาชน” หน้าบริเวณโรงแรงรอยัล สนามหลวง ในช่วงคืนวันที่ 18-19 พฤษภาคม จนล้มตายดุจใบไม้ร่วงต่อหน้ าต่อตาของตัวเขาเอง ซึ่งเขาก็แทบจะเอาชีวิต ไม่รอดเช่นกัน ค่อยๆ รู้สึกสงบลงราวกับได้รับการ ปลอบโยน
แม้ว่าเหตุการณ์นองเลือดจะย ุติลงได้ในช่วงเที่ยงคืนของ วันที่ 20 พฤษภาคม ก่อนที่จะลุกลามใหญ่โตไปเป็ น “สงครามกลางเมือง” ซึ่งคงจะทำให้ประเทศไทยแตกเ ป็นเสี่ยง และคงมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายม ากกว่านี้อีกหลายร้อยเท่า ด้วยพระบารมีและพระมหากรุณา ธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แล้วก็ตาม

แต่ความทุกข์ ความปวดร้าว และบาดแผลที่เกิดขึ้นในจิตใ จของผู้คนที่ลุกขึ้นมาต่อสู ้ประท้วง “ความไม่เป็นธรรมทางการเมือ ง” ของผู้เป็นนายกรัฐมนตรีในสม ัยนั้นด้วยจิตใจบริสุทธิ์ และด้วยวิธีการสันติวิธีอย่ างอหิงสาที่ปฏิเสธการใช้ควา มรุนแรง ใช่ว่าจะได้รับการเยียวยาให ้หายขาดโดยง่ายๆ

ตัวสันติชาติเองเขาก็เพิ่งเ ดินทางกลับจากการท่องยุทธจั กรในต่างแดนที่ประเทศญี่ปุ่ น จีนแผ่นดินใหญ่ และที่ประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ ได้ผ่านประสบการณ์ที่เกือบจ ะเอาชีวิตไม่รอด ก่อนที่จะเดินทางกลับมายังม าตุภูมิอันเป็นที่รักของเขา ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2535 นี้เอง แต่คราวนี้เขากลับมาพร้อมกั บนำเอาประกาศนียบัตรอนุญาตใ ห้ตั้งสำนักมวยจีนของ “อาจารย์ลิ้ม” สาขาประเทศไทยติดตัวกลับมาด ้วย

ห้าปีแล้วที่เขาไม่ได้กลับม าเหยียบแผ่นดินไทยอีกเลย ภายหลังจากที่ “พี่แสงธรรม” ได้พาเขาไปพบกับ “อริยสงฆ์ท่านนั้น” ผู้เป็นอาจารย์ของ “พี่แสงธรรม” เพื่อรับการถ่ายทอดแก่นแท้ข อง “หลักพุทธธรรม” เพื่อทำการ “ปลดเปลื้องทางจิตวิญญาณ” ของตนด้วยตนเองในระดับหนึ่ง แล้ว เขาก็ได้รับการติดต่อจากอาจ ารย์ลิ้ม ผู้เป็นอาจารย์มวยจีนคนแรกใ นชีวิตของเขา ชักชวนให้เขามาสอนหนังสือที ่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ในชานเมืองกรุงโตเกียว พร้อมทั้งมารับการฝึกฝนวิทย ายุทธ์จากท่านสืบต่อไปอีก

สันติชาติจึงจัดสินใจลาออกจ ากงานสอนหนังสือในประเทศไทย แล้วเดิน ทางกลับไปประเทศญี่ปุ่นอีกค รั้ง แต่ทั้งตัวเขาและอาจารย์ลิ้ มก็คงไม่นึกฝันหรอกว่า นั่นเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” แห่งการผจญภัยครั้งใหญ่ครั้ งหนึ่งในชีวิตของสันติชาติ อโศกาลัย เท่านั้น

ห้าปีที่ผ่านมานี้ เขาได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์อย่าง หนักหน่วงด้วยความยากลำบากอ ีกครั้งหนึ่ง นอกจากอาจารย์ลิ้มครูมวยจีน คนแรกของเขาแล้ว เขายังเดินทางไปเรียนฝ่ามือ แปดทิศกับอาจารย์เฉิงซึ่งอา จารย์ลิ้มเป็นผู้แนะนำให้อี กด้วย

แต่เมื่อเขากลับมาเมืองไทย กลับต้องเผชิญกับ “วิกฤตการณ์ของสังคมไทย” อันเนื่องมาจาก ความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งท ี่คิดจะสืบทอดอำนาจเผด็จการ ฉุดสังคมไทยให้ถอยหลังเข้าค ลองกลับไปสู่ “วงจรอุบาทว์” อีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้เขาต้องตัดสินใจเข้ าร่วมในการต่อสู้คัดค้านร่ว มกับประชาชนอีกจำนวนเรือนแส นทั้งๆ ที่เขาได้เคยตั้งใจเอาไว้แล ้วว่า จะหันหลังให้กับ “การเมือง” ตลอดชั่วชีวิตนี้ เพื่อมุ่งสู่ ทางธรรมกับการฝึกฝนวิชาฝีมื อ

แม้สันติชาติจะมั่นใจว่า ตัวเขาเองได้ผ่านการฝึกฝนเค ี่ยวกรำตนเอง ยกระดับจิตใจและจิตวิญญาณให ้ก้าวหน้าขึ้นกว่าแต่ก่อน จนได้รับผลกระทบกระเทือนจาก สิ่งต่างๆ ภายนอก หรืออารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามา “ปรุงแต่ง” จิตใจน้อยลง กว่าแต่ก่อนไปมากแล้วก็ตาม

แต่การที่เขาได้แลเห็น “ผู้อื่น” ที่กำลังประสบเคราะห์กรรมกั บความทุกข์ใจ เหมือนอย่างที่เขาได้เคยประ สบมาในวัยรุ่นหนุ่มนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง!

จริงอยู่ที่ “สถานะ” และ “สภาวะ” อย่างเขาในขณะนี้ ย่อมทำให้ตัวเขา มีความเชื่อมั่นว่า ตัวเขาเองสามารถจะนำพา “ชีวิต” ของตนเองให้ฟันฝ่า “คลื่นชีวิต” ลูกต่างๆ ไปได้ จนกว่าวันสุดท้ายแห่งชีวิตข องเขาจะมาถึง แต่คนอื่นที่เป็นเพื่อนร่วม ชาติ ของเขาอีกเป็นจำนวนมากเล่า?

สันติชาติยังจำได้ดีถึง “คำปฏิญาณ” ที่เขาได้ให้กับ “อาจารย์ลิ้ม” และท่านอาจารย์เฉิง ที่เขาอุตส่าห์ดั้นด้นเดินท างไปพบที่เมืองจีนเพื่อร่ำเ รียนวิชา “ฝ่ามือแปดทิศ” จากท่านว่า

“จะไม่ขอเอาตัวเอง หลุดพ้นไปคนเดียวเป็นอันขาด จนกว่าจะได้ร่วม กัน นำพามวลชนคนอื่นๆ หลุดพ้นจากความทุกข์ยากของช ีวิตไปพร้อมๆ กันด้วย”

ด้วยเหตุนี้ สันติชาติ อโศกาลัย จึงต้องกระโจนกลับเข้าสู่ “วังวนแห่งความ ทุกข์” และ “วังวนแห่งการต่อสู้” อีกครั้งครา !!

คืนนี้ที่เขาเดินทางมาหา “อริยสงฆ์ท่านนั้น” ผู้ซึ่งเป็น “อาจารย์ทางใจ” อีกท่านหนึ่งของตัวเขาเอง ก็เพื่อที่จะแสวงหา “คำแนะนำ” ต่อ “คำถาม” ที่เขาต้องตั้งคำถามให้ตัวเ องด้วยความขมขื่นอีกครั้งหน ึ่ง ภายหลังจากที่เพิ่งเผชิญเหต ุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” มาหยกๆ ว่า

“ตัวเราเองได้ฝึกฝนวิชาฝีมื อมาด้วยความยากลำบากมาชั่วช ีวิต ฝึกมาจนบัดนี้แล้วเป็นอย่าง ไรเล่า? กระทั่งชีวิตคนบริสุทธิ์ที่ หลั่งไหลเข้ามาร่วมต่อสู้พร ้อมๆ กับเรา เราก็ไม่อาจปกป้องไว้ได้ สติปัญญาและวิชาฝีมือของเรา นั้นช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี ต่ออาวุธสงครามสมัยใหม่ที่ม ีแต่ความโหดเหี้ยมรุนแรง พวกเขาและเธอเหล่านั้น ล้วนเป็นคนดี และมีจิตใจบริสุทธิ์ แต่พวกเขาและเธอหลายคนกลับต ้องจบชีวิตด้วยความน่าอเน็จ อนาถ ในขณะซึ่งพวกที่ทำเรื่องไม่ ถูกต้องดีงามเอาไว้มากมายกล ับอยู่อย่างอิสระลอยนวลอยู่ ได้ ทุกข์ทางใจจากสังคมของพวกเข าและพวกเธอเหล่านี้จะ ปลดเปลื้องได้อย่างไร?”

สันติชาติมาหา “อริยสงฆ์ท่านนั้น” ในครั้งนี้ มิได้ต้องการจะมา “ถามต่อฟ้า” ให้กับหัวใจของตัวเขาเองอีก นั่นเป็นเพราะว่าหัวใจของเข าได้พบกับคำตอบไป แล้ว แต่เขากำลังจะ “ถามต่อฟ้า” ให้กับคนอื่นอีกเป็นจำนวนมา ก

เขากำลังจะมา “ถามต่อฟ้า” ให้กับหัวใจของสังคมไทย !!

 

 

ตอนที่ 3


สันติชาติ อโศกาลัย ถอดรองเท้าของเขาออกก่อนที่ จะก้าวเข้าไปหลับตา นั่งสมาธิร่วมกับผู้ปฏิบัติ ธรรมอีกสี่ห้าคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชรา ในอารามเล็กๆ หลัง หนึ่งซึ่งเปิดใช้เป็นที่ฝึก สมาธิของฆราวาสกับภิกษุของว ัดทุกๆ คืนในช่วงเวลาหนึ่งทุ่มถึงส องทุ่ม เขาเป็นคนหลังสุดที่เข้ามาร ่วมในการนั่งสมาธิกับคนกลุ่ มนี้

หนึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงนาฬิกาปลุกร้องเตือนเบ าๆ ให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ และถอดถอนตนเองออกจากการนั่ งสมาธิ

สันติชาติเผยตาขึ้นพร้อมๆ กับที่เขาได้ยินเสียงประตูท ี่อยู่ทางด้านหลังเปิดออก เขาเหลียวไปดูและก็ได้พบ “อริยสงฆ์ท่านนั้น” กำลังยืนเด่น สว่าง สงบ อย่าง น่าเลื่อมใสศรัทธาอยู่หน้าป ระตูพอดี

สันติชาติก้มลงกราบท่านด้วย ใจบูชาสูงสุด

ท่านไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่ อห้าปีก่อนสักเท่าไหร่นัก แม้ว่าร่องรอยของความชราแห่ งสังขารจะเริ่มปรากฏให้เห็น มากกว่าแต่ก่อนแล้วก็ตาม ท่านเดินไปนั่งยังอาสนะประจ ำของท่านด้านในสุดของอาราม ในขณะที่ผู้ปฏิบัติธรรมคนอื ่นได้แยกย้ายกันกลับออกไปทำ ธุรกิจของตน ท่านเรียกสันติชาติให้เขยิบ เข้ามานั่งใกล้ๆ เพื่อสนทนากันเป็นการส่วนตั ว แล้วเอ่ยปากทักด้วยความเมตต าเหมือนเช่นเคยว่า

“ว่ายังไงพ่อหนุ่ม” ดูเหมือนว่าเธอจะรุดหน้าทาง จิตกว่าแต่ก่อนไปอีกระดับหน ึ่งแล้วนะ”

“ด้วยความเมตตาของท่านแท้ๆ ครับที่ได้กรุณาชี้ “ทางสว่าง” ให้แก่ตัวผม เมื่อห้าปีก่อน”

“ไม่ใช่หรอกพ่อหนุ่ม เป็นความเพียรของตัวเธอเองต ่างหาก ตัวเราเป็นเพียงแต่ผู้บอกทา งให้เท่านั้น”

สันติชาติ อโศกาลัย นั่งนิ่งไปชั่วขณะ ดูเหมือนเขากำลังรวบรวมความ คิด เพื่อถามท่านถึงสิ่งที่ยัง “ติดค้าง” อยู่ในใจของเขา ภายหลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นเ หตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” มาหยกๆ ว่า

“ท่านครับตัวผมและเพื่อนร่ว มชาติของผมอีกเป็นจำนวนมากเ พิ่งได้ผ่านโศกนาฏกรรมครั้ง ใหญ่อีกครั้งหนึ่งสำหรับสัง คมไทยในรอบยี่สิบปีนี้มา มีผู้คนที่บริสุทธิ์จำนวนหล ายสิบคนต้องล้มตายดุจใบไม้ร ่วงจากการเข่นฆ่าของคนชาติเ ดียวกัน ที่มีกำลังอาวุธร้ายแรงอยู่ ในมือ ด้วยเพียงเหตุผลว่าพวกเขาเร ียกร้องความชอบธรรมทางการเม ืองให้กับระบอบการเมืองไทยเ ท่านั้น การที่ตัวผมมาหาท่านในวันนี ้ก็มิได้มีจุดประสงค์อันใดอ ื่น นอกจากจะขอให้ท่านกรุณาช่วย ชี้ “ทางสว่าง” ให้แก่สังคมนี้ ให้แก่เพื่อนร่วมชาติอีกเป็ นจำนวนมากของผมนี้ เหมือนอย่างที่ท่านได้เคยชี ้ “ทางสว่าง” ให้แก่ผมมาแล้วครับ...”

เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนที่จะระ บายความขมขื่นใจต่อไปว่า

“ในสังคมปัจจุบันนี้ “คนดี” เป็นจำนวนมากกลับต้องเผชิญก ับเคราะห์กรรม ลำบากตกทุกข์ได้ยาก หรือแม้กระทั่งต้องจบชีวิตล งด้วยความน่าอนาถ ในขณะ ที่พวกที่ทำเรื่องไม่ถูกต้อ งเลวทรามเอาไว้มากมายกลับอย ู่อย่างอิสระลอยนวลอยู่ในสั งคมได้ ทุกข์ทางใจของสังคมที่ทำให้ ผู้คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกท้ อแท้นี้ จะสามารถปลดเปลื้องได้อย่าง ไรครับ?”

“ดูกร พ่อหนุ่มผู้เป็นทั้งนักสู้แ ละแสวงหาเพื่อความดี พุทธศาสนาเห็นว่า หาก “สังคม” ปรารถนาอะไร “สังคม” ก็พึงตระหนักว่าสังคมจะต้อง ฝึกฝนพากเพียรในสิ่งนั้นขึ้ นมา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกน ี้จะมีได้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต้อง “สะสมกรรม” ต้องฝึกฝนปฏิบัติให้เกิดมีส ิ่งนั้นขึ้นภายในตัวของสังค มเอง

"ยกตัวอย่างเช่น หากสังคมเรียกร้องต้องการคว ามยุติธรรม ความถูกต้อง ความดีงามให้มีขึ้นในสังคม ปัจเจกชนที่เป็นองค์อณูที่ป ระกอบขึ้นเป็น “รูป” ของสังคม ก็จะต้องพากเพียรปฏิบัติในส ิ่งนั้นให้เกิดขึ้นจริง และธำรงรักษาให้คงไว้ได้จริ ง ส่วนจะได้มากหรือได้น้อยนั้ น ก็แล้วแต่การสะสมก่อกรรม อันจะค่อยๆ พอกพูนเป็น ‘บารมี’ แห่งสังคมนั้น”

อริยสงฆ์ท่านนั้นเว้นจังหวะ เล็กน้อย ก่อนอธิบายให้สันติชาติฟังต ่อไปว่า

“ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนาจึงเห็นว่า สังคมจะเลิกการกระทำเพื่อคว ามดีงาม เพื่อความถูกต้องไม่ได้ สังคมจะท้อแท้เลิกทำความดีไ ม่ได้ เพราะมันเป็น “กรรม” อย่างหนึ่ง คือเป็นการกระทำที่สังคมจะต ้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำไปเรื่อยๆ มากมาย ก่ายกอง สั่งสมไว้จากน้อย ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนเป็น “ประเพณี” เป็น “ความเคยชิน” ของสังคม และจาก “เคยชิน” ก็พอกพูนเป็น “นิสัย” แล้วจึงพอกพูนเป็น “สันดาน” ของสังคมนั้น ทำอย่างนั้นพอกพูนมากขึ้นไป อีกจนถึงขั้น “แสดงฤทธิ์เดช”

“ซึ่งสังคมจะต้องใช้ “วิริยะ” ใช้ความพากเพียรค่อยๆ เพาะ “กรรมดี” หรือกุศลกรรมนี่ไปเรื่อยๆ ให้มากมายจนถึงขั้น “แสดงฤทธิ์ออกเดช” เพื่อมาข่มล้าง “ความเลวร้าย” ภายในสังคมให้ลดน้อยเสื่อมส ลายลงไปให้ได้

“ดุจการที่เราเลี้ยง “แมว” (กรรมดี) ฝึกฝนแมวให้เติบใหญ่จนสำแดง ฤทธิ์ สามารถข่มปราบ “หนู” (กรรมเลว) มิให้สร้างความเดือดร้อนให้ แก่บ้านช่องนั่นเอง อันเป็นสภาวะของ “ความชั่วไม่บังเกิดขึ้น” ซึ่งสูงส่งกว่าสภาวะของ “ไม่ทำความชั่ว” ยิ่ง “แมว” มีฤทธิ์เดชเก่งกล้ามากขึ้นเ พียงใด อิทธิพลของ “หนู” ที่จะมีต่อบ้านช่อง (พฤติกรรม) เราก็จะลดน้อยลงเพียงนั้น เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ความดีย่อมข่มความเลว ดุจแมวย่อมข่มปราบหนูฉะนั้น ”

สันติชาตินั่งฟังอริยสงฆ์ท่ านนั้นพูดถึง “สภาวะ” โดยธรรมชาติของการข่มกันและ กัน ระหว่างความดีกับความเลวที่ ท่านเปรียบเหมือน “แมว” กับ “หนู” ด้วยความสนใจ เขาอดรำลึกถึงความหลังสมัยท ี่เขากำลังร่ำเรียนวิชาฝีมื ออยู่กับ “อาจารย์ลิ้ม” ไม่ได้ เพราะท่านได้เคยสอนให้เขาเร ียนรู้การเล่นหมากล้อมที่ภา ษาญี่ปุ่น เรียกว่า “โกะ” ซึ่งมี แต่หมากขาวกับหมากดำอยู่เต็ มกระดาน วิธีการเล่น “โกะ” นั้นก็มี หลักการที่แทบไม่ต่างกับหลั กการข่มด้วยสภาพสภาวะ ดังที่อริยสงฆ์ท่านนั้นเพิ่ งได้กล่าวออกมาเลย

“แล้วเราจะบำรุงส่งเสริม “สังคม” ให้สามารถยืนหยัดกระทำความด ีงาม ต่อไปเรื่อยๆ ได้อย่างไรครับท่าน?”

“ดูกรพ่อหนุ่มผู้มีจิตใจละเ อียดอ่อนแต่เด็ดเดี่ยวลุ่มล ึก การบำรุงส่งเสริม “สังคม” สามารถยืนหยัดกระทำความดีต่ อไปได้เรื่อยๆ นั้น ถึงที่สุดแล้วก็คือ การบำรุงส่งเสริมศาสนาให้รุ ่งเรืองภายในจิตใจของผู้คนใ นสังคมนั้นๆ นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบำรุงส ่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริ ญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปนั้น ไม่จำเป็นต้องลงทุนทางวัตถุ ไม่จำเป็นต้องจ่ายด้วยเงินห รือด้วยทรัพย์อะไรกันเป็นสำ คัญนักหรอก เพียงขอให้สมาชิกในสังคมทุก คนต่างให้ความสนใจกับ “การบำรุงที่ตัวเอง” ให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็น อยู่นี้ ก็คือการบำรุงส่งเสริมศาสนา ที่แท้จริงแล้ว...”

ท่านหยุดนิดหนึ่งเพื่อให้สั นติชาติครุ่นคิดตามทัน ก่อนที่จะกล่าวสืบต่อไปว่า

“ผู้ใดก็ตามที่ตั้งใจส่งเสร ิมบำรุงพระศาสนาให้เจริญ ด้วยการหอบข้าวของเงินทองเข ้าวัดเป็นหลักนั้น อันที่จริงคือ การฉุดรั้ง ศาสนาเสียมากกว่า “สังคม” จะต้อง เข้าใจเสียใหม่ให้ถูกต้องว่ า พุทธศาสนาไม่เคยสอนเรื่องไก ลตัวเราเลย ไม่ได้สอนให้เราวุ่นวายกับเ รื่องภายนอกเลย ท่านสอนให้ตรวจดูตัวเอง แล้ว “ปฏิบัติธรรม” ให้ดีขึ้น ให้ถูกขึ้นที่ตัวเองนี้เท่า นั้นก็เป็นการเพียงพอแล้ว”

“แล้ว “สังคม” จะ “ปฏิบัติธรรม” ให้ดีขึ้น ให้ถูกต้องขึ้นที่ตัวเองได้ อย่างไร ครับท่าน?”

“การปฏิบัติธรรม...สังคมควร จะปฏิบัติยังไง? นี่เป็นคำถามที่สังคมควรรู้ เพราะผู้คนส่วนใหญ่มักจะถาม หรือข้องใจอยู่เสมอว่า คนเราจะเอาเวลาที่ไหนไปปฏิบ ัติ ธรรมได้? เราจะขอบอกให้ “สังคม” ทราบว่า วิธีการปฏิบัติธรรมของคนธรร มดาที่เหมาะสมที่สุด เหมาะเป็นทางเอกที่สุดนั้นก ็คือ การฝึกตนเองให้มีสติรู้ตัวใ ห้ได้ตลอดเวลานี่เอง โดยใช้ชีวิตตามปกติธรรมดานี ้แหละ ไม่ต้องไปบวช ไม่ต้องไปแบ่งเอาเวลา ส่วนไหนออกไปเลย

“คือ “สังคม” ควรหัดให้มี “สติ” รู้ตัวให้ได้ตลอดเวลาโดยให้ ระวัง “ประตูเข้า” คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กับระวัง “ประตูออก” คือ กาย วาจา ใจ เอาไว้ ตลอดเวลา

"สุดท้ายชีวิตของสังคมจะดีข ึ้นได้ สังคมนั้นจะต้องผนึกชีวิตตั วเองให้แนบแน่นอยู่กับความเ ป็น “ชีวิตของพุทธศาสนา” ชีวิตของสังคมจะดีได้ สังคมนั้นจะต้องตระหนักถึงค วามเป็น “ไตรลักษณ์” หรือความไม่อนิจจังทั้งของต ัว “ชีวิตของสังคม” กับ “ชีวิตของพุทธศาสนา” ให้ได้ด้วย!!”

“ตอนสุดท้ายนี้ ท่านหมายความว่ากระไรครับ? ผมยังไม่เข้าใจครับ”

“ส่วนสุดท้ายนี้แหละ คือคำตอบของเราที่มีต่อคำถา มที่เต็มไปด้วยความขมขื่นใจ ที่ “สังคม” ฝากเธอมาถามเราพ่อหนุ่ม!!”

“อริยสงฆ์ท่านนั้น” ได้เอ่ยเป็น “ปริศนา” ให้สันติชาติ อโศกาลัย ต้องงุนงงดุจไก่ตาแตก เมื่อท่านกล่าวว่าชีวิตของ “สังคม” นั้นจะต้องผนึกชีวิตทางภายใ นของ ตัวเองให้แนบแน่นอยู่กับควา มเป็น “ชีวิตของพุทธศาสนา”

และชีวิตของ “สังคม” จะดีได้ “สังคม” นั้นจะต้องตระหนักถึงความเป ็น “ไตรลักษณ์” หรือความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งของตัว “ชีวิตของสังคม” กับ “ชีวิตของพุทธศาสนา” ให้ได้ด้วย โดยที่ท่านได้ย้ำนักย้ำหนาว ่าประเด็นนี้แหละที่เป็น “คำตอบ” ของท่านต่อคำถามเรื่องการทำ ความดีแล้วไม่ได้ดี อันทำให้สังคมท้อแท้และเต็ม ไปด้วยความขมขื่นใจที่ “สังคม” ฝากสันติชาติให้มาถามท่าน เพราะ “สังคม” นี้ เพิ่งเผชิญกับโศกนาฎกรรมครั ้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในช่วงเ หตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” มา หยกๆ !

“ตั้งใจฟังคำพูดของเราให้ดี นะ พ่อหนุ่มผู้มีอดีตอันปวดร้า วลึก เราหมายความว่าทั้ง “สังคม” และ “พุทธศาสนา” ในฐานะที่เป็นชีวิตอย่างหนึ ่ง เป็นสิ่งอย่างหนึ่ง ต่างก็ล้วนเกิดมาแล้วก็มีชี วิตอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เท่าอายุขัยแห่งเหตุและปัจจ ัยของสิ่งนั้นๆ จะทรงอยู่ได้ แล้วถึงเวลาดับสูญสลายไปตาม “ธรรมะ” หรือกฎแห่งความจริงแท้ของทุ กๆ สิ่งในโลกไม่มีละเว้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของที่ มองเห็นได้ จับต้องได้ ตั้งแต่เป็นแท่งวัตถุ หรือใหญ่โตกว่าโลกอีกไม่รู้ กี่ล้านเท่า เช่นดาวฤกษ์หรือดวงอาทิตย์ ที่เรียกขานว่า “รูป” ทั้งสิ้น หรือจะเป็นวัตถุที่เล็กย่อย ลงไปตามลำดับจนจับต้องไม่ได ้ ที่เรียกว่า “นาม” ก็ย่อมเกิดมา ทรงอยู่ และละลายเสื่อมสูญสลายไปในท ี่สุด”

“...”

“แม้ความเกิดมาเป็น “ศาสนาพุทธ” ก็เช่นกัน อันได้เกิดขึ้นมาโดยมีพระอน ุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระ ผู้ให้กำเนิด ให้ชีวิตขึ้นมาเป็นตัวเป็นต นของพุทธศาสนา มีชีวิตที่แท้จริงและบริสุท ธิ์ผุดผ่องในช่วงแรกเกิด แต่เมื่อเวลาผ่านไปยาวนาเพิ ่มขึ้น ตามลำดับ ชีวิต ร่างกายของ “พุทธศาสนา” เป็นตัวตนเติบใหญ่ขึ้นมาในโ ลก มีผู้คน รู้จักเพิ่มขึ้น ก็ย่อมมีความรักความชังเข้า ไปพัวพัน มีกิเลสเข้าไปร่วมกับชีวิตเ ข้าไป ประกอบร่วมผสม ร่วมสร้างชีวิต และก่อเกิด “สังขารธรรม” ทำให้ “ชีวิตของพุทธ ศาสนา” วิวัฒนาการขึ้นมาเป็น “รูปธรรม” ซึ่งประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพุทธบริษัท รวมทั้ง วัตถุทางโลก อาการทางโลก อาการทางธรรม ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายร่ว มกัน สังเคราะห์ประกอบขึ้นเป็นอย ู่ แต่ละสิ่งแต่ละส่วนเช่นนี้แ หละคือแต่ละอณูรวมแล้วทั้งห มดเป็น “รูป” ของ “ชีวิตพุทธศาสนา” และมี “นามธรรม” ร่วมอยู่ด้วย นั่นคือ “รส” ของ “ชีวิตพุทธศาสนา” นั่นเอง หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ “คุณธรรม” ของ พุทธศาสนา นั่นแหละที่เป็น “นาม” ของ “ชีวิตพุทธศาสนา”

เมื่ออริยสงฆ์ท่านนั้น กล่าวถึงตรงนี้ สันติชาติก็รู้สึกสะดุ้งราว กับถูกจี้ด้วย “ดัชนีใจ”

เขาคิดตามไปว่า ถ้าแต่ละสิ่งแต่ละอณูของปัจ เจกชนทั้งหมดที่รวมตัวกันเป ็น “รูป” ของ “ชีวิตสังคมไทย” แล้ว “คุณธรรม” ของ “สังคมไทย” นั้นก็คือ “นาม” ของ “ชีวิตของสังคมไทย” นั่นเอง!!
และถ้าหากเราต้องการจะผดุงค ุณธรรมของสังคมเอาไว้ให้ได้ ด้วยการให้ชีวิตของสังคมไทย เป็นอันหนึ่งอันเดียวอย่างแ นบแน่นกับ “ชีวิตพุทธศาสนา” นั่นก็คือการทำให้ “อณู” แต่ละส่วนของชีวิตปัจเจกชนท ี่ร่วมกันสังเคราะห์ขึ้นมาเ ป็น “รูป” ของสังคมนี้ ดำเนินชีวิตด้วยการมี “ศาสนา” เป็น “นาม” หรือเป็น “รส” ของ “ชีวิตภายใน” ของสังคมนั้นเข้าไปด้วยนั่น เอง

อริยสงฆ์ท่านนั้น พยักหน้า พลางยิ้มน้อยๆ ที่แลเห็น “ศิษย์ฆราวาส” คนนี้ของท่านเริ่มแสดงออกถึ งความเข้าใจเพิ่มขึ้นบ้างแล ้ว ท่านจึงกล่าวสืบต่อไปว่า

“รูปและนามจึงรวมเป็นชีวิตแ ท้ๆ อันหนึ่ง และมันก็เริ่มแปดเปื้อน ความบริสุทธิ์ผุดผ่องเดิมแท ้ที่เป็น “พุทธภาวะ” นั้น ก็ถูกฉาบถูกทาด้วย “อำนาจแห่งโลก” ด้วยอำนาจแห่งกฎของความแท้จ ริง ด้วยความจริงแห่งไตรลักษณ์. ..

“ชีวิตของพุทธศาสนา” ก็ย่อมจะต้องถูก “ความไม่ใช่พุทธ” อันเป็นสิ่งที่สกปรกเหล่านั ้น ฉาบทากลบเกลื่อนทำร้ายเปลี่ ยนแปลงให้สึกกร่อน หมด “รูป” หมด “นาม” หมด “ชีวิต” ไปเรื่อยๆ แต่ถึงแม้จะรู้แจ้งแก่ใจอยู ่อย่างนี้ว่า “พุทธศาสนา” และ “สังคม” คือ “ชีวิต” ชีวิตหนึ่งที่ไม่อาจหลีกพ้น ความเสื่อมความชราลง และแล้วสักวันหนึ่งข้างหน้า อันไกลโพ้นก็คงจะหลีกเลี่ยง การดับสูญไปไม่ได้...

“แต่ในขณะนี้ ในบัดนี้ “พวกเรา” ก็ยังมี “ตัณหา” ยังอยากให้ทั้ง “พุทธศาสนา” และ “สังคม” มีชีวิตอยู่อย่างดี อย่างบริสุทธิ์ที่สุด อย่างถูกต้องตรงแท้ที่สุดเท ่าที่จะเป็นไปได้ เพราะ “ตัวเรา” และ “ตัวเธอ” ต่างก็เป็น “พุทธศาสนิกชน” เป็น “สมาชิก ของสังคม” เหมือนกัน เพราะ “ตัวเรา” และ “ตัวเธอ” ต่างก็เป็น “ผงธุลีหนึ่ง” ที่ประกอบ ขึ้นเป็นรูปร่างของ “พุทธ” ของ “สังคม” เหมือนกัน
“ชีวิตของ “เรา” และของ “เธอ” ต่างก็เป็น “พุทธ” ต่างก็เป็น “สังคม”

"ดังนั้น “พุทธ” คือชีวิตของเรา คือชีวิตของเธอ เราจึงไม่ใช่เรา และเธอจึงไม่ใช่เธอ... ดังนั้น “สังคม” คือชีวิตของเรา “สังคม” คือชีวิตของเธอ เราจึงไม่ใช่เรา เธอจึงไม่ใช่เธอ

“เรา” เองจึงไม่มีชีวิต “เธอ” เองจึงไม่มีชีวิต เพราะเราเองเป็นเพียงอณูหนึ ่งของ “ชีวิตพุทธ” และเธอเองจึงเป็นเพียงอณูหน ึ่งของ “ชีวิตพุทธ”... เพราะเราเอง เป็นเพียงอณูหนึ่งของ “ชีวิตของสังคม” และเธอเองก็เป็นเพียงอณูหนึ ่งแห่ง “ชีวิตของ สังคม”

“เราเองเป็นอณูหนึ่งในจิตแห ่งพุทธ เธอเองก็เป็นอณูหนึ่งในจิตแ ห่งพุทธ... เราเองเป็นอณูหนึ่งในจิตแห่ งสังคม เธอเองก็เป็นอณูหนึ่งในจิตแ ห่งสังคม เช่นกัน

“ตราบใดที่ “ตัวเรา” ยังเป็น “วิญญาณ” ของ “ชีวิตพุทธศาสนา” อยู่ ตราบนั้นเราก็ต้องได้ชื่อว่ าเป็น “ตัวรู้สึก” หรือ “ตัวรับรู้” ของ “ชีวิตพุทธศาสนา” อยู่... ตราบใดที่ “ตัวเธอ” ยังเป็น “วิญญาณ” ของ “ชีวิตของสังคม” อยู่ ตราบนั้น ตัวเธอก็ต้องได้ชื่อว่าเป็น “ตัวรู้สึก” หรือ “ตัวรับรู้” ของ “ชีวิตของสังคม” อยู่เช่นกัน

“ดังนั้น เมื่อ “วิญญาณ” ยังมีแน่ ตราบเท่าที่ทั้งตัวเราและตั วเธอยังไม่ได้ ดับ “เวทนา” และเมื่อ “สัญญา” ของตัวเราและของตัวเธอก็คือ ความสัมผัสกระทบรู้ว่า ถ้าใครมาเกี่ยวข้องกระทบมาถ ูกต้องตัว “ชีวิตพุทธศาสนา” กับ “ชีวิตของสังคม” เมื่อรู้สึกสัมผัสว่าเป็น “ทุกขเวทนา” หรือเป็นการสัมผัสโดยเอาสิ่ งไม่ดีมาสัมผัสเข้า ทำให้ “ชีวิตพุทธศาสนา” กับ “ชีวิตของสังคม” เป็นทุกข์ ได้รับความเสื่อมลง ทนอยู่ไม่ได้ เป็นเหตุจะมาทำให้ “ชีวิตพุทธศาสนา” กับ “ชีวิตของสังคม” ทรุดลงและจะมี อายุที่จะยืนยันอยู่ได้สั้น ลง”

“เพราะเหตุนั้น ตัวเราและตัวเธอย่อมต้องมี “ตัณหา” แน่ คือเป็น “ความอยาก” ที่จะช่วย “ชีวิตพุทธศาสนา” กับ “ชีวิตของสังคม” อันเป็น “วิภวตัณหา” ชั้นสูง ที่อยากจะช่วยชีวิต หรือให้ “ภพ” ของ “พุทธศาสนา” กับ “สังคม” ยังอยู่ยัง สืบไปได้ อยากให้ชาติ ให้ภพ ให้ภูมิ แห่งพุทธกับสังคม ยังมีอยู่ ยังคงอยู่ ยังสืบไป อยู่ได้

“ดังนั้นทั้ง “ตัวเรา” และ “ตัวเธอ” คงจะยังไม่สิ้น “ตัณหา” ได้ ตราบนาน เท่านาน ตราบใดเท่าที่ชีวิตของ “ตัวเรา” และ “ตัวเธอ” คือ “ชีวิตพุทธศาสนา” และ “ชีวิตของสังคม”

.......................... .

สันติชาติ อโศกาลัย ขับรถกลับบ้านในกลางดึกของค ืนนั้นเอง เขาได้พบแล้วว่า เขาควรจะทำอะไร และใช้ชีวิตอย่างไร? ใน “วังวนแห่งทุกข์ของสังคม” ใน “วังวนแห่งการต่อสู้ของสังค ม” หลังจากนี้เป็นต้นไป

เขาได้รับทราบแล้วถึง “ดอกผลของฤดูร้อน” เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2535 ที่มีต่อตัวเขาและสังคม แม้ว่าดอกผลเหล่านี้จะได้มา ด้วยน้ำตาก็ตาม

บทเพลงดอกผลของฤดูร้อน
ของ เซาท์เธอร์น ออลสตาร์

ฤดูอันแสนเศร้า ที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา
ได้ฝันว่า เราอยู่ในอ้อมกอดของใครคนหน ึ่ง
ความรู้สึกอยากร้องไห้ ที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได ้
คือวันนี้ ฝนอันเย็นยะเยียบก็ยังตกลงม า
เราอดไม่ได้ ที่จะต้องทอดถอนหายใจอยู่ตล อดเวลา
แม้จนบัดนี้ ฤดูร้อน (ของปีนั้น) ก็ยังเวียนผ่านเข้ามาในหัวใ จของเรา
ได้โปรดบอกเถอะว่า ‘เธอยังรักฉันเสมอ’
ได้โปรดพาฉันเข้าไปในความฝั นของเธอด้วย
ฉันไม่อาจลืมเลือนได้ ทั้งหัวใจ และจิตวิญญาณของเธอ
แม้จะไม่กล่าวเป็นคำพูดออกม า
ได้โปรดลบชื่อของฉันที่เขีย นไว้บนท้องทรายด้วยนะ (เจ้าคลื่นทะเลเอ๋ย)
บัดนี้เจ้า (คลื่น) จะพัดพาไปสู่ ณ แห่งหนใด?
คลื่นแห่งความรัก พัดมา และก็ พัดไป
พร้อมกับได้พัดพาความรักของ ฉันไปด้วย
มีรักที่ทำให้ร่างกายหนาวสะ ท้าน
ดุจพระอาทิตย์ที่มีอุณหภูมิ ลบ 100 องศา
ดอกผลของฤดูร้องที่แผดกล้าจ นเกือบทำให้ล้มลง
ก็ยังคงเบ่งบานอยู่ในหัวใจข องเราแม้จนบัดนี้
ถึงเราจะเดินจากมาไกลแล้ว แต่เมื่อถึงยามสนธยา
ภาพแห่งความหลังอันร้อนระอุ ก็ยังปรากฏขึ้นอีกในใจเรา
ฉันไม่อยากแสดงน้ำตาของฉันใ ห้เธอเห็นในค่ำคืนอย่างนี้
ได้โปรดรับปากกับฉันด้วยเถอ ะ ว่าฉันจะได้พบกับเธออีก
(ไม่ว่าชาตินี้หรือว่าชาติห น้า)
ฉันไม่อาจลืมเลือนได้ ทั้งหัวใจและวิญญาณของเธอ
ซึ่งก่อดอกออกผลให้แก่พวกเร า ด้วยน้ำตา

 

ตอนที่ 4

ต้นไม้พันปี



ปลายปี ค.ศ.1993 ดร.สันติชาติ อโศกาลัย เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นอีกค รั้งหนึ่ง เพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาทางว ิชาการเรื่องวัฒนธรรมกับสิ่ งแวดล้อม

ระหว่างการเดินทางไปเข้าร่ว มงานในเช้าวันหนึ่ง เขาได้พบกับนักวิชาการชาวญี ่ปุ่นผู้มาร่วมงาน สัมมนา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่อ งวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างย ิ่ง ทั้งสองได้สนทนากันอย่างถูก คอ โดยเรื่องที่พูดคุยส่วนใหญ่ ล้วนเกี่ยวข้องกับความลึกล้ ำที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมทั้งส ิ้น

“ถ้าถามผมว่า อะไรคือแก่นแท้ของวัฒนธรรมญ ี่ปุ่น ผมก็เห็นจะต้องตอบว่า คือวัฒนธรรมเกี่ยวกับต้นไม้ ซึ่งปรากฏเห็นได้ชัดในงานขอ งช่างไม้ผู้ก่อสร้างวัดในญี ่ปุ่น โดยเฉพาะวัดโฮริวยิแห่งเมือ งนารา ซึ่งมีอายุเก่าแก่เกินกว่าห นึ่งพันสามร้อยปีแล้วก็ยังด ำรงอยู่โดยไม่บุบสลาย คุณลองคิดดูซิว่า ไม้ที่ช่างไม้เอามา ใช้ในการสร้างวัดแห่งนี้จะม ีอายุเท่าไหร่ในขณะนี้” นักวิชาการชาวญี่ปุ่นซึ่งอย ู่ในวัย กลางคนพูดขึ้นก่อน

สันติชาติครุ่นคิดสักพัก คล้ายไม่เข้าใจว่าเพื่อนชาว ญี่ปุ่นต้องการจะบอกอะไร จึงตอบออกไปอย่างคาดคะเนว่า “ก็ต้องพันปีขึ้นไปซิครับ”

หนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่นพอได้ฟั งก็หัวเราะเล็กน้อยพร้อมกับ ส่ายหัว แล้วกล่าว

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ โปรเฟสเซอร์สันติชาติ อย่างน้อยก็ต้องสองพันปีขึ้ นไปซิครับ เพราะต้นไม้ฮิโนะคิ ที่ช่างไม้ใช้นำมาสร้างเป็น เสาวัดนั้น มันใหญ่มากขนาดหลายคนโอบ ซึ่งกว่าต้นไม้นั้นจะโตพอที ่จะใช้งานได้ต้องมีอายุไม่ต ่ำกว่าพันปี ฉะนั้น เมื่อรวมเวลากว่าพันปีที่ผ่ านพ้นไป ต้นไม้ฮิโนะคิที่ถูกนำมาใช้ ในการสร้างวัดโฮริวยิ จึงมีอายุเกินกว่าสองพันปีข ึ้นไปแล้ว”

โปรเฟสเซอร์หนุ่มจากประเทศไ ทยถึงกับตกตะลึงเมื่อได้ฟัง คำตอบ เขาพลอยคิดย้อนวันเวลาตามไป ด้วยพร้อมกล่าวว่า “เวลาสองพันปีนี่นานเหลือเก ินนะครับ ต้นไม้เหล่านี้มีกำเนิดก่อน พระเยซูจะประสูติเสียอีก ดีไม่ดีบางต้นอาจจะเกิดในช่ วงเดียวกับพระพุทธเจ้าก็เป็ นได้นะครับ”

“ถูกแล้วครับ มันได้เฝ้าดูความเป็นไปของม นุษย์ตลอดช่วงเวลาสองพันกว่ าปีมานี้ ได้แลเห็นอวิชชาความโง่เขลา ของมนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าม านับครั้งไม่ถ้วนเลยทีเดียว มันแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าคนญ ี่ปุ่นยุคสมัยอะซุกะจะมีภูม ิปัญญาเกี่ยวกับเรื่องไม้ฮิ โนะคิลึกซึ้งถึงขนาดนี้ เพราะแม้ในปัจจุบันนี้คนเรา ก็ยังหาวัสดุที่ทนทานต่อกาล เวลา ที่นานขนาดนี้ไม่ได้เลย แม้แต่เหล็กกล้าก็ยังสู้ไม่ ได้อย่างชนิดเทียบกันไม่ติด ช่างเหลือเชื่อจริงๆ” นักวิชาการชาวญี่ปุ่นผู้นั้ นกล่าว

ในความเป็นจริงแล้ว ไม้ฮิโนะคิไม่ได้ตายเมื่อถู กตัดเพื่อนำมาสร้างเป็นวัด มันเป็นหน้าที่ของช่างไม้ที ่จะต้องให้ชีวิตที่สองแก่มั นเพื่อให้อยู่นานนับพันปี นี่คือปรัชญาของช่างไม้ที่ก ลายเป็นธรรมชาติทัศน์ของชาว ญี่ปุ่นและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ไปโดยไม่รู้ตัว

เมื่อคิดถึงความเอาใจใส่ที่ คนญี่ปุ่นมีต่อต้นไม้ของเขา แล้ว สันติชาติก็อดที่จะสะท้านใจ ต่อชะตากรรมของ “ต้นไม้” ในประเทศไทยไม่ได้ ป่าไม้ในเมืองไทยจะไม่มีทาง รักษาเอาไว้ได้เลย หากคนไทยส่วนใหญ่ไม่ตระหนัก ถึงคุณค่าทางจิตวิญญาณและทา งวัฒนธรรมที่ต้นไม้มีต่อเมื องไทย มีใครสักกี่คนในบ้านนี้เมือ งนี้ที่พูดถึงชีวิตของต้นไม ้ด้วยหน่วยของเวลาเป็นร้อยป ีขึ้นไป ชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่สนใจ อยู่แค่ราคาของหุ้นวันต่อวั น หรือเหตุการณ์ทางการเมืองรา ยวันเท่านั้น

ความลุ่มลึกทางวัฒนธรรมประจ ำชาติที่เราเคยภูมิใจหนักหน านั้น ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ จับต้องในสิ่งใดได้บ้าง หากไม่อยากทุกข์ในเรื่องนี้ จะให้เราปล่อยวางจากความเป็ นไปของสังคมกระนั้นหรือ จะให้เราเป็นคนที่ไร้สังกัด ทางวัฒนธรรม อย่างนั้นหรือ

เมื่อสันติชาติได้รู้เรื่อง ราวของต้นฮิโนะคิที่มีอายุเ ป็นพันปีนี้แล้ว ทัศนคติที่เขามองดูต้นไม้ได ้เปลี่ยนไปจากเดิมไม่น้อย เขาเกิดความรู้สึกคุ้นเคยแล ะผูกพันกับต้นไม้เหล่านี้รา วกับเป็นเพื่อนร่วมโลกเพื่อ นร่วมทุกข์

วันรุ่งขึ้นคณะผู้จัดสัมมนา ได้พาสันติชาติและกลุ่มนักว ิชาการจากชาติต่างๆ ในเอเชียที่มาร่วมสัมมนาเดิ นทางไปชมวัดชื่อดังต่างๆ ในจังหวัดโออิตะ เกาะคิวชิว

วัดฟุคุคิยิที่สันติชาติได้ ไปชมเป็นวัดสายนิกายเทียนไต ๋ที่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.718 หรือหนึ่งพันสองร้อยกว่าปีก ่อน ซึ่งเก่าพอๆ กับวัดโฮริวยิเลยทีเดียว

สิ่งที่สะดุดตาสันติชาติก็ค ือ ตัวโบสถ์ของวัดแห่งนี้ถูกสร ้างขึ้นมาจากต้นไม้คะยะเพีย งต้นเดียว อีกทั้งยังมีเนื้อไม้เหลือพ อมาใช้สร้างพระประธานประจำโ บสถ์ ที่มีชื่อเรียกว่า “อมิตตถาคต” อีกด้วย

นี่ก็ย่อมแสดงว่าต้นไม้ต้นน ี้จะต้องสูงใหญ่มาก เป็นร้อยๆ ฟุตเลยทีเดียว มีคำร่ำลือสืบต่อกันมาว่า เงาของต้นไม้คะยะต้นนี้แผ่ค ลุมไปไกลเป็นระยะหลายลี้ ดังนั้นอายุของมันก็ต้องมาก กว่าพันปีเช่นกัน

สันติชาติยืนอยู่เบื้องหน้า โบสถ์ไม้ชั้นเดียวมีระเบียง ยกพื้นขึ้นมาราวๆ สามฟุต คนวัยหนุ่มฉกรรจ์และเปี่ยมไ ปด้วยพลังแห่งชีวิตอย่างเขา ยังต้องมองโบสถ์หลังนี้ ด้วยความทึ่งและยำเกรงเลื่อ มใส

ขณะนั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม ้ร่วง ใบไม้สีเหลืองปลิวตกลงมาเต็ มพื้น กรวดหน้าโบสถ์ เขาก้าวขึ้นไปในโบสถ์และนั่ งขัดสมาธิต่อหน้าพระพุทธรูป อมิตตถาคต ซึ่งสลักจากต้นไม้คะยะอายุพ ันปีต้นนั้นด้วยจิตคารวะ ทั้งต่อตัวไม้คะยะ ต่อตัวผู้สร้าง และตัวพระพุทธรูปองค์นั้น

ถัดจากการไปเยือนวัดฟุคุคิย ิ คณะผู้จัดสัมมนาก็ได้พาสันต ิชาติและคนอื่นไปเยือนศาลเจ ้าอุสะ ซึ่งเป็นศาลเจ้าของนิกายชิน โตที่มีความศักดิ์สิทธิ์เป็ นที่สองรองแค่ศาลเจ้าแห่งอิ เซะเท่านั้นเนื่องจากในอดีต ดินแดนแถบนี้เป็นจุดเริ่มต้ นของรัฐญี่ปุ่น พร้อมกับกำเนิดของศาสนาพุทธ ในญี่ปุ่นที่มาจากคาบสมุทรเ กาหลี ผนวกกับความเชื่อเรื่องเทพเ จ้าดั้งเดิมที่ชาวญี่ปุ่นมี อยู่ จึงไม่แปลกหรอกที่อาณาบริเว ณของวิหารที่เป็นศาลเจ้าอุส ะแห่งนี้ช่างใหญ่โตเหลือเกิ น เมื่อเทียบกับการใช้พื้นที่ อย่างจำกัดจำเขี่ยของคนญี่ป ุ่นในเรื่องอื่นๆ ศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น ในปี ค.ศ.725 จึงมีอายุพันสองร้อยกว่าปีเ ช่นกัน

“คุณชื่นชมกับต้นไม้ใหญ่เหล ่านี้มากขนาดนี้เชียวหรือ” เพื่อนนักวิชาการชาวฟิลิปปิ นส์อีกคนถามสันติชาติ เมื่อเห็นเขายืนมองต้นไม้ต้ นใหญ่ในวิหารเป็นเวลาเนิ่นน าน

สันติชาติยังคงเหม่อมองต้นไ ม้ใหญ่ต้นนั้นอยู่แล้วกล่าว ว่า

“ใช่ครับ ผมรู้สึกผูกพันกับมัน และรู้สึกถึงพลังที่ผมได้รั บจากมันครับ” เขาตอบออกไปโดยไม่เหลียวหน้ ากลับมามองผู้พูดแม้แต่น้อย ราวกับว่า โลกทั้งโลกนี้มีเพียงเขาและ ต้นไม้เท่านั้น

นักวิชาการหนุ่มชาวฟิลิปปิน ส์พอฟังคำตอบจากสันติชาติก็ ร้องอ้อคล้าย กับนึกเรื่องราวใดขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า

“คำพูดของคุณทำให้ผมนึกถึงบ าทหลวงคนหนึ่งที่ชื่อฟิลิป บาทหลวงท่านนี้ เพิ่งกลับมาจากการไปประจำที ่โบสถ์ในประเทศเปรูเป็นเวลา ถึงหกปี ท่านก็พูดกับผมเหมือนกับที่ คุณพูดกับผมเมื่อครู่ว่า ต้นไม้ใหญ่มีพลังลึกลับที่เ ป็นพลังชีวิตที่สามารถถ่ายท อดให้กับเราได้ด้วย ท่านยังได้บอกกับผมว่า ท่านได้ลอบนำคำทำนายโบราณ เก้าประการที่ถูกค้นพบที่เป รูเมื่อหกปีก่อน แต่ถูกทางการเซ็นเซอร์ โดยถือว่าผิดกฎหมายกลับมาด้ วย”

สันติชาติพลันสะท้านตื่นจาก ห้วงความคิด และเกิดความรู้สึกสนใจในตัว บาทหลวงผู้มีชื่อว่า “ฟิลิป” ท่านนี้ทันที

เขาถามเพื่อนนักวิชาการชาวฟ ิลิปปินส์ของเขาว่า จะสามารถติดต่อกับบาทหลวงผู ้นี้ได้อย่างไร เมื่อได้รับที่อยู่ติดต่อขอ งบาทหลวงท่านนี้แล้ว เขาจึงจัดการติดต่อสายการบิ นไทยอินเตอร์ขอเปลี่ยนเส้นท างกลับมาเป็นแวะพักที่มะนิล า เพื่อไปพบบาทหลวงฟิลิป และเรียนถามท่านเกี่ยวกับคำ ทำนายเก้าประการที่ท่านลอบน ำมาจากเปรู

 

 

ตอนที่ 5

คำทำนายโบราณ



เมื่อมาถึงประเทศฟิลิปปินส์ ดร.สันติชาติ ก็มุ่งหน้าต่อไปยังเมืองตาไ กไต อันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาล ัยเทววิทยาแห่งคาทอลิกที่มี ชื่อเสียง และมีสาขากระจัดกระจายอยู่ท ั่วมุมโลก

หลังจากที่ได้มาถึงแล้วเขาจ ึงสอบถามเส้นทางกับเจ้าหน้า ที่เพื่อที่จะมุ่งตรงไปยังโ บสถ์ภายในมหาวิทยาลัยซึ่งเป ็นสถานที่ที่บาทหลวงฟิลิปมา ประจำการอยู่

สันติชาติเดินตรงไปตามตำแหน ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นบอก ตลอดทางเขายังสำรวจสภาพแวดล ้อมรอบๆ มหาวิทยาลัยจึงพบว่า บรรดาต้นไม้ต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ในบริเวณนี้ล้วน มีขนาดใหญ่ แสดงให้เห็นถึงการดูแลรักษา เป็นอย่างดี ยิ่งประกอบกับสถานที่ตั้งขอ งมหาวิทยาลัยยังเป็นเนินเขา ที่ราบกว้างทั้งหมด จึงกลายเป็นความสวย งามชนิดหนึ่งที่ดึงดูดใจผู้ คนไม่น้อย

โปรเฟสเซอร์หนุ่มจากประเทศไ ทยเดินต่อไปได้สักพักก็เห็น เส้นทาง เล็กๆ สายหนึ่งทอดตรงไปทางด้านหลั งของมหาวิทยาลัยจึงรีบเดินต รงเข้าไป ในไม่ช้าโบสถ์ขนาดใหญ่หลังห นึ่งก็ปรากฎขึ้นแก่สายตา

สันติชาติตัดสินใจเข้าไปภาย ในโบสถ์ เขามองไปรอบๆ ด้วยความชื่นชม ในการจัดสร้างอันวิจิตรสวยง ามของโบสถ์คาทอลิกแห่งนี้ ที่พื้นโบสถ์ยังปูด้วยหินอ่ อนอย่างดี แต่ที่แปลกตาไปบ้างก็ตรงที่ มีรั้วเหล็กแนวหนึ่งกั้นอยู ่ระหว่างผู้คนที่มานั่งฟังม ิสซากับตำแหน่งที่บาทหลวงจะ ทำการเทศน์

เมื่อมองไปยังมุมด้านตรงสุด ภายในโบสถ์ สันติชาติมองเห็นแม่ชีคาทอล ิกกลุ่มหนึ่ง ความน่าสะดุดตาของแม่ชีกลุ่ มนี้ก็คือ ท่านทั้งหมดล้วนแต่งกายด้วย ชุดสีชมพู ในกลุ่มนั้นมีอยู่ท่านหนึ่ง กำลังสวดภาวนาต่อรูปหุ่นพระ เยเซู ส่วนที่เหลือกำลังจะเดินออก ไป

อาจารย์หนุ่มพอทราบมาบ้างแล ้วว่า “แม่ชีสีชมพู” ที่เขาเห็นนี้มีหน้าที่เพีย งอย่างเดียวเท่านั้นก็คือสว ดภาวนาต่อองค์พระเยซูตลอดยี ่สิบสี่ชั่วโมงอย่างไม่มีวั นหยุด โดยจะสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเว ียนกันไป พวกเธอส่วนใหญ่ยังมีอายุน้อ ยและมาจาก ตระกูลที่มีฐานะดี ตามปกติแล้วพวกเธอจะไม่ออกไ ปนอกโบสถ์โดยเด็ดขาดหากไม่เ จ็บป่วยจนถึงขั้นต้องเข้าโร งพยาบาล เช่นนี้เองชีวิตของพวกเธอจึ งล้วนอุทิศให้แด่พระเจ้าอย่ างสิ้นเชิง

สันติชาติเดินตรงไปหาแม่ชีท ่านหนึ่งเพื่อสอบถามถึงบาทห ลวงฟิลิป แม่ชีน้อยในชุดสีชมพูพยักหน ้ารับแล้วเดินหายเข้าไปทางด ้านหลังของโบสถ์ สักครู่หนึ่งเธอก็ออกมาพร้อ มกับบาทหลวงท่านหนึ่ง ซึ่งสันติชาติคาดว่าต้องเป็ นบาทหลวงฟิลิปอย่างแน่นอน

บาทหลวงท่านนี้มีอายุราววัย กลางคน แต่ใบหน้ากลับดูมีชีวิตชีวา ไม่แพ้คนหนุ่มสาว ท่านแนะนำตัวเองว่าคือบาทหล วงฟิลิป สันติชาติจึงโค้งตัวคำนับเป ็นการทักทาย พร้อมกับแนะนำตนเอง

บาทหลวงฟิลิปพอทราบว่าสันติ ชาติมาด้วยเรื่องคำทำนายโบร าณจึงยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวว่า

“คุณก็เป็นเหมือนกับคนอื่นท ี่กำลังแสวงหาอะไรบางอย่างอ ยู่ใช่มั้ย”

“คงใช่เช่นนั้นครับ ทำไมหรือครับ” สันติชาติตอบ

บาทหลวงฟิลิปกล่าวต่อด้วยน้ ำเสียงเรียบๆ ว่า

“สิ่งนี้มีเขียนเอาไว้ในคำท ำนายโบราณ ที่เพิ่งถูกค้นพบในเปรูเมื่ อหกปีก่อน”

สันติชาติพอได้ฟังถึงเรื่อง คำทำนายจึงรีบถามต่อด้วยควา มอยากรู้ว่า

“กรุณาเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกั บคำทำนายโบราณอันนี้ได้มั้ย ครับ”

บาทหลวงฟิลิปหลับตานึกสักพั กจึงตอบว่า

“นักโบราณคดีที่ค้นพบบันทึก คำทำนายโบราณเหล่านี้ บอกว่ามันมีอายุหกร้อยปีก่อ นคริสตกาลและทำนายถึงความเป ลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคม มนุษย์ครับ”

“ความเปลี่ยนแปลงในช่วงไหนห รือครับ” อาจารย์หนุ่มถามต่อ

“ในช่วงยี่สิบปีก่อนสิ้นศตว รรษที่ยี่สิบนี้” บาทหลวงฟิลิปกล่าว

สันติชาติถึงกับตาลุกโพลง ก่อนจะร้องออกมาด้วยเสียงอั นดังว่า “ก็ปัจจุบันนี้น่ะซิครับ”

บาทหลวงฟิลิปพอได้เห็นอาการ ตื่นตกใจของนักวิชาการหนุ่ม ซึ่งมาจากประเทศไทยผู้นี้ ยังอดหัวเราะไม่ได้ จึงกล่าวว่าด้วยน้ำเสียงปนห ัวเราะว่า

“ใช่แล้ว การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิด ขึ้นอยู่ในขณะนี้แหละ”

สันติชาติครุ่นคิดเล็กน้อยค ล้ายกับยังไม่เข้าใจ ดูเหมือนบาทหลวงฟิลิปท่านนี ้จะไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจ ในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แสดงว่าคำทำนายโบราณอาจเป็น เรื่องที่ดีก็ได้ แต่ตนเองก็ไม่แน่ใจนัก เขาจึงถามบาทหลวงฟิลิปว่า

“การเปลี่ยนแปลงชนิดไหนที่ก ำลังเกิดขึ้นอยู่ครับ”

“การฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ของจิต สำนึกที่ไม่ใช่ในเชิงศาสนา แต่ในเชิงจิตวิญญาณของมนุษย ชาติ พวกเรากำลังอยู่ในช่วงแห่งก ารกำลังค้นพบสิ่งใหม่ หรือความจริงใหม่เกี่ยวกับค วามหมายแห่งการดำรงอยู่ของพ วกเรา รวมทั้งการใช้ชีวิตของพวกเร าบนโลกใบนี้ เมื่อได้พบสิ่งนี้แล้วจะทำใ ห้อารยธรรมของมนุษยชาติเปลี ่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คำทำนายโบราณกล่าวไว้เช่นนั ้น” บาทหลวงฟิลิปตอบ

“คำทำนายโบราณได้ถูกบันทึกไ ว้ในรูปลักษณ์ใดครับ” สันติชาติถามคำถามอีกข้อหนึ ่ง

บาทหลวงฟิลิปตอบว่า “มันมีบันทึกอยู่ในศิลาโบรา ณ คำทำนายแบ่งออกได้เป็นบทๆ จำนวนเก้าบทด้วยกัน และแต่ละบทจะสอนปัญญาในการใ ช้ชีวิตหรือเกี่ยวกับชีวิต หากในช่วงนี้มนุษยชาติสามาร ถเรียนรู้ปัญญาเหล่านี้ได้ท ีละบทๆ ตาม ลำดับด้วยความเข้าใจ ก็จะทำให้มนุษยชาติสามารถเป ลี่ยนแปลงจากอารยธรรมทาง วัตถุในปัจจุบันไปสู่อารยธร รมทางจิตวิญญาณโดยสมบูรณ์ได ้”

สันติชาติฟังแล้วนึกคิดตามพ ลอยเกิดความรู้สึกในด้านดีข ึ้น คำทำนายโบราณส่วนใหญ่ที่เขา เคยอ่านพบตามหนังสือต่างๆ มักกล่าวถึงเรื่องในด้านร้า ยๆ เอาไว้มาก คราครั้งนี้เขาได้พบกับ “ด้านที่ดี” จากคำทำนาย มิหนำซ้ำยังเกี่ยวข้องกับกา รพัฒนายกระดับจิตวิญญาณของม นุษย์ที่เขาเองก็ศึกษาค้นคว ้ามาเป็นเวลานาน แต่ องค์ความรู้ที่ได้จากคำทำนา ยจะสามารถใช้ได้จริงหรือไม่ นั้นยังนับเป็นอีกเรื่องหนึ ่ง ดังนั้นเขาจึงถามบาทหลวงฟิล ิปต่อไปว่า

“แล้วคำทำนายโบราณเหล่านี้น ่าเชื่อถือได้แค่ไหนครับ”

บาทหลวงฟิลิปหยุดคิดเล็กน้อ ยแล้วตอบว่า

“ไม่รู้ซินะ ว่าแต่ว่าคุณลองเหลียวดูควา มเป็นไปรอบๆ ตัวคุณดูซิ หากคุณรู้สึกว่าคนเราจำเป็น ต้องแสวงหาอะไรที่ต่างไปจาก เดิม ซึ่งเป็นความปรารถนาอย่างล้ ำลึกของจิตใต้สำนึกของพวกเร าแล้วละก็ นี่แหละเป็นสัญลักษณ์ที่คำท ำนายบทที่หนึ่งหรือปัญญาโบร าณอันที่หนึ่งได้บอกแก่พวกเ ราว่า คือการเริ่มต้นของการเปลี่ย นแปลงที่ยิ่งใหญ่อันนี้แล้ว ละ”

โปรเฟสเซอร์หนุ่มจากประเทศไ ทยลองทบทวนความรู้สึกของตัว เอง ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริง เขาพยักหน้ารับแล้วถามอีกว่ า

“แล้วมีสัญลักษณ์อะไรอื่นอี กนอกจากนี้มั้ยครับ”

“มีครับ เพราะปัญญาโบราณอันที่หนึ่ง ยังได้บอกอีกว่า เมื่อใดก็ตามที่พวกเราตระหน ักถึงความคล้องจองกันของควา มบังเอิญเมื่อไหร่ในชีวิตขอ งเรา เมื่อนั้น แหละคือ จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแ ปลงครั้งใหญ่อันนี้”

“ความคล้องจองกันของความบัง เอิญหรือครับ?”

“ถูกแล้วครับ หากความคล้องจองกันของความบ ังเอิญได้เกิดขึ้นแก่ชีวิตเ ราในขณะนี้ บ่อยครั้งมากเสียจนเรารู้สึ กได้ว่ามันไม่น่าจะใช่เรื่อ งบังเอิญอีกต่อไปแล้ว เมื่อนั้นแหละเราจะค้นพบและ สำเนียกได้ว่ามีพลังที่ยากแ ก่การอธิบาย กำลังชี้นำชีวิตของเราไปในท ิศทางหนึ่งราวกับถูกลิขิตเอ าไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งจะทำให้เรา ได้พบกับประสบการณ์ที่เร้นล ับและพิสดาร ที่จะนำความมีชีวิตชีวามาให ้แก่จิตวิญญาณของเรา ความเคลื่อนไหวที่พิสดารอัน นี้เป็นของจริง และจำนวนผู้คนที่เริ่มเชื่อ มั่นว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ ้นภายใต้ผิวน้ำราบเรียบแห่ง ความปกติในชีวิตประจำวันนี้ ก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คำทำนายโบราณบทที่หนึ่งกล่า วไว้เช่นนั้น”

สันติชาติฟังแล้วนึกย้อนไปถ ึงชะตาชีวิตของตน การที่เขาได้รับคัมภีร์มวยภ ายในสกุลหวังซึ่งตกทอดมาจาก บรรพบุรุษ การได้มาพบกับอาจารย์ลิ้มผู ้เป็นครูมวยของเขา ซึ่งตอนนั้นยังทำงานอยู่ในร ้านอาหารเดียวกันโดยไม่ทราบ มาก่อนว่าท่านเป็นยอดฝีมือ จะว่าไปแล้วสามารถเรียกว่าเ ป็นความบังเอิญได้หรือไม่

“ท่านหมายความว่า ก่อนอื่นมนุษย์จะเริ่มได้สต ิและตระหนักถึงความลี้ลับแห ่งชีวิตที่ล้อมรอบตัวเราอยู ่ใช่มั้ยครับ โดยเริ่มจากการสำเนียกถึงคว ามคล้องจองกันของความบังเอิ ญก่อน แม้ว่าจะยังไม่เข้าใจอย่างท ะลุปรุโปร่งก็ตาม แต่เราก็เริ่มรู้ว่า กำลังมีอะไรที่เคลื่อนไหวอย ู่ เปลี่ยนแปลงอยู่ในมิติที่เร ายังมองไม่เห็น” เขากล่าวถาม อีกครั้งเพื่อยืนยันความเข้ าใจ

“ถูกต้องครับ” บาทหลวงฟิลิปตอบอย่างหนักแน ่น

“แต่ผมไม่คิดว่าปัญญาโบราณอ ีกที่หนึ่งนี้ได้บอกอะไรใหม ่ๆ แก่เราหรอกนะครับ เพราะความรู้สึกเช่นที่ว่าน ี้เกิดได้ทุกยุคทุกสมัยไม่เ จาะจงว่าต้องเป็นในช่วง ปลายศตวรรษที่ 20 นี้เท่านั้น” โปรเฟสเซอร์หนุ่มอดแย้งไม่ไ ด้

บาทหลวงฟิลิปยิ้มอย่างเชื่อ มั่นพร้อมกล่าวว่า

“ก็ถูกของคุณครับ แต่ที่แตกต่างออกไปจากครั้ง ก่อนๆ ก็คือจำนวนของผู้คนที่เริ่ม ตระหนักเช่นนี้ครับ เพราะไม่เคยมียุคไหนเลยในปร ะวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่มนุษย์จะตื่นตัวในเชิงจิ ตวิญญาณเป็นจำนวนมากมายพร้อ มเพรียงกันถึงขนาดนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปล งทางอารยธรรมครั้งใหญ่อย่าง แน่นอน มิหนำซ้ำคำทำนายโบราณยังเขี ยนไว้ด้วยครับว่า จำนวนผู้คนที่เริ่มตระหนักถ ึงความ คล้องจองกันของความบังเอิญจ ะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั บตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา และจะถึงจุดที่นำไปสู่การเป ลี่ยนแปลงในราวๆ ต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนี้ค รับ”

“ก็อีกเจ็ดปีหลังจากนี้ซิคร ับ” สันติชาติลองนับคำนวณเวลาที ่เหลือดู

“ใช่แล้วครับ เมื่อถึงจุดนั้นระบบวัฒนธรร มของมนุษยชาติโดยรวมจะเริ่ม ครุ่นคิดถึงปัญหาความคล้องจ องกันของความบังเอิญนี้อย่า งจริงจัง ซึ่งจะนำไปสู่ ปัญญาโบราณข้ออื่นๆ โดยปริยาย” บาทหลวงฟิลิปกล่าว

“แทบไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่ านี่เป็นเนื้อหาของคำทำนายท ี่เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อหกร้ อยปีก่อนคริสตกาล” สันติชาติกล่าวออกมาด้วยควา มทึ่งในเนื้อหาสาระของคำทำน ายโบราณ

บาทหลวงฟิลิปกล่าวสำทับว่า

“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละคร ับ เพราะนักโบราณคดีที่แกะถ้อย ความในคำทำนายโบราณนี้ออกมา เป็นคนแรกได้ยืนยันว่า นี่คือคำทำนายโบราณจริงและภ าษาที่ใช้ก็เป็นภาษาอารัม ซึ่งเป็นภาษาเดียวกับที่ใช้ เขียนคัมภีร์ไบเบิลด้วย”

“ทำไมคำทำนายภาษาอารัมกลับไ ปอยู่ที่เปรูได้เล่าครับ มิหนำซ้ำตั้งแต่เมื่อสองพัน ห้าร้อยกว่าปีก่อนด้วย” สันติชาติถามด้วยความสงสัย

“อันนี้ยังเป็นความเร้นลับอ ยู่ครับ” บาทหลวงฟิลิปตอบอย่างเป็นปร ิศนา

สันติชาติหยุดคิดเล็กน้อยจึ งถามต่อไปว่า

“มีหลักฐานอะไรบ้างที่จะทำใ ห้เชื่อได้ว่าคำทำนายโบราณเ หล่านี้จะถูกต้องจริงครับ”

บาทหลวงฟิลิปหัวเราะเบาๆ พร้อมกับชี้มือไปที่ตัวสันต ิชาติแล้วกล่าวว่า

“ประสบการณ์โดยตรงของตัวคุณ เองนั่นแหละคือ หลักฐานที่ดีที่สุด”

“...”

 

 

ตอนที่ 6

ประวัติศาสตร์


สันติชาติ เมื่อได้ฟังบาทหลวงฟิลิปอธิ บายถึงเนื้อหาของคำทำนายโบร าณ ภายในใจยังรู้สึกเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง มิหนำซ้ำบาทหลวงฟิลิปยังบอก อีกว่าประสบการณ์โดยตรงของต ัวเขาเองนั่นแหละที่จะบอกว่ าคำทำนายเหล่านี้เป็นจริงหร ือไม่ เขาตัดสินใจเก็บความรู้สึกส งสัยเหล่านี้ไว้ภายในใจก่อน ขณะเดียวกันบาทหลวงฟิลิปได้ เชื้อเชิญให้สันติชาตินั่งล งบริเวณเก้าอี้ยาวภายในโบสถ ์ เนื่องจากเห็นว่าการพูดคุยเ รื่องคำทำนายนี้ดูท่าว่าจะก ินเวลานานเสียแล้ว

คนทั้งสองทรุดตัวลงนั่งที่เ ก้าอี้ยาวตัวที่อยู่ใกล้ที่ สุด จากนั้นอาจารย์หนุ่ม จากประเทศไทยจึงกล่าวว่า

“ปัญญาโบราณอันที่สองกล่าวไ ว้ว่ายังไงบ้างครับ?”

บาทหลวงฟิลิปตอบด้วยน้ำเสีย งราบเรียบว่า

“คุณจะไม่มีทางเข้าใจปัญญาโ บราณอันที่สองนี้ได้เลย หากคุณไม่มีทัศนะ มุมมองที่ยาวนานเป็นร้อยๆ เป็นพันๆ ปี ของประวัติศาสตร์และไม่ตระห นักว่า ประวัติศาสตร์นั้นที่แท้ก็เ ป็นเรื่องของวิวัฒนาการของโ ลกทัศน์ หรือวิวัฒนาการของความคิด และวิธีคิดเสียก่อน”

“เพราะอะไรหรือครับ” สันติชาติถามด้วยความอยากรู ้

บาทหลวงฟิลิปหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า

“ปัญญาโบราณอันที่สองนี้มุ่ งให้วิสัยทัศน์เชิงประวัติศ าสตร์แก่พวกเราน่ะซิ”

สันติชาติพอฟังคำตอบจากบาทห ลวงท่านนี้ก็ยังทำหน้าไม่เข ้าใจเหมือนเช่นเคย พอดีบาทหลวงฟิลิปเหลือบมาเห ็นอาการงุนงงสงสัยของเขาก็พ อเข้าใจ จึงกล่าวต่อไปว่า

“ปัญญาโบราณอันที่สองได้บอก ว่า ขอให้พิจารณาจิตสำนึกของพวก เราในปัจจุบัน ท่ามกลางวิสัยทัศน์ทางประวั ติศาสตร์อันยาวไกล ซึ่งจะทำให้ตระหนักได้ว่า การสิ้นสุดของทศวรรษที่ 1990 นี้นั้น นอกจากจะหมายถึงการสิ้นสุดข องศตวรรษที่ยี่สิบแล้วยังหม ายถึงการสิ้นสุดของพันปีรอบ ที่สองอีกด้วย มนุษยชาติจำเป็นจะต้องเข้าใ จให้ได้ก่อนว่า ในช่วงหนึ่งพันปีที่กำลังจะ ผ่านไปนี้ได้เกิดอะไรขึ้นบ้ าง เพื่อที่จะได้รู้ได้ว่าจะเก ิดอะไรขึ้นต่อไปอีกในกาลข้า งหน้า”

ท่านหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต ่อไปด้วยความต่อเนื่องว่า

“คำทำนายโบราณยังบอกอีกว่า เมื่อใกล้จะสิ้นสุดรอบปีที่ สองพันปี หรือในยุคปัจจุบันนี้ พวกเราจะเริ่มสามารถที่จะพิ จารณาหรือมองประวัติศาสตร์ใ นรอบหนึ่งพันปีนี้อย่างเป็น องค์รวมได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราจะต ระหนักได้ว่า พวกเราส่วนใหญ่ได้หลงติดอยู ่กับความเข้าใจผิดอย่างหนึ่ งที่ก่อตัวในช่วงห้าร้อยปีม านี้ที่เรียกกันว่าโมเดิร์น หรือสมัยใหม่นั่นเอง และการตระหนักถึงความคล้องจ องกันของความบังเอิญนั้น ที่แท้ก็คือการตื่นจากความห ลงผิดอันนี้นี่เอง”

“ความหลงผิดนี้คืออะไรครับ” สันติชาติถามอีกครั้ง

“พูดง่ายๆ ก็คือสิ่งที่เรียกว่าความคิ ดที่เป็นวิทยาศาสตร์นั่นเอง ” บาทหลวงฟิลิปตอบ

“ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดีครับ” อาจารย์หนุ่มกล่าวออกมาจากใ จจริง

บาทหลวงฟิลิปหันมามองหน้าสั นติชาติแล้วยิ้มด้วยความเอ็ นดู

“โปรเฟสเซอร์สันติชาติ คุณพร้อมที่จะทบทวนประวัติศ าสตร์ในช่วงหนึ่งพันปีนี้กั บผมมั้ยล่ะ”

“ตกลงครับ” สันติชาติตอบอย่างหนักแน่น

บาทหลวงฟิลิปถอนหายใจเล็กน้ อยแล้วกล่าวว่า

“สมมุติว่าตอนนี้คุณกับผมกำ ลังอยู่ในยุคกลางเมื่อปี ค.ศ.1000 คุณต้องเข้าใจว่า ขณะนี้วิธีการรับรู้โลกได้ถ ูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจในศาสน าคริสต์คาธอลิค บิดาของคุณถ้าไม่สังกัดในชน ชั้นเจ้าขุนมูลนายก็ต้องเป็ นชนชั้นชาวนา และชีวิตคุณจะถูกผูกติดกับช นชั้นที่คุณสังกัดนี้ไปจนตล อดชีวิต ตอนนี้คุณจินตนาการตัวเอง เห็นความเป็นจริงในยุคนั้นด ้วยตัวคุณเองได้หรือยังครับ ”

สันติชาติลองนึกคิดตามคำพูด ของบาทหลวงฟิลิป จากนั้นจึงกล่าวว่า

“ได้แล้วครับ”

บาทหลวงฟิลิปยิ้มเล็กน้อยจา กนั้นกล่าวต่อไปอย่างช้าๆ ว่า

“ดีครับ คราวนี้ลองจินตนาการเห็นภาพ ค่อยๆ ล่มสลายของความจริงนี้ดูสิค รับ โลกทัศน์แบบยุคกลางค่อยๆ ล่มสลายตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ผู้คน เริ่มปฏิเสธความเชื่อทุกอย่ างที่ตัวเองเคยเชื่อตามที่ศ าสนาสอน และยัดเยียดให้โลกอยู่ท่ามก ลางทะเลแห่งความสงสัย ผู้คนแต่ละคนอยู่ในสภาวะที่ ไม่แน่นอนทางความคิด... ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงครับ”

นักวิชาการหนุ่มครุ่นคิดเล็ กน้อยแล้วตอบว่า

“เกิดวิกฤตศรัทธาและรู้สึกห วั่นไหวไม่แน่ใจว่าตัวเองคว รจะยึดอะไรเป็นสรณะของชีวิต ดีครับ”

บาทหลวงฟิลิปพอได้ฟังก็ยิ้ม อย่างพอใจ พร้อมกล่าวว่า

“ใช่ครับ ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรหมดเ ลยจริงไหมครับ โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจ ักรวาลอีกต่อไปดังที่เคยเชื ่อกันแล้ว โลกเป็นแค่ดาวเคราะห์เล็กๆ ดวงหนึ่งของจักรวาลเท่านั้น ผู้คนเลิกเชื่อศาสนาและหันม าบูชาวิทยาศาสตร์แทน แต่..”

“แต่อะไรครับ” สันติชาติถามเพราะเห็นบาทหล วงฟิลิปหยุดคำพูดไว้

บาทหลวงฟิลิปถอนใจเฮือกหนึ่ งแล้วกล่าวว่า

“ผู้คนก็ได้เสียเป้าหมายทาง จิตวิญญาณไปด้วยโดยไม่รู้ตั ว เพราะพวกเขาเลิกแสวงหาความส งบทางใจ แต่หันมาแสวงหาเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจและทางสังคมแทน”

ฟังมาถึงตรงนี้นักวิชาการหน ุ่มอย่างสันติชาติก็พลอยนิ่ งอึ้งไปเช่นเดียวกัน คำทำนายข้อนี้ดูท่าว่าน่าจะ เป็นความจริงไปเสียแล้ว เพราะในปัจจุบันสังคมส่วนให ญ่ก็มีสภาพเช่นนี้! หรือมิใช่?
บาทหลวงฟิลิปก็สังเกตออกว่า โปรเฟสเซอร์หนุ่มผู้ดั้นด้น เดินทางมาหาตนเริ่มพอเข้าใจ บ้างแล้ว ท่านจึงกล่าวต่อไปว่า

“ผู้คนส่วนใหญ่สวิงไปอีกสุด ขั้วอีกด้านหนึ่ง หันมาหลงผิดบูชาการพัฒนาเศร ษฐกิจแทนพระเจ้า และผลักดันตัวเองอย่างรุนแร งจนทำลายธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อมของโลกนี้จนถึงขั้นวิกฤ ตร้ายแรงแล้วในปัจจุบัน”

สันติชาติที่เริ่มเข้าใจอะไ รขึ้นมาบ้างแล้วกล่าวว่า

“หมายความว่าในช่วงห้าร้อยป ีมานี้ มนุษยชาติส่วนใหญ่อยู่ในสภา วะจิตที่สุดขั้วไปในอีกทางห นึ่ง โดยเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบกับว ิกฤตศรัทธาทางศาสนาที่พวกเข าประสบในยุคกลางยังงั้นหรือ ครับ”

บาทหลวงฟิลิปพยักหน้ารับแล้ วกล่าวต่อไปว่า

“ถูกแล้วครับ สภาพเช่นนี้ไม่ต่างไปจากอดี ตนักปฏิวัติผู้เคยมีอุดมการ ณ์สูงส่งแล้วประสบกับวิกฤตศ รัทธาของขบวนการปฏิวัติ จึงสวิงสุดขั้วมาเป็นนายทุน ที่ทำทุกอย่างเพื่อความมั่ง คั่งของตัวเอง แต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในระด ับเผ่าพันธุ์ และกำลังถึงจุดไคลแมกซ์ก่อน สิ้นศตวรรษที่ยี่สิบนี้ครับ ปัญญาโบราณอันที่สองว่าไว้อ ย่างนั้น”

“โอ... นี่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้จัก และเข้าใจประวัติศาสตร์ของต ัวเองถึงขนาดนี้เชียวหรือคร ับ” สันติชาติถึงกับร้องอุทานออ กมา
“มันน่าเศร้าใจจริงๆ นะครับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หดห ู่ คำปฏิญาณที่ว่า จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของ เขาที่มีต่ออาจารย์ลิ้มและอ าจารย์เฉิงเห็นทีว่าจะไม่ง่ ายดายดังที่คิด หากต้องเผชิญกับภัยพิบัติคร ั้งใหญ่อันเกิดจากจิตสำนึกโ ดยรวมของผู้คน ในสังคม ลำพังเขาคนเดียวจะมีปัญญาคว ามสามารถกระทำการเปลี่ยนแปล งสังคม หมู่ใหญ่ได้หรือ

บาทหลวงฟิลิปยกมือขึ้นมาจับ ที่หัวไหล่ของสันติชาติเป็น เชิงปลอบโยน แล้วกล่าวอย่างมีความหวังว่ า

“ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ ครับ แต่มนุษย์บางส่วนเริ่มรู้ตั วและได้คิดกันแล้ว พวกเขาจึงเริ่มแสวงหาความหม ายในการดำรงชีวิตของเขาบนโล กนี้กันใหม่ พวกเขามีอยู่ทั่วโลกแม้ยังเ ป็นคนส่วนน้อย แต่จะมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมา กขึ้นในช่วงก่อนสิ้นศตวรรษน ี้ครับ ปัญญาโบราณอันที่สองกล่าวไว ้เช่นนี้ครับ”

“ขอให้เป็นจริงตามคำทำนายโบ ราณนี้เถอะครับ เพราะนี่คือความหวังเพียงหน ึ่งเดียวที่จะช่วยโลกนี้ให้ รอดพ้นจากหายนะที่กำลังจะเก ิดขึ้น” สันติชาติกล่าวอย่างมีความห วังขึ้นมาบ้าง ลึกๆแล้วเขาเองก็เชื่ออย่าง ที่บาทหลวงฟิลิปกล่าวไว้ อย่างน้อยก็คงจะมีบุคคลที่เ ป็นเช่นเดียวกับเขาอยู่บ้าง และหากมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจจะ สร้างความเปลี่ยนแปลงทางสัง คมในระดับใหญ่ได้

 

ตอนที่ 7

พลัง


สันติชาติตั้งคำถามต่อไปว่า

“ปัญญาโบราณอันที่สามได้บอก อะไรบ้างครับ”

“ความรับรู้ใหม่เกี่ยวกับโล กทางวัตถุ จะทำให้มนุษย์ค้นพบพลังที่ม องไม่เห็น หรือพลังภายใน หรือพลังจักรวาล”

“หมายถึง แควนตัมฟิสิกส์ใช่ไหมครับ” สันติชาติเดา

“ใช่แล้วครับ หลักการทางแควนตัมที่เพิ่งค ้นพบไม่กี่สิบปี่มานี้ ทำให้เราได้รู้ความจริงว่า กลไกการทำงานของธรรมชาติในร ะดับที่ละเอียดที่สุด การเกิดขึ้น การดำรงอยู่ และการแปรเปลี่ยนไปของสรรพส ิ่งทั้งหลายในโลกหรือดวงดาว เมื่อ พิจารณาจุดที่ย่อยละเอียดที ่สุดแล้ว ล้วนเป็นการทำงานด้วยกลไกแค วนตัมทั้งสิ้น คุณยอมรับมั้ยละว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คืออัจฉริยะคนสำคัญที่สุดคน หนึ่งแห่งศตวรรษนี้”

“แน่นอนครับ” สันติชาติกล่าวพร้อมพยักหน้ า

บาทหลวงฟิลิปกล่าวต่ออย่างย ืดยาวว่า “เขาได้สรุปรวบยอดความรู้แห ่งแควนตัมออกมาในปี ค.ศ.1935 หรือเมื่อหกสิบปีก่อนว่า มนุษย์เราเป็นส่วนเล็กน้อยข องความเป็นหนึ่งเดียวที่ยิ่ งใหญ่ที่เรียกว่าจักรวาล ส่วนเล็กน้อยที่ว่านี้ดำรงอ ยู่ในขอบเขตของรูปกาย ของสถานที่ ของเวลา ที่จำกัดยิ่ง ด้วยขอบเขตที่จำกัดดังกล่าว มนุษย์จึงยึดมั่นต่อความรู้ ที่เขาได้มาจาก ประสบการณ์ที่จำกัดเช่นเดีย วกัน ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องเฉพ าะตัวของเขา ความคิดของเขา ความต้องการและความรู้สึกขอ งเขา ทั้งหมดนี้เป็นเช่นการใส่แว ่นลวงตาที่บดบังจิตวิญญาณ มนุษย์จึงเบี่ยงเบนตัวเองแบ ่งแยกตัวเองออกจากสิ่งต่างๆ รอบตัวเขา และภาพลวงตานี้เองที่เป็นคุ ก ตะรางจองจำมนุษย์เอาไว้ บังคับให้มนุษย์อยู่กับกิเล สตัณหาเพื่อตัวเอง หรือเพื่อคนเพียงไม่กี่คนที ่สนิทชิดเชื้อเท่านั้น งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุ ษย์ทุกคนจึงอยู่ที่การปลดปล ่อยตัวเองออกจากที่คุมขังนี ้”

“ครับ” อาจารย์หนุ่มรับคำเพราะเห็น พ้องด้วย

“ไอน์สไตน์ยังบอกอีกว่า ที่สุดของที่สุดของอนุภาคนั ้นคือพลังหรือพลังงาน มิหนำซ้ำพฤติกรรมของผู้สังเ กตการณ์เกี่ยวกับอนุภาคอันน ี้ ยังสามารถมีผลสะเทือนต่อการ เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของการเค ลื่อนไหวของอนุภาคด้วย ซึ่งนี่ก็หมายความว่า เจตนารมณ์ของมนุษย์นั้นสามา รถโน้มน้าวพลังได้ และพลังนี้จะไปส่งผล สะเทือนต่อโลก ต่อวัตถุ และพลังอื่นๆ อีกทีหนึ่ง”

สันติชาติขบคิดเล็กน้อยแล้ว กล่าว

“ก็แสดงว่าคำทำนายโบราณประก ารที่สามที่ว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ในโลกทัศน์เกี่ยวกับฟิสิกส์ ก็ถูกต้องแล้วซิครับ”

“แค่เปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกั บฟิสิกส์เท่านั้นยังไม่พอหร อกครับ คำทำนายยังบอกอีกว่า มนุษย์คงจะยังค้นพบพลังจักร วาลได้ก่อนสิ้นศตวรรษนี้ด้ว ยวิธีการทางวิทยาศาสตร์”

“ความจริงถึงไม่ต้องใช้วิธี การทางวิทยาศาสตร์ คนเราก็สามารถสัมผัสพลังจัก รวาลนี้ได้โดยการฝึกวิชาลมป ราณของศาสตร์ตะวันออกไม่ใช่ หรือครับ” โปรเฟสเซอร์จากประเทศไทยเสน อความนึกคิดของเขาบ้าง

“นั่นก็ใช่ แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ย ังไม่ยอมรับวิธีการโบราณแบบ ตะวันออกนี้”

“แล้วจะค้นคว้ายังไงดีล่ะคร ับ” สันติชาติถามต่อ

บาทหลวงฟิลิปแหงนหน้าเหม่อม องเพดานโบสถ์สักพักคล้ายกำล ังใช้ความคิด จากนั้นกล่าวว่า

“คงต้องเริ่มจากการค้นคว้าเ กี่ยวกับแหล่งหรือที่มาของพ ลังนี้ ซึ่งที่ค้นคว้าได้ง่ายหน่อย ก็คงจะเป็นพลังที่ถูกปล่อยอ อกมาจากป่าหรือต้นไม้ใหญ่ที ่มีอายุหลายสิบ หรือหลายร้อยปี”

“ถึงยังพิสูจน์วัดพลังนี้ใน ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่พวกเราทุกคนคงเคยมีประสบ การณ์ไม่ใช่หรือครับที่เข้า ไปใกล้ต้นไม้ต้นใหญ่ๆ แล้วจะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทั นที นั่นแหละครับคือพลังที่พวกเ ราได้รับจากต้นไม้ใหญ่” สันติชาติอดแย้งไม่ได้

บาทหลวงฟิลิปถอนหายใจอีกครั ้งหนึ่งพร้อมกล่าวว่า

“แต่มนุษย์สมัยนี้กลับทำลาย ต้นไม้ใหญ่ในป่าจนเหลือน้อย ลงทุกทีๆ ด้วยความละโมบ ทั้งๆ ที่ป่าเป็นต้นตอของพลังจักร วาลนอกเหนือไปจากดวงอาทิตย์ แม่น้ำ และทะเล ตอนนี้ไม่ใช่แค่ป่าเท่านั้น ที่ถูกทำร้าย ทะเลและแม่น้ำที่เป็นแหล่งพ ลังอีกแหล่งหนึ่งก็แปดเปื้อ นไปด้วยมลพิษสิ่งโสโครกที่เ กิดจากเงื้อมมือ มนุษย์

"ส่วนดวงอาทิตย์ที่ให้พลังแ ก่เราเช่นกัน ก็กำลังถูกปิดกั้นโดยภาวะเร ือนกระจกที่เกิดจากการเผาผล าญน้ำมัน ผมรู้สึกหดหู่จริงๆ ครับ ที่พวกมนุษย์กำลังทำลายแหล่ งพลังของตัวเองด้วยความโง่เ ขลาเบาปัญญา ปัญญาโบราณอันที่สามยังได้บ อกอีกว่า เมื่อไรก็ตามที่พวกเราได้สต ิแลเห็นถึงความงามของธรรมชา ติอีกครั้งอย่างแท้จริง พวกเราจะเริ่มหันมาค้นคว้าแ หล่งพลังนี้อย่างจริงจัง”

สันติชาติเองคล้ายถูกความหด หู่ของบาทหลวงระบาดใส่ พลางถอนใจตาม

“น่าเสียดายนะครับที่กลุ่มค นที่สนใจค้นคว้าและฝึกฝนปฏิ บัติพลังนี้อย่าง เอาจริงเอาจัง ยังเป็นแค่คนส่วนน้อยของสัง คมเท่านั้น”

บาทหลวงฟิลิปพยักหน้าเห็นด้ วย

“ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมเ ป็นห่วงว่าความคิดที่ร้ายๆ ของคนส่วนใหญ่ จะชักนำพลังไปในทิศทางที่ร้ ายกาจรุนแรงต่อโลกวัตถุใบนี ้ ซึ่งเริ่มสำแดงอาการออกมาแล ้วในรูปของภัยพิบัติทางธรรม ชาติรูปแบบต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นถี่มากทั่ว ทุกมุมโลก”

 

 

ตอนที่ 8

การแย่งชิง


บาทหลวงฟิลิปนั่งมองดูสันติ ชาติ ที่ผ่านมาท่านเองเคยพยายามบ อกเล่าถึงเนื้อหาในคำทำนายโ บราณแก่ผู้คนจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่มักไม่มีใครที่จ ะให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่ างจริงจังมาก่อน แต่นักวิชาการหนุ่มจากประเท ศไทยผู้นี้กลับดั้นด้นเดินท างมาหาตนเพียงเพื่อต้องการศ ึกษาเรื่องคำทำนายโบราณ เมื่อได้เห็นท่าทีแห่งความจ ริงจังและเป็นผู้ใฝ่รู้ของส ันติชาติ ท่านจึงเต็มใจที่จะถ่ายทอดค ำทำนายโบราณทั้งเก้าบทนี้ให ้แก่เขา ดังนั้นท่านจึงกล่าวถึงคำทำ นายข้อต่อไปว่า

“ปัญญาโบราณอันที่สี่กล่าวถ ึง การแย่งชิงพลังของผู้คน”

“แย่งชิงพลังหรือครับ” สันติชาติถามย้ำ

“ใช่แล้วครับ คำทำนายโบราณประการที่สี่ได ้บันทึกว่า ในที่สุดมนุษย์ก็จะเข้าใจได ้ว่า พวกเขาธำรงอยู่ได้ก็ด้วยพลั งจักรวาล อันเป็นพลังที่พลวัตที่ค้ำจ ุนพวกเขาและตอบสนองต่อความค าดหวังของเขา และพวกเขาจะตระหนักได้ว่า สาเหตุที่พวกเขาอ่อนแอลง รู้สึกว่าขาดความมั่นคงในจิ ตใจเหมือนกับขาดอะไรไปบางอย ่าง ก็เพราะพวกเขาได้ตัดขาดตัวเ องจากต้นตออันยิ่งใหญ่ของพล ังจักรวาลนี่เอง”

สันติชาติร้องอ้อ เป็นความหมายเชิงเข้าใจ แล้วกล่าวตามว่า
“นี่ก็หมายความว่า เท่าที่ผ่านมาเมื่อมนุษย์รู ้สึกว่าตัวเองขาดพลัง แทนที่เขาจะกลับไปหาต้นตอขอ งพลังที่ไม่มีวันสิ้นสุด เขากลับพยายามเพิ่มพลังของต ัวเขา ด้วยการแย่งชิงพลังมาจากคนอ ื่น ในเชิงจิตวิทยา เกิดสภาพการแข่งขัน ช่วงชิงพลัง ของกันและกันโดยไม่รู้ตัว ซึ่งกลายเป็นที่มาของการต่อ สู้ขัดแย้งของผู้คนทั่วโลก ใช่มั้ยครับ”

บาทหลวงฟิลิปทำหน้าครุ่นคิด แล้วกล่าวว่า
“ผมเคยศึกษาปัญหาว่า ทำไมคนเราต่างฝ่ายต่างก็ชอบ ใช้ความรุนแรงกับ คนอื่นไม่ว่าทางกาย วาจา ใจ แล้วผมก็พบว่าความรู้สึกเหล ่านี้มาจากความอยากหรือ แรงกระตุ้นข้างในของคนที่ต้ องการอยู่เหนือคนอื่น หรือครอบงำคนอื่นนั่นเอง เมื่อติดตามศึกษาดูในขณะที่ คนๆ หนึ่งเข้าไปพูดจากับคนอีกคน หนึ่ง อัน เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาที่เกิ ดขึ้นทุกวันทั่วโลก วันละเป็นพันล้านครั้งนี้ ภายในใจของคนผู้นั้นเขาเกิด ความรู้สึกเช่นใด และผมก็ได้คำตอบว่า มันจะเกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสองอย่างนี้ในระหว่างคนสอ งคนนั้นคือ ถ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองได้พล ังเพิ่มขึ้นก็ รู้สึกว่าตัวเองสูญพลังไปอย ่างใดอย่างหนึ่งนี้... พูดง่ายๆ ก็คือ การที่คนเราพยายามทำตนเหนือ กว่าคนอื่นนั้น หาใช่ เพราะมีเป้าหมายรูปธรรมทางว ัตถุภายนอกเท่านั้น แต่เพราะต้องการได้ความสะใจ หรือคะนองใจด้วย และที่ร้ายก็คือปัญหาความรุ นแรงต่อจิตใจนี้มักเกิดขึ้น ในครอบครัวก่อน โดยเฉพาะพ่อแม่ที่กระทำต่อล ูกตั้งแต่วัยเด็ก”

“หมายความว่ายังไงครับ”

บาทหลวงฟิลิปกล่าวเสียงหดหู ่ว่า “พ่อแม่บางคนชอบครอบงำลูกโด ยคิดว่านั่นคือความรัก แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เลย เด็กที่ถูกพ่อแม่พยายามครอบ งำจะกลายเป็นเด็กที่มีบาดแผ ลในจิตใจ ครั้นเมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ ใหญ่ก็จะกลายเป็นคนที่ชอบคว บคุมและครอบงำคนอื่นไปโดยไม ่รู้ตัวดุจเดียวกับพ่อแม่ขอ งเขา โดยเฉพาะเขาจะชอบครอบงำคนที ่อยู่ในฐานะที่อ่อนแอกว่าเข าเพราะคนเราเมื่อได้รับความ บีบคั้นทางจิตใจมากๆ จะแสดงออกด้วยความรุนแรงกลั บไป ด้วยเหตุนี้เองความรุนแรงทา งจิตใจจึงได้รับการสืบทอดจา กคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่น หนึ่ง รุ่นแล้วรุ่นเล่า ลองคิดดูซิครับว่าในสังคมหน ึ่งจะมีพ่อแม่ประเภทนี้อยู่ เป็นจำนวนมากมายขนาดไหน และเด็กที่จะมีบาดแผลในจิตใ จ มีจำนวนมากมายขนาดไหน คนที่ชอบครอบงำคนอื่นนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือคนที่มี บาดแผลในจิตใจเช่นกัน”

สันติชาติพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกล่าวว่า “ถ้ามองจากมุมมองของภูมิปัญ ญาโบราณอันที่สี่ ในขณะที่คนๆ หนึ่ง กำลังครอบงำคนอีกคนหนึ่ง ขณะนี้เขากำลังดูดพลังจากคน ๆ นั้น เป็นการเติม พลังให้แก่ตัวเองให้เต็มบนค วามสูญเสียของคนอื่น และนี่คือสิ่งที่เป็นแรงกระ ตุ้นภายในให้เกิดการใช้ความ รุนแรงทางจิตใจต่อคนอื่นใช่ มั้ยครับ”

“ใช่ครับ ในขณะที่ปัญญาโบราณอันที่สา มบอกกับเราว่าจักรวาลทั้งหม ดดำรงอยู่ได้ด้วยพลังนี้ และพวกเราเหล่ามนุษย์ได้ใช้ พลังนี้ในการส่งผลสะเทือนต่ อสรรพสิ่งรอบๆ ตัวเรา... ส่วนปัญญาโบราณอันที่สี่ได้ ชี้ให้พวกเราแลเห็นถึงปัญหา ที่เกิดจากการที่พวกเราได้ต ัดขาดตัวเองจากต้นตอของพลัง จักรวาล จึงต้องหันหาแย่งชิงเบียดเบ ียน พลังของมนุษย์และสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ต้นตอแทน... แต่ผมไม่คิดว่าผู้คนส่วนใหญ ่จะเข้าใจในประเด็นนี้หรอกค รับ พวกเขารู้ว่าการได้ครอบงำคน อื่นนั้นเป็นเรื่องที่สะใจต ัวเองก็จริง สร้างความพึงพอใจให้แก่ตัวเ องได้จริง แต่พวกเขาแทบไม่เคยเฉลียวใจ เลยว่า ความสะใจหรือความพึงพอใจนี้ มาจากการสูญเสียของผู้อื่น ผู้คนส่วนใหญ่แย่งชิงพลังขอ งคนอื่นมาโดยไม่รู้ตัว แล้วยังมีหน้าแสวงหาพลังนี้ จากคนอื่นต่อไปอีกจนชั่วชีว ิตในรูปของความสำเร็จ ความมั่นคง อำนาจ การยอมรับของสังคม”

สันติชาตินิ่งอึ้ง ไม่มีคำพูดใดจะกล่าว

บาทหลวงฟิลิปทำท่าเหมือนนึก อะไรขึ้นได้จึงกล่าวเพิ่มเต ิมว่า
“อ้อ ปัญญาโบราณอันที่สี่ยังบอกอ ีกว่า ผู้ที่จะเข้าใจปัญญาอันที่ส ี่นี้ก็คือ ผู้ที่มองออกว่า โลกมนุษย์นี้นั้นที่แท้ก็คื อสนามแข่งขันอันมโหฬาร ที่ผู้เข้าแข่งขันต่างพยายา มแย่งชิงพลังและอำนาจของกัน และกันนั่นเอง และเมื่อใดก็ตามที่เราเข้าใ จอย่างแท้จริงถึงความหมายที ่แท้จริงของการแข่งขันต่อสู ้ของตัวเราในโลกนี้หรือในสั งคมนี้ เราก็จะสามารถเริ่มข้ามพ้นก ารทะเลาะเบาะแว้งเบียดเบียน อันนี้ไปได้ และเราจะสามารถเป็นอิสระจาก การแย่งชิงพลังของคนอื่น เพราะเราจะรู้สึกได้ว่ามีแห ล่งพลังอื่นที่ยิ่งใหญ่เหลื อเกินและไม่มีวันสิ้นสุด ที่เราสามารถได้รับพลังมาได ้อยู่ตลอดเวลา”

 

 

ตอนที่ 9

ประสบการณ์เร้นลับ


สันติชาติยังคงสนทนาเรื่องภ ูมิปัญญาโบราณจากประเทศเปรู อยู่กับบาทหลวงฟิลิป เขานึกทบทวนภูมิปัญญาทั้งสี ่ข้อที่ผ่านมาในใจ ยังรู้สึกเป็นเรื่องเหลือเช ื่อยิ่งนักที่เหตุการณ์ในปั จจุบันมีแนวโน้มสอดคล้องเป็ นไปดังคำทำนายที่ระบุไว้ในภ ูมิปัญญาโบราณ ในขณะนี้ยังมีอีกห้าข้อที่เ ขายังไม่ทราบ โปรเฟสเซอร์หนุ่มจึงเอ่ยถาม ต่อไปว่า

“ปัญญาโบราณอันที่ห้ากล่าวถ ึงเรื่องอะไรครับ”

“กล่าวถึงประสบการณ์เร้นลับ ของปัจเจก”

“ประสบการณ์ยังไงครับ”

“อธิบายเป็นคำพูดยาก เอาเป็นว่ามันเป็นความรู้สึ กเป็นสุขที่ได้รู้สึกว่าตัว เองผูกพันและสัมพันธ์กับทุก สรรพสิ่ง บวกกับความรู้สึกอบอุ่นใจ มั่นคงในจิตใจ และไม่เกิดความรู้สึกเหนื่อ ยล้าอีกเลย”

“ท่านมีประสบการณ์เช่นที่ว่ านี้ที่ไหนครับ”

“ในป่าทึบบนยอดเขาครับ อ้อ ปัญญาโบราณอันที่ห้ายังบอกอ ีกว่า ในช่วงยี่สิบปีสุดท้ายของศต วรรษที่ยี่สิบนี้ จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สา มารถมีโอกาสได้รับประสบการณ ์เร้นลับที่เป็นสภาวะจิตเช่ นที่ว่านี้ ซึ่งเป็นสภาวะจิตที่ในอดีตม ีแต่นักบุญหรือผู้ปฏิบัติธร รมที่คร่ำเคร่งจำนวนน้อยนิด เท่านั้นที่จะได้รับ และผู้คนจำนวนมากจะเริ่มกล่ าวขวัญถึงสภาวะจิตประเภทนี้ กันมากขึ้น ราวกับไม่ใช่เรื่องไกลสุดเอ ื้อมอีกต่อไป”

พอได้ฟังถึงตรงนี้นักวิชากา รหนุ่มจากประเทศไทยถึงกับดว งตาลุกวาวเป็นประกาย นี่ย่อมเป็นเรื่องดีขนาดไหน หากผู้คนส่วนใหญ่จะสามารถเข ้าถึงสภาวะจิตอันเข้าถึงได้ ยากเช่นนี้โดยง่าย

บาทหลวงฟิลิปเห็นสันติชาติม ีทีท่าสนใจยิ่งนัก จึงกล่าวอธิบายต่อไปว่า

“นอกจากนี้นะครับ ปัญญาโบราณอันที่ห้ายังบอกด ้วยว่า ประสบการณ์เร้นลับอันนี้แหล ะ ที่จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให ้มนุษย์เลิกต่อสู้ขัดแย้งเบ ียดเบียนกัน ทั้งนี้ก็เพาะว่าในระหว่างท ี่ผู้คนประสบกับประสบการณ์เ ร้นลับอันนี้ เขาจะได้พลังจากแหล่งอื่นที ่ไม่ใช่ของผู้อื่นดังที่เคย ไปแย่งชิงมา”

“ปัญญาโบราณอันที่ห้าบอกมั้ ยครับว่า แหล่งอื่นที่คนเราสามารถได้ พลังนี้โดยไม่ต้องไปเบียดเบ ียนผู้อื่นนั้นมีอะไรบ้าง” สันติชาติรีบถามต่อ

“แหล่งแรกสุดเลยก็คือ อาหารที่เรารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะจากพืช ผัก ผลไม้ แต่การจะได้รับพลังจากอาหาร ทั้งหมดนั้น เราจะต้องมีจิตที่สำนึกขอบค ุณมันในขณะที่กำลังรับประทา นอาหารด้วย”

สันติชาติทำหน้าสงสัย กล่าวว่า “ทำยังไงครับ”

“ก็ด้วยการเปิดใจให้กว้าง ตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่อ าหารผูกพันกับฟ้า ในขณะที่รับประทานมันเข้าไป เมื่อสามารถเพิ่มพลังให้แก่ ตัวเองด้วยวิธีรับประทานอาห ารแบบนี้แล้ว ต่อไปเราจะมีสัมผัสที่ไวขึ้ นต่อพลังที่อยู่ในสิ่งต่างๆ และเราจะสามารถดูดซับพลังจา กสิ่งเหล่านั้นเข้ามาสู่ตัว เราได้ โดยไม่ต้องการทานอาหารหรือท านอาหารน้อยลง”

สันติชาติหวนนึกไปถึงหลักกา รวิชาบำเพ็ญภาวนาของนักพรตเ ต๋าที่เคยอ่านพบในหนังสือยิ ่งนัก จึงถามต่อไปว่า

“นอกจากอาหารแล้วมีสิ่งใดบ้ างที่เราสามารถรับพลังได้โด ยง่ายด้วยครับ”

“ต้นไม้ครับ ในขณะที่ผมมีประสบการณ์เร้น ลับ ผมรู้สึกว่าทิวทัศน์ทั้ง หมดที่อยู่รอบตัวในขณะนั้นไ ด้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของผม ผมรู้สึกรักมันไปหมด เหมือนกับที่ผมรักตัวเอง หลังจากนั้นเป็นต้นมาผมได้ล องมีความรู้สึกเช่นนั้นกับต ้นไม้ดูแล้วผมก็ได้รับพลังจ ากมัน”

“เดี๋ยวก่อนครับ ความรักน่าจะเป็นสิ่งที่เกิ ดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ตั้งใจท ำหรือลองทำขึ้นมาไม่ใช่หรือ ครับ”

“ก็ไม่เชิงตั้งใจที่จะรักหร อกครับ เพียงแต่ผมยอมให้ความรักโผบ ินเข้ามาสู่ตัวผมในขณะที่อย ู่ต่อหน้าต้นไม้ มันเป็นความรู้สึกเดียวกับค วามรู้สึกของเด็กเล็กที่มีต ่อมารดาของเขา และเป็นความรู้สึกเดียวกับท ี่ผมเคยมีต่อสาวน้อยคนหนึ่ง ในขณะที่ผมยังเป็นวัยรุ่นอย ู่ มันเป็นความรู้สึกเดียวกันจ ริงๆ” บาทหลวงฟิลิปกล่าวพลาง ทำหน้าระลึกย้อนไปในอดีต

“หลังจากผ่านประสบการณ์เร้น ลับนั้นแล้ว มันเกิดช้ำอีกมั้ยครับ”

“ประสบการณ์เร้นลับครั้งแรก นั้นมันเป็นประสบการณ์แบบที ่เซนเขาเรียกกันว่า ซาโตริ มันทำให้ผมมองโลกเปลี่ยนไปจ ากเดิม หลังจากนั้นผมก็ค่อยๆ เรียนรู้วิธีที่จะสร้างประส บการณ์เช่นนั้นให้เกิดขึ้นม าอีกด้วยตัวของผมเอง ผมยังได้ตระหนักอีกว่า ในขณะที่ผมรับพลังจากต้นไม้ นั้น ผมก็ได้ให้พลังแก่ต้นไม้ด้ว ยเช่นกัน กล่าวคือเราทั้งคู่ต่างมีพล ังเพิ่มขึ้นทั้งสองฝ่ายทั้ง ตัวผมและต้นไม้”

“ผมเข้าใจแล้วครับว่าปัญญาโ บราณอันที่ห้าต้องการจะบอกแ ก่พวกเราว่า หากเราเปิดใจออกรับความรักจ ากสรรพสิ่ง จักรวาลหรือฟ้าจะให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่จำเป็นแก่ตัวเรา ในการดำเนินชีวิตในทางที่ถู กที่ควร” สันติชาเห็นด้วย เขายังรู้สึกอีกด้วยว่า บาทหลวงฟิลิปผู้นี้มีสภาวะจ ิตที่สูงล้ำและยังประกอบไปด ้วยภูมิความรู้ที่กว้างขวาง

บาทหลวงฟิลิปเห็นสันติชาติเ ข้าใจในสิ่งที่ตนเองได้ถ่าย ทอดให้ก็ดีใจยิ่งนัก จากนั้นจึงกล่าวเป็นปริศนาว ่า

“ถูกแล้วครับ เมื่อเราได้รับพลังจากจักรว าลและสั่งสมมันเอาไว้เรื่อย ๆ จนถึงระดับหนึ่งที่ปริมาณเป ลี่ยนไปเป็นคุณภาพ คุณจะกลายเป็นคนใหม่ไปโดยไม ่รู้ตัว คุณจะใช้ชีวิตอยู่ในระดับพล ังที่สูงขึ้นกว่าแต่ก่อน และอยู่ในระดับคลื่นที่สูงย ิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ คุณจะสามารถวิวัฒนาการตัวเอ งพร้อมกับวิวัฒนาการจักรวาล ไปด้วยในขณะเดียวกัน แต่การจะได้รับพลังจากจักรว าลอย่างถาวร คุณจะต้องข้าม อุปสรรคอีกอันหนึ่งก่อน ซึ่งเป็นคำสอนของปัญญาโบราณอันที่หก”

 

 

ตอนที่ 10

การชำระอดีต


เมื่อสักครู่บาทหลวงฟิลิปกล ่าวคล้ายเป็นปริศนาว่า ภูมิปัญญาอันที่ห้าและหกน่า จะมีความสัมพันธ์กัน แต่เมื่อสันติชาติลองทบทวนจ ากภูมิปัญญาข้อแรกจึงพบว่า ที่จริงแล้วภูมิปัญญาทุกๆ ข้อนั้น ต่างก็มีความเกี่ยวข้องสัมพ ันธ์ ส่งผลกระทบต่อกันเป็นทอดๆ ทั้งสิ้น

“มีอุปสรรคอะไรที่จะต้องข้า มพ้นให้ได้ก่อนที่จะสามารถร ับพลังจักรวาลครับ” เขาถามบาทหลวงฟิลิป

“แต่ละคนจะต้องพิจารณาทบทวน ตัวเองว่า ตัวเองได้เล่นละครเป็นตัวอะ ไรในวัยเด็ก ในส่วนที่เกี่ยวกับการแย่งช ิงพลัง”

“ผมยังไม่ค่อยเข้าใจดีนักคร ับ”

“พูดง่ายๆ ก็คือ ตอนที่คุณอยู่ในวัยเด็กกับค รอบครัวของคุณนั้น สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวของ คุณ ต่างเล่นละครตามบทของตนเพื่ อดูดพลังจากเด็กทั้งสิ้น พอคุณเข้าใจความจริงในเรื่อ งนี้แล้ว คุณก็ต้องหาทางดึงพลังนั้นก ลับมาให้ได้... ว่าแต่ว่าคณพ่อของคุณเป็นคน ยังไงครับ”

“ท่านก็เป็นคนดีที่รักสนุกค รับ ทำงานก็คล่องแคล่ว แต่...” สันติชาติกล่าว แล้วหยุดชะงักไว้

“แต่อะไรครับ” บาทหลวงฟิลิปเปลี่ยนเป็นฝ่า ยถามบ้าง

“ท่านมักจะหาเรื่องวิจารณ์ห รือติโน่นตินี่ผมอยู่ตลอดเว ลาครับ ท่านชอบตั้งคำถามให้ผมตอบ แล้วหาข้อผิดพลาดจากคำตอบขอ งผมครับ”

“แล้วตอนนั้น พลังของคุณเป็นอย่างไรบ้างค รับ”

“ผมรู้สึกเหนื่อยล้าครับ จึงพยายามที่จะไม่พูดคุยกับ ท่าน”

“แสดงว่าคุณพ่อของคุณเล่นบท ผู้ซักฟอก โดยคุณเอาแต่คอยหลีกเลี่ยงก ารเป็นผู้ซักฟอก ก็เป็นละครการครอบงำคนอื่นอ ีกประเภทหนึ่ง ที่ใช้การตั้งคำถามของตนเอง เข้าไปแทรกแซงในโลกและชีวิต ของคนอื่น หากคุณถูกดึงเข้าไปเล่นในละ ครนี้ เอาแต่คอยระแวงระวังตั้งรับ พลังของคุณก็จะถูกดูดออกไป. . ในชีวิตจริง คนที่เล่นบทผู้ซักฟอกมีเยอะ ไปครับ ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดูรอบๆ ตัวคุณซิ”

สันติชาติพยักหน้ารับแล้วถา มต่อไปว่า “ปัญญาโบราณอันที่หกได้จำแน กละครการครอบงำคนอื่น ออกเป็นกี่ประเภทครับ”

“แบ่งออกเป็นสี่ประเภทครับค ือ ผู้ขู่เข็ญบังคับ ผู้ซักฟอก ผู้ยืนดูเฉยๆ และผู้รับเคราะห์ ผู้ขู่เข็ญบังคับคือ ผู้ที่สูญเสียพลังจากการถูก ครอบงำนั้น ผู้ยืนดูเฉยๆ คือผู้ที่พยายามตั้งรับให้ส ูญเสียพลังให้น้อยที่สุด”

“ถ้าเช่นนั้นผมก็เล่นบทผู้ย ืนดูเฉยๆ ในขณะที่พ่อของผมเล่นบทผู้ซ ักฟอกสินะครับ”

“ถูกแล้วครับ ผู้ซักฟอกเป็นผู้สร้าง ผู้ยืนดูเฉยๆ และผู้ขู่เข็ญบังคับก็เป็นผ ู้สร้างให้เกิดผู้รับเคราะห ์ และในทางกลับกัน ผู้ที่เล่นบทผู้ยืนดูเฉยๆ ก็เป็นผู้สร้างผู้ซักฟอกด้ว ยเช่นกัน”

“ในกรณีที่ผู้ขู่เข็ญบังคับ ไม่สามารถสร้างผู้รับเคราะห ์ขึ้นมาได้อย่างราบรื่นล่ะค รับอะไรจะเกิดขึ้น

“ก็จะเกิดผู้ขู่เข็ญบังคับอ ีกคนขึ้นมานะซิ จำภาพยนตร์เรื่อง Dead Poet Society ได้มั้ยครับ พ่อของนักเรียนในเรื่องที่ต อนหลังฆ่าตัวตายนั้นก็คือ ผู้ขู่เข็ญบังคับ ส่วนตัวนักเรียนที่ฆ่าตัวตา ยคือ ผู้รับเคราะห์”

“ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ”

บาทหลวงฟิลิปชี้มือไปที่สัน ติชาติแล้วกล่าวว่า “คุณต้องชำระอดีตของตัวคุณก ่อนครับว่า ละครการครอบงำที่พ่อแม่คุณ แสดงกับคุณนั้นเป็นอย่างไร”

สันติชาตินิ่งเงียบไปครู่หน ึ่ง จากนั้นกล่าวว่า “ท่านเป็นผู้ซักฟอกทั้งคู่ค รับ จึงทำให้ผมโตขึ้นมาเป็นผู้ย ืนดูเฉยๆ”

“ดีครับ ต่อจากนั้นคุณต้องค้นหาเหตุ ผลที่แท้จริงให้ได้ว่า ทำไมคุณถึงต้องเกิดมาเป็นลู กของพ่อแม่คู่นี้ เพื่อการพัฒนาทางจิตวิญญาณข องคุณในแง่ใด เพราะชีวิตทางจิตวิญญาณของค ุณในแต่ละชาตินั้นมันเป็นกร ะบวนการที่ยาวนานมากและสืบเ นื่องกัน คุณต้องหาความหมายทางจิตวิญ ญาณในชาตินี้ของคุณให้พบ”

สันติชาติยังคงอยู่ในห้วงคว ามคิดคำนึงของวัยเด็ก กล่าวต่อไปว่า “แม่ผมท่านเป็นคนเคร่งศาสนา ผมจึงได้เรียนรู้ปัญหาของจิ ตวิญญาณจากท่าน ส่วนพ่อผมเป็นคนรักสนุก ผมจึงได้เรียนรู้ว่าชีวิตคื อการผจญภัยกับสิ่งท้าทายจาก ท่าน.. อ้อหากพ่อของเราเป็นคนเกียจ คร้านหรือเป็นคนโกงล่ะครับ เราจะเรียนรู้อะไรได้ในเชิง จิตวิญญาณ”

บาทหลวงฟิลิปหัวเราะในความช ่างซักถามของโปรเฟสเซอร์หนุ ่มผู้นี้เป็นยิ่งนัก พลางกล่าวว่า

“เราก็เรียนรู้ได้ในเชิงบทเ รียนทางด้านกลับไงครับ ยกตัวอย่างเช่น หากท่านเป็นคนเกียจคร้าน คุณก็จะได้เรียนรู้ความสำคั ญของความมีวิริยะอุตสาหะ หรือหากท่านเป็นคนคดโกง คุณก็จะได้เรียนรู้คุณค่าขอ งความซื่อสัตย์ที่มีต่อการเ จริญเติบโตทางจิตวิญญาณของค ุณในชาตินี้ พูดตรงๆ ก็คือ ไม่มีอะไรเลยที่เราเรียนรู้ ไม่ได้ในทางจิตวิญญาณ และการที่คนเราเกิดมาเป็นลู กของพ่อแม่คู่ใด ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่าง เด็ดขาด แต่คุณจะต้องหาความหมายของก ารเกิดมาเป็นลูกของคุณพ่อคุ ณแม่ของคุณในชาตินี้ให้พบให ้จงได้ เมื่อพบแล้วคุณถึงจะสามารถเ รียนรู้วิธีรับพลังจักรวาลไ ด้อย่างราบรื่น เพราะคุณได้ชำระอดีตของคุณแ ล้ว”

“แต่การจะชำระอดีตของตนเองไ ด้คงต้องใช้เวลานานพอสมควรใ นการเรียนรู้และเข้าใจตนเอง ” สันติชาติกล่าวเป็นเชิงขอคว ามเห็น

บาทหลวงฟิลิปผงกศรีษะรับ “ใช่ครับ ก่อนอื่นคนเราต้องให้เวลากั บตัวเองในการเรียนรู้หัวใจแ ละจิตวิญญาณของตัวเอง”
 

 

 

ตอนที่ 11

ในกระแสแห่งพลัง



บาทหลวงฟิลิปชวนสันติชาติออ กมาภายนอกโบสถ์ ท่านบอกว่า ภูมิปัญญาข้อที่เจ็ดนั้นสัน ติชาติจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่ อได้ลงมือปฏิบัติ ดังนั้นนักวิชาการหนุ่มจากป ระเทศไทยจึงเดินติดตามบาทหล วงฟิลิปออกมาจนถึงบริเวณสนา มด้านหน้าของตัวโบสถ์ ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้ นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบจำนวน มาก

บาทหลวงฟิลิปพาสันติชาติเข้ าไปใกล้ต้นไม้เหล่านั้น จากนั้นพูดขึ้นว่า “โปรเฟสเซอร์สันติชาติ ผมอยากให้คุณลองสูดหายใจลึก ๆ ในที่ที่อากาศดีซึ่งมีแหล่ง พลังจักรวาลจำนวนมากอย่างใต ้ต้นไม้ใหญ่นี้ แล้วคุณกลั้นลมหายใจสักห้าว ินาที ก่อนที่จะหายใจออกดูซิครับ ถ้าทำเช่นนี้แล้วทุกๆ ครั้งที่คุณสูดลมหายใจเข้าไ ป คุณจะได้รับพลังจักรวาลเข้า ไปในตัวดุจลูกโป่งที่อัดลมเ ข้าไป แล้วคุณจะรู้สึกว่าตัวเองเบ าขึ้น”

“ครับ” สันติชาติรับคำแล้วปฏิบัติต าม

บาทหลวงฟิลิปให้สันติชาติปฏ ิบัติตามที่ท่านบอกได้สักพั กจึงกล่าวว่า “พอสูดพลังจักรวาลเข้าไปแล้ ว คราวนี้คุณลองตรวจสอบอารมณ์ และจิตใจของตัวเองดูว่าอยู่ ในภาวะที่ดีงามหรือเป็นสัมม าหรือไม่ เพราะตรงนี้แหละครับที่จะเป ็นตัววัดว่า คุณสามารถเชื่อมต่อกับต้นตอ ของพลังจักรวาลได้จริงหรือไ ม่”

สันติชาติคล้ายนึกอะไรขึ้นม าได้ จึงหันมากล่าวว่า “หมายถึงความรักที่ท่านเคยบ อกแก่ผมในตอนที่ท่านเคยมีปร ะสบการณ์เร้นลับใช่มั้ยครับ ”

บาทหลวงฟิลิปพยักหน้าแล้วกล ่าวว่า “ใช่ครับ ความรักในทัศนะของประสบการณ ์เร้นลับ มันไม่ใช่สิ่งที่คิดด้วยสมอ ง และก็ไม่ใช่คำสอนในเชิงศีลธ รรม แต่มันเป็นความรู้สึกที่เป็ นพื้นฐานของจิตใจของคุณในตอ นที่คุณเชื่อมกับพลังจักรวา ล และคุณก็จะรู้ว่าพลังนี้ เป็นพลังของฟ้า หรือของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือของพระเจ้านั่นเอง... เมื่อใดก็ตามที่คุณเลิกเล่น ละครการครอบงำบนโลกนี้ ภาษาต่างๆ ที่ก่อตัวอยู่ในหัวสมองของค ุณตามความเคยชินมันจะหยุดทำ งานชั่วขณะ ครั้นพอคุณได้รับพลังจักรวา ลเข้ามาในตัวคุณ คราวนี้ความคิดประเภทอื่นที ่แตกต่างจากแต่ก่อนจะไหลเข้ าสู่ตัวคุณจากที่สูงเบื้องบ น กลายเป็นสัมผัสพิเศษของคุณค รับ”

“หมายความว่าในขั้นแรก ตัวผมจะต้องเริ่มสะสมพลังจั กรวาลภายในตัวก่อน หลังจากที่ผมได้ชำระอดีตของ ตัวเองไปแล้วใช่ไหมครับ” สันติชาติกล่าวตามความเข้าใ จของตน

“ครับ ปัญญาโบราณอันที่เจ็ดกล่าวไ ว้ว่า พอคนเราเริ่มสะสมพลัง เขาจะเริ่มตระหนักถึงเป้าหม ายของชีวิตของเขาที่ได้รับม าจากพ่อแม่ ซึ่งเชื่อมกับกระบวนการวิวั ฒนาการของตัวคุณทั้งหมดนับเ ป็นร้อยๆ พันๆ ชาติ จากนั้นเขาจะเรียนรู้จากปัญ หาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อเข้าสู่ใจกลางของเส้นท างแห่งชีวิตของคุณ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สุด”

“ยังงั้นหรือครับ”

“สิ่งที่ยากในชีวิตของเรา ไม่ใช่การได้รับคำตอบหรอก แต่คือการ รับรู้ปัญหาขณะนี้ของเราอย่ างมีสติรู้ตัวอยู่เสมอต่างห าก เพราะถ้ารู้อย่างถูกต้องว่า อะไรคือปัญหาแล้ว ย่อมหาคำตอบได้อย่างแน่นอนค รับ... เมื่อไรก็ตามที่คุณสามารถมี สภาวะแห่งความรักที่เชื่อมต ่อกับพลังจักรวาลได้แล้ว ไม่ว่าสิ่งใดหรือผู้ใดก็ตาม ก็ไม่สามารถแย่งชิงพลังนี้ไ ปจากคุณ ในระดับที่เกินกว่าคุณจะเสร ิมเติมใหม่ให้แก่ตัวเองได้ พลังที่หลั่งไหลออกจากตัวคุ ณไปเป็นกระแสเท่าใด มันก็จะไหลกลับเข้ามาหาคุณอ ยู่ในตัวคุณด้วยความเร็วเท่ านั้น พลังของ คุณจะไม่มีการเหือดแห้งอับเ ฉา แต่คุณจะอยู่ในกระแสแห่งพลั งเช่นนี้ได้ คุณจำเป็นจะต้องมีสติ สำนึกรู้ตัวในกระบวนการแห่ง พลังนี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในตอนที่คุณสัมพันธ ์กับผู้คน”

อาจารย์หนุ่มก้มหน้าลงขบคิด ชั่วขณะจากนั้นจึงกล่าวขึ้น ว่า “ปัญญาโบราณอันที่เจ็ดจึงเป ็นเรื่องของการฝึกตัวเองให้ มีวิวัฒนาการทาง จิตวิญญาณอย่างตั้งใจใช่มั้ ยครับ แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าการตัดส ินใจเลือกในเรื่องต่างๆ ที่ประดังเข้ามาเป็นเรื่องย ากอยู่ดีครับ”

“ชีวิตคือการต่อเนื่องของกา รเลือกอย่างไม่มีวันจบสิ้นก ว่าจะตายไป ครับ ปัญญาโบราณอันที่เจ็ดบอกว่า การที่คนเราจะตัดสินใจเลือก ได้อย่างถูกต้องนั้น คนผู้นั้นจะต้องผ่อนคลายตนเ องทั้งทางร่างกายและจิตใจให ้ได้เสียก่อน แล้วจึงเชื่อมกับพลังจักรวา ล ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใดๆ"

“ผมยังติดใจในเรื่องบิดามาร ดาอยู่อีกเรื่องหนึ่งครับว่ า คนเราไม่มีสิทธิ์จะโทษความล ้มเหลวของชีวิตตนว่า มีสาเหตุมาจากพ่อแม่ของตนเล ยหรือครับ เพราะผมเห็นคนที่เป็นพ่อเป็ นแม่หลายคนทำตัวไม่สมกับคนท ี่เป็นคนเลย และเป็นผู้ทำร้าย ลูกๆ ของตัวเองก่อนที่สังคมจะทำร ้ายพวกเด็กๆ เสียอีก”

“ไม่ว่าในวัยเด็กพวกเราจะเผ ชิญกับภาวะเลวร้ายที่พ่อแม่ ให้มาอย่างไรก็ตาม ปัญญาโบราณบอกว่าจงมองวัยเด ็กของตัวเองในแง่ดีแล้วรับเ อาไว้ครับ”

“พ่อแม่ไม่เคยทำผิดหรือยังไ งครับ”

“ต่อให้ทำผิดจริง ลูกก็ต้องให้อภัยพ่อแม่ของต นครับ เพราะถ้ามองจากกระบวนการวิว ัฒนาการทางจิตวิญญาณของคนแต ่ละคน พ่อแม่ของคนทุกคนย่อมให้สิ่ งที่ดีที่สุดที่จิตวิญญาณขอ งผู้เป็นลูกจะต้องเรียนรู้เ ข้าใจความหมายของชีวิตให้ได ้อยู่แล้ว ความผิดที่พ่อแม่กระทำต่อผู ้เป็นลูกจึงเป็นบทเรียนอันม ีค่าทางจิตวิญญาณ ที่ผู้เป็นลูกจะต้องเรียนรู ้ให้จงได้ภายในชีวิตนี้ หากเรียนรู้ไม่ได้ พอตายไปแล้วไปเกิดใหม่ในชาต ิหน้า คนผู้นั้นอาจจะต้องเจอบทเรี ยนที่ยากขึ้นกว่าเก่าอีกก็เ ป็นได้นะครับ”

นักวิชาการหนุ่มพยักหน้ารับ เพราะเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้าง จากนั้นกล่าวว่า “สิ่งนี้แหละคือความรักใช่ไ หมครับ โอ! ผมนึกไม่ถึงเลยว่าความรักนอ กจากจะให้พลังแก่คนเราแล้ว ยังช่วยยกระดับคลื่นความคิด ของตัวเรา และทำให้เรามีสุขภาพกายใจที ่สมบูรณ์ได้อีกด้วย”

“โลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ าความรักที่มีพื้นฐานเชื่อม ต่อกับพลัง จักรวาลหรอกครับ” บาทหลวงฟิลิปตอบด้วยเสียงที ่เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม

 

 

ตอนที่ 12

มนุษยสัมพันธ์


สันติชาติทบทวนภูมิปัญญาทั้ งเจ็ดข้อที่รับทราบมาจากบาท หลวงฟิลิป ตอนนี้เขาเริ่มมีความเข้าใจ ในภูมิปัญญาโบราณบ้างแล้ว ตอนนี้ยังเหลืออีกสองข้อ

“แล้วปัญญาโบราณอันที่แปดกล ่าวถึงเรื่องอะไรครับ”

“กล่าวถึงวิธีการใหม่ในการม ีมนุษยสัมพันธ์กับผู้คน ว่าควรจะใช้พลังจักรวาลเยี่ ยงไร โดยเริ่มจากการให้คำแนะนำใน การมีมนุษยสัมพันธ์กับพวกเด ็กๆ เป็นอย่างแรก”

“ทำอย่างไรครับ”

“มองเด็กทุกคนอย่างที่ตัวเข าเป็นครับ เด็กเป็นฝ่ายที่ต้องการพลัง ของพวกเราเพื่อการวิวัฒนากา รของตัวเขาเสมอ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เลวร้ายท ี่สุดสำหรับเด็กก็คือ การที่จะพยายามไปยัดเยียดดั ดแปลงตัวเด็กตามใจเรา เพราะนั่นคือการแย่งชิงพลัง ไปจากตัวเด็ก ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วในเร ื่องละครการครอบงำซึ่งอยู่ใ นเรื่องของภูมิปัญญาโบราณข้ อที่ 6 ไม่ว่าจะเป็นในสถานการณ์ไหน ก็ตาม ผู้ใหญ่จะต้องเป็นฝ่ายให้พล ังที่จำเป็นแก่เด็กเสมอ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่จึงควรดึ งเด็กเข้ามาอยู่ในวงสนทนาด้ วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเร ื่องสนทนาที่เกี่ยวกับเรื่อ งเด็กด้วยแล้ว ก็ยิ่งจำเป็นยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้ปัญญาโบราณยังบอกอ ีกว่า ผู้เป็นพ่อแม่ไม่ควรมีลูกเก ินจำนวนกว่าที่จะดูแลรับผิด ชอบได้อย่างสมบูรณ์ทั่วถึง”

“ทำไมจำนวนบุตรจึงมีความสำค ัญด้วยละครับ”

“เพราะผู้ใหญ่คนหนึ่งจะสามา รถเอาใจใส่เด็กได้เพียงคนเด ียวในแต่ละครั้งน่ะสิครับ หากจำนวนเด็กมีมากกว่าจำนวน ผู้ใหญ่ อาจทำให้ผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าจะ ให้พลังแก่เด็กได้เพียงพออย ่างไรและทำตัวไม่ถูก ส่วนพวกเด็กๆ ก็อาจจะเริ่มแข่งขันกันช่วง ชิงเวลาของผู้ใหญ่”

“สุดท้ายเลยกลายเป็นการแข่ง กันเองในหมู่พี่น้องใช่มั้ย ครับ”

“ใช่ครับ ปัญญาโบราณบอกว่าปัญหานี้เป ็นปัญหาที่สำคัญเกินกว่าที่ สังคมคาดคิดมากมายนักเชียวแ หละครับ คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการมี ครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องเย อะๆ นั้นดี แต่จริงๆ แล้วเด็กควรจะเรียนรู้เรื่อ งราวของโลกจากผู้ใหญ่มากกว่ าจากเด็กคนอื่น คุณไม่เห็นหรือครับว่าตอนนี ้ในหลายประเทศมีเด็กเป็นจำน วนมากที่เข้าร่วมแก๊งโจร หากไม่มีผู้ใหญ่อย่างน้อยหน ึ่งคนขึ้นไปที่จะคอยดูแลเอา ใจใส่เด็กอย่างเต็มที่แล้วล ะก็ ปัญญาโบราณบอกว่าอย่ามีลูกเ สียดีกว่า เพราะจะกลายเป็นปัญหาทาง สังคม”

“แต่ผู้คนสมัยนี้ ทั้งพ่อและแม่ต่างก็ต้องออก ไปทำงานเพื่อการยังชีพทั้งค ู่ แล้วจะทำอย่างไรครับ พวกเขาไม่ควรที่จะมีลูกหรือ ครับ” อาจารย์หนุ่มจากประเทศไทย ถามด้วยความเป็นห่วงในสังคม ปัจจุบัน

บาทหลวงฟิลิปหัวเราะพลางโบก มือปฏิเสธกล่าว “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ปัญญาโบราณบอกว่า ในที่สุดผู้คนก็จะเรียนรู้ว ่า คำว่าครอบครัวนั้นมีความหมา ยเกินกว่าแค่ความผูกพันทางส ายเลือด คนให้พลังแก่เด็กนั้นไม่จำเ ป็นจะต้องมาจากพ่อแม่ทั้งหม ดเสมอไป จะมาจากคนอื่นก็ได้ แต่จะต้องยึดหลักผู้ใหญ่หนึ ่งคนควรเอาใจใส่อย่างเต็มที ่แก่เด็กเพียงหนึ่งคนเท่านั ้น และผู้ใหญ่ควรจะพูดความจริง กับเด็กเสมอ ในภาษาระดับที่เด็กสามารถทำ ความเข้าใจได้”

สันติชาติพอได้ฟังก็คลายกัง วลไปได้บ้าง เขาถามต่อไปว่า “ต่อจากความสัมพันธ์กับเด็ก แล้ว ปัญญาโบราณยังให้คำแนะนำในค วามสัมพันธ์กับบุคคลใดอีกคร ับ”

“ปัญญาโบราณยังเน้นถึงความส ัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่เป ็นคู่รักกันครับ ว่าจะต้องระวังไม่ให้ความรั กระหว่างคนทั้งสองแปรสภาพกล ายเป็นละครการครอบงำ หรือการแย่งชิงอำนาจหรือพลั งของกันและกัน เพราะนั่นไม่ใช่ธาตุแท้ของค วามรัก
เนื่องจากความรักจะต้องเป็น การให้พลังแก่กันและกัน หาใช่การแย่งชิงพลังจากฝ่าย ใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงข้างเดี ยวไม่ ลองดูคู่รักหลายๆ คู่ในสังคมนี้ซิครับ บางทีคุณจะเห็นว่าพวกเขามิไ ด้เป็นคู่รักกันอย่างแท้จริ งเลย แต่เป็นคู่แข่งในการแย่งชิง พลังกันต่างหาก”

“ผมยังไม่ค่อยเข้าใจดีนักคร ับ”

“ผู้หญิงต้องการพลังของเพศช าย ดุจเดียวกับผู้ชายก็ต้องการ พลังของเพศหญิงเช่นกัน ในการสร้างสมดุลแก่บุคลิกภา พของแต่ละคน เพราะฉะนั้นผู้คนจึงยังต้อง การคู่รักที่เป็นเพศตรงข้าม โดยมองข้ามความลี้ลับของต้น ตอแห่งพลังจักรวาลไปว่า พลังจักรวาลนี้มีทั้งความเป ็นเพศชายและเพศหญิงสมบูรณ์อ ยู่แล้วในตัวเอง คนเราถ้าหากสามารถเชื่อมกับ ต้นตอของพลังจักรวาลได้ เขาไม่จำเป็นต้องมีความรักเ ลย หรือพูดง่ายๆ ก็คือ คนเราไม่จำเป็นต้องมีคนรัก แต่จำเป็นจะต้องมีความรักอย ู่เสมอภายในจิตใจ
หากคนเราจะมีคนรักนั่นก็เพร าะเหตุผลเดียวเท่านั้นคือ คุณต้องการเป็นฝ่ายให้พลังแ ก่คนรักของคุณ โดยไม่หวังได้สิ่งตอบแทนใดๆ และคนรักของคุณก็ต้องคิดเช่ นนั้น ทั้งคู่จึงจะเป็นคู่รักที่ส มบูรณ์แท้”

“หมายความว่า กว่าที่คนเราจะคู่ควรหรือมี คุณสมบัติที่จะมีคู่รักได้ คนๆ นั้นจะต้องฝึกฝนพัฒนาตัวเอง ให้เป็นคนที่มีพลัง และเชื่อมกับพลังจักรวาลได้ อย่างมั่นคงก่อนใช่มั้ยครับ ”

“ใช่ครับ กระบวนการนี้กินเวลาก็จริง แต่มันจะให้หลักประกันที่ดี ที่สุด ที่จะไม่ล้มเหลวในชีวิตคู่ อย่าลืมซิครับว่า ปัญหาคู่รักนี้เป็นปัญหาที่ ใหญ่มากในชีวิตของผู้คนเลยนะครับ”

สันติชาติพอเอ่ยปากพูดถึงเร ื่องราวความรัก จิตใจก็หวนนึกไปถึงเรื่องรา วความรักของตนเมื่อครั้งอดี ต ในใจอดสะทกสะท้อนไม่ได้ เรื่องราวของหญิงสาวซึ่งเป็ นรักแรก จากนั้นก็เป็น อมายาวี ไอรีน และ คาเรน กลับผุดขึ้นมาในสมองทีละน้อ ย
แม้ว่าตอนนี้ เขาจะเข้าใจชีวิตมากขึ้นกว่ าเมื่อก่อน แต่เหตุใดยิ่งพยายามหยุดยั้ งความคิด พานกลับยิ่งคร่ำครวญคะนึงหา มากยิ่งขึ้น ทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายามอยู่แล้วท ี่จะฝึกฝนตนเองให้มีคุณลักษ ณะดังที่บาทหลวงฟิลิปบอก

บาทหลวงฟิลิปเห็นสันติชาติค ล้ายตกอยู่ในห้วงความหลังอย ู่นาน กลับคิดว่าโปรเฟสเซอร์หนุ่ม เข้าใจในสิ่งที่ตนเองบอกเล่ า จึงกล่าวต่อไปว่า

“ผู้ใดก็ตามที่เป็นคู่รักขอ งมนุษย์ที่สามารถเชื่อมกับพ ลังจักรวาลได้ พวกเขาย่อมให้กำเนิดซุปเปอร ์เบบี้หรือเด็กๆ ที่มีคุณภาพออกมา โดยที่ความสัมพันธ์ฉันคู่รั กนี้ หาได้เป็นอุปสรรคขัดขวางวิว ัฒนาการทางจิตวิญญาณของแต่ล ะคนไม่... เรียกว่ายิงทีเดียวได้นกถึง สามตัวเชียวแหละครับ แต่การจะมีชีวิตรักที่สมบูร ณ์เช่นนี้ได้ ผู้คนจะต้องทำลายมายาภาพแบบ ผิดๆ ที่พวกเขาเคยมีต่อเพศตรงข้า มไปเสียก่อน และพวกเขาจะต้องปลดปล่อยตัว เองให้ได้ก่อน จากความเป็นทาสรักของใครก็ต าม”

พอได้ยินคำว่า “ทาสรัก” จิตใจของสันติชาติพลันสะท้า นตื่นจากห้วงความคิดคำนึง สภาพเช่นนี้เขายังจดจำมันได ้ดี เขาเองไม่ยินยอมตกอยู่ในสภา วะทาสของความรัก อันเป็นอดีตที่ปวดร้าวอีกต่ อไปแล้ว ดังนั้นจึงเร่งสลัดความคิดเ หล่านี้ออกไป และกลับมาครุ่นคิดอยู่ที่เร ื่องราวของภูมิปัญญาโบราณแท น ฉับพลันหัวสมองกลับประเปรีย วขึ้นมา ความคิดอ่านต่างๆ เริ่มแจ่มใส

“แล้วความสัมพันธ์กับผู้คนใ นที่ทำงานหรือกับพรรคพวกล่ะ ครับ ปัญญาโบราณมีคำแนะนำอะไรบ้า งครับ”

“เมื่ออยู่เป็นกลุ่มจงอย่าพ ยายามผูกขาดความคิดของกลุ่ม ในขณะที่มีการสนทนากันในกลุ ่มนั้น ในแต่ละช่วงจะมีคนเพียงคนเด ียวเท่านั้นที่มีความคิดเข้ มแข็งชัดเจนกว่าใคร จนคนทุกคนสามารถตระหนักได้ถ ้าเอาใจใส่เพียงพอ เป็นหน้าที่ที่คนๆ อื่นในกลุ่มจะต้องปล่อยพลัง ของแต่ละคนไปที่คนๆ นี้เพื่อช่วยให้เขาสามารถพู ดความคิดของเขาออกมาได้อย่า งชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ถ้าทำเช่นนี้ได้พลังของกลุ่ มจะเพิ่มขึ้น และจะพัฒนาไปเป็นกลุ่มที่มี พลังและประสิทธิภาพสูงมาก เพราะกลุ่มนี้จะสามารถรวมพล ังของแต่ละคนให้เป็นหนึ่งเด ียวได้... อนึ่ง คนที่เอาแต่แก่งแย่งแข่งขัน กับคนอื่นนั้นมักจะแก่เกินว ัย แต่คนที่พยายามปรองดองกับสิ ่งแวดล้อมมักจะดูอ่อนกว่าวัยเสมอ”



ตอนที่ 13

วัฒนธรรมใหม่



บาทหลวงฟิลิปอธิบายถึงภูมิป ัญญาโบราณอันสุดท้ายให้สันต ิชาติฟังต่อไปว่า

“ในที่สุดแล้ว มนุษยชาติจำเป็นจะต้องสถาปน าวัฒนธรรมประเภทใหม่ขึ้นมาใ นการมีสัมพันธ์ทางสังคมต่อก ันและกัน ที่ไม่ใช่การครอบงำคนอื่นอี กต่อไป แต่จะเป็นการช่วยให้คนอื่นส ามารถดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุด ที่มีอยู่ภายในตัวของคนๆ นั้นออกมา ปัญญาโบราณอันที่เก้ากล่าวไ ว้เช่นนั้น และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นมาได้ใ นฐานะที่เป็นผลพวงของวิวัฒน าการทางจิตสำนึกของผู้คน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างอารยธ รรมใหม่ ในรอบหนึ่งพันปีข้างหน้าด้ว ย”

“มนุษย์ในรอบหนึ่งพันปีข้าง หน้าหลังปี ค.ศ.2000 จะมีความเป็นอยู่ยังไงครับ”

“ปัญญาโบราณได้ทำนายเอาไว้ว ่า มนุษยชาติจะกระจุกตัวอาศัยอ ยู่ในสถานที่ที่สวยงามและเต ็มเปี่ยมไปด้วยพลังจักรวาล มนุษย์ที่รอดพ้นจากหายนะและ สามารถมีชีวิตอยู่ในรอบหนึ่ งพันปีที่สาม จะเลิกตัดต้นไม้ในป่าอย่างต ั้งใจแน่วแน่ ปล่อยให้ต้นไม้ได้เติบโตและ สั่งสมพลังจักรวาล... ครั้นเมื่อถึงราวๆ ช่วงกลางของรอบพันปีข้างหน้ า ผู้คนจะอาศัยอยู่ในสวนที่มี แต่ต้นไม้ที่มีอายุเกินกว่า ห้าร้อยปีขึ้นไป ระบบการผลิตในตอนนี้จะเป็นแ บบอัตโนมัติหมด และจะไม่มีการใช้เงินตรากัน อีกต่อไปครับ”

โปรเฟสเซอร์หนุ่มถึงกับดวงต าลุกแวววาว ร้องว่า “นี่ไม่ใช่ ยูโทเปียหรือความเพ้อฝันของ มนุษยชาติตั้งแต่ยุคโบราณหร อกหรือครับ”

บาทหลวงฟิลิปยิ้มเล็กน้อยพร ้อมพยักหน้า “ในอดีตยูโทเปียเป็นเพียงคว ามเพ้อฝัน ก็เพราะไม่รู้วิธีการน่ะซิค รับ ตัวอย่างเช่น คาร์ล มาร์กซ์ เป็นต้น ระบบคอมมิวนิสต์ที่เขาคิดค้ นหาใช่สิ่งอื่นใดเลย นอกจากโศกนาฏกรรมอันเกิดจาก ความใฝ่ฝันถึงโลกที่เป็นยูโ ทเปียเช่นนี้เอง... ในช่วงห้าร้อยปีมานี้มนุษย์ ได้พัฒนาวิทยาศาสตร์ขึ้นมา ตัดขาดตัวเองจากศาสนาและสิ่ งลี้ลับ มุ่งเสาะหาแต่ความมั่งคั่งท างวัตถุเป็นหลัก แต่สิ่งนี้แหละจะกลายเป็นฐา นสำคัญให้มนุษย์ก้าวเข้าสู่ รอบพันปีใหม่ โดยดึงเอาศาสนา ความจริงแห่งชีวิต และความลี้ลับทางจิตวิญญาณก ลับมาอยู่ในชีวิตของพวกเราอ ีกครั้ง”

“ผมยังไม่เห็นช่องทางเลยครั บ” สันติชาติกล่าวออกมาอย่างถอ ดถอนใจ

“ระบบวัฒนธรรมโดยรวมจะเปลี่ ยนไปจากปัจจุบันอย่างหน้ามื อเป็นหลังมือ เมื่อจำนวนผู้ตื่นมีมากถึงร ะดับหนึ่งจนสามารถมีผลสะเทื อนต่อสังคม ให้หันมาทบทวนแนวทางการพัฒน าเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตกัน ใหม่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะ การได้ตระหนักว่า ภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ คือวิหารแห่งพลังอันยิ่งใหญ ่ของจักรวาล ธรรมชาติคือสิ่งที่สวยงามเห ลือเกิน และให้การเติบโตทางวิญญาณแก ่จิต พวกเขาจะเรียกร้องให้ยุติกิ จการทางเศรษฐกิจที่ทำลายธรร มชาติและสิ่งแวดล้อมโดยสิ้น เชิง และสถาปนารูปแบบการดำรงชีวิ ตแบบใหม่ขึ้นมาแทน ภายหลังจากต้องผ่านประสบการ ณ์หายนะที่ปวดร้าวในระดับโล กขั้นเด็ดขาด”

นักวิชาการหนุ่มฟังแล้วผงกศ ีรษะว่าเข้าใจ จากนั้นกล่าวว่า “กรุณาช่วยทบทวนปัญญาโบราณท ั้งเก้าประการให้ผมฟังอีกคร ั้งได้มั้ยครับ”

“ได้ครับ.. ปัญญาอันที่หนึ่งบอกเราถึงก ารได้สติสำเหนียกถึงความเปล ี่ยน แปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิ ดขึ้น..

ปัญญาอันที่สองบอกเราถึงโลก ทัศน์อันใหม่ที่กำลังก่อตัว ขึ้นมา..

ปัญญาอันที่สามและอันที่สี่ บอกเราว่า จักรวาลนี้ที่แท้ก็คือองค์พ ลังอันมหึมา การที่มนุษย์เป็นปฏิปักษ์ต่ อกันและกันก็เพราะว่า พวกเขาขาดพลังจึงพยายามแย่ง ชิงพลังจากคนอื่นมาให้แก่ตั วเอง..

ปัญญาอันที่ห้าบอกเราว่า มนุษย์สามารถยุติการต่อสู้ข ัดแย้งกันเองได้ด้วยการรับพ ลังจากมิติเบื้องบนที่สูงกว ่า และมนุษย์ทุกคนมีความสามารถ ที่จะรับพลังอันนี้ได้..

ปัญญาอันที่หกบอกให้เราชำระ ละครการครอบงำในอดีตของตัวเ ราเพื่อค้นหาตัวเองที่แท้จร ิงของเราให้พบ..

ปัญญาอันที่เจ็ดบอกถึงการเร ิ่มต้นการวิวัฒนาการที่แท้จ ริงของตัวเรา โดยแนะนำให้เข้าสู่กระแสพลั งจักรวาลให้จงได้เพื่อบรรลุ ความสุขที่แท้จริง..

ปัญญาอันที่แปดสอนวิธีการคบ หากับผู้คนโดยการดึงส่วนที่ ดีที่สุดของตัวเขาออกมา..

ปัญญาอันที่เก้าซึ่งเป็นอัน สุดท้ายเท่าที่ขุดค้นพบจากค ำทำนายโบราณในเปรู ได้บอกถึงทิศทางของวัฒนธรรม และอารยธรรมใหม่ที่จะเกิดขึ ้นในรอบหนึ่งพันปีข้างหน้า. .

จะเห็นได้ว่าปัญญาแต่ละอันน ี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องกันอ ย่างลึกซึ้ง และจะต้องถูกหลอมรวมให้กลาย เป็นจิตสำนึกเพียงหนึ่งเดีย วสำหรับมนุษย์ชาติพันธุ์ใหม ่ ที่มีวิวัฒนาการทางจิตวิญญา ณสูงส่งกว่ามนุษย์สมัยนี้ส่ วนใหญ่”

“แล้วศาสนาล่ะครับ จะเป็นอย่างไรในอีกรอบหนึ่ง พันปีข้างหน้านี้” สันติชาติถาม

“คำทำนายโบราณได้กล่าวเอาไว ้ว่า ในที่สุดพวกมนุษย์จะค้นพบว่ า ศาสนาทั้งหลายนั้นล้วนเป็นว ิธีการเพื่อค้นพบความสัมพัน ธ์ระหว่างปัจเจกกับต้นตอแห่ งพลังจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ผู้คนจะเริ่มรับรู้ถึงพระเจ ้าข้างในตัวเราทุกคน หรือรับรู้ถึงสิ่งที่ทำให้ต ัวเราเป็นได้ยิ่งกว่าตัวเรา ที่เป็นอยู่ในขณะนี้”

“แล้วประชาธิปไตยล่ะครับจะเ ป็นอย่างไร” อาจารย์หนุ่มจากประเทศไทยถา มอีกครั้ง คราวนี้กลับเป็นเรื่องที่เพ ิ่งเกิดกับเขาเมื่อปีที่ผ่า นมา ซึ่งเขาได้เข้าไปมีส่วนร่วม ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยด้ว ย

“ประชาธิปไตยไม่ได้ทำให้การ ต่อสู้ขัดแย้งในหมู่มนุษย์ส ิ้นสุดลง เพียงแต่สามารถยกระดับความข ัดแย้งจากระดับที่ใช้ความรุ นแรงทางกายภาพ มาเป็นความรุนแรงทางจิตใจแล ะความคิดเท่านั้น กล่าวในความหมายนี้ ประชาธิปไตยเป็นการช่วยตระเ ตรียมพื้นฐานให้กับการวิวัฒ นาการทางจิตขั้นสูงยิ่งขึ้น ของมนุษย์เท่านั้น”

สันติชาติพยักหน้าเห็นด้วยอ ย่างไม่หยุดยั้ง ประสบการณ์ต่างๆ ที่เขาเผชิญมา ช่วยทำให้เขาสามารถเข้าใจใน สิ่งที่บาทหลวงอธิบายได้ดีข ึ้น

“ภารกิจของพวกเราแต่ละคนที่ เกิดมา และมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายศต วรรษที่ 20 นี้คืออะไรครับ”

“ภารกิจของพวกเราแต่ละคนคือ พยายามยกระดับพลังของตัวเอง ต่อไป เพราะเมื่อระดับพลังของเราส ูงขึ้น ระบบความสั่นของคลื่นภายในอ ะตอมธาตุของร่างกายเราจะสูง ขึ้นด้วย จิตของเราจะละเอียดมากจนไม่ สามารถอยู่ในโลกหยาบเช่นโลก นี้อีกต่อไปได้”

สันติชาติฟังแล้วใช้ความคิด วิเคราะห์ตามคำอธิบายในเชิง วิทยาศาสตร์เช่นนี้ พลอยทำให้เขานึกไปถึงอารยธร รมมายา ซึ่งเคยเจริญด้านวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีมาก่อน

“ท่านกำลังจะบอกว่า สาเหตุที่ชาวมายาและอารยธรร มมายาได้หายสูญไปอย่างไร้ร่ องรอยในเปรูสมัยโบราณนั้น มาจากสาเหตุที่พวกเขาประสบค วามสำเร็จในการวิวัฒนาการทา งจิตยังงั้นหรือครับ”

พอได้ฟังสันติชาติ บาทหลวงฟิลิปก็ยิ้มอย่างพอใ จ เนื่องจากตนเองก็ศึกษาเรื่อ งอารยธรรมโบราณของชาวมายาเช ่นกัน จึงพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า

“ปัญญาโบราณอันที่เก้ากล่าว ยืนยันเช่นนั้น และในความเป็นจริง ขณะนี้เรามีแต่ร่องรอยทางวั ตถุโบราณของชาวมายาและอารยธ รรมของพวกเขาให้พวกเราทึ่งแ ละสนเท่ห์เท่านั้น แต่เราไม่สามารถค้นพบซากศพห รือโครงกระดูกของชาวมายาได้ เลย”

“ถ้าอย่างนั้น อะไรคืออุปสรรคของการวิวัฒน าการทางจิตวิญญาณครับ”

“ปัญญาโบราณอันที่เก้าบอกว่ าคือความกลัว เพราะความกลัวจะทำให้คลื่นค วามคิดของเราตกต่ำลงและหยาบ ขึ้น... นอกจากนี้ปัญญาโบราณยังบอกอ ีกว่า ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ยังมีคว าม กลัวอยู่ กล่าวคือถ้ายังไม่สามารถธำร งคลื่นความคิดให้อยู่ในระดั บสูงอย่างต่อเนื่องได้ ตราบนั้นก็ยังไม่ถึงจุดที่จ ะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งให ญ่”

“เฮ้อ... ผมเกรงว่าวันนั้นจะไม่มาถึง นะซิครับ”

“อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็คงรู ้หรอกครับว่าคำทำนายโบราณเห ล่านั้นจะถูกต้องหมดหรือไม่ ”

หลังจากที่ได้ทราบข้อมูลของ ภูมิปัญญาโบราณทั้งเก้าจากป ระเทศเปรูแล้ว สันติชาติก็อำลาบาทหลวงฟิลิ ปกลับสู่ประเทศไทย

เขาเกิดความรู้สึกว่า ถึงแม้ว่าตนเองจะเคยประสบกั บความผิดหวังครั้งแล้วครั้ง เล่าราวกับโชคชะตาพยายามกลั ่นแกล้ง แต่ตนเองก็ถือว่ามีโชคดีที่ ได้ใช้ชีวิตอยู่ในวิถีแห่งก ารฝึกฝนตนเองมาโดยตลอด ซึ่งยังสอดคล้องกับสิ่งที่ภ ูมิปัญญาโบราณได้บอกไว้

ต่อไปนี้เขาตั้งใจเอาไว้แล้ วว่าจะพยายามฝึกฝนพัฒนาตนเอ งให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น ไปอีก ทางหนึ่งก็เพื่อความตระหนัก รู้ในความจริงแท้ของชีวิต และอีกทางหนึ่งก็เพื่อช่วยเ หลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากค วามทุกข์ยาก ดังคำสัญญาที่ได้ให้ไว้กับอ าจารย์ลิ้มและอาจารย์เฉิง



ตอนที่14

บุญคุณ



...วันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1995 เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น...

เช้าวันนี้ ดร. สันติชาติ อโศกาลัย ได้มาเยือนที่ลานวัดคุโรตาน ิ ซึ่งเปรียบเสมือนลานฝึกวิชา ฝีมือของเขาอีกครั้ง เขามาที่นี่เพื่อล่ำลาสถานท ี่แห่งนี้ เพราะวันรุ่งขึ้น เขาก็จะเดินทางกลับประเทศไท ยแล้ว หลังจากนี้และต่อๆ ไปคงไม่มีโอกาสบ่อยนักที่จะ มาเยี่ยมเยียนมันอีก

ตลอดเวลาหลายปีที่ยังศึกษาอ ยู่ในประเทศญี่ปุ่นหรือแม้ก ระทั่งหลังจากที่สันติชาติจ บการศึกษาแล้ว วัดคุโรตานิก็ยังดูเหมือนไม ่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงไปมา กนัก ผิดกับชะตาชีวิตของเขาที่มั กมีแต่ความผกผันแปรเปลี่ยนไ ป จนตนเองรู้สึกคล้ายเป็นเรื่ องธรรมดาไปเสียแล้ว

นักวิชาการหนุ่มเดินมุ่งตรง ไปยังลานวัด ความจริงแล้วหลังจากที่เขาจ บการศึกษาและเริ่มทำงานสอนห นังสือในประเทศไทยก็เคยมีโอ กาสมาเยือนสถานที่แห่งนี้บ้ างเป็นครั้งคราว ซึ่งพอได้มาครั้งใดก็มักจะอ ดคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ ่านมามิได้

ภาพความทรงจำของสันติชาติค่ อยๆ ผุดขึ้นมาทีละน้อย...

...วันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1983 เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น...

ความทุกข์ที่ใหญ่หลวงที่สุด สำหรับมนุษย์ในความเห็นของช ายหนุ่มนักเรียนนอกอย่าง “สันติชาติ อโศกาลัย” นั้น เห็นจะไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่ าการที่ในช่วงที่คนผู้นั้นก ำลังอยู่ในห้วงเวลาที่ดีที่ สุดแห่งความสุขที่สุดของชีว ิต แต่แล้วการณ์กลับปรากฏว่า “สิ่ง” หรือ “บุคคล” ผู้ก่อให้เกิดความปิติสุขนั ้นกลับหายลับไปจาก ชีวิตของเขาอย่างฉับพลัน อย่างแทบไม่ทันตั้งตัวและอย ่างคาดไม่ถึง

สันติชาติเองก็กำลังตกอยู่ใ นสภาพเช่นนั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าแฟนสาวที่ เขาหลงรักได้ผละจากเขาไปแต่ งงานกับชายคนอื่นด้วยความจำ เป็นของครอบครัวเมื่อปลายปี ที่แล้ว โดยได้เขียนจดหมายบอกเขาว่า

“กรุณายกโทษให้ฉันด้วย และขอได้โปรดลืมฉันเสียเถิด ”

ไม่แต่เท่านั้น อาจารย์ลิ้มผู้เป็นครูมวยจี นที่ประสิทธิ์ประสาทวิชา “มวยไร้เงา” หรือมวยเจตรูปให้แก่เขาในช่ วง 6 เดือนที่ผ่านมา ก็เพิ่งจากเขาไปบรรลุปณิธาน ในชีวิตของท่านที่เมืองโตเก ียวเมื่อปลายเดือนที่แล้วหย กๆ นี่เอง

บ่ายวันนี้ เขาก็เพิ่งได้รับจดหมายจากท างบ้านแจ้งให้ทราบว่าคุณยาย ของเขา ซึ่งเป็นผู้มอบคัมภีร์มวยภา ยในสกุลหวังให้เมื่อ 6 ปีก่อน ได้หกล้มในห้องน้ำ ศีรษะกระแทกพื้นจนร่างกายเป ็นอัมพาตครึ่งท่อน ดูเหมือนว่าความทุกข์ใจอันเ นื่องมาจากการสูญเสียหรือกำ ลังจะสูญเสียผู้เป็นที่รัก กำลังกัดกร่อนทำร้ายจิตใจขอ งสันติชาติจากข้างในอย่างสุ ดที่จะบรรยายได้แล้ว
โชคดีที่สันติชาติมีพื้นฐาน เป็นคนหนักแน่น แม้จะมีความละเอียดอ่อนทางอ ารมณ์แฝงรวมอยู่ในตัวด้วยเช ่นกัน เขามักจะใช้การฝึกมวยจีนเป็ นเครื่องบรรเทาความทุกข์ทาง จิตใจที่เขามีอยู่ เพราะตัวเขามีความเห็นว่า จะมีก็แต่ในห้วงเวลาที่เขาค ร่ำเคร่งอยู่กับการฝึกมวยจี นนี้อยู่เท่านั้น ที่ทำให้เขาลืมเรื่องราวต่า งๆ ที่เกาะกินจิตใจ ลงได้ชั่วคราว หรืออย่างน้อยความคิดต่างๆ ก็เข้ามาแทรกแซงหรือมีอิทธิ พลในทางลบ ต่อตัวเขาได้น้อยลงเป็นอย่า งมากในระหว่างการฝึกมวยจีน ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของ เขา

เย็นวันนั้นเขาจึงออกจาก “บ้านพานพบ” (หอสวิส) ตรงไปยังหน้าลานวัดคุโรตานิ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาใช้ฝึ กมวยจีนคนเดียวเป็นประจำ ก่อนที่จะไปทำงานพิเศษที่ร้ านอาหารจีนในตอนค่ำ เพื่อเก็บเงินมาเป็นค่ารักษ าพยาบาลให้กับคุณยายของเขา

ตลอดเย็นนั้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกลมปรา ณ (ชี่กง) ในท่าใช้ 2 มือยันพื้นยืนต่างเท้า 2 ขาแนบชิดตั้งตรงแตะกำแพง หลับตา ยกคางขึ้นหน่อยหนึ่งพลางเพ่ งจิตไปที่หว่างคิ้ว ตามหลักวิชาที่บันทึกไว้ในค ัมภีร์มวยสกุลหวังของเขา

อาจารย์หวังเจิ้งตุง ปู่ทวดบุญธรรมของสันติชาติผ ู้เขียนคัมภีร์มวยภายในเล่ม นี้ได้บันทึกเอาไว้ว่า หลักวิชาฝึกอันนี้แต่เดิมที เป็นหลักวิชาของพวกลามะแห่ง เทือกเขาเทียนซัน ต่อมาจึงตกทอดมาสู่ภูเขาบู๊ ตึ๊ง และได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่ง ในระบบวิชาฝีมือของสายบู๊ตึ ๊งด้วย

สันติชาติไม่ทันได้สังเกตหร อกว่า ในขณะที่เขากำลังฝึกชี่กงท่ านี้อยู่นั้น ได้มีชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่งอาย ุราวๆ 40 ปีเศษ ผมบนศีรษะมีสีดอกเลาแซม รูปร่างสันทัด ไม่อ้วน ไม่ผอม แต่งกายเหมือนนักบวช มือถือลูกประคำ บุคลิกลักษณะดี น่าเลื่อมใส กำลังเฝ้ามองการฝึกของสันติ ชาติด้วยความสนใจอย่างยิ่ง

เมื่อสันติชาติเสร็จสิ้นการ ฝึกของเขาแล้ว ชายผู้นี้จึงปราดเข้ามาทักส ันติชาติ และแนะนำชื่อตัวเขา ซึ่งในขณะนั้นสันติชาติไม่ม ีแก่ใจจะจดจำ เขาถามสันติชาติว่า สิ่งที่เขาเพิ่งฝึกไปเมื่อค รู่นั้นเป็นหลักวิชาอะไร เมื่อสันติชาติเล่าให้เขาฟั งตามตรงว่าเป็น หลักวิชาชี่กงของมวยบู๊ตึ๊ง ที่สืบทอดมาจากพวกลามะแห่งเ ทือกเขาเทียนซังซึ่งติดกับธ ิเบต ชายผู้นั้นถึงกับดีดมือเปาะ ร้องตะโกนออกมาด้วยความยินด ีว่า

“ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า ในที่สุด เราก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้ ว”

เขาจับมือของสันติชาติมาเขย ่า เอ่ยปากขอบคุณที่สันติชาติม ีส่วนช่วยให้เขา “ตาสว่าง” สามารถรุดหน้าในการปฏิบัติธ รรมตามหลักของศาสนาพุทธนิกา ยเร้นลับ (รหัสนัย) ในขั้นสูงได้
ในขณะนั้นสันติชาติไม่มีควา มรู้เกี่ยวกับศาสนาพุทธสายม หายานเลย แม้แต่สายเถรวาทของเมืองไทย เขาก็รู้แบบงูๆ ปลาๆ เท่าที่ความรู้ในวิชาศีลธรร ม ที่เขาเคยเรียนในสมัยอยู่โร งเรียนเตรียมอุดมเท่านั้น เขาจึงได้แต่พยักหน้าให้กับ ชาว ญี่ปุ่นผู้นั้นอย่างงุนงง

ชายชาวญี่ปุ่นผู้นั้นหันมาย ิ้มให้กับสันติชาติก่อนจะเด ินจากไป

“สักวันหนึ่งหรอกนะ ฉันคงได้มีโอกาสตอบแทนเธอบ้ าง พ่อหนุ่มจากประเทศไทย ลาก่อน”

แม้สันติชาติจะไม่เคยลืมใบห น้าของชายผู้มีลักษณะราศีดี ผู้นั้น แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นช่ว งสั้นๆ ในเย็นวันนั้นได้หายเลือนไป จากความทรงจำของสันติชาติไป เกือบสนิทเลยทีเดียว และก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเ หตุใดเมื่อเวลาผ่านมาสิบกว่ าปี เขาพลันนึกถึงเรื่องราวที่แ ม้แต่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจนี ้ขึ้นมาได้

นักวิชาการหนุ่มเดินต่อไปรอ บๆ บริเวณลานวัดและยังคงรำลึกเ รื่องราวในอดีตอย่างต่อเนื่ อง ในความเป็นจริงแล้ว เขาสำเร็จการศึกษาและเดินทา งกลับประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ.1985 เข้าทำงานอยู่ในเมืองไทยกว่ า 3 ปี จนมีโอกาสได้ไปพบกับอริยสงฆ ์ท่านหนึ่ง ซึ่งได้ถ่ายทอดแก่นแท้ของหล ักพุทธธรรมเพื่อทำการปลดเปล ื้องทางจิตวิญญาณในระดับหนึ ่งให้แก่ตัวเขา

ต่อมาก็ได้รับการติดต่อจากอ าจารย์ลิ้ม ครูมวยจีนคนแรกในชีวิตของเข า ให้มาสอนหนังสือที่มหาวิทยา ลัยเอกชนแห่งหนึ่งแถบชานเมื องกรุงโตเกียว พร้อมทั้งให้มารับการฝึกฝนว ิทยายุทธ์จากท่านสืบต่อไปอี ก สันติชาติจึงตัดสินใจลาออกจ ากงานสอนหนังสือที่เมืองไทย แล้วเดินทางกลับมาประเทศญี่ ปุ่นอีกครั้ง ในปี ค.ศ.1988

ภายใต้การฝึกฝนวิทยายุทธ์กั บอาจารย์ลิ้มอีกครั้งหนึ่งน ี้ ทั้งสันติชาติและอาจารย์ลิ้ มถูกดึงให้เข้าไปพัวพันกับค วามขัดแย้งระหว่างแก๊งยากูซ ่า 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง คือ แก๊งยากูซ่ารุ่นก่อนที่ยังย ึดหลักคุณธรรม กิรินินโญ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นแก๊ง ยากูซ่ารุ่นใหม่ยุคฟองสบู่ ที่ไร้หลักคุณธรรมนักเลงของ วงการชาวยุทธ์
หัวหน้าแก๊งยากูซ่าที่มีคุณ ธรรม เป็นเจ้าสำนักคาราเต้ที่รู้ จักกับอาจารย์ลิ้ม และสันติชาติเป็นอย่างดีตั้ งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน เพราะศิษย์เอกของเขาเคยมาปร ะลองกับสันติชาติ และสันติชาติเป็นฝ่ายชนะ แต่ความที่เป็นคนใจกว้างและ ยุติธรรม ทำให้ข้อ บาดหมางระหว่างเขากับอาจารย ์ลิ้มยุติลงด้วยดี และกลายเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ในเวลาต่อมา

ในกลางปี ค.ศ.1991 เจ้าสำนักคาราเต้ผู้นี้ได้ข อร้องให้อาจารย์ลิ้มกับสันต ิชาติ ช่วยมาเป็นโค้ชให้กับลูกศิษ ย์เอกคนหนึ่งของเขาที่จะต้อ งไปเป็นตัวแทนสำนัก ประลองกับอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อยุติข้อขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่าย

แต่การณ์กลับปรากฏว่า ฝ่ายตรงข้ามเล่นไม่ซื่อทำให ้รถยนต์ที่เจ้าสำนักส่งมารั บอาจารย์ลิ้มกับสันติชาติปร ะสบ “อุบัติเหตุ” ระหว่างทาง อาจารย์ลิ้มผลักสันติชาติให ้กระเด็นออกจากรถ ก่อนที่จะประสานงากับรถบรรท ุกที่โผล่มาตัดหน้ารถเก๋งคั นที่เขากับอาจารย์ลิ้มนั่งอ ยู่อย่างกะทันหัน คนในรถเก๋งบาดเจ็บสาหัสปางต ายแต่ไม่พบอาจารย์ลิ้มอยู่ใ นรถ มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจาร ย์ลิ้มถูกฝ่ายตรงข้ามลักพาต ัวไป

ทางด้านสันติชาติก็บาดเจ็บค ่อนข้างสาหัสเพราะโชคร้าย ตอนที่ กระเด็นออกมาจากรถ กระดูกก้นกบกับกระดูกสันหลั งของเขาไปกระแทกโดนกับขอบถน นข้างทาง โชคดีที่ร่างกายเขาแข็งแรงจ ึงไม่ถึงกับพิการ แต่ก็บอบช้ำมาก นายแพทย์ที่ตรวจอาการบาดเจ็ บของเขาแนะนำให้เขาผ่าตัดต่ อกระดูกส่วนที่แตกและเคลื่อ นไป

แต่สันติชาติไม่ยอมเพราะการ ผ่าตัดเช่นนั้นอาจจะทำให้เข าสูญเสียวิทยายุทธ์ที่มีอยู ่ หรืออย่างน้อยก็จะบั่นทอนกำ ลังภายใน (ชี่) ในร่างกายของเขาให้หายไปกว่ าครึ่ง และยากที่จะกลับฟื้นคืนดังเ ดิมได้

สันติชาติตัดสินใจไปประเทศจ ีนตามหา “อาจารย์เฉิง” ผู้ซึ่งเป็นครูมวยฝ่ามือ 8 ทิศ และเป็นหมอกระดูกผู้เชี่ยวช าญชี่กงสายเต๋า ให้ช่วยทำการรักษาให้ อันที่จริงก่อนหน้านี้อาจาร ย์ลิ้มมีโครงการที่จะพาสันต ิชาติไปพบกับอาจารย์เฉิงผู้ มีวัย กว่า 90 ปีผู้นี้อยู่แล้ว แต่ครั้นอาจารย์ลิ้มมาหายสา บสูญไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ สันติชาติจึงต้องไปตามหา “อาจารย์เฉิง” เพียงลำพัง

สันติชาติพาร่างที่บอบช้ำข้ างในผ่านอุปสรรคไม่น้อยกว่า จะได้พบ “อาจารย์ เฉิง” แต่ก็เป็นบุญของเขาที่อาจาร ย์เฉิงให้การต้อนรับเขาอย่า งอบอุ่น ด้วยคำพูดที่แสนประทับใจว่า

“พ่อหนุ่ม เรารอการมาของเธอมาแสนนานแล ้ว!”

สันติชาติยอมรับกับตัวเองว่ า ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ค่อ นข้างอาภัพในเรื่องของคนรัก ครอบครัวพี่น้อง และมิตรสหาย แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เขารู ้สึกว่าตัวเองโชคดีกว่าคนอื ่นมากก็คือเรื่อง “ครูบาอาจารย์” ในแต่ละช่วงที่เป็นหัวเลี้ย วหัวต่อของชีวิต สันติชาติจะได้พบ “ครูดี” ที่มาคอยชี้ “ทางสว่าง” ให้เขาเสมอมาโดยตลอดไม่ว่าท างโลกหรือทางธรรม คราวนี้ก็เช่นกัน อาจารย์เฉิงได้เตือนสติสันต ิชาติว่า

“พ่อหนุ่ม ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอฝึกมวย จีนโดยเฉพาะมวยภายในกับชี่ก ง ก็เพื่อโค่นล้มเอาชนะคู่ต่อ สู้เป็นประการสำคัญใช่มั้ย. . แล้ววิชาเหล่านี้ช่วยให้การ รักษาบาดแผลทางสังคมได้แค่ไ หนกัน ถึงเวลาแล้วนะที่เธอจะต้องห ันมาฝึกฝนวิชาเพื่อช่วยคน เพื่อรักษาเยียวยาผู้คน ไม่ใช่เพื่อทำร้ายผู้คนอีกต ่อไป”

“ครับ อาจารย์”

“เธอจะสาบานกับอาจารย์ได้มั ้ยว่า เมื่ออาจารย์ถ่ายทอดวิชาต่า งๆ ของ อาจารย์ให้แก่เธอไปแล้ว เธอจะไม่ครอบครองมันเพื่อปร ะโยชน์สุขของตัวเธอแต่เพียง ผู้เดียว แต่เธอจะต้องใช้มันเพื่อประ โยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ”

“ผมขอสาบานครับว่า ผมจะไม่ขอเอาตัวเองหลุดพ้นไ ปคนเดียวเป็นอันขาด จนกว่าจะได้ร่วมกันนำพามวลช นคนอื่นๆ หลุดพ้นจากความทุกข์ยากของช ีวิตไปพร้อมๆ กันด้วยครับ”

“ดีมาก ที่ผ่านมาเธอได้ฝึกวิชาโคจร ลมปราณแบบจุลจักรวาลมาแล้วใ ช่มั้ย ศิษย์รัก”

“ครับ อาจารย์”

“แล้ววิชาโคจรลมปราณแบบมหาจ ักรวาล ให้ลมปราณเดินไปทั่วร่างถึง ทุกๆ ส่วนของร่างกายล่ะ ก็ฝึกแล้วใช่มั้ย”

“ใช่ครับ อาจารย์”

“ดีมาก แสดงว่าเธอฝึกวิชาเปลี่ยนเส ้นเอ็นและกล้ามเนื้อได้แล้ว เพราะ ฉะนั้นต่อไปนี้ อาจารย์จะถ่ายทอดวิชาล้างไข กระดูก ให้แก่เธอ เพื่อให้เธอใช้บำบัดอาการบา ดเจ็บภายในร่างกายของเธอ จำไว้นะ วิชาล้างไขกระดูก (Bone Marrow Washing Chi Kung) นี้แหละ คือวิชาลมปราณ (ชี่กง) ระดับสูงของสายพุทธ และสายเต๋า ที่ไม่เพียงจะมีคุณประโยชน์ อนันต์ในการรักษาอาการบาดเจ ็บของกระดูก และอวัยวะภายในเท่านั้น แต่ยังช่วยชะลอความชรารักษา ความหนุ่มแน่นมีชีวิตชีวา (Vitality) ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

อีกทั้งถ้าฝึกจนถึงขั้นสามา รถชะล้างไขกระดูกในมันสมองไ ด้ละก็ จะทำให้สติปัญญาของผู้ฝึกมี ความชาญฉลาดยิ่งขึ้นไปเรื่อ ยๆ แทนที่จะเสื่อมถอยตามกาลเวล า”

“ขอบพระคุณมากครับ อาจารย์”

หลังจากนั้น อาจารย์เฉิงท่านก็ได้ถ่ายทอ ดเคล็ดวิชาล้างไขกระดูกให้แ ก่สันติชาติ

........................

ภายในช่วงเวลา 6 เดือนที่สันติชาติได้ฝึกฝนว ิชาลมปราณล้างไขกระดูก และมวยฝ่ามือ 8 ทิศ กับอาจารย์เฉิง ร่างกายของเขาก็หายเป็นปกติ ตามเดิม และดูเหมือนจะมีสมรรถภาพดีก ว่าเดิมด้วยซ้ำ เขาจึงอำลาอาจารย์เฉิงเพื่อ จะกลับไปญี่ปุ่นตามหาอาจารย ์ลิ้มที่หายสาบสูญไปกลับคืน มา

ในที่สุดเขาก็ได้พบกับอาจาร ย์ลิ้ม และช่วยอาจารย์ลิ้มคลี่คลาย ปัญหาต่างๆ ลงได้เป็นผลสำเร็จ

หลังจากนั้นเขาจึงเดินทางกล ับประเทศไทย ซึ่งเขาจากมาถึง 5 ปีเต็ม เพื่อไปบรรลุคำสาบานที่เขาไ ด้ให้ไว้กับอาจารย์เฉิง

อาจารย์ลิ้มยังได้มอบประกาศ นียบัตรอนุญาตให้ตั้งสำนักม วยจีนของท่าน สาขาประเทศไทย ให้แก่เขานำติดตัวกลับมาด้ว ย

เรื่องราวหลังจากนั้น เขาได้กลับมาทำงานสอนหนังสื อในประเทศไทยต่อ รวมทั้งยังได้เข้าร่วมในเหต ุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อ ค.ศ.1992 ด้วย นอกจากนี้เขายังเดินทางมาร่ วมงานสัมมนาทางวิชาการในประ เทศญี่ปุ่นบ้างเป็นระยะๆ ทำให้ได้รับทราบ เรื่องราวคำทำนายโบราณจากบา ทหลวงฟิลิปที่ประเทศฟิลิปปิ นส์ และครั้งล่าสุดนี้เขาได้เดิ นทางมาประชุมวิชาการในญี่ปุ ่นอีกครั้งหนึ่ง จึงอดไม่ได้ที่จะมาเยือนวัด คุโรตานิ และเมืองเกียวโตซึ่งตนเคยอา ศัยอยู่

ความคิดของสันติชาติพลันกลั บมาอยู่ในปัจจุบัน เขาตั้งใจว่าต่อจากนี้ไป ตนจะกลับไปทำงานในประเทศไทย อย่างจริงจังสาเหตุหนึ่งก็เ พื่อบรรลุปณิธาน ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ตามที่ตนได้ให้ไว้กับอาจารย ์ ดังนั้น คงจะไม่มีโอกาสมาเยือนสถานท ี่แห่งนี้ได้อีกบ่อยๆ

สันติชาติก้าวเท้าเดินออกจา กลานวัดอย่างช้าๆ ด้วยความอาลัย แต่แล้ว สายตาพลันเหลือบเห็นคนผู้หน ึ่งยืนขวางไว้บริเวณด้านหน้ า อีกทั้งยังพุ่งสายตามองตรงม าที่ตัวเขาด้วย

ด้วยความแปลกใจ สันติชาติพบว่าคนที่ตนเองมอ งเห็นนั้นที่แท้เป็นบุรุษคน หนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าได้มายืนรอต ัวเขาอยู่ ณ บริเวณนี้ก่อนแล้ว เพียงแต่เขาเองไม่ทันได้สัง เกตเห็น

ชายผู้นั้นเป็นชาวญี่ปุ่น อายุราวๆ 50 ปีเศษ ผมบนศีรษะเป็นสีดอกเลาประปร าย รูปร่างสันทัด ไม่อ้วนไม่ผอม แต่งกายเหมือนนักบวช มือถือลูกประคำ มีบุคลิกลักษณะดี น่าเลื่อมใส
ความทรงจำที่เลือนไปหลายปีข องสันติชาติได้ฟื้นกลับมาอี กครั้ง ชายผู้นี้แหละที่เคยร้องตะโ กนออกมาอย่างลิงโลด ต่อหน้าเขาในวันนี้เมื่อ 12 ปีก่อนว่า

“ฮา..ฮา..ฮา.. ในที่สุด เราก็เข้าใจทะลุปรุโร่งหมดแ ล้ว เราตาสว่างในหลักพุทธศาสนาน ิกายเร้นลับขั้นสูงแล้ว สักวันหนึ่งหรอกนะที่ฉันคงไ ด้มีโอกาสตอบแทน เธอบ้างพ่อหนุ่ม”

บุรุษญี่ปุ่นผู้มีราศีดีผู้ นั้นได้ยิ้มทักนักวิชาการหน ุ่มในทันทีที่เห็นเขาว่า

“พ่อหนุ่มจากประเทศไทย วันนี้เรามาพบเธอเพื่อตอบแท นบุญคุณที่เธอ เคยมีกับเราเมื่อ 12 ปีก่อน”

“...?...”
 



ตอนที่ 15

บุรุษผู้ท้าทายชะตากรรม


ชายชาวญี่ปุ่นผู้นั้นยังคงก ล่าวกับสันติชาติต่อไปว่า

“เธอรู้มั้ย พ่อหนุ่ม ตั้งแต่วันนั้นที่เราได้พบเ ธอเป็นต้นมา ทุกๆ ปีของวันนี้ เราจะต้องมาที่นี่เพื่อรำลึ กถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
เราสังหรณ์ใจอยู่เสมอว่าเรา คงจะต้องได้พบกับเธออีกที่น ี่ในวันนี้ของปีใด ปีหนึ่ง และในที่สุดเราก็ได้พบกับเธ อจริงๆ มามานั่งคุยกัน เราจะถ่ายทอดสิ่งที่เราฝึกฝ นและค้นคว้ามาเกือบตลอดชีวิ ตให้กับตัวเธอ แค่ดูสายตาของเธอเราก็มองออ กแล้วว่า บัดนี้ ฐานจิตของเธอลึกและหยั่งแน่ นแข็งแรงจนพอที่จะซึมซับสิ่ งที่เราจะถ่ายทอดให้แก่เธอต ่อไปนี้ได้แล้ว”

“...”

“ก่อนอื่น เราจะเล่าเรื่องชีวิตของชาย คนหนึ่งให้เธอฟังก่อนนะ... มีชายผู้หนึ่ง เขาเกิดในปี ค.ศ.1932 ตั้งแต่เกิดเขามิได้มีร่างก ายแข็งแรง แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าอ่อน แอ พ่อของเขาเป็นนักวิชาการผู้ เชี่ยวชาญทางด้านปรัชญา ฮินดูและธิเบต แต่ถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารร่ วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศ ไทย จากนั้นก็หายสาบสูญไป โดยไม่ทราบว่ายังมีชีวิตอยู ่หรือเสียชีวิตในสงคราม

เขากับแม่จึงต้องดิ้นรนต่อส ู้ชีวิตกันตามยถากรรม เมื่อเขาเรียนจบมัธยมต้นก็พ อดีเป็นช่วงเสร็จสิ้นสงคราม โลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นพ่ายแพ้ยับเยิ น ความเป็นอยู่ยากแค้นแสนเข็ญ เขาจำต้องเลิกเรียนออกมาทำง านช่วยมารดาเลี้ยงชีพ แต่เขาทำงานในโรงงานถลุงเหล ็กได้เพียง 2 ปีกว่า ก็ล้มเจ็บด้วยโรควัณโรค ต้องนอนรักษา ตัวอยู่ในโรงพยาบาล

หมอที่รักษาเขาได้บอกกับมาร ดาว่า เขาคงมีชีวิตอยู่อีกมากไม่เ กิน 2-3 ปี เขาเองก็รู้ตัวว่าคงจะมีชีว ิตอยู่ได้ไม่นาน จึงพยายามดิ้นรนอย่างเต็มที ่ด้วยความกลัวที่จะตายตั้งแ ต่วัยหนุ่ม เขาตะลุยอ่านหนังสือศาสนา ปรัชญา ตำราโหร เพื่อแสวงหาทางออกให้กับตนเ องซึ่งกำลังอยู่ในสภาพที่สิ ้นหวัง

เขาอยากจะรู้ว่าชีวิตมนุษย์ มีโชคชะตาหรือชะตากรรมที่ถู กกำหนดล่วงหน้าตั้งแต่เกิดแ ล้วจริงหรือไม่ และชีวิตของมนุษย์ทั้งชีวิต จะถูกลิขิตตั้งแต่เกิดจนตาย จริงหรือ?

ในตอนแรก เขาก็ไม่เชื่อหรอกว่า ชีวิตมนุษย์จะถูกลิขิตมาตั้ งแต่เกิดแล้ว แต่ภายหลังจากที่เขาได้ทดลอ งใช้วิชาโหรที่เขาศึกษาด้วย ตนเองจากตำราหลายร้อยเล่ม ที่เขาตะลุยอ่านมาทำนายโชคช ะตาของตัวเอง และของผู้คนที่กลายมาเป็นเค รื่องทดลองวิชาโหรของเขาที่ มีจำนวนนับพันคน เขาก็จำต้องยอมรับกับตัวเอง ว่า “ชะตาของมนุษย์ส่วนใหญ่ได้ถ ูกลิขิตมาตั้งแต่เกิดแล้ว”
เขาได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่ า “ชะตาชีวิตเป็นสิ่งที่ถึงรู ้ล่วงหน้าแล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปล งมันได้จริงหรือ? มีความเป็นไปได้ไหมที่จะศึก ษาวิชาโหรชั้นสูงเพื่อรู้ชะ ตาชีวิตของตัวเองล่วงหน้า แล้วหลีกเลี่ยงเคราะห์ร้ายเ พื่อที่จะได้ประสบแต่โชคดีต ลอดชีวิตนี้?”

ถ้าเป็นไปได้ ความสามารถในการหลีกเลี่ยงช ะตากรรมที่เป็นเคราะห์ร้าย น่าจะเป็นความสามารถที่มนุษ ย์ทั้งหลายต้องการเสียยิ่งก ว่าการได้รู้ชะตาชีวิตล่วงห น้า แต่หลีกเลี่ยงมันไม่ได้ไม่ใ ช่หรือ?

นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ชีวิตที่เหลือของเขาจึงอุทิ ศให้กับการแสวงหาความสามารถ ในการหลุดพ้นจากบ่วงของเครา ะห์กรรม เขาตะลุยอ่านตำราโยคะ และทำการฝึกวิชาโยคะอย่างจร ิงจังเป็นเวลาถึง 1 ปีเต็ม ในที่สุดเขาก็หายจากวัณโรคไ ด้อย่างสิ้นเชิง เขาภูมิใจมากกับความสำเร็จใ นความสามารถเปลี่ยนแปลงชะตา กรรมของตนเอง

แต่แล้วเขาก็เริ่มตั้งข้อสง สัยให้กับตัวเองอีกว่า เพราะเหตุใดผู้คนส่วนใหญ่ใน โลกนี้จึงไม่มีความสามารถใน การเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนเอ ง? หรือว่าสิ่งนี้เป็นชะตาชีวิ ตที่ได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้า แล้วของพวกเขาเหล่านั้น ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คนจำนวนน้อยที่สามารถแปรเปล ี่ยนชะตากรรมของตัวเองได้ ก็น่าจะเป็นคนที่ถูกลิขิตล่ วงหน้าแล้ว ให้มีความสามารถเช่นนั้นมิใ ช่หรือ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ชะตาชีวิตก็ยังเป็นสิ่งที่ถ ูกลิขิตเอาไว้แล้วอยู่ดีนั่ นเอง

จากการดูดวงชะตาชีวิตของตนเ องอย่างละเอียดซ้ำอีกครั้ง เขาได้พบว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่เข าจะต้องเป็นโรคมะเร็งเมื่ออ ายุ 50 ปี หรือในปี ค.ศ.1982 ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ที่เขารอดตายจากวัณโรคได้ ก็เพราะเขายังไม่ถึงที่ตายต ่างหาก หรือชีวิตของเขาจะจบสิ้นลงแ ค่นี้จริงๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น ชีวิตของเขาเกิดมาเพื่อมีคว ามหมายอะไรกันแน่ หรือว่ามนุษย์จะไม่สามารถเอ าชนะโชคชะตาได้จริง เขานึกถึงวรรณกรรมกรีกโบราณ ที่พรรณนาถึงโศกนาฏกรรมของช ะตาชีวิตของมนุษย์ ที่ต่อสู้กับชะตากรรมอันโหด ร้ายแล้วก็พ่ายแพ้อย่างน่าอ เนจอนาถ ใช่หรือไม่ว่า เหล่านักปราชญ์ตั้งแต่ยุคโบ ราณก็หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กั บปัญหานี้มาโดยตลอด จนก่อเกิดเป็นอารยธรรมทั้งข องตะวันตกและตะวันออก

เขาจึงตัดสินใจที่จะย้อนกลั บไปศึกษาต้นธารแห่งอารยธรรม ตะวันออก ซึ่ง เป็นรากเหง้าทางจิตวิญญาณขอ งชาวเอเชีย เพื่อหา “คำตอบ” ให้กับตนเอง ให้ได้ ถูกแล้ว เขาตั้งใจที่จะท้าทายชะตาชี วิตของตัวเอง จะลองเปลี่ยนชะตาชีวิตของตั วเองให้ได้
ต่อให้พ่ายแพ้มันก็จะเป็นคว ามพ่ายแพ้อย่างสมศักดิ์ศรี อย่าน้อยก็ดีกว่าการไปท้าทา ยเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง อำนาจ หรือชื่อเสียงแล้วล้มเหลวมา กมายนัก

เขาคิดต่อไปว่า บทเรียนชีวิตที่จะได้มาจากก ารเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของค นคนเดียวเช่นตัวเขานี้ ก็น่าที่จะนำมาประยุกต์ใช้ใ นการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตขอ ง มนุษย์คนอื่นได้เช่นกัน หรือแม้กระทั่งนำมาใช้เพื่อ การเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของม นุษยชาติโดยรวมก็ย่อมทำได้ และการเปลี่ยนชะตากรรมของมน ุษย์ชาติโดยรวมย่อมหมายถึงก ารเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกท ั้งหมดด้วยนั่นเอง

และวิธีที่จะใช้ในการเปลี่ย นชะตาชีวิตของมนุษย์ได้นั้น จักพบในที่อื่นไม่ได้ นอกจากใน “ศาสนา” เท่านั้น หลังจากนั้นเขาจึงทุ่มเทพลั งงานเกือบทั้งหมดของเขา ให้กับการศึกษาค้นคว้าและทด ลองปฏิบัติ “ศาสนาตะวันออก” สายต่างๆ ไม่ว่าสาย เต๋าของจีน สายโยคะของอินเดีย และสายพุทธ ทั้งของจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ลังกา และของธิเบต

ในบรรดาหลักวิชาทั้งหมดที่เ ขาได้ค้นคว้าทดลองปฏิบัติมา นั้น เขาได้ให้ความสนใจมากเป็นพิ เศษกับหลักวิชาของสาย “รหัสนัย” (นิกายเร้นลับหรือวัชรยาน) ที่สามารถเปลี่ยนแปลงมันสมอ งของมนุษย์ในเชิงซอฟต์แวร์ใ ห้มีความฉลาดล้ำเลิศ ยิ่งกว่าเดิมได้

.......................... ...

* จุดเด่นของพุทธศาสนาแนวทาง “รหัสนัย” ที่แตกต่างกับพุทธศาสนา นิกายอื่น

(1) มุ่งบรรลุความรู้แจ้ง หรือความเป็นพุทธะในชีวิตนี ้ให้ได้ (Attaining Enlightemnemt in This Very Existence)

(2) ด้วยการผนึกตัวเอง (จุลจักรวาล) ให้แนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเ ดียวกับสิ่งสูงสุด (มหาจักรวาล) คือ “มหาไวโรจนะตถาคต” ซึ่งเป็น “ธรรมกาย” ของ พระพุทธเจ้า (เจ้าชายสิทธัตถะ)

(3) มุ่งบรรลุโดยฉับพลัน (Sudden Approach) ซึ่งต่างกับแนวทางแบบค่อยเป ็นค่อยไป (Gradual Aporoach) ซึ่งไม่รู้ว่าอีกกี่ชาติ อีกกี่กัลป์ถึงจะบรรลุ กล่าวในความหมายนี้ “รหัสนัย” จึงเหมือนกับ “เซน” แต่ต่างกันตรงที่ว่า เซนเน้นวิปัสสนา และไม่ได้อภิญญา แต่ “รหัสนัยแบบเซน” หรือ “วัชรเซน” จะได้อภิญญา ด้วย

หลักวิชาอันนี้ท่านปรมาจารย ์ “คูไค” (ค.ศ.774-835) ผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธสายรหัส นัยในญี่ปุ่น ได้ฝึกฝนด้วยตนเอง จนบรรลุสำเร็จกลายเป็นอริยส งฆ์ผู้มี อัจฉริยภาพที่ยากจะพบพานในร อบ 1,000 ปีของญี่ปุ่นได้ ท่านปรมาจารย์คูไค (คู แปลว่าท้องฟ้า ไค แปลว่าทะเล) ได้เริ่มฝึกฝนหลักวิชาของสา ยรหัสนัยอันนี้ในวัยหนุ่ม ตั้งแต่อายุ 24 ปี ในตอนนั้น ท่านมีความเห็นว่า

“ศาสนาพุทธเป็นวิชาที่มีควา มลึกซึ้งและเข้าใจยากเหลือเ กิน คัมภีร์พระไตรปิฎกของศาสนาพ ุทธก็มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้ วน เกินกว่าที่มันสมองของปุถุช นคนธรรมดาจะเข้าใจได้แตกฉาน รู้แจ้งแทงตลอด แต่โชคดีที่ในนิกายรหัสนัยม ีหลักวิชาที่ทำให้คนฉลาดปรา ดเปรื่องได้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องศึกษาฝึกฝนหลักวิช าอันนี้ ทำการปรับปรุงมันสมองของตนเ องเสียก่อนที่จะไปศึกษาหลัก ธรรมของศาสนาพุทธ”

ไม่เป็นที่ต้องสงสัยว่า ท่านปรมาจารย์คูไคได้ฝึกฝนห ลักวิชาอันนี้ จนกลายเป็นอัจฉริยะที่มีปัญ ญาญาณในระดับสูงสุด เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาส ตร์ของญี่ปุ่น ตลอดช่วง 1,000 กว่าปีมานี้


เรื่องราวเกี่ยวกับหลักวิชา ที่ท่านปรมาจารย์คูไคได้ฝึก ฝนในวัยหนุ่ม มีเขียนบันทึกไว้อย่างชัดเจ นในงานเขียนของท่าน เป็นหลักฐานยืนยันมาจนถึงปั จจุบันนี้

หลัก วิชาที่ท่านคูไคได้ฝึกฝนมาก ่อนที่จะศึกษาธรรมะนี้ สรุปสั้นๆ ก็คือ หลักวิชาที่ “บอก 1 ก็รู้ถึง 10” นั่นเอง

.......................... ...

เขามีความเห็นว่า หลักวิชาอันนี้จะเป็นอาวุธส ำคัญที่สุด ที่เขาจะใช้ในการ ศึกษาธรรมะ เพื่อหาเคล็ดลับคำตอบในการเ อาชนะชะตากรรมของตัวเองที่จ ะเผชิญในอนาคต

ไม่แต่เท่านั้น ถ้าหากเขาฝึกหลักวิชาอันนี้ ได้ก็เท่ากับว่า เขาสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชี วิตตนเองได้อีกขั้นหนึ่ง จากคนผู้มีมันสมองธรรมดากลา ยมาเป็นคนที่มีมันสมองเฉียบ แหลมแล้วไม่ใช่หรือ?

เขารวบรวมเอกสารต่างๆ ที่บันทึกเกี่ยวกับหลักวิชา อันนี้มาศึกษา รวมทั้งไปขอเรียนหลักวิชาอั นนี้จากพระสงฆ์ผู้หนึ่งผู้เ คยฝึกหลักวิชานี้ในตอนหนุ่ม แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เขาได้ทดลองฝึกตามวิธีการที ่ได้รับคำชี้แนะจากพระสงฆ์ร ูปนั้น แต่ก็ยังรู้สึกว่าได้ผลไม่ถ ึงระดับขั้นที่น่าพอใจ

ยิ่งเขาย้อนกลับไปอ่านประวั ติศาสตร์ที่บันทึกเกี่ยวกับ จำนวนบุคคลที่สำเร็จหลักวิช าอันนี้ในญี่ปุ่นในรอบ 1,000 กว่าปีที่ผ่านมา เขาก็ได้พบข้อเท็จจริงที่น่ าตกใจว่า ในรอบ 1,000 ปีมานี้นอกจากท่านปรมาจารย์ คูไคแล้ว มีคนที่บรรลุสำเร็จหลักวิชา นี้อีกเพียง 2 คนเท่านั้น และส่วนใหญ่เสียชีวิตในวัยก ลางคนทั้งสิ้น ในขณะที่มีผู้ล้มเหลวในการฝ ึกวิชานี้เป็นจำนวนนับไม่ถ้ วนแล้ว

เขารู้สึกสิ้นหวังและผิดหวั งอย่างรุนแรง ที่สูญเสียพลังงานและเวลาไป ถึง 15 ปีเต็ม โดยไม่ได้มรรคผลเป็นชิ้นเป็ นอัน เขาได้สรุปกับตัวเองว่า หลักวิชาของนิกายรหัสนัยอัน นี้ ถึงอาจจะมีจริง แต่ที่ตกทอดและถ่ายทอดมาในญ ี่ปุ่นปัจจุบันนั้นไม่สมบูร ณ์และผิดแนวทาง

ในท่ามกลางความท้อแท้จนเขาเ กือบจะคิดสั้นหลายหน เขาได้นิมิตฝันเห็น บิดาของเขาที่หายสาบสูญไปใน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 บิดาของเขาได้มาเข้าฝัน บอกกับเขาว่า ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดท่าน รู้สึกหมดหวังกับประเทศญี่ป ุ่นที่กระหาย สงคราม รุกรานฆ่าฟันประเทศเพื่อนบ้ านจนล้มตายมากมาย
ท่านจึงตัดสินใจหนีทหารไม่ย อมกลับประเทศญี่ปุ่น เปลี่ยนเพศเป็นโยคีสมณะออกธ ุดงค์ไปยังพม่าจนทะลุไปถึงเ ทือกเขาหิมาลัยเข้าสู่ประเท ศธิเบต ท่านได้พบกับพระภิกษุผู้เป็ นเจ้าอาวาสของสำนักสงฆ์ที่เ ร้นลับแห่งหนึ่งในเทือกเขาห ิมาลัย และ ได้ศึกษาหลักวิชารหัสนัยขนา นแท้จากท่านจนประสบมรรคผล จึงเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น “คูทัทสุ” (ผู้บรรลุความว่าง)

บัดนี้แม้ตัวเองจะเลิกยุ่งเ กี่ยวทางโลกแล้ว แต่ด้วยความผูกพันฉันพ่อลูก ในอดีต จึงได้มาเข้าฝันชี้ทางสว่าง ให้ โดยบอกกับเขาว่า ถ้าอยากจะได้หลักวิชารหัสนั ยของวัชรยานขนานแท้จริงๆ ขอให้ดั้นด้นมาหาตนที่ประเท ศธิเบต ตนจะถ่ายทอดให้

แม้จะเป็นความฝัน แต่สำหรับเขาแล้วมันเป็นควา มฝันที่เหมือนกับเรื่องจริง มาก ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเดินท างไปเสาะหาท่านคูทัทสุที่ปร ะเทศธิเบต โดยมีความทรงจำในความฝันเป็ นเครื่องชี้ทาง และเขาก็ได้พบสำนักสงฆ์ที่เ ร้นลับแห่งนั้น ซึ่งมีสภาพตรงกับความฝันที่ เขาเห็นทุกประการ และยังได้พบท่านคูทัทสุซึ่ง บัดนี้เป็นรองเจ้าอาวาสของส ำนักสงฆ์แห่งนี้ โดยมีท่านอาจารย์ “สิทธะ” เป็นทั้งเจ้าอาวาสและ อาจารย์ของท่านคุทัทสุอีกที หนึ่ง

ท่าน “คูทัทสุ” ได้ไขเฉลยข้อบกพร่องและจุดอ ่อนของหลักวิชารหัสนัยที่ถ่ ายทอดกันมาในญี่ปุ่นจนถึงปั จจุบันแก่เขาว่า

“หลักวิชารหัสนัยที่ถ่ายทอด กันอยู่ในญี่ปุ่นขณะนี้นั้น มีแต่วิธีเพ่งกสิณที่ เรียกกันว่า “อินชินคันโซ” เท่านั้น แต่ไม่มีอุบายหรือเทคนิควิธ ีที่เป็นเคล็ดลับที่จะไปกระ ตุ้นมันสมอง ซึ่งเป็นอวัยวะภายในโดยตรงแ ต่อย่างใด เพราะฉะนั้นจึงยากที่จะประส บความสำเร็จในระดับเดียวกับ ท่านปรมาจารย์คูไคในอดีต

“เธอจำได้ใช่มั้ยว่า หลักวิชาที่ถ่ายทอดกันอยู่ใ นญี่ปุ่นนั้นได้เขียนเอาไว้ ว่า จงไปหาอาคารที่สงัดในการฝึก ฝน โดยเจาะหน้าต่างด้านทิศตะวั นออกให้แสงจากดาวพระศุกร์ส่ องเข้ามาได้ในยามราตรี จงเพ่งดาวศุกร์ตลอดทั้งคืนใ นขณะที่ท่องมนตรา เป็นจำนวน 10,000 ครั้งภายในเวลา 100 วัน

ถ้าหากประสบความสำเร็จ ผู้ฝึกฝนก็จะมีประสบการณ์โด ยตรง เฉกเช่น เดียวกับที่ท่านคูไคได้เคยเ ขียนเอาไว้ นั่นคือ ในวันสุดท้ายของวันที่ 100 ดาวศุกร์จะเข้ามาปรากฏให้เห ็นในตัวเธอ

แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ผู้ปฏิบัติธรรมในญี่ปุ่น ในอดีตส่วนใหญ่ต่างเถรตรงเก ินไป ที่ไปตีความตามตัวอักษรของท ่านคูไคซึ่งเขียนเป็นเชิงปร ิศนาเซน หรือ “โค อาน” ให้คนรุ่นหลังต้องตีความเพื ่อบรรลุมรรคผลด้วยตนเองว่า ดาวศุกร์ (เมียวโญ) ที่จะเข้ามาปรากฏให้เห็นในต ัวเธอ คือ ดาวพระศุกร์ในระบบสุริยจักร วาลจริงๆ

แต่เราขอบอกกับเธอว่า ถ้าหากเธอได้ศึกษาคัมภีร์โย คสูตร และปฏิบัติตามหลักวิชารหัสน ัยที่เราจะถ่ายทอดให้เธอต่อ ไปนี้แล้ว เธอก็จะมีประสบการณ์ด้วยตัว เธอเองได้ว่า ดาวศุกร์ที่จะเข้ามาปรากฏให ้เห็นในตัวเธอนั้น มิใช่ดาวพระศุกร์ในระบบสุริ ยจักรวาลจริงๆ แต่เป็นประกายแสงที่วูบวาบข ึ้นมาภายในมันสมองของผู้ฝึก ตรงต่อมไพนีลต่างหาก!”

“...!?...”

“สรุปสั้นๆ ก็คือ ถ้าใช้เทคนิควิธีที่เป็นเคล ็ดลับของหลักวิชารหัสนัยไปก ระตุ้นที่ต่อมไพนีลหรือจักร ที่ 7 หรือจักรมงกุฎในมันสมองใหญ่ ผู้ฝึกจะรู้สึกเหมือนกับว่า แลเห็นประกายแสงเกิดขึ้นในด วงตา

เพราะฉะนั้นเทคนิควิธีที่เป ็นเคล็ดลับในการกระตุ้นต่อม ไพนีลในมันสมองมนุษย์นี้แหล ะ คือหลักวิชาที่ใช้ในการปรับ ปรุงมันสมองมนุษย์ให้ฉลาดปร าดเปรื่องขึ้นมาได้ ไม่ใช่การเพ่งดูดาวพระศุกร์ หรือการเพ่งกสิณ หรือการนั่งสมาธิธรรมดาเฉยๆ !”

หลังจากนั้น ท่านคูทัทสุก็ได้ถ่ายทอดเคล ็ดวิชาของสายรหัสนัยอันนี้ใ ห้กับเขา เขาอยู่ที่ธิเบตฝึกฝนหลักวิ ชาอันนี้กับท่านสิทธะและท่า นคูทัทสุเป็นเวลา 2 ปีเต็ม ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศ ญี่ปุ่น

ขณะนั้นเป็นปี ค.ศ.1974 และเขามีอายุได้ 42 ปีแล้ว

ตั้งแต่เขากลับจากประเทศธิเ บต บุคลิกภาพของเขาก็เปลี่ยนไป อย่างสิ้นเชิง ในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ ชัด กลายเป็นคนที่ตั้งใจเด็ดเดี ่ยวว่าจะทำอะไรแล้ว ต่อให้มีอุปสรรคขัดขวางเพีย งใด ก็ไม่ทำให้เขาท้อแท้หรือย่อ ท้อ มีความอดกลั้นสูงขึ้น และที่สำคัญมีความสามารถในก ารเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและลึกซึ้งอ ย่าง ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขารู้เคล็ดลับแห่งการเปลี่ ยนแปลงชะตากรรมของตนเองแล้ว ว่า อยู่ที่การเปลี่ยนนิสัยด้วย การสร้างนิสัยที่ดี และยินยอมเป็นทาสของมัน เพราะนิสัยสามารถเปลี่ยนชะต าชีวิตได้ หรือจะกล่าวให้ถูกต้องยิ่งข ึ้นก็คือนิสัยของคนคนหนึ่ง กับชะตาชีวิตของคนคนหนึ่งนั ้น ที่แท้ก็คือสิ่งเดียวกันที่ ไม่อาจแยกออกจากกันได้นั่นเ อง

ช่วงเวลา 9 ปี ภายหลังที่เขาเดินทางกลับมา จากประเทศธิเบต เขาได้ลาออกจากอาชีพงานประจ ำที่เคยใช้เป็นเครื่องมือยั งชีพ หันมาทุ่มเทให้กับกิจกรรมทา งศาสนา เผยแพร่หลักวิชา “รหัสนัย” ขนานแท้ที่เขาได้รับการถ่าย ทอดโดยตรง จากอาจารย์ในธิเบต ให้แก่ชาวญี่ปุ่นที่กำลังปร ะสบกับภาวะความเครียดและควา มล้มละลายทางบุคลิกภาพ อันเป็นผลโดยตรงจากวัฒนธรรม บริโภคนิยมและบูชาวัตถุ เงินทองของระบบทุนนิยม


กิจกรรมของเขาเป็นไปอย่างรา บรื่น จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1982 ที่เขาเคยดูดาวสำรวจโชคชะตา ของตัวเองแล้วทำนายไว้ว่า เขาจะเป็นมะเร็งและอาจเสียช ีวิตในปีนี้ก็เป็นได้

เช้าวันหนึ่งในช่วงต้นปีของ ปีนั้น เขาเกิดอาการปวดท้องที่บริเ วณกระเพาะอย่างรุนแรง และไม่ทราบสาเหตุ อาหารที่รับประทานเข้าไปก็อ าเจียนออกมาหมด และมีอาการท้องเสียต่อเนื่อ งกัน ซึ่งเป็นอาการของโรคมะเร็งใ นกระเพาะอาหาร

เขานึกถึงคำทำนายที่ตนเองเค ยทำนายตัวเองเอาไว้ในอดีต และเตรียม ปลงใจเอาไว้แล้ว ตัวเองคงพ่ายแพ้ต่อชะตากรรม และคงจะต้องตายด้วยโรคมะเร็ งจริงๆ เป็นแน่

ในช่วงนั้น อาหารที่เขาจะพอรับประทานเข ้าปากได้ก็มีแต่น้ำข้าวเท่า นั้น ส่วนอาหารอย่างอื่นจะอาเจีย นออกมาหมด แต่ที่แปลกก็คือ พละกำลังของเขามิได้ถดถอยลง แต่อย่างใด เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่เลิกกิจกรรมเผยแพร ่หลักวิชารหัสนัย ที่ตัวเองทำอยู่ และก็ไม่เลิกฝึกฝนวิชาของตน เองด้วย

เขาอดทนทำงานหนักต่อไปอย่าง หักโหมอีก 3 อาทิตย์ โดยรับประทานแต่เฉพาะน้ำข้า ว และอดทนต่อความเจ็บปวดที่เก ิดกับกระเพาะ จนกระทั่งความเหนื่อยล้าของ ร่างกายมาถึงจุดขีดสุดที่ร่ างกายจะทนทานต่อไปได้ เขาจึงล้มลงนอน หลับเป็นตาย เป็นเวลา 2 วัน 2 คืนเต็ม เขาตื่นขึ้นมาในตอนดึก พร้อมกับพบว่าตัวเอง มีความหิว อยากรับประทานอาหารอย่างที่ ไม่เคยมีมาก่อนในช่วง 2-3 เดือนนี้

เขาลืมกลัวอาการปวดท้องที่ส ร้างความทรมานให้แก่เขา เปิดตู้เย็นหยิบฉวยของกินใน นั้นมากินจนเต็มอิ่ม ลิ้นของเขาสัมผัสถึงความอร่ อยของรสชาติอาหาร และก็ไม่เกิดอาการปวดท้องอี กต่อไปแล้ว

เมื่อรับประทานอิ่มเขากลับไ ปนอนต่อ และตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอน เย็นของวันรุ่งขึ้น คราวนี้เขารู้สึกสดชื่นแข็ง แรงราวกับเกิดใหม่ เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตเหมือ น ช่วงก่อนเกิดอาการปวดท้อง
เขารู้สึกสะดุดใจ จึงเดินทางขึ้นไปที่ยอดเขาแ ห่งหนึ่งเพื่อดูดาวตรวจชะตา ชีวิตของตนเองในท้องฟ้า แล้วเขาก็พบความประหลาดใจที ่ได้พบว่าดาวที่บ่งชี้ว่าเข าจะเป็นโรคร้ายได้หายไปแล้ว เพียงแต่ว่าก่อนที่ดาวมะเร็ งจะหายไป มันได้สำแดงฤทธิ์เดชอาการขอ งมันให้เขาได้รับรู้เป็นการ เตือนใจไว้ก่อนเท่านั้นเอง

ที่เขารู้แน่ๆ ก็คือ บัดนี้เขารอดพ้นจากความตายม าได้แล้ว อาจด้วยผลบุญ ผลกรรมในปัจจุบันที่เขาได้ท ำการช่วยเหลือผู้คนจำนวนมาก ด้วยการเผยแพร่หลักวิชาสายร หัสนัย ตลอดช่วงเวลา 9 ปีที่ผ่านมานี้ก็เป็นได้ ที่ทำให้เขาสามารถเปลี่ยนแป ลง ชะตากรรมของชีวิตของเขาเองไ ด้อีกครั้ง

เพราะฉะนั้น ชีวิตที่เหลือหลังจากนี้ของ เขาจึงเป็นเสมือนกำไรชีวิต ที่เขาตั้งใจจะใช้มันให้เกิ ดประโยชน์แก่ตัวเองและผู้อื ่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

หลังจากที่เขารอดตายจากโรคม ะเร็งแล้ว วิชาของเขาก็ยิ่งพัฒนายิ่งข ึ้นในระดับก้าวกระโดด เพราะเขาสามารถบรรลุหลักวิช ารหัสนัยขั้นที่ 9 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดได้ภายใน 1 เดือนหลังจากที่หายป่วย โดยได้แง่คิดจากการที่เห็นช ายหนุ่มคนหนึ่ง กำลังฝึกวิชาที่ใช้ 2 มือยันพื้นเท้าชี้ฟ้า ทำให้ถึงกับตาสว่างล่วงรู้เ คล็ดลับสุดยอดของหลักวิชาที ่เป็นปริศนาเซน หรือโคอาน ที่ท่านอาจารย์คูทัทสุได้มอ บให้เขาก่อนจากกัน แล้วเขาใช้เวลาครุ่นคิดมาโด ยตลอดถึง 8 ปีเต็มก็ยังตีความไม่ออก จนเพิ่งมาตีความออกได้ในปีท ี่ 9

เขาประกาศตั้งสำนักของตนอย่ างเป็นทางการในปลายปีนี้เอง บัดนี้เขามีลูกศิษย์ 2,000 คน และมีกองทุนอาคารกับที่ดินท ี่ได้รับบริจาคจากเศรษฐีผู้ มีศรัทธาในตัวเขา มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดรว มแล้วไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านเยน

ผู้คนภายนอกต่างคิดกันไปเอง ว่าเขาจะต้องมีทรัพย์สินส่ว นตัวร่ำรวยในระดับมหาเศรษฐี เป็นแน่ แต่เปล่าเลย เขาและครอบครัวมีทรัพย์สินท ี่เป็นอสังหาริมทรัพย์ แค่บ้านหลังหนึ่งที่เขาและค รอบครัวซื้อมาก่อนตั้งสำนัก เท่านั้น

และเขาก็ไม่เคยเล่นหุ้นเลย แม้ในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ที ่ผู้คนแห่เข้าไปเล่นหุ้นกัน อย่างลืมตัว ทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลที่สำ นักเขามีอยู่นั้น เขาถือว่าเป็นสมบัติของทุกค นที่ทุ่มเทร่วมแรงร่วมใจกับ เขาสร้างมันขึ้นมา เพื่อประโยชน์สุขและสันติสุ ข ของมนุษยชาติ

โดยส่วนตัวของเขาแล้ว เขาไม่เคยคิดว่าเงินทองหรือ สิ่งของคือสมบัติที่มีค่าขอ งเขา แต่ลูกศิษย์ที่ศรัทธาและเชื ่อมั่นในตัวเขา มีอุดมคติ ปรัชญา เฉกเช่นเดียวกับตัวเขาต่างห ากที่เป็นสมบัติที่มีค่าที่ สุดสำหรับตัวเขา อย่างที่ไม่สามารถหาทรัพย์ส ิน อื่นใดมาทดแทนได้

และการที่เขาสามารถใช้ชีวิต อย่างเปี่ยมไปด้วยปีติ โดยได้รับแสงธรรม จากพระเมตตาคุณ และพระปัญญาธิคุณของศาสนาพุ ทธ โดยที่ไม่ได้บวชเป็นพระ ทั้งตลอดวันตลอดคืนอย่างที่ เป็นอยู่ในขณะนี้ ความจริงก็เป็นสมบัติที่ล้ำ ค่ากว่าสิ่งใด ในโลกนี้แล้วมิใช่หรือ?..

“คราวนี้เธอคงรู้แล้วใช่มั้ ยพ่อหนุ่มจากประเทศไทย ว่า “เขา” คนนั้น ก็คือตัวเราเอง เราบัดนี้มีสมญานามว่า “เมทัทสุ” (ผู้บรรลุความสว่าง) ผู้เป็นเจ้าของ สำนัก “คูเมไค” (สำนักสุญญตาและความรู้แจ้ง )

ตัวเราไม่เป็น พระ แต่ตัวเราก็ไม่ใช่ โลกียชน บางคนเสียดสีตัวเราว่าเป็น บุคคลครึ่งคนครึ่งพระ โดยที่พวกเขาหารู้ไม่ว่า ถ้าหากโลกนี้ไม่สามารถเปลี่ ยนแปลง มหาชนหรือมวลชนส่วนใหญ่ที่เ ป็นโลกียชน ให้กลายเป็นคนผู้ประเสริฐ โดยไม่จำเป็นต้องบวชเป็นพระ ได้แล้ว โลกนี้จะต้องเผชิญกับกลียุค หรือสภาวะอภิมหาโกลาหลในอีก ไม่นานนี้อย่างแน่นอน!”

“...!?...”

“ว่ายังไง เธอพร้อมที่จะรับฟังความคิด ของเรา รวมทั้งรับการถ่ายทอดหลักวิ ชารหัสนัย หรือที่เราเรียกว่า “วัชรเซน” แล้วหรือยัง พ่อหนุ่มผู้มาจากประเทศไทย”



ตอนที่ 16

ยุคอภิมหาโกลาหล


“เรามีความเชื่อมั่นอย่างเต ็มที่ว่า มนุษย์ทุกคนสามารถแปรเปลี่ย นชะตา กรรมของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากอายุเท่ าไหร่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น 50 ปี 60 ปี หรือ 70 ปี ถ้าหากคนผู้นั้นสามารถเปลี่ ยนนิสัยตนเอง ปรับปรุงเซลล์สมองตัวเอง ให้มีความฉลาดปราดเปรื่องยิ ่งขึ้นกว่าเดิม เขาก็จะสามารถมีชีวิตสมประส งค์ดังใจที่ตัวเองปรารถนาได ้

“หลักวิชา “วัชรเซน” ที่ตัวเราได้ค้นคว้าปฏิบัติ และรับการถ่ายทอดมา เป็นระบบการฝึกที่ทำให้มนุษ ย์สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง และนำมาซึ่งการเปลี่ยน แปลงสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นกว ่าเดิมได้ อย่างน้อยเราก็มีความเชื่อเ ช่นนั้น”

ถ้อยคำของเมทัทสุเหล่านี้ ซึ่งสันติชาติรับฟังมาโดยตล อดนั้น ได้สร้างความฉงนสนเท่ห์ใจให ้แก่ตัวเขาไม่น้อยเลย มีคำถามมากมายผุดขึ้นในใจเข าและต้องการคำตอบที่กระจ่าง แจ้งโดยเร็ว สันติชาติเลือกถามคำถามแรก ซึ่งเป็นคำถามที่เขาสงสัยมา กที่สุดก่อนว่า

“ท่านเมทัทสุครับ ก่อนอื่นผมขอขอบพระคุณท่านม าก ที่ท่านเมตตาคิดจะถ่ายทอดหล ักวิชาของท่านให้แก่ตัวผม แต่ตัวผมยังมีข้อสงสัยอยู่ห ลายข้อ ภายหลังจากที่ได้ฟังท่านเล่ าประวัติของท่านมาเมื่อครู่ ไม่ทราบว่าผมจะขอเรียนถามข้ อสงสัยเหล่านั้น ของตัวผมก่อนจะได้หรือไม่คร ับ”

“ได้สิ พ่อหนุ่มจากประเทศไทย ผู้มีวิชาแห่งตะวันออกเหมือ นกับตัวเรา แต่คนละสาย เรายินดีจะตอบข้อข้องใจทั้ง หมดของเธอ ถ้าหากการทำเช่นนั้นจะช่วย ให้เธอมีความรุดหน้าในวิชาไ ด้”

“ทำไมท่านถึงเชื่อว่า โลกนี้กำลังจะเผชิญกับยุคอภ ิมหาโกลาหลในอีก ไม่นานนี้ครับ?” นักวิชาการหนุ่มถามคำถามแรก

เมทัทสุยิ้มแล้วตอบว่า “ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1972-1974 ที่เราฝึกฝนวิชารหัสนัยหรือ วัชรเซนที่ธิเบตอยู่กับท่าน อาจารย์คูทัทสุ และท่านอาจารย์ปู่สิทธะผู้ซ ึ่งมีอายุกว่า 120 ปีนั้น ท่านอาจารย์ทั้งสองได้พาเรา ไปสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้าเกื อบทุกคืน พร้อมกับถ่ายทอดให้เราฟังว่ า ความเคลื่อนไหวของดาวต่างๆ บนท้องฟ้า ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลที่ทรง พลังต่อโลกใบนี้ทั้งหมด
ตำแหน่งของดาวเคราะห์ที่เคล ื่อนย้ายถ่ายเทไป ย่อมทำให้กระแสคลื่น ประเภทต่างๆ ที่ดวงดาวเหล่านี้เปล่งออกม าสู่โลกย่อมแตกต่างไปจากเดิ มไม่มากก็น้อย ด้วยกระแสคลื่นที่ดวงดาวต่า งๆ บนท้องฟ้าจักรวาลปล่อยมาสู่ โลกใบนี้นั้นย่อมมี อิทธิพลต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย บนโลกนี้ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ พืชหรือสิ่งของทั้งปวงจะถูก กระแสคลื่นเหล่านี้เข้ามามี อิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของ มันทั้งสิ้น พูดง่ายๆ ก็คือ ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแ ละโลกใบนี้ ล้วนเป็นผลพวงที่เกิดจากการ เคลื่อนย้ายของตำแหน่งดวงดา วก็ไม่ผิดนัก”

“เท่าที่ผ่านมา ผมคิดว่าเรื่องราวของอิทธิพ ลดวงดาวที่มีต่อชีวิตมนุษย์ เป็นความงมงายเสียอีกนะครับ ” สันติชาติบอกความในใจของเขา ออกไป

“ถูกแล้ว พวกมนุษย์สมัยใหม่มักไม่ค่อ ยยอมเชื่อกันหรอกว่าการเคลื ่อนย้ายของตำแหน่งดวงดาวที่ อยู่ไกลโพ้นจากโลกใบนี้ จะมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อ มนุษยชาติและโลกใบนี้ได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอก เธอรู้มั้ยว่า โลกที่พวกเราอาศัยอยู่ใบนี้ ได้รับรังสีคอสมิกหรือรังสี จักรวาลจากเอกภพอยู่ตลอดเวล าทุกวินาทีโดยไม่เคยขาด ตอนเลยมานับเป็นล้านๆ ปีแล้ว

เธอรู้มั้ยว่า กว่าที่รังสีคอสมิกจะพุ่งมา ถึงตัวพวกเราได้ รังสีนี้จะต้องปะทะกับมวลโม เลกุลในบรรยากาศโลกมามากขนา ดไหน จนทำให้รังสีพลังของมันอ่อน ตัว ลง แต่ถึงกระนั้น รังสีคอสมิกอันนี้ก็ยังส่งม วลธาตุออกมาสู่ตัวมนุษย์ในเ วลา 1 นาที ต่อพื้นที่ 1 ตารางเซนติเมตร มีจำนวนมากถึง 650,000 มวลธาตุ

พูดง่ายๆ ก็คือ ในแต่ละขณะร่างกายของเธอได้ รับมวลธาตุที่เล็กมากจนมองไ ม่เห็นจากรังสีคอสมิกที่ทรง พลังจนสามารถทะลุผ่านตัวเธอ และสิ่งกีดขวางทั้งปวงลงไปจ นถึงก้นทะเลลึกที่มีความลึก ไม่ต่ำกว่า 1,000 เมตรอยู่ตลอดเวลา”

เมทัทสุหยุดอธิบายครู่หนึ่ง พอเห็นสันติชาติกำลังตั้งใจ ฟังจึงกล่าวต่อ

“รังสีคอสมิกนี้มีอิทธิพลต่ อร่างกายมนุษย์ 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรก คือ มันสามารถก่อให้เกิดการเปลี ่ยนแปลงในดีเอ็นเอ (DNA) หรือพันธุกรรมในตัวมนุษย์ได ้ เรื่องที่ 2 คือ มันสามารถทำลายองค์สร้าง (Organization) ในร่างกายมนุษย์ได้

อนึ่ง อิทธิพลของรังสีคอสมิกจะค่อ ยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อ ย ได้ผ่านการเคลื่อนย้ายตำแหน ่งของดวงดาวในเอกภพ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลง ในการเคลื่อนย้ายตำแหน่งของ ดวงดาวในจักรวาลที่มีต่อมนุ ษย์และโลก จึงกระทำผ่านรังสีคอสมิกนี้ แหละ พ่อหนุ่ม”

“ผมพอจะเริ่มเข้าใจแล้วครับ ท่าน แล้วคราวนี้การเปลี่ยนแปลงใ นการเคลื่อนย้ายตำแหน่งของด วงดาวในจักรวาลเกิดขึ้นเช่น ไรครับ ถึงจะทำให้เกิดสิ่งที่ท่านก ำลังวิตกอยู่ว่าจะเป็นยุคอภ ิมหาโกลาหล หรือกลียุคในอีกไม่นานนี้คร ับ” สันติชาติ อดถามไม่ได้ เรื่องเช่นนี้นับว่าสอดคล้อ งกับคำทำนายโบราณที่เขาได้ร ับทราบมาจากบาทหลวงฟิลิปที่ ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปี ค.ศ.1993

“คัมภีร์โบราณอันศักดิ์สิทธ ิ์ของชาวอินเดียที่เขียนไว้ เมื่อหลายพันปีก่อน ได้บอกแก่พวกเราว่า จักรวาลจะมีการเปลี่ยนแปลงใ นเชิงวัฏจักรเป็นระยะๆ และการเปลี่ยนแปลงของจักรวา ลอันนี้ ไม่ว่ามนุษยชาติหรือโลกใบนี ้ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงพ้น เราอยากจะบอกเธอว่า ขณะนี้พวกเรากำลังอยู่ในช่ว งของการเปลี่ยน แปลงครั้งใหญ่ของพื้นพิภพ และการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี ้จะทำลายอารยธรรมเก่า ที่เป็นสมบัติทั้งปวงของพวก เราในอดีต แต่ก็จะสร้างอารยธรรมใหม่ขึ ้นมาแทนที่เช่นกัน” เมทัทสุตอบ

สันติชาติพอฟังถึงเรื่องการ สร้างอารยธรรมก็หวนนึกไปถึง เรื่องคำทำนายโบราณจากประเท ศเปรูของบาทหลวงฟิลิปอีกครั ้ง คำทำนายนั้นก็กล่าวถึงเรื่อ งทำนองนี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าใช้วิธีการอธิบา ยที่ต่างกัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงท่านเม ทัทสุ อธิบายต่อไปว่า

“ขณะนี้ พวกเรากำลังเผชิญกับช่วงเปล ี่ยนแปลงครั้งใหญ่อันเป็นวั ฏจักรถึง 2 ชั้นด้วยกัน วัฏจักรแรก คือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงทำลายอ ารยธรรมเก่าที่จะเวียนมาบรร จบในทุกรอบ 2 แสนปี
เมื่อ 2 แสนปีก่อนหน้านี้ ทวีปแอตแลนติสได้จมลงสู่ใต้ มหาสมุทรแอตแลนติก โดยนำอารยธรรมที่เจริญจนถึง ขีดสุดแล้วจมตามลงไปด้วย และเราได้เคยอ่านคัมภีร์พยา กรณ์ยุคโบราณในระหว่างที่เร าฝึกวิชาอยู่ในธิเบตว่า ยุคนี้คือการกลับมาตามกฎแห่ งกรรมของการจมลงสู่ใต้ทะเลข องอารยธรรมแอตแลนติส ส่วนวัฏจักรแห่งการทำลายอัน ที่ 2 ที่เวียนมาบรรจบพร้อมกันในย ุคนี้นั้น เกิดจากอิทธิพลของ ราศี Aquarius ที่จะเวียนมาในรอบ 27,500 ปี…”

นักวิชาการหนุ่มถึงกับตกตะล ึงที่เมทัทสุผู้ศึกษาวิชาตะ วันออก ก็ยังกล่าวถึงเรื่องอารยธรร มแอตแลนติส ซึ่งมันก็มีความใกล้เคียงกั บอารยธรรมอินคา อันเป็นต้นตอของคำทำนายโบรา ณของบาทหลวงฟิลิปมาก

“เธอรู้มั้ย พ่อหนุ่มจากประเทศไทยว่า ในช่วง 2,500 กว่าปี หรือช่วงตั้งแต่พระพุทธเจ้า กับพระเยซูถือกำเนิดมานั้นเ รากำลังอยู่ในราศี Pisces ตามตำราโหราศาสตร์ พลังทำลายของราศี Aquarius ที่จะปรากฏหรือเริ่มปรากฏแล ้วนั้นจะ ทำลายอารยธรรมในยุค Pisces ที่มนุษยชาติสร้างมาในช่วง 2,500 ปีนี้
ขณะเดียวกัน ก็จะผลักดันให้มนุษย์ต้องรว มตัวกัน ร่วมมือกันเป็นเอกภาพกันในก ารสร้างอารยธรรมใหม่ที่คุณค ่าแห่งจิตใจเหนือกว่าคุณค่า ทางวัตถุอย่างสิ้นเชิง”

สันติชาติพอเข้าใจถึงคำอธิบ ายเรื่องการสิ้นอารยธรรมหนึ ่งไปสู่การเริ่มต้นอารยธรรม ใหม่ แต่ว่าเขาไม่มีความรู้ทางด้ านโหราศาสตร์ดังนั้นจึงเอ่ย ถามเมทัทสุว่า

“ท่านเมทัทสุครับ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจความหมาย และบทบาทของราศี Aquarius กับราศี Pisces ที่ท่านเพิ่งกล่าวมาเท่าไหร ่นัก ขอความกรุณาท่านช่วย ขยายความให้ผมกระจ่างขึ้นกว ่าเดิมได้มั้ยครับ”

“ได้ซิ ในตำราโหราศาสตร์ของเรานั้น เส้นโคจรที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์เคลื่อนผ่านจะ ถูกแบ่งได้ออกเป็น 12 ราศี ซึ่งได้แก่ ราศี Aries (เมษ) ราศี Taurus (พฤษภ) ราศี Gemini (เมถุน) ราศี Cancer (กรกฎ) ราศี Leo (สิงห์) ราศี Virgo (กันย์) ราศี Libra (ตุลย์) ราศี Scorpio (พิจิก) ราศี Sagittarius (ธนู) ราศี Capricorn (มังกร) ราศี Aquarius (กุมภ์) และราศี Pisces (มีน) ซึ่งรวมแล้วครบรอบ 360 องศาพอดี

1 รอบของ 12 ราศีนี้ใช้เวลาในการเคลื่อน ที่ 25,800 ปี ถึงจะครบรอบ เพราะฉะนั้นใน 1 ราศี กว่าที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์จะเคลื่อนผ่าน จึงกินเวลาประมาณ 2,150 ปี (เอา 25,800 ปี หารด้วย 12) ซึ่งหมายความว่าราศีหนึ่งๆ จะมีอิทธิพลต่อมนุษยชาติและ โลกใบนี้เป็นเวลาถึง 2,150 ปี ก่อนจะเปลี่ยนไปสู่ราศีอื่น

ปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในช่วง ที่กำลังเคลื่อนผ่านราศี Pisces ไปสู่ราศี Aquarius ในช่วง 2,000 ปีมานี้ โลกนี้อยู่ใต้อิทธิพลของราศ ี Pisces

ลักษณะเด่นของราศี Pisces นี้คืออะไร? มันคือ ศาสนา ความเร้นลับ และญาณพิเศษ (Intuition) เธอไม่เห็นรึว่า ในต้นยุคแห่งราศี Pisces นี้นั้น ศาสนาหลักของโลกได้ถือกำเนิ ดและพัฒนาขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่ว่าศาสนาพุทธ ศาสนา คริสต์ ศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม

ศาสนาได้สร้างแบบทางจริยธรร มสังคมให้แก่ประชาชน ผู้คนต่างรับรู้ใน การดำรงอยู่ของจิตวิญญาณ และกระหายใคร่รู้ในสิ่งเร้น ลับ ครั้นพอมาถึงปลายยุค ของราศี Pisces อย่างในยุคปัจจุบัน ผู้คนที่ขาดปัญญาก็จะมาลุ่ม หลงงมงายในวิชา ไสยศาสตร์แทน

ส่วนในยุคแห่งราศี Aquarius ที่จะมีอิทธิพลต่อโลกใบนี้ใ นอีก 2,000 ปีข้างหน้านี้เล่า มีลักษณะเด่นเป็นอะไร?

มันคือการขบถต่อต้านต่ออำนา จ (Authority) และการนวัตกรรม (Innovation) มันคือความคิดเชิงสร้างสรรค ์เสรี และการเคารพในปัจเจก... มันคือการ สูงขึ้นและขยายใหญ่ขึ้นของจ ิตและพลังแห่งจิต มันคือการประดิษฐ์คิดค้นและ วิทยาศาสตร์... มันคือการทำลายและการเปลี่ย นแปลงลักษณะเด่นต่างๆ เหล่านี้แหละจะเกิด ขึ้นในต้นยุคแห่งราศี Aquarius”

ลักษณะเด่นต่างๆ ของราศี Aquarius ที่ท่านเมทัทสุกล่าวมานี้ ใช่หรือไม่ว่าเริ่มปรากฏให้ เห็นตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1960 แล้ว สันติชาติรำพึงในใจ

การเกิดขึ้นของกลุ่มบุปผาชน หรือฮิปปี้ในประเทศตะวันตก รวมทั้งขบวนการนักศึกษาทั่ว โลก ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมา หนุ่มสาวชาวตะวันตกจำนวนมาก ได้มาแสวงหา “ตะวันออก” เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับชี วิตและจักรวาลให้กับตนเอง แล้วเริ่มกลับไปเผยแพร่หลัก วิชาของตะวันออกในประเทศตะว ันตก ในทศวรรษที่ 1970 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ขบวนการนักศึกษาที่มีจุดเริ ่มต้นจากการต่อต้านสงครามเว ียดนามและ ระบบเผด็จการทหาร ก็ได้สร้าง “ปัญญาชนรุ่นหนึ่ง” ขึ้นมา ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น ปัญญาชนแห่งยุคราศี Aquarius ก็คงไม่ผิดนัก ยังไม่นับการนวัตกรรมทางเทค โนโลยี โดยเฉพาะทางข่าวสารโทรคมนาค ม ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าโลก ใบนี้ให้เป็นโลก ที่ไร้พรมแดนภายในช่วงไม่กี ่สิบปีนี้เท่านั้นเอง...

“อันที่จริงถึงราศี Aquarius จะมีลักษณะเด่นเป็นเช่นนี้ ก็ใช่จะหมายความว่า มันจะทำให้เกิดกลียุคหรืออภ ิมหาโกลาหลอย่างแน่นอนหรอก ปัญหามันอยู่ที่ว่า ต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงขนานใ หญ่ที่กำลังเกิดขึ้นบนพื้นพ ิภพผืนนี้ พวก ผู้นำยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะพวกนักการเมืองได้ท ำอะไรไปบ้าง?

การเมืองของมนุษย์ชาติในช่ว ง 3,000 ปีมานี้ กล่าวได้ว่าคือต้นตอของภัยพ ิบัติและโศกนาฏกรรมทั้วปวงโ ดยแท้! เธอลองย้อนกลับไปพิจารณาประ วัติ ศาสตร์การเมืองของมนุษยชาติ ดูซิ พ่อหนุ่ม หลายศตวรรษมานี้ การเมืองคือเรื่องของ การเข่นฆ่าทำลายล้างผู้คนโด ยแท้

และตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวน านของการเมืองของมนุษยชาติ ก็คือประวัติศาสตร์ของอาชญา กรและฆาตกรโดยแท้ ทำไมหรือ? ในช่วง 3,000 ปีมานี้ พวกนักการเมืองได้ก่อให้เกิ ดสงครามไม่ต่ำกว่า 5,000 ครั้ง ใต้ก้นบึ่งแห่งจิตใจของ พวกนักการเมืองนั้นคือ สัญชาตญาณดิบและเถื่อน ที่แลเห็นการทำลายล้าง การ ครอบงำปกครองผู้คน คือความสุขสุดยอดของชีวิตตน ”

“.....”

“ในช่วง 2,000 ปีมานี้ ศาสนาได้ช่วยยกระดับจิตสำนึ กของมนุษย์ให้ไปถึงจุดสูงสุ ด ศาสนาได้สร้าง “บรมคน” ให้แก่โลกนี้ ไม่ว่า พระพุทธเจ้า พระเยซู เล่าจื่อ พระโมฮัมหมัด ฯลฯ แต่การเมืองได้สร้างใครให้แ ก่โลกนี้? เจงกีสข่าน? นโปเลียน? สตาลิน? ฮิตเล่อร์? มุสโสลินี? ผู้นำเผด็จการทหารในประเทศข องเธอ?

คนพวกนี้ควรจะเรียกว่าเป็นอ าชญากรมากกว่าผู้นำประเทศ เพราะความ เป็นมนุษย์ของพวกเขาเหลือน้ อยเต็มทน สถานที่ที่คนเหล่านี้ควรอยู ่คือโรงพยาบาลประสาท หาใช่ทำเนียบรัฐบาลไม่! เพราะความกระหายอำนาจอย่างร ุนแรงของพวก เขานั้น เกิดจากอาการป่วยทางจิตโดยแ ท้ สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการโด ยด่วนคือ ความสงบ ทางจิต สมาธิ ความรัก ความเมตตา การเห็นคุณค่าคนอื่น ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้หาไม่ ได้จากการเมือง แต่จะหาได้จากการปฏิบัติธรร มเท่านั้น”

“.....”

“พวกนักการเมืองได้สร้างควา มเสียหายให้แก่มนุษยชาติมาโ ดยตลอด และขณะนี้พวกนี้กำลังพามนุษ ย์ชาติให้ไปสู่การฆ่าตัวตาย รวมหมู่ในระดับโลกด้วย การสร้างโรงงานไฟฟ้าปรมาณู ระเบิดนิวเคลียร์ การทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบ นิเวศวิทยา ภายใต้นามของการพัฒนาเศรษฐก ิจ

การหลอกลวงประชาชนกลายเป็นว ิญญาณของนักการเมืองไปเสียแ ล้ว พวกเขาไม่ได้หลอกลวงประชาชน เท่านั้น พวกเขากำลังหลอกลวงตัวเองด้ วย ด้วยการเพิกเฉยต่อภาวะวิกฤต ิที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบั น ราวกับตัวเองเป็นนกกระจอกเท ศ ที่คิดว่า ถ้าหากเอาหัวตัวเองมุดเข้าไ ปอยู่ใต้ท้องทรายก็จะสามารถ หลีกเลี่ยงปัญหาและ วิกฤตการณ์ต่างๆ ได้

พวกเขามีความเชื่อมั่นผิดๆ ว่า จะเป็นนักการเมืองที่ฉลาดได ้จะต้องมี เล่ห์เหลี่ยมสารพัดพิษและวิ ชามาร

การเมืองเป็นแค่กลไกอำนวยคว ามสะดวกอย่างหนึ่งของสังคมม นุษย์ เท่านั้น แต่การเมืองหาช่วยทำให้มนุษ ย์มีจิตใจสูงส่งยิ่งขึ้นเหม ือนศาสนา หรือเหมือนการปฏิบัติธรรมไม ่

และการเมืองก็ไม่มีวิธีที่จ ะทำให้มนุษย์มีจิตใจสูงส่งข ึ้นด้วย เพราะฉะนั้น ก่อนที่การเมืองและนักการเม ืองจะทำลายโลกนี้ให้ย่อยยับ ลงกับมือ ในลักษณะของการฆ่าตัวตายรวม หมู่ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที ่ผู้ไม่ใช่นักการเมืองอย่าง พวกเราจะต้องตระหนักและค้นพ บพระเจ้าหรือพุทธะในดวงจิตข องแต่ละคนให้ได้เสียก่อน ถึงจะสามารถหยุดยั้งความหาย นะที่กำลังคืบคลานมาสู่โลกใ บนี้ได้

จงอย่าฝากความหวังไว้กับพวก นักการเมือง และจงอย่าหวังพึ่งพวกเขาในก ารแก้ไขวิกฤติรอบด้าน ที่กำลังรวมตัวเป็นพลังโน้ม ถ่วงที่จะฉุดโลกนี้สู่หายนะ เพราะพวกเขาเองก็ยังไม่สำนึ กเลยว่า กำลังนำพาผู้คนไปสู่ความมืด มิด ไปสู่ความวิบัติฉิบหายครั้ง ใหญ่หลวง

จะมีก็แต่จิตใจที่สำนึกขอบค ุณต่อการได้มีชีวิตดำรงอยู่ จะมีก็แต่หัวใจ ที่เปี่ยมไปด้วยความรักความ เมตตา จะมีก็แต่จิตสำนึกที่เป็นฌา นเป็นสมาธิและเป็น ปัญญาเท่านั้นที่จะเป็นพลัง ให้มนุษยชาติเอาชนะด้านที่เ ป็นมารของการเมืองและของนัก การเมืองได้”

สันติชาตินั่งฟังคำอธิบายขอ งเมทัทสุเสียยืดยาว นักวิชาการหนุ่มซึ่งยังเป็น ทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่า งเขา ก็พอจะซึมซับคำสอนข้างต้นขอ งท่านเมทัทสุได้อย่างฝังแน่ นและเข้าใจได้ดี เพราะเขาเองก็ได้ผ่านเหตุกา รณ์พฤษภาทมิฬ และได้ประจักษ์ ถึงความล้มเหลวและไร้ประสิท ธิภาพของพวกผู้นำที่เป็นนัก การเมืองและข้าราชการ ประจำของประเทศตนเองมาแล้วเ มื่อ 3 ปีก่อน



ตอนที่ 17

การเปลี่ยนแปลงกรรม


สันติชาติถามท่านเมทัทสุต่อ ไปว่า

“ท่านเมทัทสุครับ ถ้าหากการเมืองและพวกนักการ เมืองไม่มีโนว์ฮาว หรือ วิธีที่จะทำให้มนุษย์มีจิตใ จสูงส่งขึ้นได้จริงตามที่ท่ านกล่าวมาแล้ว แล้วอะไรเล่าครับ ที่จะทำให้มนุษย์มีจิตใจสูง ส่งขึ้นมาได้?...”


สันติชาติหยุดเล็กน้อยแล้วก ล่าวต่อว่่า

“เมื่อกี้ท่านแย้มออกมาหน่อ ยหนึ่งว่า คือศาสนาหรือการปฏิบัติธรรม ใช่ไหมครับ ถ้าใช่การปฏิบัติธรรมที่ท่า นเอ่ยถึงนั้น ย่อมมีความเกี่ยวเนื่องกับห ลักวิชารหัสนัยหรือวัชรเซนข องศาสนาพุทธสายธิเบตที่ท่าน ได้ฝึกฝนมาใช่มั้ยครับ”

“ใช่แล้ว พ่อหนุ่มผู้มีสติปัญญาฉลาดห ลักแหลม ตัวเราเองมีความเชื่อมั่นว่ า ศาสนาพุทธคือระบบวิธีเพื่อเ ปลี่ยนแปลง ปรับปรุงและพัฒนามนุษย์นั่น เอง หรืออีกนัยหนึ่ง ศาสนาพุทธที่แท้จริงนั้นย่อ มมีเคล็ดลับเทคนิควิธีที่จะ ปรับปรุงมนุษย์ สามัญชน ให้กลายเป็นมนุษย์ที่เหนือม นุษย์ คือเป็นพุทธะ หรือผู้ตรัสรู้ได้ โดยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปล งจากภายในของตัวคนผู้นั้น หาได้เกิดจากภายนอก หรือวัตถุมงคลชนิดใดได้”

“ระบบวิธี (Method) ในการเปลี่ยนแปลงมนุษย์ของห ลักวัชรเซน คืออะไรครับ” โปรเฟสเซอร์หนุ่มถามต่อ

เมทัทสุกล่าวเสียงหนักแน่นว ่า “คือการบำเพ็ญตบะกับการฝึกส มาธินะซิพ่อหนุ่ม ในความเข้าใจของเรา การบำเพ็ญตบะกับการฝึกสมาธิ คือ 2 เสาหลักแห่งการปฏิบัติธรรมข องศาสนาพุทธ ยุคต้นๆ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า 2 สิ่งนี้ได้ถูกดูแคลนละเลยใน ยุคหลังๆ โดยเฉพาะในนิกายมหายาน และกลับถูกแทนที่โดยศรัทธา ความหลงใหลในสิ่งศักดิ์สิทธ ิ์ไปเสียเกือบหมด

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มนุษย ์พึ่งตนเอง เพราะมีแต่พึ่งตนเองด้วยวิร ิยะพยายามเท่านั้น มนุษย์ถึงจะสามารถบรรลุมรรค ผลได้ แต่เดี๋ยวนี้การณ์กลับกลายเ ป็นว่า มนุษย์หันมาพึ่งพุทธศาสนาใน เชิงขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ค ุ้มครองหรือช่วยเหลือแทนที่ จะคิดพึ่งตนเองตามหลักที่แท ้จริงของศาสนาพุทธ

เราได้บอกเธอไปเมื่อครู่แล้ วใช่มั้ยว่า ขณะนี้ สังคมโลกปัจจุบันซึ่งกำลัง ผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางโค รงสร้างที่รุนแรงครั้งใหญ่ร าวกับภูเขาไฟระเบิด ได้ยื่นคำขาดกับพวกมนุษย์ให ้พวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองโด ยเร็ว ก่อนที่จะสายเกินแก้ หรือก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้น และนำพามนุษยชาติไปสู่การฆ่ าตัวตายรวมหมู่”

“ใช่ครับ” สันติชาติรับคำเพราะรู้สึกเ ห็นด้วย

เมทัทสุยกมือชี้นิ้วเข้าหาต ัวเองพลางกล่าวว่า “สำหรับตัวเรา คำตอบในเรื่องนี้นั้นอยู่ใน ระบบวิธีและหลักวิชาที่พระพ ุทธเจ้าได้ทรงถ่ายทอดไว้ให้ ”

“แล้วการบำเพ็ญตบะกับการฝึก สมาธิในศาสนาพุทธนั้นจะเปลี ่ยนแปลง “อะไร” ในตัวมนุษย์ และเปลี่ยนแปลง “อย่างไร” ครับ?”

“เป็นคำถามที่ดีมากพ่อหนุ่ม แต่การที่จะตอบคำถามนี้ได้ ก่อนอื่นเราต้องมาพิจารณากั นก่อนว่า มนุษย์อันเป็นเป้าที่เรามุ่ งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปล งนั้น คืออะไร? หรือเราต้องถามตัวเองก่อนว่ า อะไรทำมนุษย์ให้เป็นมนุษย์อ ยู่เช่นปัจจุบันนี้? ชาติกำเนิดใช่หรือไม่?”

“ผมคิดว่าไม่ใช่ครับ”

“ถูกแล้ว ชาติกำเนิดไม่ได้ทำให้คนสูง ส่งหรือต่ำต้อย และคนที่สูงส่งหรือต่ำต้อยก ็มิได้ถูกกำหนดโดยชาติกำเนิ ดด้วย แต่กรรมหรือการกระทำของคนคน นั้นต่างหากเล่าที่จะทำให้ค นคนนั้นกลายเป็นคนสูงส่งหรื อคนต้อยต่ำ

กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนน ั้นกลายเป็นคนฉลาดราวอัจฉริ ยะ หรือคนโง่เขลาดุจกระบือ

กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนน ั้นกลายเป็นเศรษฐี หรือคนยากไร้

กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนน ั้นกลายเป็นผู้ที่คนอื่นยกย ่องนับถือเลื่อมใส หรือเกลียดชังดูถูก

กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนน ั้นกลายเป็นผู้ประสบความสำเ ร็จในชีวิต หรือล้มเหลว

กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนน ั้นได้พบคู่ครองที่ดี หรือคู่ครองที่ไม่รับผิดชอบ

กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนน ั้นมีลูกหลานที่เป็นที่พึ่ง และภาคภูมิใจได้ หรือตรงกันข้าม

เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาที่แท้จริงคือผู้ ที่เข้าใจถึงเรื่องกรรมและว ิบากหรือผลของกรรมนั้นว่า โลกนี้ดำรงอยู่ได้ด้วยกรรม ชีวิตมนุษย์ทุกคนก็ดำรงอยู่ เพราะกรรม กรรมจะตามตัวพวกเขาไปเหมือน กับล้อที่หมุนตามรถไปฉะนั้น ”

สันติชาติร้องอ้อแล้วกล่าวว ่า “เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงมนุษย์ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงกรรมของมนุษย ์ ใช่มั้ยครับท่าน?”

“ถูกแล้ว การเปลี่ยนแปลงกรรมนี้แหละท ี่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแป ลงมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงสังคมรวมท ั้งโลกใบนี้ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงกรรม จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโ ชค และความสามารถของมนุษย์คนนั ้น และโชค (Luck) กับความสามารถของคนคนนั้นจะ ไปกำหนดชีวิตของเขาอีกทีหนึ ่ง


ผู้คนส่วนใหญ่มักสนใจใคร่รู ้อนาคตของตัวเอง แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า สิ่งที่ประเสริฐยิ่งกว่าการ รู้อนาคตของตัวเองจากหมอดูก ็คือ การเปลี่ยนแปลงกรรมเพื่อก่อ ให้เกิดโชคและความสามารถอัน ประเสริฐ จะได้มีชีวิตที่ประเสริฐต่า งหาก”

“ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่าง กรรม กับ โชค และความสามารถ ว่ามีผลกำหนดกันอย่างไรครับ ขอได้โปรดช่วยขยายความด้วยค รับ”

“ก่อนอื่น เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่ อนว่า ชีวิตของคนเรานั้นคือ กระบวนการเลือก (Choice) ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องต ั้งแต่เกิดจนตาย คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้ก็ต้อ งเลือก หรือตัดสินใจที่จะเลือกว่าจ ะเลือกอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน และอย่างไรอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกต่ างในความสุข ความทุกข์ หรือในความสำเร็จ ความล้มเหลวของผู้คนนั้น จะว่าไปแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่ า คนผู้นั้นเลือกเดินหนทางอย่ างไร เมื่อถึงจุดที่เป็นทางแยกหร ือหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตน ั่นเอง

เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความสาม ารถในการเลือก จึงสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะต าของตัวเองได้ในระดับหนึ่งด ้วย โดยปกติผู้ที่มีความสามารถใ นการเลือกนั้นจะ สังเกตได้จากคุณสมบัติต่างๆ ของคนคนนั้น ซึ่งได้แก่ ความเป็นผู้มีวิริยะ อุตสาหะ พยายาม ความเป็นผู้ที่มีจิตใจเข้มแ ข็ง ความเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉ ลียวฉลาด และ ความเป็นผู้ที่สามารถเรียกโ ชคให้มาอยู่ข้างตัวเอง ซึ่งในทางพุทธศาสนานั้นเขาเ รียกว่า เป็นผู้ที่มี มงคล นั่นเอง”

“ในกรณีที่คนผู้นั้นไม่ยอมเ ลือกอะไร ไม่ยอมทำอะไรเลยก็เป็นการเล ือก ชนิดหนึ่ง ใช่มั้ยครับ” นักวิชาการหนุ่มถาม

“ใช่แล้ว และเธออย่าลืมนะว่าในการเลื อกนั้น ด้านหนึ่งก็หมายความว่า คนคนนั้นก็เป็นฝ่ายถูกเลือก ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าเธอเลือกที่จะดำเนินชีวิ ตเป็นคนเลว นั่นก็หมายความว่า ‘มาร’ ซึ่งเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของ ความชั่วก็เป็นฝ่ายเลือกเธอ หรือเธอก็เป็นฝ่ายถูกเลือกจ ากมารด้วยเช่นกัน

ในทางกลับกัน ถ้าเธอเลือกที่จะดำเนินชีวิ ตที่จะเป็น ‘บุรุษแห่งฟ้า’ นั่น ก็ย่อมหมายความว่า ‘ฟ้า’ ซึ่งเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของ ความดี ความงาม ความ สะอาด ความสว่าง ความสงบ ก็เป็นฝ่ายเลือกเธอหรือเธอก ็เป็นฝ่ายถูกเลือกจากฟ้าด้ว ยเช่นกัน

และเมื่อเธอได้เลือกและถูกเ ลือกแล้ว จากนั้นกรรมก็จะทำหน้าที่ขอ งมัน อย่างซื่อสัตย์ตั้งแต่เดี๋ย วนั้นจนกว่าจะเกิดเป็นวิบาก ให้เห็นในเวลาต่อมาไม่ช้าก็ เร็ว”

“แล้วในกรณีที่เราไม่อาจเลื อกได้ล่ะครับ เช่น ชาติกำเนิด บิดา มารดา รูปร่างหน้าตา ความถนัด เหล่านี้ จะพิจารณาอย่างไรครับ”

เมทัทสุยกนิ้วชี้ขึ้นไปบนฟ้ าเบื้องบนพลางกล่าวว่า “ชีวิตในส่วนที่ตัวเราสามาร ถเลือกเองได้นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของตั วเราเอง แต่ชีวิตในส่วนที่ตัวเราไม่ อาจเลือกได้นั้นขึ้นอยู่กับ ลิขิตของฟ้า ซึ่งผูกพันอย่างลึกซึ้งกับก ฎแห่งกรรมและหลักปฏิจจสมุปบ าท

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกรร มกับโชค และความสามารถที่เธอถามเราน ั้นจะเป็นที่กระจ่างก็ต่อเม ื่อตัวเรารู้ว่า อะไรภายในตัวเรา ที่เป็นตัวกำหนดให้เราเลือก หรือถูกเลือก หรือไม่อาจเลือกได้ เช่นนั้น

โดยทั่วไป ข่าวสาร ความทรงจำ ประสบการณ์ในอดีตของตัวเราม ักเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหน ดให้เราเลือกก็จริง แต่ก็ไม่เสมอไป เธอคงเคยพบกรณีคนที่ติดบุหร ี่ทั้งๆ ที่รู้ว่าบุหรี่เป็นภัยต่อร ่างกายใช่มั้ย ทำไม “ข่าวสาร” เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ “ความทรงจำ” เกี่ยวกับผู้คนที่ทุกข์ทรมา นจากโรคทางเดินหายใจ อันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่ จัด จึงไม่สามารถกำหนดให้คนคนนั ้นเลิกบุหรี่ได้ทุกครั้งไป? ”

สันติชาติหยุดคิดเล็กน้อย ค่อยตอบว่า “ก็เพราะคนคนนั้นรู้ว่าบุหร ี่เป็นภัยต่อร่างกายก็จริง แต่เขาไม่สามารถ บังคับตัวเขาให้เลิกบุหรี่ไ ด้น่ะซิครับ”

เมทัทสุพยักหน้ารับ

“ถูกแล้ว เหตุที่ตัวเขาไม่สามารถบังค ับตัวเขาได้ ทั้งๆ ที่เขารู้ หรือมีจิตสำนึกอยู่ว่า การกระทำหรือการเลือกเช่นนั ้นไม่ดี ก็เพราะว่า ภายในตัวเขามี ‘ตัวเขา อีกคนหนึ่ง’ ที่เขาไม่รู้จักแฝงเร้นอยู่ และมามีอิทธิพลอย่างสูงต่อก ารเลือกของตัวเขานั่นเอง


พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่บังคับตัวเองไม่ได้ ก็เพราะเขาบังคับใจตัวเองไม ่ได้ และการที่คนบังคับใจตัวเองไ ม่ได้ก็เพราะ ใจของมนุษย์นั้นมีหลายชั้นด ำรงอยู่ แต่มนุษย์ธรรมดาสามัญชนรู้จ ักใจของตนเองแค่ระดับเปลือก นอกเท่าที่สำนึกรู้สัมผัสได ้เท่านั้น”

“ผมเริ่มจะเข้าใจแล้วจะครับ ที่ท่านเคยบอกผมว่า คนที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชะ ตากรรมของตัวเองได้ คือผู้ที่สามารถเปลี่ยนนิสั ยตนเองให้ดีขึ้นได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่อาจบัง คับตัวเอง หรือควบคุมจิตใจตัวเองให้เล ือกกระทำแต่สิ่งที่ถูก ที่ควร ชอบด้วยศีล ด้วยธรรม ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญาได้ จึงไม่อาจเปลี่ยนนิสัยหรือ บุคลิกภาพของตนเองได้ ก็เลยทำให้เปลี่ยนแปลงชะตาก รรมตนเองไม่ได้ในที่สุด” นักวิชาการหนุ่มเสนอความคิด เห็นบ้าง

“ใช่แล้ว เธอก็คงเห็นด้วยกับเราใช่ไห มว่า ผู้คนเกือบทั้งหมดในโลกนี้ต ่างรู้ดีว่า อะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรชั่ว ความเลวร้าย ความบาป ความชั่วที่ได้เกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในแต่ละวันนั้ น เกือบทั้งหมดหาได้เกิดขึ้นเ พราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นอย่างจงใจท ั้งสิ้น เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ส่วนใหญ ่ไม่มีพลังพอที่จะควบคุมจิต ใต้สำนึกของเขา จิตใต้สำนึกนี้แหละที่เป็น “ตัวเขาอีกคนหนึ่ง” ที่คนคนนั้นไม่รู้จัก แต่กลับมามีอิทธิพลบงการเหน ือชีวิตเขา

ในทางจิตวิทยาจิตใต้สำนึกเป ็นสภาพจิตที่ถูกขจัดออกจากจ ิตสำนึก เพราะฉะนั้นมันจึงมีลักษณะท ี่ถูกกดดัน เก็บกด หรือไม่ก็พยายามหลีกหนีหลบเ ลี่ยงจากความเป็นจริง ทำให้จิตใต้สำนึกมีลักษณะที ่บิดเบี้ยว ผิดปกติ เป็นลักษณะวิสัยธรรมดา
แต่จิตใต้สำนึกนี้มิได้ถูกเ ก็บกดเฉยๆ มันทำงานของมันอยู่ทุกขณะ โดยที่ตัวเราอาจจะไม่รู้ตัว ด้วยการเข้าไปพยายามกระตุ้น จิตสำนึกของตัวเราให้กระทำเ ลือก ตัดสินใจไป ตามความปรารถนา ของมันที่ถูกเก็บกดเอาไว้”

สันติชาติพอได้ฟังก็เริ่มเข ้าใจจึงร้องโพลงออกมาว่า “เพราะฉะนั้น การต่อสู้กับจิตใจตัวเอง รวมทั้งการควบคุมใจของตนเอง คือการต่อสู้กับจิตใต้สำนึก ที่เป็นความปรารถนาที่ถูกเก ็บกดในลักษณะที่บิดเบี้ยวผิ ดปกติอันนี้ใช่มั้ยครับ และถ้าพวกเราต่อสู้เอาชนะมั นได้เราถึงจะสามารถเปลี่ยนแ ปลงกรรมของเราได้”

เมทัทสุหัวเราะเล็กน้อยเมื่ อเห็นอาการของสันติชาติ

“ถูกแล้ว การที่พวกเราจะเอาชนะจิตใต้ สำนึกของเราได้ ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจต้น ตอความเป็นมาของมันเสียก่อน ในความเข้าใจของเรา จิตใต้สำนึกของมนุษย์ มีต้นตอมาจากความกลัว...

ความหวาดวิตกในจิตใจของมนุษ ย์ยุคดึกดำบรรพ์ ที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ ทุกรูปแบบ อย่างเป็นฝ่ายถูกกระทำข้างเ ดียว ความกลัว ความหวาดวิตกที่ดำรงอยู่ตลอ ดชั่วชีวิตของคนโบราณนั้นได ้ฝังรากลึกลงในจิตใจของมนุษ ย์ กลายเป็นข่าวสารพันธุกรรมที ่สืบทอดมาจนถึงมนุษย์ยุคปัจ จุบันในรูปของจิตใต้สำนึก และจิตไร้สำนึก”

“ท่านกำลังบอกผมว่า จิตใต้สำนึกของคนเรานั้น เป็นสิ่งที่ได้รับสืบทอดมาจ ากคนรุ่นก่อนนับรุ่นไม่ถ้วน ก่อนที่จะตกทอดมาถึงตัวเราใ นชาตินี้หรือครับ?” สันติชาติถามด้วยความตื่นเต ้น

“เธอรู้จักแผ่นดิสก์ที่ใช้บ ันทึกข่าวสารข้อมูลในเครื่อ งคอมพิวเตอร์ใช่มั้ย” เมทัทสุเปลี่ยนเป็นฝ่ายถามน ักวิชาการหนุ่มบ้าง

“แน่นอนครับ”

“เธอไม่คิดว่าแผ่นดิสก์นี่เ ป็นสิ่งอัศจรรย์ชนิดหนึ่งหร อกหรือ ที่มันสามารถคัดลอกข่าวสารข ้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดได้ในเวลาไม่ถึงนาที เท่านั้น ทั้งๆ ที่กว่าเราจะใส่ข้อมูลทั้งห มดลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้ อาจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เลยทีเดียว”

“ครับ”

“เรากำลังจะบอกเธอว่า ช่วงเวลาที่เด็กทารกอยู่ในค รรภ์มารดาประมาณ 10 เดือนนี้แหละที่ทารกผู้ซึ่ง จะเติบโตเป็นมนุษย์ผู้ใหญ่ใ นภายภาคหน้าได้บันทึกข้อมูล ความทรงจำ และประสบการณ์ที่เผ่าพันธุ์ ของตนได้วิวัฒนาการมาในตลอด ช่วงหลายร้อยล้านปีมานี้เอา ไว้

เหมือนกับแผ่นดิสก์ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ และกลายเป็นจิตใต้สำนึก กับจิตไร้สำนึก เมื่อทารกถือกำเนิดขึ้นมา จิตใต้สำนึกกับจิตไร้สำนึกอ ันนี้จะเก็บข้อมูล ความทรงจำของมันเอาไว้ในมัน สมองส่วนที่เรียกกันว่า ผิวสมองเก่ากับผิวสมองเก่าแ ก่ ในขณะที่จิตสำนึกจะเก็บข้อม ูลความทรงจำของมันเอาไว้ในม ันสมอง ส่วนที่เรียกกันว่า ผิวสมองใหม่ (Neo-cortex)”

สันติชาติซึ่งสรุปคำอธิบายข องเมทัทสุได้เข้าใจแล้ว จึงกล่าวว่า “เพราะฉะนั้น หลักวัชรเซนหรือรหัสนัยที่ท ่านได้รับการถ่ายทอดมาจากท่ านคูทัทสุ เพื่อปรับปรุงมันสมองของตนเ องให้ปราดเปรื่องก็คือ เคล็ดวิชาแห่งการฝึกฝนเพื่อ ไปขับเคลื่อนหรือกระตุ้นมัน สมองส่วนที่เรียกกันว่าผิวส มองเก่าแก่ กับผิวสมองเก่า อันเป็นแหล่งที่อยู่ของจิตใ ต้สนึกกับจิตไร้สำนึก และเป็นที่ตั้งของต่อมไพนีล ใช่ไหมครับ?”

เมทัทสุหัวเราะอย่างพอใจ เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นมาจับ ที่หัวไหล่สันติชาติ พร้อมกล่าวว่า “ฉลาดมากพ่อหนุ่ม สมแล้วที่เราดูคนไม่ผิด การมุ่งฝึกการควบคุมจิตใต้ส ำนึกและจิตไร้สำนึก นี้แหละที่ทำให้พุทธศาสนาขอ งเรายึดแนวเร้นลับหรือรหัสน ัย ซึ่งแตกต่างไปจากแนวเผยแจ้ง ภายนอกที่มีแต่คำสอนตามคัมภ ีร์ตามตัวอักษร โดยจะมีผลอย่างมากแค่จิตสำน ึกภายนอกเท่านั้น หามีพลังที่จะเปลี่ยนมนุษย์ จากข้างในจากจิตใต้สำนึกไม่

เพราะฉะนั้น ศาสนาที่มีแค่คำสอนอย่างแนว เผยแจ้งจึงยังไม่อาจช่วยให้ มนุษย์หลุดพ้นได้ เพราะไม่มีผู้ใดพบทางหลุดพ้ นได้โดยการเรียนจากคำสอนพระ พุทธเจ้าท่านก็ไม่ใช่ แต่คนเราจะพบทางหลุดพ้นได้ก ็ด้วยพลังจากภายในอันเป็นปร ะสบการณ์โดยตรงที่ได้มาจากก ารปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างยา วนาน ตามหลักศีล สมาธิ และปัญญาเท่านั้น

อ้อ แต่ในทางพุทธศาสนา เขาไม่ได้ใช้คำว่า จิตใต้สำนึกหรือจิตไร้สำนึก หรอกนะ นี่เราพูดกับเธอด้วยภาษาสมั ยใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่า นั้น เขาใช้คำว่า อนุสัย ต่างหาก อนึ่ง การมุ่งฝึกควบคุมอนุสัย นี้แหละคือ หลักวิชาแห่งการเปลี่ยนแปลง กรรมของเรา!” เมทัสสุกล่าวสรุป
 
 


ตอนที่ 18

อนุสัย



มีปัญหาที่เปรียบเสมือน “เส้นผมบังภูเขา” ที่ได้ติดค้างอยู่ในใจของสั นติชาติ อโศกาลัย มานานเป็นเวลาหลายปีแล้ว ปัญหาหนึ่งก็คือ ทั้งๆ ที่หลักธรรมคำสอนของพุทธธรร มมีความล้ำลึกและสูงส่งถึงข นาดนี้ แต่เหตุไฉนคำสอนเหล่านี้จึง ยังไม่อาจ ช่วยคนส่วนใหญ่ ให้มีความรุดหน้าทางจิตวิญญ าณกว่านี้ได้ หรือมี “ปัญญา” มาก กว่านี้ได้

ขอเพียงคำสอนเหล่านี้สามารถ มีอิทธิพล ยกระดับสติปัญญาของผู้คนส่ว นใหญ่ในโลกนี้ให้สูงขึ้นกว่ าเดิมแม้เพียงไม่มาก สันติชาติก็มั่นใจว่า โลกใบนี้จะต้องน่าอยู่กว่าน ี้ สงครามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มนุษย์ด้วยกันเอง รวมทั้งการทำลายธรรมชาติ ด้วยความละโมบอย่างไม่คิดกา รณ์ไกล ก็จะต้องหมดไปอย่างแน่นอน

เมื่อได้ฟังทัศนะของท่านเมท ัทสุที่บอกกับเขาว่าแค่คำสอ นตามคัมภีร์ ตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียว อย่างมากก็แค่มีอิทธิพลต่อ จิตสำนึกภายนอกของมนุษย์เท่ านั้น หามีพลังที่จะเปลี่ยนมนุษย์ จากข้างในจากจิตใต้สำนึกไม่

สันติชาติจึงรู้สึกว่าเส้นผ มที่เคยบังตาเขามาหลายปีได้ หลุดหายไปแล้ว และเขาเริ่มเข้าใจแล้วถึงคว ามสำคัญของการฝึกจิต และฝึกสมองเพื่อควบคุมจิตใต ้สำนึก หรือ “อนุสัย” ให้ดำเนินไปในครรลองที่ช่วย ให้หลุดพ้น สันติชาติเริ่มเห็นรอยเชื่อ มต่ออย่างเด่นชัดระหว่างหลั กวิชาของเขาที่ฝึกฝนมาเกือบ 15 ปีในสาย “เต๋า” กับหลักวิชาสาย “รหัสนัย” หรือวัชรเซนสายธิเบตที่ท่าน เมทัทสุกำลังถ่ายทอด ให้แก่เขาอยู่นี้

เสียงของท่านเมทัทสุที่ทั้ง กังวานแจ่มใสและทรงพลัง ยังคงเปล่งออกมาอย่างต่อเนื ่องไม่ขาดสาย เข้าสู่การรับรู้ของสันติชา ติ

“โลกนี้เกิดจากกรรม และกรรมนี้เกิดจากอนุสัย กรรมที่หลุดจากอนุสัย จะไม่นำมาซึ่งการก่อเกิดอีก

ความแตกต่างในชีวิตของเหล่า มนุษย์ในโลกนี้ล้วนเกิดจากก รรมเช่นกัน เพราะกรรมทำให้ “ความคิด” และ “ผลของความคิด” ของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความแตกต่างกันใน “ความคิด” และ “ผลของความคิด” จึงนำมาซึ่งความแตกต่าง ในชีวิตของผู้คน

กรรม มีการทำงานอยู่ 3 แบบ

แบบแรก คือ การก่อให้เกิดการสืบเนื่องข องความคิด และผลของความคิดในชาติก่อน หรือในช่วงก่อนกำเนิดให้ตกท อดมาถึงชาตินี้ หรือในช่วงหลังกำเนิด ดุจดั่งการทำงานของลูกธนูที ่ถูกปล่อยออกมาจากคันศร แล้วกำลังพุ่งออกไป อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

แบบที่ 2 คือ การแยกแยะกรรมดีออกจากกรรมช ั่ว การแยกแยะบุญออกจากบาป

แบบที่ 3 คือ การก่อให้เกิดศีล หรือก่อให้เกิดหลักประพฤติป ฏิบัติ

การทำงานทั้ง 3 แบบเช่นนี้ของกรรมจักปรากฎใ ห้เป็นที่ประจักษ์แก่สาย ตามนุษย์ในรูปของ “ความคิด” และ “ผลของความคิด” ของคนผู้นั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ พลังของกรรมจะเริ่มมาจาก “ความคิด” ซึ่งเป็นการปรุงแต่งของ “สังขาร” ก่อน พอมี “ความคิด” แล้วจึงจะเกิด “ผลของความคิด” หรือ การกระทำ (กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม) ตามมาอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น “ผลของความคิด” ที่แท้ก็เป็น “ความคิด” ชนิดหนึ่งนั่นเอง

“อนุสัย” ก็เป็น “ความคิด” ชนิดหนึ่ง ซึ่งจัดอยู่ในประเภทจิตใต้ส ำนึก โดยที่ “ความคิด” ในที่นี้หมายถึง การทำงานของจิตโดยรวมพลัง และการทำงานของกรรมจักปรากฏ ให้เป็นที่ประจักษ์ได้ จะต้องมีการทำงานของ “อนุสัย” เกิดขึ้นก่อน

กรรมที่หลุดห่างจากอนุสัย จักไม่มีพลังไปควบคุมบังคับ มนุษย์ได้ อนุสัย คือ สภาพที่ “ความคิด” หลับลึกนอนก้นอยู่ข้างในภาย ในจิตใจมนุษย์ แต่ยังทำงานของมันต่อไปไม่ม ีวันหยุด...

อนุสัย มี การทำงานอยู่ 10 แบบ และอนุสัยมีอยู่ 10 ชนิด

การทำงานแบบที่ 1 ของอนุสัย คือ ทำให้รากเหง้าแข็งแกร่งยิ่ง ขึ้น ถ้ามีกิเลสเกิดขึ้นก็จะทำให ้กิเลสนั้นแข็งตัว ดื้อด้านยิ่งขึ้น

การทำงานแบบที่ 2 ของอนุสัย คือ ทำให้เกิดการต่อเนื่องสืบทอ ด ถ้ามีกิเลสเกิดขึ้นอย่างหนึ ่ง กิเลสอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้นตามมาไม่ขาดสาย

การทำงานแบบที่ 3 ของอนุสัย คือ ทำให้งอกเงย ถ้ามีกิเลสเกิดขึ้น ก็จะทำให้กิเลสนั้นงอกเงย ดุจต้นข้าวในนาที่งอกเงยเติ บโตขึ้นเรื่อยๆ

การทำงานแบบที่ 4 ของอนุสัย คือ ทำให้เกิดผล

การทำงานแบบที่ 5 ของอนุสัย คือ ทำให้เกิดชาติภพสืบเนื่อง

การทำงานแบบที่ 6 ของอนุสัย คือ ทำให้ขยายตัว ถ้ามีกิเลสเกิดขึ้น กิเลสนั้นจะฟูมฟักตัวเอง ทำให้ขยายตัว

การทำงานแบบที่ 7 ของอนุสัย คือ ทำให้ใจหลงทาง หรือลังเลที่จะเลือกหนทางที ่ถูก

การทำงานแบบที่ 8 ของอนุสัย คือ ชักจูงใจให้ไปทางอื่น

การทำงานแบบที่ 9 ของอนุสัย คือ ทำให้ใจขุ่นมัว ผิดพลาด

การทำงานแบบที่ 10 ของอนุสัย คือ ผูกมัดให้ใจยึดติดอยู่กับกิ เลส ในโลกนี้

อนุสัยมีอยู่ 10 ชนิด

อนุสัย ชนิดที่ 1 คือ ความโลภ

อนุสัย ชนิดที่ 2 คือ ความโกรธ

อนุสัย ชนิดที่ 3 คือ ความหลง (อวิชชา)

อนุสัย ชนิดที่4 คือ ความยโสโอหัง ดูแคลนผู้อื่น

อนุสัย ชนิดที่ 5 คือ ความระแวงสงสัย ถึงรู้สัจธรรมแล้ว แต่ก็ไม่มีพลังที่จะไปปฏิบั ติ

อนุสัย ชนิดที่ 6 คือ ทัศนะหรือความเห็นผิดๆ ที่หลงเชื่อว่า สมบัติทั้งหลายในโลกนี้เป็น ของตนจริง ตนสามารถครอบครองได้จริง

อนุสัย ชนิดที่ 7 คือ ทัศนะหรือความเห็นผิดๆ ที่หลงเชื่อว่า ชีวิตนี้มีแค่ครั้งเดียว เมื่อตายไปแล้วทุกอย่างจะจบ สิ้น

อนุสัย ชนิดที่ 8 คือ ทัศนะหรือความเห็นผิดๆ ที่หลงเชื่อว่า กฎแห่งกรรมไม่มีจริง จึงไม่กลัวบาปกรรม ไม่เห็นว่าการทำดีมีความหมา ย

อนุสัย ชนิดที่ 9 คือ ทัศนะหรือความคิดเห็นผิดๆ ที่ยึดมั่นอยู่กับความคิดหร ืออุดมการณ์ที่ผิดพลาด โดยเชื่อว่าเป็นความคิดหรือ อุดมการณ์ที่ถูกต้อง

อนุสัย ชนิดที่ 10 คือ ทัศนะหรือความเห็นผิดๆ เกี่ยวกับแนวทางในการ หลุดพ้น

อนึ่ง อนุสัย 10 ชนิดนี้ยังก่อให้เกิด “อุปกิเลส” หรือกิเลสย่อยๆ ที่เกิดขึ้นตามมาพร้อมๆ กับการทำงานของอนุสัยหลัก หรือกิเลสหลัก 10 ชนิด ข้างต้นอีก 20 ชนิด ดังต่อไปนี้

อุปกิเลส ชนิดที่ 1 คือ ใจร้อน ฉุนเฉียวง่าย เป็นความโกรธเมื่อพบ สิ่งไม่ถูกใจ เมื่อเกิดอนุสัยที่เป็นความ โกรธ อุปกิเลสชนิดนี้จะตามมา

อุปกิเลส ชนิดที่ 2 คือ เคียดแค้น ผูกพยาบาท

อุปกิเลส ชนิดที่ 3 คือ ไม่จริงใจ ปลิ้นปล้อน ตอแหลให้ผู้อื่นตายใจ

อุปกิเลส ชนิดที่ 4 คือ ความอิจฉาริษยา ในความสุข ความสำเร็จของผู้อื่น

อุปกิเลส ชนิดที่ 5 คือ ความติดข้องทางจิต อันเนื่องมาจาก ความเคียด แค้นชิงชัง จึงทำให้ อมทุกข์

อุปกิเลส ชนิดที่ 6 คือ การปัดความรับผิดชอบ ปกปิดความผิดของตัวเอง เนื่องจากกลัวเสียหน้าเสียต ำแหน่ง เสียชื่อเสียง

อุปกิเลส ชนิดที่ 7 คือ ความงก ความหวงสมบัติ หวงวิชา

อุปกิเลส ชนิดที่ 8 คือ การหลอกลวง เป็นวิญญูชนจอมปลอม

อุปกิเลส ชนิดที่ 9 คือ การหลงตัวเอง หลงในความสามารถ ฐานะ รูปร่าง หน้าตา ของตัวเอง

อุปกิเลส ชนิดที่ 10 คือ จิตใจที่คิดร้ายต่อผู้อื่น

อุปกิเลส ชนิดที่ 11 คือ จิตใจที่ไร้ความละอายต่อบาป

อุปกิเลส ชนิดที่ 12 คือ จิตใจที่ฟุ้งซ่าน ไม่อยู่กับร่องกับรอย

อุปกิเลส ชนิดที่ 13 คือ ใจที่ขาดการทบทวนตัวเอง

อุปกิเลส ชนิดที่ 14 คือ ใจที่เซ็ง ซึม หมองมัว ไม่กระปรี้กระเปร่า

อุปกิเลส ชนิดที่ 15 คือ ใจที่ขาดศรัทธา ในสิ่งถูกต้องดีงาม

อุปกิเลส ชนิดที่ 16 คือ ใจที่เกียจคร้าน ไม่วิริยะอุตสาหะ

อุปกิเลส ชนิดที่ 17 คือ ความประมาทเลินเล่อ เอาแต่ใจตัวเอง

อุปกิเลส ชนิดที่ 18 คือ การขาดสติ อันเนื่องมาจากสุรา การละเล่น และอบายมุข

อุปกิเลส ชนิดที่ 19 คือ ใจที่ไม่รู้จริง

อุปกิเลส ชนิดที่ 20 คือ ใจที่ไม่มีสมาธิ...

ลักษณะของใจที่เกิดจากอนุสั ย 10 ชนิด และอุปกิเลส 20 ชนิดนี้แหละ ที่สร้างตัวตนของพวกเราที่เ ป็นมนุษย์เดินดินขึ้นมาให้แ ตกต่างกันไปตามลักษณะมากน้อ ยของอนุสัยและอุปกิเลสแต่ละ ชนิดที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน

เพราะฉะนั้น อนุสัยและอุปกิเลสเหล่านี้แ หละที่เป็นตัวการทำให้มนุษย ์ไม่อาจบังคับตัวเองและไม่อ าจบังคับใจของตัวเองได้ มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกนี้จึงไ ม่ สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ยังไงล่ะพ่อหนุ่ม!”

“.....”

สันติชาติพูดอะไรไม่ออก เขารู้สึกทั้งทึ่งและช็อคที ่ได้รับทราบถึงโครงสร้างแห่ งตัวตนที่แท้จริงของเขาและเ พื่อนมนุษย์คนอื่น

เมทัทสุหยุดพักเล็กน้อย จากนั้นถอนใจกล่าวว่า

“ตัวเราเองเมื่อได้ค้นพบสิ่ งนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ก็ยังรู้สึกละอายตนเองเลย เราได้ค้นพบข้อบกพร่องในตัว เองหลายอย่าง จากแนวคิดเกี่ยวกับอนุสัยแล ะอุปกิเลสเหล่านี้

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราถึงกั บฝึกหัดตนเองด้วยการทำ ตารางอนุสัยและอุปกิเลสของต ัวเรา แล้วใช้หมึกแดงกาไปที่ประเภ ทของอนุสัยและอุปกิเลสที่ตั วเราเห็นว่า เป็นข้อบกพร่องของเรา เราได้พกตารางอันนี้ใส่กระเ ป๋าสตางค์ติดตัว และหยิบออกมาเปิดดูทบทวนทุก ๆ วัน วันละหลายๆ ครั้งเมื่อมีโอกาส เพื่อกระตุ้นเตือนใจของเรา ให้เปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของ ตนเอง เราฝึกเช่นนี้เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ก่อนที่จะเดินทาง ไปฝึกฝนปฏิบัติอย่างเอาเป็น เอาตายที่ธิเบต”

“ท่านครับ แนวคิดเกี่ยวกับอนุสัยและอุ ปกิเลสที่ท่านถ่ายทอดให้แก่ ผมนี้ เป็นวิชาจิตวิทยาแนวพุทธใช่ หรือไม่ครับ?” สันติชาติที่ยืนฟังอยู่เป็น เวลานานเอ่ยปากถามบ้าง

เมทัทสุส่ายหน้าเล็กน้อยแล้ วกล่าวว่า “จะเรียกว่าเป็นวิชาจิตวิทย าแนวพุทธ คงจะไม่ถูกนักหรอกพ่อหนุ่ม ตัวเรา เองอยากจะเรียกว่าเป็นการอธ ิบายโครงสร้างแห่งตัวตนของม นุษย์ธรรมดามากกว่า โดยที่ระบบวิธีหรือหลักปฏิบ ัติในศาสนาพุทธนั้น จะมุ่งที่การปรับปรุงเปลี่ย นแปลงโครงสร้างแห่งตัวตนอัน นี้ในลักษณะที่เป็นก้าวกระโ ดด คือมุ่งที่จะเปลี่ยนจากมนุษ ย์ผู้เป็น สามัญชนและโลกียชนให้กลายเป ็น มนุษย์ผู้ประเสริฐ หรือ พุทธะ นั่นอง”

“ถ้า หลักคำสอน ของศาสนาพุทธ คือ อริยสัจ 4 กับปฏิจจสมุปบาทแล้ว หลักปฏิบัติ ของศาสนาพุทธคืออะไรครับ?”

“คือ หลักโพธิปักขิยธรรม 37 ประการซึ่งได้แก่

สติปัฏฐาน 4

สัมมัปปธาน 4

อิทธิบาท 4

พละ 5

อินทรีย์ 5

สัมโพชฌงค์ 7

มรรคองค์ 8

แต่ในการฝึกปฏิบัติที่เป็นจ ริงไม่จำเป็นต้องฝึกทั้งหมด นี่หรอก เพราะหลักปฏิบัติหลายอย่างม ีเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนกัน แต่ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงบั ญญัติไว้หลากหลายเช่นนี้ก็เ พราะสานุศิษย์ของท่านมีคุณส มบัติความสามารถที่แตกต่างก ันไปนั่นเอง”

“หลักโพธิปักขิยธรรม 37 ประการนี้ ผมก็เคยได้รับการถ่ายทอดจาก อริยสงฆ์รูปหนึ่งมาแล้วเมื่ อหลายปีก่อน แต่ตัวผมก็ยังรู้สึกว่ามันค ่อนข้างเป็นหลักคำสอน มากกว่าขั้นตอนปฏิบัติในควา มเป็นจริงครับ”

เมทัทสุอธิบายว่า “จากหลักโพธิปักขิยธรรม 37 ประการนี้ ถ้านำมาจัดใหม่ตามหลักขั้นต อนการฝึกฝนปฏิบัติในความเป็ นจริง หรือตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็จะจัดแบ่งย่อยได้เป็น 17 ขั้นตอนด้วยกันคือ

(1) การมีจิตใจสะอาด มีคุณธรรม รู้จักละอายต่อตัวเองและสัง คม

(2) การมีอาชีพสุจริต

(3) การมีวาจาชอบ พูดจาด้วยเหตุด้วยผล ด้วยหลักด้วยธรรม

(4) การมีความคิดชอบ คิดถูก คิดดี คิดเป็น

(5) การใช้ชีวิตชอบ ใช้ชีวิตในทางที่ถูก ที่ดี ที่ควร

(6) การรู้จักควบคุมทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้อยู่ใน การควบคุมด้วยสติ

(7) การบริโภคอาหารแต่พอประมาณ

(8) ความเพียรพยายามชอบ พยายามในสิ่งที่ถูก ที่ดี ที่ควร ที่งาม

8 ขั้นตอนแรกนี้ คือ หลักปฏิบัติแห่งศีลสิกขานั่ นเอง

(9) การดำริชอบ ระลึกชอบ การตั้งเป้าหมายในชีวิตที่ถ ูก ที่ดี ที่ควร ที่งาม

(10) ปลีกตัวหาที่สันโดษสงบเพื่อ ฝึกสมาธิ ตัดนิวรณ์ทั้ง 5

(11) ฝึกปฐมฌาน

(12) ฝึกฌาน 2

(13) ฝึกฌาน 3

(14) ฝึกฌาน 4

ตั้งแต่ขั้นที่ 9 จนถึงขั้นที่ 14 คือ หลักปฏิบัติแห่งสมาธิสิกขาน ั่นเอง

(15) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

(16) ทิพยจักษุ - ทิพยโสต

(17) อาสวักขยญาณ

ส่วน 3 ขั้นตอนสุดท้ายนี้ ก็คือ หลักปฏิบัติแห่งปัญญาสิกขาน ั่นเอง

ถ้าศีลสิกขาคือการฝึกกาย สมาธิสิกขาก็คือการฝึกจิต และปัญญาสิกขา ก็คือ การฝึกสมอง

หลักปฏิบัติ 17 ขั้นตอนนี้ แม้จะเป็นหลักปฏิบัติที่พระ พุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติไว้ใ ห้สาวกของท่าน หรือ พระสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้สละเรื่องทางโลก แล้วอย่างสิ้นเชิง เพื่อนำไปปฏิบัติให้บรรลุมร รคผลก็จริง แต่หลักปฏิบัติอันนี้ก็มีเน ื้อหาหลายอย่างที่พวกฆราวาส หรือผู้ที่ยังมีความรับผิดช อบต่อสังคม สามารถนำไปฝึกฝนเพื่อเปลี่ย นแปลงกรรมของตัวเอง และเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ไปใ นทางที่ดีได้ แม้อาจจะยังไม่ถึงขั้น ทำให้บรรลุนิพพานได้ก็ตาม

แต่ภายใต้สถานการณ์วิกฤติขอ งโลกปัจจุบัน ที่เข้าสู่ยุคอภิมหาโกลาหลแ ล้ว การมุ่งบรรลุนิพพานของคนจำน วนน้อยนิดหรือจะมีความหมายเ ท่ากับ การมุ่ง ช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ให้สามา รถเปลี่ยนแปลงตัวเอง พัฒนาจิตวิญญาณตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะในยุคอ ภิมหาโกลาหล อันเนื่องจากกฎแห่งกรรมที่ก ำลังจะตามทัน?”
 
 



ตอนที่ 19

หลักปฏิบัติของฆราวาส


เมทัทสุกล่าวสรุปใจความโดยร วมว่า

“เพราะฉะนั้น เป้าหมายหลักของตัวเราจึงอย ู่ที่การมุ่งส่งเสริมให้พวก ฆราวาส ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของโลกนี ้ หันมาฝึกฝนปฏิบัติเพื่อเปลี ่ยนแปลงกรรมของตัวเองเป็นสำ คัญ ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้อ งสร้างหลักสูตรสำหรับการปฏิ บัติขึ้นมาใหม่ ที่พวกฆราวาสสามารถฝึกฝนได้ โดยไม่ต้องบวชเป็นพระ ซึ่งอ้างอิงจากหลักโพธิปักข ิยธรรม 37 ประการ และหลักปฏิบัติ 17 ขั้นตอนตามไตรสิกขานี้”

“ท่านคิดว่ามีทางทำได้หรือค รับที่จะทำให้คนสมัยใหม่ที่ ไม่ค่อยมีเวลา หันมาฝึกฝนหลักวิชาที่มีควา มลึกล้ำเช่นนี้ได้” สันติชาติถามเมทัทสุอย่างไม ่ค่อยแน่ใจใน ความคิดนี้เท่าใดนัก

“ต้องทำได้สิ! เธอต้องไม่ลืมนะว่า มนุษย์สมัยนี้ส่วนใหญ่มีการ ศึกษาสูง กว่าคนสมัยก่อนหรือในสมัยพุ ทธกาลมาก อีกทั้งความสามารถในการใช้ต รรกะ เหตุผล รวมทั้งความสามารถในการเรีย นรู้และเข้าใจก็สูงกว่า นอกจากนี้ ข่าวสารข้อมูลก็มีมากกว่า กว้างขวางกว่า รวดเร็วกว่าสมัยก่อนมาก

เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนโบราณอาจจะต้องทุ่ มเทบวชพระใช้เวลาร่ำเรียนเก ือบตลอดชีวิต คนสมัยนี้ถ้าตั้งใจจริงอาจะ ใช้เวลาที่ว่างจากอาชีพการง านมาค่อยๆ ร่ำเรียนฝึกฝนศึกษาไป ก็อาจมีความก้าวหน้าได้เช่น กันภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี แต่แน่นอนว่าคนสมัยนี้คงจะบ รรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ยากกว ่าคนสมัยก่อนมาก เพราะสิ่งที่รบกวนจิตใจมีมา กขึ้นเป็นทวีคูณ ในขณะที่เวลาที่จะมาหมกมุ่น ทุ่มเท ให้กับการฝึกฝนมีน้อยลงกว่า คนโบราณมาก”

“ท่านได้สร้างหลักสูตรที่เป ็นหลักปฏิบัติสำหรับฆราวาสใ นยุคนี้อย่างไร ครับ?”

“เราได้แบ่งหลักสูตรที่เป็น หลักปฏิบัติธรรมสำหรับฆราวา สออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก คือ การเตรียมสภาพแวดล้อม กับการเตรียมกายเตรียมใจของ ผู้ฝึกให้พร้อมสำหรับการฝึก สมาธิเสียก่อน กล่าวคือในขั้นตอนนี้จะมุ่ง ฝึกฝนให้ผู้ฝึก สามารถควบคุมจิตสำนึกภายนอก ของตัวเองให้ได้เสียก่อน

ส่วนที่ 2 คือ การฝึกให้ผู้ปฏิบัติสามารถด ำดิ่งในสมาธิลึกซึ้งยิ่งขึ้ นเรื่อยๆ จนถึงระดับฌาน กล่าวคือ ในขั้นนี้จะมุ่งฝึกฝนให้ผู้ ฝึกสามารถควบคุมจิตใต้สำนึก ของตนเอง เพื่อนำไปสู่การดับของอุปกิ เลสกับการควบคุมอนุสัย

ส่วนที่ 3 คือ การให้ได้มาซึ่ง “ปัญญาญาณ” อันเกิดมาจากความสงบของจิตใ จที่ได้มาจากส่วนที่ 2”

“ผมขอให้ท่านขยายความเกี่ยว กับเนื้อหาการปฏิบัติในแต่ล ะส่วนได้มั้ยครับ?” นักวิชาการหนุ่มถามเจาะลึกเ ข้าไปในส่วนของรายละเอียด

“ได้สิพ่อหนุ่มผู้มีใจใฝ่รู ้ สำหรับใน ส่วนแรก นั้น

(ก) ก่อนอื่นจะเน้นการรวมจิต เพ่งจิตอย่างง่ายๆ ก่อน จากนั้นต้องช่วยให้ผู้ฝึกมี โลกทัศน์และชีวทัศน์ที่สอดค ล้องกับหลักพุทธธรรม ซึ่งอาจทำได้ด้วยการศึกษารว มหมู่ หรือส่งเสริมผู้ฝึกให้อ่านห นังสือดีมีสาระหรือแลกเปลี่ ยนความเห็น กับอาจารย์ผู้คอยดูแลในการฝ ึก

(ข) จากนั้นจึงให้ฝึก หธะโยคะ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ปรับปรุงส่วน ที่บกพร่องของร่างกาย ลดความเครียดภายในจิตใจ...

...สำหรับใน ส่วนที่ 2 นั้น จะเน้นการฝึกนั่งสมาธิกับเร ิ่มการฝึก กุณฑาลินี โยคะ มุ่งการพัฒนา จักรมูลธาร จักรสวาธิษฐาน จักรมณีปุระ และจักรอนาหตะ เป็นหลัก

...สำหรับในส่วนที่ 3 นั้น จะเน้นการพัฒนาสมองเพื่อก่อ ให้เกิดปัญญาญาณ ด้วยการมุ่งพัฒนาจักรอาชญะ กับจักรสหัสธาร ตามหลักวิชากุณฑาลินีโยคะ เป็นหลัก เธอต้องเข้าใจนะว่าการฝึกสม าธิเฉยๆ ซึ่งเป็นการฝึกจิตเท่านั้น ยังไม่สามารถก่อให้เกิดการพ ัฒนาปัญญาในลักษณะก้าวกระโด ด หรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแป ลงทางคุณภาพขึ้นมาได้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้อง “กระตุ้น” จักรในสมอง 2 จักร นี้ให้ได้เสียก่อน จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทาง คุณภาพเช่นนั้นขึ้นมา”

สันติชาติใช้ความคิดเรียบเร ียงคำอธิบายของเมทัทสุสักคร ู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า

“ผมจำได้ว่า ในตอนต้นๆ ท่านได้บอกกับผมว่า การบำเพ็ญตบะกับการฝึกสมาธิ นั้นเป็น 2 เสาหลักแห่งการปฏิบัติธรรมข องศาสนาพุทธยุคต้นๆ และสามารถเปลี่ยนแปลงมนุษย์ โดยเฉพาะจิตใต้สำนึกและจิตไ ร้สำนึกของมนุษย์ได้

สำหรับความสำคัญของการฝึกสม าธินั้น ผมมีความกระจ่างแล้วตามที่ท ่านเพิ่งอธิบายให้ผมเมื่อคร ู่ แต่ความหมายของการบำเพ็ญตบะ นั้น ผมยังไม่กระจ่างเท่าไหร่ครั บ พูดตรงๆ ก็คือ การบำเพ็ญตบะกับการบำเพ็ญทุ กขกิริยาต่างกันหรือไม่ และการบำเพ็ญตบะมีส่วนเกื้อ กูลต่อการพัฒนาปัญญาอย่างไร ครับ?”

“ถ้าการบำเพ็ญตบะ หมายถึง การต้องอดทนอดกลั้นในการฝึก ฝนสิ่งที่ยากลำบากด้วยการเค ี่ยวกรำตนเองแล้ว เราก็ต้องมานิยามความหมายขอ งคำว่า “ความลำบาก” กันใหม่.. “ความลำบาก” คืออะไรกันแน่? ขอถามเธอหน่อย พ่อหนุ่ม ผู้ฝึกฝนวิทยายุทธ์มานานหลา ยปีสำหรับตัวเธอ การฝึกฝนวิชากังฟูเป็นทุกขก ิริยาหรือไม่?” เมทัทสุตอบเป็นเชิงคำถามย้อ นกลับไปสู่ผู้ถาม

“ไม่เลยครับ ผมไม่เคยรู้สึกว่าช่วงเวลาท ี่ผมฝึกฝนกังฟูอยู่นั้น ต่อให้เหนื่อยยากขนาดไหนก็ไ ม่รู้สึกเป็นทุกข์ทรมาน ตรงกันข้าม ช่วงขณะนั้นกลับเป็นช่วงที่ ผมมีความเพลิดเพลินมากเลยคร ับ” อาจารย์หนุ่มจากประเทศไทยกล ่าวออกมาจากใจจริง

เมทัทสุหัวเราะเล็กน้อย จากนั้นกล่าวว่า “สำหรับตัวเธอน่ะใช่ แต่สำหรับคนบางคน การฝึกกังฟูแม้เพียง 5 นาที ก็ถือเป็นเรื่องทรมานแสนสาห ัสแล้ว เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญตบะจะเป็นทุกขกิริ ยา ก็สำหรับสายตาของคนภายนอกเท ่านั้น หาใช่สำหรับเจ้าตัวผู้เป็นค นฝึกซึ่งมีศรัทธา และเข้าใจความหมายที่แท้จริ งของการฝึกฝนสิ่งนั้นไม่!

ทำไมถึงต้องบำเพ็ญตบะ? เราบำเพ็ญตบะก็เพื่อฝึกฝนให ้เกิด “การหลุด ร่วงทั้งกายใจ” ในความหมายของท่านปรมาจารย์ โดเง็น แห่งนิกายเซนสายโซโต แล้ว อะไรล่ะคือสิ่งที่จะหลุดร่ว งไปจากกายใจ? สิ่งนั้นก็คือ “ความเคยชินที่ไม่ดี” หรือ “สันดานร้ายๆ” ที่เกาะยึดแน่นในร่างกายและ จิตใจ

อะไรคือ “สันดาน” หรือ “ความเคยชิน” ที่ไม่ดีทั้งปวง?

สิ่งนั้นก็คือ แรงเฉื่อยของกรรม ที่สืบเนื่องมาจากอดีตและแฝ งเร้นอยู่ในจิตใต้สำนึกกับจ ิตไร้สำนึกของมนุษย์ และบางส่วนก็โผล่ให้เห็นชัด ในจิตสำนึกภายนอกของมนุษย์

การขจัด “ความเคยชิน” ที่ไม่ดีของเราทิ้งไป จึงหมายถึง “การหลุดร่วงทั้งกายใจ” จึงหมายถึง “การฝึกศีล” จึงหมายถึง การฝึก “วินัยตนเอง” ตราบใดที่ยังไม่มีการฝึกฝนก ารหลุดร่วงทั้งกายใจก่อน ตราบนั้นมนุษย์สมัยใหม่จะเข ้าสู่ภาวะสมาธิ หรือฌานสมาบัติที่แท้จริงไม ่ได้เลย”

“นี่ท่านกำลังจะบอกผมว่า การฝึกวิปัสสนาเฉยๆ จะมีผลน้อยมากต่อมนุษย์สมัย ใหม่ใช่ไหมครับ” สันติชาติร้องออกมาอย่างตกต ะลึง ในความเห็นของเมทัทสุ การฝึกปฏิบัติวิปัสสนาในยุค ปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิผล เพียงพอสำหรับผู้คน สมัยนี้หรอกหรือนี่

“ถูกแล้ว เพราะว่าวิปัสสนาเป็นงานทาง ปัญญา มิใช่งานทางจิต ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ จิตจะต้องเป็นอิสระเสียก่อน แต่เธอลองหันไปดูสังคมรอบๆ ตัวเราสิพ่อหนุ่ม ใช่หรือไม่ว่า โลกใบนี้คือโรงพยาบาลโรคจิต ขนาดใหญ่ ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนมีปัญหาทา งจิตกันทั้งนั้นไม่มากก็น้อ ย โดยออกมาในรูปของความเครียด หรือโรคนักบริหาร

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าสั งคมสมัยใหม่ ซึ่งมีพลังการผลิตและพลังงา นที่ปลดปล่อยออกมามากกว่าสั งคมโบราณอย่างเทียบกันไม่ได ้ อีกทั้งยังมีปริมาณข้อมูล ข่าวสารเพิ่มขึ้นมากมายมหาศ าล จนมีผลทำให้โครงสร้างทางจิต ใจ ของมนุษย์สมัย ใหม่แตกต่างไปจากคนโบราณอย่ างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการเก็บกดขัดแย้ง บาดแผลทางใจที่แฝงลึกอยู่ใต ้จิตใต้สำนึกกับจิตไร้สำนึก ของมนุษย์สมัยนี้

เพราะฉะนั้น ถ้าหากไม่ “บำบัด” สภาพเก็บกดขัดแย้ง และบาดแผลทางใจในจิตใต้สำนึ กเหล่านี้เสียก่อน ด้วยการทำให้เกิดการหลุดร่ว งผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิต ใจ โอกาสที่คนสมัยใหม่จะเข้าถึ งภาวะสมาธิฌานสมาบัติที่แท้ จริง และเข้าถึงวิปัสสนาปัญญาญาณ ขั้นสูง คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เลย เพราะฉะนั้นก็จงอย่าแปลกใจท ี่คนสมัยใหม่ซาบซึ้งกับศาสน าไม่เท่ากับคนสมัยก่อน

ด้วยเหตุนี้ การขจัด “ความเคยชิน” ที่ไม่ดีอันเนื่องมาจากการเ ก็บกด ความขัดแย้ง บาดแผลทางใจ ในจิตใต้สำนึกด้วยการบำเพ็ญ ตบะ ซึ่งก็คือ การปฏิบัติ หรือการฝึกฝนหรือการเคี่ยวก รำตนเองนี้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับคนสมัยนี้

การฝึกสมาธินั่งหลับตาที่ไม ่เชื่อมโยงกับการบำเพ็ญตบะ จึงมีความหมายแค่การฝันกลาง วัน แต่การบำเพ็ญตบะที่ขาดการฝึ กสมาธิ ก็จะทำให้ผู้ฝึกกลายเป็นคนก ระด้าง ดื้อรั้น ไปเช่นกัน”

เมทัทสุหยุดพักเพื่อให้สันต ิชาติทบทวนในสิ่งที่ตนได้อธ ิบายแล้วกล่าวต่อไปว่า

“ต่อหน้า “สันดาน” หรือ “ความเคยชิน” ที่ไม่ดี ซึ่งเป็น “ความคิด” ชนิดหนึ่งนี้ ทฤษฎีหรือคำสอนทั้งหลายต่อใ ห้ล้ำเลิศเพียงใดก็จะไร้ควา มหมายโดยสิ้นเชิง เพราะสันดานหรือความเคยชินท ี่ไม่ดีเหล่านี้จะต่อต้าน ปฏิเสธ ขัดขวาง ไม่ยอม รับ จะมีก็แต่ “การกระทำ” หรือ “การปฏิบัติ” เท่านั้นที่จะควบคุม “ความคิด” ได้ จงอย่าลืมคำคมต่อไปนี้นะพ่อ หนุ่ม ว่า “ความอ่อนแอจักเป็นของผู้ที ่ยอมให้้ความคิด ของตนมาควบคุมการกระทำของตน แต่ความเข้มแข็งจักเป็นของผ ู้ที่ใช้การกระทำ ของตนไปควบคุมความคิดของตนเ องในแต่ละวัน!”

“การบำเพ็ญตบะ คือ การฝึกจิตในเรื่องอะไรบ้างค รับ?” สันติชาติตั้งคำถาม

“การบำเพ็ญตบะ คือ การฝึกจิตในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

(1) ศรัทธา คือ การฝึกใจให้เลื่อมใสต่อการท ำความดี เลื่อมใสในธรรมะ และเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม

(2) วิริยะ คือ การฝึกใจให้มีความพากเพียรพ ยายามในการทำความดี

(3) อุเบกขา คือ การฝึกใจให้ละทิ้งอัตตาตัวเ อง สงบนิ่งไม่เอนเอียง

(4) หิริโอตตัปปะ คือ การฝึกใจให้มีความละอายต่อบ าป

(5) ไม่โลภ คือ การฝึกใจไม่ให้มีความโลภ ไม่ให้ยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริฐ

(6) ไม่โกรธ (ขันติ) คือ การฝึกใจให้มีการอดกลั้นสูง และรักผู้อื่น

(7) ไม่คิดร้าย คือ การฝึกใจให้เป็นอหิงสา ไม่ใช้ความรุนแรงทั้งทางกาย วาจา ใจ

(8) ปัสสัททิ คือ การฝึกใจให้สงบระงับ”

สันติชาติพอได้ฟังคำอธิบายจ ากเมทัทสุ ก็พยักหน้าเข้าใจ กล่าวว่า

“การฝึกจิตเหล่านี้ ในหลักวิชาที่ผมได้ฝึกฝนมาไ ด้กระทำโดยผ่านการฝึก ชี่กง (การฝึกลมปราณ) ฝึกการยืน การนั่ง การเดิน การเคลื่อนไหว ร่ายรำกระบวนท่า มวย ฯลฯ ผมไม่ทราบว่าในหลักวิชารหัส นัย หรือ วัชรเซนของท่านนั้น ได้กระทำโดย ผ่านอะไรครับ?”

“ในหลักวิชา วัชรเซน ของเรานั้น เราได้ทำการฝึกจิตบำเพ็ญตบะ เหล่านี้ โดยผ่าน

(ก) การทำมือ (มุทรา) ที่เรียกกันว่า “ชุอิน”

(ข) การท่องมนตร์ (มนตรา) ที่เรียกกันว่า “ชินง็อน”

(ค) การเพ่งจิต (สมาธิ) ที่เรียกกันว่า “ซันมัย” ไปตามจุด (จักร) ต่างๆ ที่สำคัญในร่างกาย เพื่อให้เกิดสภาวะที่เป็นอั นหนึ่งอันเดียวกับพุทธะหรือ พระ โพธิสัตว์ ที่เรียกกันว่า “โซกุชินโยบุทสุ” (การกลายเป็นพุทธะในร่างกาย สังขารนี้ใน ขณะนี้หรือในโลกนี้)
สภาวะที่เรียกกันว่า “โซกุชินโยบุทสุ” นี้ ในทางกายภาพจะไปกระตุ้น ระบบ Solar Plexus ที่ควบคุมระบบย่อยอาหาร กระตุ้นต่อมไทรอยด์ที่ควบคุ ม กระบวนการเมตาบอลิสซึม ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ร่า งกายแข็งแรง นอกจากนี้ยังไป ช่วยกระตุ้นผิวสมองชั้นต่าง ๆ กับระบบสมองรอบๆ มันสมองใหญ่ เพื่อช่วยให้การ “เปิด” พุทธ ภาวะที่แฝงเร้นอยู่ใต้จิตสำ นึกของมนุษย์สามารถเผยตัวเอ งได้ง่ายขึ้น

รวมทั้งยังไปกระตุ้นต่อมไพน ีล กลีบสมองส่วนหน้า และสมองด้านใน เพื่อให้เกิดการพัฒนาพลังสร ้างสรรค์ พลังญาณพิเศษ (Intuition) ในตัวของผู้ฝึก จะได้สามารถทำลายความเป็น “อัตตา” ของตัวเองออกไป และสามารถมี “ประสบการณ์โดยตรง” ในการเป็นอันหนึ่งอันเดียวก ับมหาสากลจักรวาล จนกระทั่งมีสำนึกแห่งจักรวา ลได้ และถ้าฝึกได้รุดหน้าแล้ว คนผู้นั้นจะสามารถเอาชนะยุค สมัยของตน กลายเป็นคนที่สามารถสร้างสร รค์ความก้าวหน้าให้แก่โลกอน าคตได้ เข้าใจหรือ ยังล่ะพ่อหนุ่ม?”

“เข้าใจแล้วครับ” สันติชาติรับคำ เพราะเขาเริ่มเข้าใจในหลักว ิชาวัชรเซน นี้ขึ้นมาบ้างแล้ว

“ถ้าเช่นนั้น เธอพร้อมที่จะรับการถ่ายทอด หลักวิชาวัชรเซนนี้จากเราหร ือยังล่ะ”

สันติชาติถึงกับนิ่งอึ้งไม่ สามารถกล่าวถ้อยคำใดออกมาได ้ วิชาวัชรเซน ที่เขาได้รับทราบจากท่านเมท ัทสุนี้ นับว่าเป็นหลักวิชาขั้นสูงใ นการฝึกฝนเพื่อพัฒนากายและจ ิตของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันหาได้ยา กยิ่งสำหรับตัวเขาที่มีผู้เ สนอว่าจะถ่ายทอดหลักวิชาต่า งๆ เหล่านี้ให้

ผิดกับวิชามวยจีนสายต่างๆ ที่เขาร่ำเรียนมา โดยเขาต้องดั้นด้นไปค้นหาอา จารย์เพื่อการเรียนรู้หลักว ิชาต่างๆ ด้วยตัวเอง แต่ในยามกระทันหันเช่นนี้ เขาจะทำอย่างไรได้ ในวันรุ่งขึ้นเขาก็ต้องเดิน ทางกลับประเทศไทยตามหมายกำห นดการแล้ว ถ้าหากปฏิเสธท่านเมทัทสุไปใ นตอนนี้ เขาจะยังได้รับโอกาสเช่นนี้ จากท่านเมทัทสุ อีกเป็นครั้งที่สองหรือไม่

เมทัทสุเห็นสันติชาตินิ่งเง ียบไปพักใหญ่ ก็คิดได้ว่า นักวิชาการหนุ่มผู้นี้ จะต้องเดินทางกลับประเทศไทย ในวันพรุ่งนี้แล้ว และก็คงลำบากใจไม่น้อยที่ไม ่กล้า จะบอกเรื่องนี้ออกไป เนื่องจากเกรงว่าตนจะเข้าใจ ผิดคิดว่าสันติชาติไม่ได้สน ใจในหลักการวิชาวัชรเซนนี้ ดังนั้นจึงหัวเราะออกมาด้วย ความเอ็นดูพร้อมกับกล่าวว่า

“เธอยังไม่ต้องให้คำตอบเราใ นตอนนี้ก็ได้ เพราะในวันพรุ่งนี้เธอก็จะเ ดินทางกลับมาตุภูมิของเธอแล ้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ พ่อหนุ่มผู้มีคุณธรรมในจิตใ จ วันนี้ของปีหน้าเราจะมาที่น ี่อีกครั้ง ถ้าหากในตอนนั้นเธอพร้อมที่ รับการถ่ายทอดวิชา จากตัวเราก็จงมาที่นี่ เราจะมอบคัมภีร์วิชารหัสนัย อันเร้นลับของเราให้แก่ตัวเ ธอ พร้อมทั้งถ่ายทอดเคล็ดลับแห ่งวิชารหัสนัยหรือวัชรเซนขอ งเรานี้ให้แก่ตัวเธอด้วยวาจ าโดยตรง”

“ครับ” สันติชาติรับคำด้วยความปลื้ มปิติในน้ำใจอันเมตตาของท่า นเมทัทสุ เขาตั้งใจไว้แล้วว่า ในปีหน้าตนจะกลับมาเยือนลาน วัดคุโรตานิแห่งนี้อีกครั้ง เพื่อขอรับ การถ่ายทอดหลักวิชาวัชรเซนจ ากท่านเมทัทสุ
 



ตอนที่ 20

คัมภีร์วัชรเซน

1 ปีต่อมา ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น

ในที่สุด ดร.สันติชาติ อโศกาลัย ก็เดินทางมาขอเรียนรู้และรั บการถ่ายทอดเคล็ดลับแห่งวิช ารหัสนัยหรือวัชรเซน จากท่านเมทัทสุ ดังที่ท่านได้เอ่ยปากเอื้อเ ฟื้อให้

ประสบการณ์ที่เขาได้พานพบใน ช่วงหลายปีมานี้ นับตั้งแต่ช่วงพฤษภาทมิฬ ค.ศ.1992 เป็นต้นมา ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขา ตระหนักถึงคำเตือนของท่านเม ทัทสุที่บอกกับเขาเมื่อปีที ่แล้ว รวมไปถึงคำแนะนำของท่านอาจา รย์เฉิง ผู้ถ่ายทอดวิชาฝ่ามือ 8 ทิศ ที่เคยบอกกับเขาว่า

“ศิษย์รัก บัดนี้ถึงเวลาแล้วนะที่เธอจ ะต้องหันมาฝึกฝนวิชาเพื่อช่ วยคน เพื่อรักษาเยียวยาผู้คน มิใช่เพื่อต่อสู้ทำร้ายผู้ค นอีกต่อไป”

ข้อความต่อไปนี้ คือ บางส่วนของ “คำสอนเผยแจ้ง” ในคัมภีร์วัชรเซนที่ สันติชาติได้รับมาจากท่านเม ทัทสุในวันนั้น

...เธอผู้อุตส่าห์เดินทางมา จากแดนไกลมาหาเรา เพื่อขอเรียนรู้วิชาจากเรา เรามีความมั่นใจว่าจะสามารถ สนองความต้องการอันนี้ของเธ อได้ สิ่งที่เธอกำลังจะเรียนรู้จ ากเรานั้นเป็นสิ่งที่เหนือค วามคาดคิดของเธอ เพราะโลกที่เธออาศัยอยู่นั้ นมันได้อบรมบ่มเพาะเธอ มันได้ปลูกฝังด้วยความคิดแล ะวิธีคิดที่คับแคบด้านเดียว โดยที่เธอเองก็อาจจะไม่รู้ต ัวก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่น เธอจะต้อง “ทำลาย” ความคิดเก่าๆ วิธีคิดเก่าๆ ของเธอให้ย่อยยับพังพินาศไป เสียก่อน เพื่อที่จะได้เรียนสิ่งใหม่ จากวิชา ของเราได้

จงเข้ามาซิ กระโดดเข้ามาเลย ศิษย์รัก เพื่อร่ำเรียนสิ่งนี้จากตัว เรา แน่นอนว่าในการร่ำเรียนสิ่ง นี้ คงมีหลายสิ่งที่เคยติดตัวเธ อมาจะต้องสูญหายไปบ้าง แต่สิ่งใหม่ที่เธอจะได้รับน ั้น เรารับรองได้ว่ามันมีคุณค่า มากกว่าสิ่งที่เธอจะต้องเสี ยไปอย่างแน่นอน เพราะในขั้นท้ายสุด เธอจะต้องละทิ้งแม้แต่ตัวคว ามคิดที่มุ่งแสวงธรรมด้วยเช ่นกัน เพื่อที่เธอจะได้มีจิตใจที่ เป็นอิสระสมบูรณ์เต็มที่ได้ อย่างแท้จริง

วิชาวัชรเซนที่เราจะถ่ายทอด ให้แก่เธอนั้น เป็นวิชาซึ่งได้บูรณาการคำส อนของพุทธศาสนาสายต่างๆ เข้าด้วยกันจนเป็นระบบการฝึ กและเป็นวิถีที่เติบโตอย่าง ไม่รู้จบ พ้นจากการฝึกสมาธิแบบแบ่งแย กและเถรตรง เพราะผนวกการศึกษาเรียนรู้จ ากชีวิตจริงเข้ามาเป็นส่วนห นึ่งของระบบการฝึกด้วย เพราะฉะนั้น สำหรับพวกเราชีวิตจึงมิใช่ป ัญหาที่จะต้องแก้อย่างไม่มี วันจบอีกต่อไปแล้ว แต่ชีวิตจะกลายมาเป็นประสบก ารณ์ที่มีพลังสร้างสรรค์และ อุดมสมบูรณ์อย่างไม่มีที่สิ ้นสุด ไม่มีสิ่งใดที่จะ ต้องถูกปฏิเสธจนเราไม่สามาร ถเรียนรู้จากมันได้

ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอเธอจงมาฝึกร่วมกับเราผู้เ ป็นครูของเธอ ด้วยการ อธิษฐานจิตร่วมกันดังต่อไปน ี้

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าฯ จะควบคุมและกำหนดความนึกคิด ทั้งมวลของ ข้าฯ ให้จงได้ในแต่ละวัน

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าฯ จะควบคุมจิตของข้าฯ ความปรารถนาของข้าฯ ให้ดำเนินไปในทางที่เป็นประ โยชน์แก่ความบริสุทธิ์ของดว งวิญญาณข้าฯ ให้จงได้ในแต่ละวัน

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าฯจะควบคุมจินตภาพและความ คิดของข้าฯ ให้ ดำเนินไปในทางที่จะเกิดความ สำเร็จในการฝึกฝนทางจิตของต ัวข้าฯ ให้จงได้ในแต่ละวัน”

การฝึกจิตในวิชาวัชรเซนของเ ราจะเริ่มจากการรำลึกถึงพระ คุณของผู้เป็นครูของเธอก่อน “ครู” ในที่นี้นอกจากเราจะหมายถึง ผู้ที่ถ่ายทอดวิชาให้เธอโดย ตรงแล้ว ในขณะเดียวกัน ยังหมายถึงเหล่าดวงจิตของอร ิยบุคคล และเหล่าทวยเทพอันศักดิ์สิท ธิ์ ทั้งปวง ที่คอยชี้นำสรรพสัตว์ในแต่ล ะวันบนพื้นพิภพนี้ ในรูปของแรงบันดาลใจและ ญาณที่บังเกิดขึ้นภายในตัวเ ขา

การถ่ายทอดในวิชาวัชรเซนนั้ น มีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี

วิธีแรกคือ การถ่ายทอดโดยผ่าน สัมผัสที่ 6 (Intuition)

วิธีที่ 2 คือ การถ่ายทอดโดยผ่าน สัญลักษณ์ (Symbol)

และวิธีที่ 3 คือ การถ่ายทอดด้วย คำพูดภาษา

การถ่ายทอดโดยวิธีแรก เป็นการถ่ายทอดจากครูไปสู่ศ ิษย์โดยไม่จำเป็นต้องผ่าน “ตัวกลาง” อย่างสัญลักษณ์หรือภาษา ซึ่งเป็นการถ่ายทอดใจของ “ธรรมกาย” ไปสู่ใจของผู้รับโดยตรง
ใจของธรรมกายในที่นี้ เราหมายถึง ใจแห่งความว่าง ที่ข้ามพ้นความคิด และวิธีคิดใดๆ ทั้งปวง ในใจแห่งธรรมกายนี้แหละที่ “ข่าวสาร” แห่งการสร้างจักรวาล ทั้งปวง จะถูกบรรจุอยู่ภายใน “ความว่าง” อันนี้ แต่ดำรงอยู่ในรูปการที่ยังไ ม่เปิดเผย ตัวเองออกมา

มันจึงยังไม่เป็นทั้ง กาละ (Time) ไม่เป็นทั้งเทศะ (Space) ไม่เป็นทั้ง “รูป” และ ไม่เป็นทั้ง “นาม” มันจึงยังไม่มีความเคลื่อนไ หวแม้แต่น้อยนิด มันจึงยัง ไม่มีลักษณะของ “ทวิภาวะ” ที่จำแนกผู้กระทำออกจากผู้ถ ูกกระทำ จำแนกตัวเองออก จากโลกภายนอก มันจึงเป็นภาวะสงบเหลือที่จ ะสงบ

เมื่อธรรมกายเปล่งแสงของมัน ออกมาเมื่อนั้นแสงแห่งปัญญา หรือพลังแห่งปัญญาจะฉายแสงข องมันออกไป สิ่งนั้นคือ “สัมโภคกาย” ถ้าหากธรรมกาย เปรียบได้ดุจกระจกเงาที่ได้ รับการขัดมาอย่างดี สัมโภคกายก็คือแสงที่ฉายออก มา จากกระจกบานนั้นนั่นเอง

และเมื่อใดก็ตามที่พลังแห่ง ปัญญาของสัมโภคกายนี้ปรากฏอ อกมาเป็น รูปร่างที่มีตัวตนจริง เป็นผู้คน เมื่อนั้นมันจะกลายเป็น “นิรมานกาย” ที่ผู้คนสามัญ ในโลกมนุษย์นี้สามารถสัมผัส ได้ประจักษ์ได้

ส่วนการถ่ายทอดโดยวิธีที่ 2 เป็นการถ่ายทอดจากครูไปสู่ศ ิษย์ โดยผ่าน สัญลักษณ์ คำว่าสัญลักษณ์ในที่นี้ หมายถึง รูป เสียง สี หรือแม้แต่ตัวอักษรที่อัดรว ม เนื้อหาสาระของความคิดอันซั บซ้อนเอาไว้ภายในตัว

ผู้ใดก็ตามที่มีจิตใจสะอาดบ ริสุทธิ์ มองโลกอย่างที่มันเป็นอยู่จ ริงตาม ธรรมชาติได้ จะสามารถทำความเข้าใจ “สัญลักษณ์” ที่ครูถ่ายทอดให้แก่ตน จนทำให้ ตนสามารถเข้าถึงความลึกล้ำท ี่เป็นแก่นแท้ของวิชาและควา มรู้แจ้งได้

ส่วนการถ่ายทอดโดยวิธีที่ 3 นั้น ใช้สำหรับการสั่งสอนบุคคลธร รมดา ที่ยังไม่สามารถเข้าใจความล ึกล้ำของวิชาวัชรเซนได้ โดยอาศัยแค่สัมผัสที่ 6 หรือสัญลักษณ์ จึงจำเป็นที่จะต้อง ชี้แจงและอธิบายให้ฟังโดยละ เอียด

คงเข้าใจแล้วซินะว่า แก่นแท้ของวิชาวัชรเซนนั้น จริงๆ แล้วก็คือการ ถ่ายทอดใจที่เป็นธรรมกายจาก ครูไปให้แก่ศิษย์นั่นเอง เพื่อทดแทนใจที่ยังมี อวิชชาและกิเลสอยู่ของศิษย์

เธอควรจะรู้ว่า มนุษย์เรานั้นมีชีวิตอยู่ด้ วยการ “เสพ” พลังความคิด อารมณ์ ความรู้สึกที่ผุดโผล่ขึ้นมา จากใจของเราตลอดเวลา ดุจน้ำมันก๊าดที่เผาผลาญ ตัวเองเพื่อให้เกิดแสงไฟ โดยที่ความคิดและอารมณ์ความ รู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เ กิดขึ้น แล้วก็ดับไปอยู่ตลอดเวลา

การเกิดขึ้นและดับไปซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าอีกเช่นนี้ของความคิ ดและ อารมณ์คือ รูปลักษณ์ต่างๆ ของใจเรา เมื่อใดก็ตามที่รูปลักษณ์ต่ างๆ เหล่านี้ของใจได้ดับสูญไป อย่างสิ้นเชิง เมื่อนั้นแหละที่ “ใจดั้งเดิม” ของเราจะปรากฏตัวเผยโฉมของม ันออกมา สิ่งนั้นแหละที่เราเรียกว่า “ธรรมกาย”

การเตรียมจิตเพื่อฝึกใจแห่ง ธรรมกายในวิชาวัชรเซนของเรา นี้มีอยู่ด้วยกัน 2 อย่าง อย่างแรกคือ การเตรียมจิตดุจพระโพธิสัตว ์ อย่างหลังคือ การเตรียมจิตดุจ วัชรเซน การเตรียมจิตดุจพระโพธิสัตว ์ คือการมีความเข้าใจและตระหน ักในคำสอน ของพุทธศาสนามหายานดังต่อไป นี้

พุทธศาสนาเชื่อว่า “ใจ” อันเป็นที่รับรู้ของพวกเราน ั้น เป็นสิ่งสืบเนื่อง ที่ไม่เคยขาดตอนมาตั้งแต่อด ีตกาลอันยาวนานจนไร้ขอบเขต จนแทบไม่ทราบถึงจุด เริ่มต้นของมันได้ ความสืบเนื่องของใจนี้จะปรา กฏขึ้นในโลกแห่งวัฏฏสงสาร เวียนว่าย ตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงแต่เปลี่ยนรูปร่างของช ีวิตใหม่ไปสู่รูปลักษณ์อื่น เท่านั้น

ถ้าหากเธอยอมรับในความเชื่อ เช่นนี้ เธอก็จะตระหนักได้เองว่า ไม่มีสรรพ สัตว์หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหล ายใดๆ เลยที่จะไม่เคยเป็นบิดาหรือ มารดาของเธอในชาติปาง ก่อนๆ มาก่อน เพราะทุกคนทุกผู้ทุกนามต่าง ล้วนเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏ ะนี้ทั้งสิ้น และทุกคนทุกผู้ทุกนามต่างล้ วนปรารถนามีชีวิตที่ร่มเย็น เป็นสุขทั้งสิ้น
แล้วสิ่งใดเล่าที่จะนำมาซึ่ งความสุขที่แท้จริงให้แก่สร รพสัตว์ทั้งปวง? ศาสนาพุทธสอนเราว่าสิ่งนั้น จะได้มาด้วยการกระทำที่เป็น มงคล 10 ประการ คือ

1. มีความรักในชีวิตทั้งหลายโด ยไม่คิดประหารชีวิตใดๆ

2. ให้ทาน โดยไม่คิดลักขโมย

3. มีสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามด้ว ยจิตใจที่ใสสะอาด ไม่ประพฤติผิด ในกาม

4. พูดแต่ความจริง ไม่พูดปด

5. พูดด้วยภาษาสุภาพ ไม่หยาบคายกระด้าง

6. มีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกั บผู้คน

7. พูดแต่สิ่งที่มีสาระ ไม่พูดจาเหลวไหล

8. ไม่โลภ ไม่อิจฉาริษยาคนอื่น

9. ไม่โกรธแค้นผู้อื่น มีแต่จิตใจที่คิดจะช่วยเหลื อผู้อื่น

10. มีสัมมาทิฏฐิ ละทิ้งความคิดที่ผิดพลาด

เรามุ่งหวังให้เธอจงปฏิบัติ การกระทำที่เป็นมงคล 10 ประการนี้ ด้วยหัวใจ ที่มีเมตตาอย่างลึกซึ้งต่อส ิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง และขอให้เธอจงนึกอยู่เสมอว่ า

“การที่เราคร่ำเคร่งฝึกฝนตั วเองอยู่ในขณะนี้ เรามิใช่ทำเพื่อตัวของเรา เองเท่านั้น แต่เราทำเพื่อใช้อานิสสงส์ท ี่ตัวเราได้จากการปฏิบัติฝึ กฝนนี้ มาเป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่กำลังหลงทางอยู่ใน วัฏฏสงสาร จะได้สามารถพ้นทุกข์ได้ หลุดพ้นได้ในที่สุด เพราะพวกเขาก็มิใช่ใครอื่น แต่คือผู้ที่เคยเป็นบิดามาร ดาของเราในอดีตชาตินั่นเอง”

ทำไมตัวเราถึงต้องย้ำการปลู กฝังจิตใจแบบพระโพธิสัตว์ที ่มุ่งช่วยเหลือ คนอื่นนี้ ให้แก่ตัวเธอเป็นประการแรก ก่อนที่เธอจะเริ่มฝึกวิชาขอ งเรา? ก็เพราะว่า หากตัวเธอไม่มีจิตใจแบบพระโ พธิสัตว์เช่นนี้ ดำรงอยู่ในตัวของเธอก่อนแล้ ว คำสอน ใดๆ ที่เธอจะได้รับก็ดี วิชาใดๆ ที่เธอจะได้ร่ำเรียนฝึกฝนจา กเราก็ดี จะเป็นเพียงแค่ การ “เลียนแบบ” ผู้ฝึกวิชาเท่านั้น ยังหาเป็นการฝึกวิชาที่แท้จ ริงไม่ได้

เนื่องเพราะวิชาทั้งหลายของ เราไม่อาจแยกการกระทำของเรา ออกจาก จิตใจแห่งพระโพธิสัตว์นี้ได ้ วิชาของเรา การกระทำของเรา ใจของเราล้วนเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันกับสิ่งนี้ เธอจงจำคำพูดอันนี้ของเราไว ้ให้จงได้ ในขณะที่เธอท่องมนตร์บทนี้

“โอม มณี ปัทเม ฮุม”

“โอม” คำคำนี้คือ คำศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลั กษณ์แห่งกายของพุทธะทั้งปวง

“โอม” คำคำนี้มีพลังศักดิ์สิทธิ์ท ี่ช่วยชำระล้างความสกปรกในจ ิตใจของเรา จนสะอาดบริสุทธิ์ถึงระดับเท พยดาได้

“โอม” คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่ สามารถแม้แต่จะขจัด ความเป็น “เทพ” ในตัวของเราให้หมดสิ้นไป เพื่อก้าวเข้าสู่การหลุดพ้น ที่แท้จริงของจิตเราได้

“โอม” คือเสียงแรกสุดของสัจธรรมที ่ไร้ซึ่งกาลเวลา คือเสียงแห่งการสั่น สะเทือน ที่เกิดขึ้นอยู่กับตัวเรามา ตั้งแต่อดีตกาลที่ไร้การเริ ่มต้น ก้องกังวานอยู่ภายใน ตัวเราทั่วตัว

“โอม” คือเสียงล้ำลึกที่ไร้สิ่งกั ้นขวาง เสียงอันเกิดโดยกฎแห่งกำเนิ ดของ สรรพสิ่ง คือคลื่นการสั่นสะเทือนของม วลสรรพสิ่งที่เคลื่อนไหวตาม กฎการเคลื่อนไหว ที่เป็นอิสระสมบูรณ์ของเอกภ พ

“มณี” คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์สาม ารถขจัดความเป็น “อสูร” (ความอิจฉา ริษยา) และความเป็น “สัตว์โลก” เช่นมนุษย์ปุถุชนให้หมดสิ้น ไปจากใจของเราได้

“ปัท” คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่ สามารถขจัดความเป็น “เดรัจฉาน” ให้หมด สิ้นไปจากใจของเราได้

“เม” คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่ สามารถขจัดความเป็น “เปรต” ให้หมดสิ้นไป จากใจของเราได้

“ฮุม” คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่ สามารถขจัดความเป็น “สัตว์นรกอเวจี” ให้หมดสิ้นไปจากใจของเราได้

ส่วนการเตรียมจิตดุจวัชรเซน นั้นเป็นเช่นใดหรือ?

การเตรียมจิตดุจวัชรเซน ในความหมายของเรานั้น ก็คือ การหมั่นฝึกฝน ชำระความคิดของตัวเองให้สะอ าดอยู่เสมอนั่นเอง การหมั่นฝึกฝนชำระความคิดขอ ง ตัวเอง เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับ มนุษย์ในทัศนะของพุทธศาสนา ทั้งนี้ก็เพราะว่า
ความจริงของโลกนั้นที่แท้ก็ คือ สิ่งที่ใจของมนุษย์ “รับรู้” ดังนั้น โลก จึงถูกคนเราสร้างขึ้นมาด้วย ใจนั่นเอง สิ่งที่มนุษย์เรียกกันว่า “ความจริง” นั้น แท้ที่จริง แล้วก็คือ มายาที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยใจ ที่ถูกทำให้สกปรกด้วยความโล ภ โกรธ หลง ของมนุษย์ต่างหาก

และ “ความจริง” ก็หาได้มีแค่มิติเดียวหรือช ั้นเดียวไม่ แต่ถูกสร้างขึ้นมา อย่างหลายมิติหรือหลายชั้นด ้วย “ใจ” ประเภทต่างๆ คือ ใจคน ใจเดรัจฉาน ใจอสูร ใจเปรต ใจสัตว์นรกอเวจี ใจเทพ เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะดูเหมือ นเป็น “ความจริง” อันเดียวกันก็ตาม แต่สำหรับผู้ที่ต่างใจ ต่างชนิดกันแล้ว โลกนี้ย่อมสามารถเป็นได้ทั้ ง สวรรค์ และนรก หรือแดนสุขาวดี ได้ในเวลาเดียวกัน
ผู้ใดก็ตามที่ทราบความลับขอ งใจ หรือคุณสมบัติของใจ เช่นข้างต้นนี้แล้ว ผู้นั้นย่อมสามารถค้นพบวิธี ที่จะฝึกฝนใจของตัวเองให้เป ็นอิสระสมบูรณ์อย่างวัชรเซน หรือที่เราเปรียบเปรยคนผู้น ั้นเป็นดั่ง “มังกรวัชระ” ได้

“มังกรวัชระ” คือ ผู้ที่มุ่งเอาความเป็นพุทธะ ทั้งหลายตั้งแต่ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต เข้ามาไว้ในตัวเอง

“มังกรวัชระ” คือ ผู้ที่ใช้ กาย แสดงความเป็นที่ชุมนุมแห่งจ ิตของพุทธะ ใช้ วาจา แสดงธรรมที่เป็นสัจจะของพระ พุทธเจ้า และใช้ ใจ แสดงธาตุแท้แห่งความ เป็นพุทธะที่เป็น “ใจดั้งเดิม” ของมนุษย์ทุกคนออกมา

สำหรับ “มังกรวัชระ” กายของเขา จึงคือ นิรมานกาย วาจาของเขาจึงคือ สัมโภคกาย และใจของเขาจึงคือ ธรรมกาย

“มังกรวัชระ” คือ เส้นทางที่จะเชื่อมตัวเธอกั บพุทธะเข้าด้วยกัน โดยผ่าน เส้นทางนี้ ใจของพุทธะจะหลั่งไหลเข้าสู ่ใจของเธอ
ไม่ใช่แค่นั้น “มังกรวัชระ” คือ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของผ ู้ฝึกฝนปฏิบัติที่แท้จริง ผู้มีตถาคตดำรงอยู่ในใจ ผู้ใช้ร่างกายที่เป็นสังขาร มนุษย์อันหาได้ยากร่างนี้ เป็นยานพาหนะเพื่อนำเข้าไปส ู่การปลดปล่อยทางจิตวิญญาณ โดยผ่านการฝึกฝนเคี่ยว กรำตนเอง

ในโลกปัจจุบันนี้ การได้พบ “ครูที่แท้” เป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยควา มปลิ้นปล้อนหลอกลวงตลบแตลงเ ช่นปัจจุบันนี้ “ครู ที่แท้” จำเป็นต้องปลีกตัวเร้นกาย มุ่งหน้าฝึกฝนตัวเอง เคี่ยวกรำตัวเองอย่างเดียว เท่านั้น เนื่องจากคุณค่าที่มีอยู่ใน ตัวครูเช่นนี้หาได้เป็นคุณค ่าที่มี “มูลค่าตลาด” แต่ ประการใดไม่

จริงอยู่หรอกที่ยังมี “ครูที่แท้” อยู่เป็นจำนวนมากในโลกนี้ แต่การได้ พบพวกเขาและได้ร่ำเรียนวิชา จากพวกเขา นับว่าเป็นเรื่องที่ยากเย็น แสนเข็ญนัก

ในเมื่อตัวเธอดำรงอยู่ในยุค ที่ยากจะพานพบ “ครูที่แท้” ได้โดยง่ายเช่นนี้ แล้ว ตัวเธอสมควรจะทำประการใดดี?

ประการแรก เธอต้องเชื่อมั่นในตัวเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื่อมั่น ใน “พุทธ ภาวะที่ดำรงอยู่อย่างแน่นอน ภายในตัวของเธอ” เพราะเมื่อเธอมีความเชื่อมั ่นเช่นนี้แล้ว ต่อให้คนอื่นหรือสังคมมองเธ อในแง่ร้ายหรือในแง่ลบเพียง ใด ตัวเธอก็จะหามีความ หวั่นไหวไม่

และเมื่อเธอได้ฝึกฝนพัฒนาตน เองมาจนถึงระดับหนึ่งแล้ว เธอก็จะพบว่า “ครูที่แท้” หาได้ดำรงอยู่เฉพาะคนที่สอน เธอเท่านั้นไม่ แต่ครูที่แท้นั้นก็คือตัวจั กรวาล นั่นเอง หรือคือทุกๆ สิ่งในจักรวาลนั่นเอง ที่สามารถเป็นครูให้เธอได้

พระพุทธเจ้าในจินตนาการของเ ราก็ดี มโนธรรมภายในใจของเรา ซึ่งเป็น “พระเจ้า” ภายในตัวของเราก็ดี และโลกทั้งปวงที่อยู่ภายนอก ตัวเราก็ดี ความจริงแล้ว ล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกั นที่แยกขาดจากกันไม่ได้ เมื่อใดก็ตามที่เธอตระหนักถ ึง ความจริงในสิ่งนี้ เมื่อนั้นเธอก็จะรู้ว่า “ครู” ของเธอนั้น ได้แก่ มโนธรรมของเธอ พระเจ้าของเธอ และจักรวาลของเธอนั่นเอง

ต้นไม้ย่อมสามารถเป็นครูของ เราได้ เพราะมันให้ “ร่มเงา” อันร่มเย็นแก่ คนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนผู้นั้นจะตัดต้นไม้ หรือปลูกต้นไม้ก็ตาม มิหนำซ้ำ ต้นไม้ยังออกดอกออกผลให้แก่ ผู้คนทั้งปวงด้วย ต้นไม้จึงเป็นครูผู้สอน จิตใจที่เสมอภาค ให้แก่เรา

ภูเขาย่อมสามารถเป็นครูของเ ราได้ เพราะไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะ ออก ไม่ว่าร้อนหรือหนาว ไม่ว่าลมจะพัดหรือไม่พัด ภูเขาก็ยังคงมีความหนักแน่น มั่นคง ไม่เสื่อมคลาย ภูเขาจึงเป็นครูผู้สอนเราว่ า อย่าไปวิตกกังวลกับอุปสรรคใ ดๆ จนเกินเหตุ

นกเป็นสัตว์ที่ไม่เคยกลัดกล ุ้มเกี่ยวกับเรื่องราวของวั นพรุ่งนี้ มันดำรงชีวิต อยู่อย่างพอใจกับอาหารที่มั นหาได้ในขณะนั้น นกจึงสามารถเป็นครูของเราได ้ เพราะ มันสอนให้เรา อย่าไปมัววิตกกังวลกับอนาคต ที่ยังมาไม่ถึง

คนตายก็สามารถเป็นครูของเรา ได้ เพราะคนตายสอนให้เราตระหนัก ถึง ความไม่จีรังยั่งยืนของชีวิ ต และความไม่ถาวรของความสุขสำ ราญ

จะเห็นได้ว่า ธรรมชาติได้สอนพวกเราอยู่ตล อดเวลา ให้ละทิ้งความคิด ที่ยึดติดอยู่กับ “ตัวกู” “ของกู” นี้ไปเสีย แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมละ ทิ้งความคิดที่ แบ่งแยกตัวเองออกจากคนอื่นเ ช่นนี้ และยังไม่ยอมรับการดำรงอยู่ ของ “พุทธภาวะ” ที่มีอยู่ในตัวของทุกผู้คน

ผู้ใดก็ตามที่สามารถเข้าถึง “ความจริง” จากธรรมชาติในเรื่องนี้ได้ ผู้นั้นจะ สามารถค้นพบ “วัชรเซน” หรือ “ครูที่แท้” ได้ในทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจากหนังสือ เพื่อน ผู้คน หรือเหตุการณ์ต่างๆ...”



ตอนที่ 21

น้ำในเหยือก



สันติชาติติดตามท่านเมทัทสุ มาพำนักอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ ่งในเกาะชิโกกุ เป็นเวลา 3 วันเต็มๆ แล้ว แต่ในระหว่าง 3 วันนี้ ท่านเมทัทสุไม่ได้ถ่ายทอดอะ ไรให้แก่ สันติชาติเลย จนเขารู้สึกผิดคาด และเริ่มรู้สึกผิดหวัง

สันติชาติยังจำได้ดีถึงคำพู ดของท่านเมทัทสุที่เคยบอกกั บเขาเมื่อปีที่แล้วว่า

“เราจะถ่ายทอดสิ่งที่เราฝึก ฝนและค้นคว้ามาเกือบตลอดชีว ิตให้กับตัวเธอ”

แต่ครั้นพอเขาได้กราบกรานท่ านเมทัทสุ ขอเป็นศิษย์ของท่าน และสาบาน ต่อท่านว่าจะเชื่อฟังคำสั่ง สอนของท่านทุกประการ ท่าทีของท่านเมทัทสุกลับเปล ี่ยน แปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ท่านเลิกตอบคำถามใดๆ ที่สันติชาติเอ่ยปากถาม และยังสั่งแบบเฉียบขาด ด้วยว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในระหว่างที่สันติติดตามท่า นมาฝึกวิชาบนยอดเขาแห่ง นี้แล้ว ถ้าหากท่านไม่อนุญาตห้ามเขา เอ่ยปากพูดจากับท่านเป็นอัน ขาด

3 วันมานี้ สันติชาติจึงรู้สึกอึดอัด กระสับกระส่าย กระวนกระวาย เพราะ เขามีเวลามาฝึกกับท่านเมทัท สุที่นี่ได้เพียง 1 เดือนครึ่งเท่านั้น เวลาแต่ละขณะที่ผ่านไป จึงมีค่า และมีความหมายเหลือเกินสำหร ับตัวเขา

ในที่สุด สันติชาติก็อดรนทนไม่ได้ เขาตรงเข้าไปคุกเข่าต่อหน้า ท่านเมทัทสุ พร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนไปย ังท่านเมทัทสุ

คราวนี้ท่านเมทัทสุไม่ตีหน้ าดุเหมือน ตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมานี้ แม้ท่านยังคงปิดปากเงียบ แต่ประกายตาท่านกลับอ่อนโยน เหมือนที่เขาได้เคยสัมผัสเม ื่อปีที่แล้ว สันติชาติจึงกล้าที่จะเอ่ยป ากเรียนถามอาจารย์ คนล่าสุดของเขาว่า

“ผมมีเรื่องจะเรียนถามอาจาร ย์ครับ”

“ถามเรารึ?” อาจารย์เมทัทสุกล่าวด้วยน้ำ เสียงราบเรียบ

“ครับ” สันติชาติกล่าวพลางผงกศรีษะ

“อะไรหรือ?”

สันติชาติกล่าวออกมาด้วยน้ำ เสียงตัดพ้อว่า “อาจารย์จำคำสัญญาที่อาจารย ์ได้ให้ตัวผมเมื่อปีที่แล้ว ได้หรือไม่ครับ?”

คาดไม่ถึงท่านเมทัทสุซึ่งยั งคงมีใบหน้าสงบนิ่งกลับกล่า วออกมาว่า “เราเคยให้สัญญาอะไรไว้แก่ต ัวเธอรึ?”

สันติชาติถึงกับตกตะลึงไปชั ่ววูบ เพราะเขาไม่คิดว่าจะได้รับค ำตอบเช่นนี้ จากท่านเมทัทสุ ทำไมเรื่องสำคัญเช่นนี้หรือ อย่างน้อยก็สำคัญสำหรับตัวเ ขา ท่าน อาจารย์ถึงได้ลืมเสียได้ ใจของสันติชาติเริ่มหวั่นไห วราวกับผิวน้ำบนท้องทะเล จึงกล่าว ออกมาด้วยความละล่ำละลักว่า

“ก็ที่อาจารย์เคยรับปากกับผ มไว้ว่า “เราจะถ่ายทอดสิ่งที่เราฝึก ฝนและ ค้นคว้ามาเกือบตลอดชีวิตให้ แก่เธอ” ยังไงล่ะครับ”

อาจารย์เมทัทสุทำสีหน้าคล้า ยกับไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ ้นพร้อมกล่าวว่า “อ๋อ เรื่องนั้นเองดอกรึ แน่นอนซิว่าเราจำได้ และจำได้ดีเสียด้วย”

สันติชาติลอบถอนหายใจ รู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจ ากอก ที่แท้ท่าน อาจารย์เมทัทสุยังจำคำสัญญา ได้ จึงกล่าวต่อไปว่า
“ถ้าเช่นนั้น เมื่อไหร่อาจารย์จะถ่ายทอดใ ห้ผมล่ะครับ เพราะนี่ก็ผ่านมา หลายวันแล้ว”

คราวนี้ท่านเมทัทสุเพ่งมองเ ข้าไปในดวงตาของสันติชาติ จากนั้นจึงถอนใจ กล่าวว่า

“ตัวเราพร้อมที่จะถ่ายทอดให ้แก่เธอนับตั้งแต่ก้าวแรกที ่เราเหยียบมาที่นี่ แล้วล่ะ ว่าแต่ตัวเธอเถอะ ดูเหมือนว่า ตัวเธอยังเตรียมตัวไม่พร้อม เลยแม้จนบัดนี้ เราจึงยังไม่ได้เริ่มถ่ายทอ ดให้แก่เธอ”

สันติชาติแทบไม่เชื่อหูตัวเ อง เมื่อได้ยินอาจารย์เมทัทสุพ ูดเช่นนั้น เพราะ เป็นคำตอบที่แปลกหูเหลือเกิ นสำหรับตัวเขา

“ทำไมผมถึงยังไม่พร้อมล่ะคร ับอาจารย์ ถ้าไม่พร้อมผมจะยอมติดตาม อาจารย์มาถึงที่นี่เชียวหรื อครับ” สันติชาติไม่ยอมรับทัศนะอัน นี้ของท่านเมทัทสุ

อาจารย์เมทัทสุส่ายหน้าไปมา แล้วกล่าวว่า “เธอยังไม่พร้อมจริงๆ ด้วย”

“ผมพร้อมแล้วจริงๆ นะครับ และผมรอคอยวันที่จะได้รับกา รถ่ายทอด วิชาจากอาจารย์มาตั้งนานแล้ วด้วย กรุณาสอนผมตั้งแต่บัดนี้เลย นะครับ ได้โปรดเถอะ ครับ” นักวิชาการหนุ่มจากประเทศไท ยกล่าวด้วยความวิงวอน

อาจารย์เมทัทสุกล่าวแย้งว่า

“ใครบอกกันเล่าว่าเธอพร้อม? เราต่างหากที่คอยสังเกตตัวเ ธอนับตั้งแต่ วินาทีแรกที่มาถึงที่นี่ แต่เราก็พบว่า “เมื่อไหร่ศิษย์คนนี้ของเรา ถึงจะพร้อมเสียทีนะ อุตส่าห์เดินทางมาจากแดนไกล แท้ๆ” จนตัวเราแทบจะเป็นฝ่ายออกมา กระตุ้นเตือนเธอเองแล้ว”

“อาจารย์ครับ ขอได้โปรดสอนผมเดี๋ยวนี้เลย เถอะนะครับ” สันติชาติยัง ไม่ยอมถอย

“ก็เริ่มเพิ่งบอกเธอเองไปหย กๆ ไม่ใช่หรือว่า ถ้าเธอพร้อมเมื่อไหร่ เราจะ ถ่ายทอดวิชาของเราให้แก่เธอ ทันที” ท่านเมทัทสุกล่าวออกมาด้วยน ้ำเสียงที่จริงจังทำ เอาสันติชาตินิ่งงันไปพักให ญ่

อาจารย์เมทัทสุเมื่อเห็นท่า ทางของศิษย์ใหม่ผู้มาจากประ เทศไทยซึ่งยังไม่ เข้าใจในสิ่งที่ตนต้องการจะ บอก จึงเปลี่ยนเป็นกล่าวออกมาด้ วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า

“ยังไม่เข้าใจอีกรึ สันติชาติ…สิ่งที่อยู่ในใจข องเธอนั้น เรารู้ดีเสียยิ่งกว่าตัวเธอ เสียอีก รู้ไว้ด้วย”

สันติชาติส่ายหน้าไปมาไม่หย ุดยั้ง เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดอา จารย์เมทัทสุ จึงกล่าวออกมาเช่นนี้

อาจารย์เมทัทสุถอนใจอีกครั้ ง กล่าวว่า

“ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ล่ะก็ เราก็จนใจที่จะต้องอธิบายขย ายความให้เธอฟัง... ขอให้เธอหยิบเหยือกที่วางอย ู่บนโต๊ะตัวนั้น นำไปเติมน้ำให้เต็มแล้วนำกล ับมาหาเราทีซิ”

สันติชาติรีบหยิบเหยือกใบหน ึ่งนำไปเติมน้ำจากโอ่งจนเต็ มเหยือก แล้ว ค่อยๆ ประคองเหยือกที่ใส่น้ำจนเต็ มใบนั้น กลับมาวางตรงหน้าอาจารย์ของ เขา

“ดีแล้ว คราวนี้เธอจงไปหยิบเหยือกอี กใบหนึ่งขนาดเท่าๆ กัน และนำมัน ไปเติมน้ำร้อนให้เต็ม ก่อนที่จะนำมานี่ซิ” ท่านเมทัทสุออกคำสั่งต่อไป

สันติชาติหันกลับไปเติมน้ำร ้อนจากกาต้มน้ำร้อนสำหรับชง ชาในห้องครัว ลงในเหยือกจนเต็ม ก่อนที่จะนำมันมาวางตรงหน้า อาจารย์เมทัทสุเคียงคู่กับ เหยือกที่ ใส่น้ำเย็นเมื่อครู่

เมื่อน้ำในเหยือกทั้งสองใบม าวางพร้อมกันตรงหน้าแล้ว อาจารย์เมทัทสุ ก็สั่งสันติชาติต่อไปว่า

“คราวนี้เธอลองเอาน้ำร้อนจา กเหยือกนั้นมาใส่ในเหยือกใบ นี้ซิสันติชาติ”

“ใส่ลงในเหยือกใบนี้หรือครั บ?” สันติชาติถามอย่างฉงน

“จริงด้วยซิ เพราะเมื่อกี้นี้เธอเป็นคนไ ปรินเองนี่นา เราจึงสั่งให้เธอลอง รินน้ำลงในเหยือกยังไงล่ะ เข้าใจมั้ย” อาจารย์เมทัทสุตอบด้วยเสียง ที่ราบเรียบ

สันติชาติกล่าวปฏิเสธอาจารย ์ของเขาว่า

“รินไม่ได้หรอกครับ เพราะมันจะล้นเหยือกใบนี้”

“ล้นรึ? ก็แสดงว่าเธอ เข้าใจแล้วนี่” อาจารย์เมทัทสุยังคงกล่าวต่ อไปราว กับคาดว่า ศิษย์ใหม่ผู้นี้น่าจะทราบคำ ตอบแล้ว

ฝ่ายสันติชาติซึ่งยังไม่เข้ าใจอะไรทั้งสิ้นจึงกล่าวออก มาว่า “เรื่องอย่างนี้ แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็ยังทราบนี่ครับ”

อาจารย์เมทัทสุซึ่งนั่งดูกา รกระทำของสันติชาติมาโดยตลอ ดจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น เรื่องที่เราเพิ่งบอกกับเธอ เมื่อครู่ เธอก็คงเข้าใจแล้วซินะ”

“...!!!...”

สันติชาติถึงกับสะดุ้งราวกั บถูกจี้ด้วย “ดัชนีใจ”

คราวนี้อาจารย์เมทัทสุ ได้กล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงท ี่ราบเรียบว่า
“สันติชาติ เธอรู้หรือเปล่าว่า ใจของเธอในขณะนี้ก็มิได้ต่า งไปจากเหยือก ใบนี้เลยที่มีน้ำเย็นอยู่เต ็มเปี่ยม เพราะฉะนั้น แม้เราอยากจะรินน้ำร้อนใส่เ หยือก ใบนี้เพียงใดก็ตาม มันก็ต้องล้นออกมาอยู่ดี

“จริงอยู่เธอไม่ใช่มือใหม่ห รือคนเริ่มฝึก เธอได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างห นัก จากหลายอาจารย์ด้วยกัน ภายในตัวของเธออัดแน่นไปด้ว ยวิชาต่าง ๆ เต็มไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าหากเธอยังไม่ เทน้ำในเหยือกออกเสียบ้าง เราจะรินน้ำร้อนให้แก่ตัวเธ อ ได้อย่างไรเล่า?” แต่ในช่วง 3 วันมานี้ เราก็ยังไม่เห็นว่าตัวเธอจะ เริ่มเทน้ำในเหยือก ออกมาก่อนเสียที”

“...?...”

“เธอไม่รู้ดอกหรือสันติชาติ ว่า เราเฝ้ารอให้เธอเทน้ำในเหยื อกออกมาก่อน อยู่ตลอดเวลาในช่วง 3 วันนี้”

“...?...”

“วิชาอะไรก็ตามต่อให้วิเศษด ีเลิศแค่ไหน ถ้าหากตัวเธอที่เป็นผู้รับย ังไม่ พร้อมที่จะรับมันอย่างไร้เด ียงสาแล้ว ก็เปล่าประโยชน์ที่จะถ่ายทอ ดให้ เพราะมันจะไม่มี ความหมายแต่อย่างใดเลย และตัวเราก็ไม่โง่เขลาพอที่ จะทำสิ่งที่ไร้ความหมายเช่น นั้น ด้วย”

พอกล่าวจบ อาจารย์เมทัทสุก็หันกลับไปน ั่งภาวนาอยู่ในห้องฝึกสมาธิ ของ ท่าน ปล่อยให้สันติชาติครุ่นคิดค วามหมายที่ท่านเพิ่งกล่าวมา เมื่อครู่ตามลำพัง ในขณะ นั้น สันติชาติยังไม่ทราบหรอกว่า ท่านเมทัทสุกำลังพยายามถ่าย ทอดประสบการณ์ใน การฝึกวิชาวัชรเซนของท่าน ที่ท่านเคยได้รับมาจากท่านอ าจารย์สิทธะอีกทีหนึ่งให้แก ่ สันติชาติอย่างไม่ให้ผิดเพี ้ยน ไม่ขาดตกบกพร่อง ราวกับเทน้ำจากจอกหนึ่งไปสู ่อีกจอก หนึ่ง โดยไม่ให้หกเลยแม้เพียงหยดเ ดียว

เพราะสิ่งที่ท่านเมทัทสุจะถ ่ายทอดให้แก่เขาต่อจากนี้ไป นั้น มิใช่ตัวอักษร หรือคำพูดอีกต่อไปแล้ว แต่เป็น “คำสอนเร้นลับ” เป็น “เคล็ดลับ” เป็น “ความลับ และอุบาย” ที่สันติชาติจะต้องใช้ความพ ยายามในการซึมซับเอาเอง โดยผ่านประสบ- การณ์โดยตรงของตัวเขาเอง

แม้สันติชาติจะได้ชื่อว่าเป ็นผู้ที่ผ่านการฝึกฝนวิชาตะ วันออกมาหลายปีแล้ว ก็ตาม แต่บางทีตัวสันติชาติเองก็อ าจไม่ได้ตระหนักหรอกว่า ในอีกด้านหนึ่งนั้น ตัวเขาก็เป็น “ปัญญาชน” ที่ได้รับการศึกษาจากระบบกา รศึกษาแบบตะวันตกจนถึง ขั้นสูงสุดเท่าที่ระบบการศึ กษาตะวันตกจะอำนวยให้ด้วย

ความแตกต่างระหว่างการศึกษา แบบตะวันตกกับแบบตะวันออกนั ้น อยู่ที่ ใด? ก็อยู่ที่ ในขณะที่การศึกษาแบบตะวันตก จะเน้นที่ตำราหนังสือแต่เพี ยงอย่างเดียว ซึ่งยังไม่ใช่เงื่อนไขที่เพ ียงพอต่อการเรียนรู้อย่างสม บูรณ์แบบ โดยเฉพาะในเรื่องของ จิตใจ แต่การศึกษาแบบตะวันออกนั้น จะเน้นที่ “ครู” “คำสอน” และ “ตัวเรา” อย่างมีความสัมพันธ์แบบเป็น องค์รวม 3 องค์ (Trinity)
การเรียนรู้อย่างสมบูรณ์แบบ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ “ครู” “คำสอน” และ “ตัวเรา” เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่ างแท้จริงแล้วเท่านั้น
“ครูที่แท้จริง” มีความสำคัญมากต่อการเรียนร ู้สิ่งที่เรียนรู้ได้ยาก อย่าง วิชาตะวันออก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเติบโต ภายในทางจิตวิญญาณโดยตรง จริงอยู่ที่การ วางใจใครอย่างสิ้นเชิงเป็นอ ันตรายต่ออิสรภาพของอัตตาขอ งเราก็จริง แต่หากใคร โชคดีที่ได้มีโอกาสพานพบครู ที่แท้จริงได้ การมีศรัทธาและอุทิศตัวในกา รเรียน รู้จากครูผู้นั้นย่อมให้ผลต อบแทนอย่างมหาศาลคุ้มค่าแน่ นอน

เพราะในวิชาชั้นสูงของตะวัน ออกนั้น ครูกับคำสอนเป็นสิ่งเดียวกั น ถ้า มองจากภายนอก ครูคือผู้ที่ได้รับแรงบันดา ลใจจากครูในอดีตที่สืบสายสื บทอดกันมา และความเข้าใจอันนี้ก็จะถูก ถ่ายทอดโดยตรงไปสู่ศิษย์ด้ว ย และศิษย์ก็จะพบว่า ตัวเขา เองนั้น ที่แท้ก็คือเชื้อสายของครูน ั่นเอง เมื่อครูได้ถ่ายทอดคำสอนแก่ ศิษย์ ศิษย์ก็จะ เติบโตขึ้นเป็นภาพสะท้อนของ ครู จนกระทั่งวันหนึ่งศิษย์จะกล ายเป็นครูไปเสียเอง

ในบรรดา “คำสอนที่ถูกต้อง” ที่ครูจะถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ นั้น อันที่จริง ยังจำแนกย่อยได้อีกเป็น 2 ประเภท คือ “คำสอนเผยแจ้ง” กับ “คำสอนเร้นลับ”

คำสอนเผยแจ้งเป็นคำสอนที่สา มารถเปิดเผยต่อภายนอกทั่วไป ได้ ไม่ได้ จำกัดเฉพาะถ่ายทอดให้แก่ศิษ ย์ในเท่านั้น ในขณะที่คำสอนเร้นลับ เป็นคำสอนที่เป็น “ความลับและอุบาย” ที่ครูเจาะจงถ่ายทอดให้แก่ศ ิษย์แต่ละคนเป็นการเฉพาะตัว สืบ ต่อกันมา

เพราะฉะนั้น พวกเราจึงควรจะรู้และตระหนั กว่า ไม่มีคำสอนในวิชาทาง ตะวันออกชั้นสูงแขนงไหนเลย ที่ไม่มีคำสอนประเภทเร้นลับ แฝงควบมากับคำสอน ประเภทเผยแจ้งด้วย

.......................... .

แม้แต่พุทธศาสนาเองก็ยังมี “คำสอนเร้นลับ” ดำรงอยู่เช่นกัน ดังที่ท่าน อาจารย์พุทธทาสภิกขุได้เคยก ล่าวถึง “ความลับและอุบายอันมีซับซ้ อนอยู่ในอานาปาน- สติ ที่เป็นไปเพื่อ “บรมธรรม” เอาไว้อย่างชัดแจ้งว่า

“คำว่า ความลับและอุบาย นี้ เป็นคำที่มีความหมายสำคัญมา กในพุทธ ศาสนา คำว่าอุบายก็ต้องเป็นความลั บอยู่แล้ว ในภาษาบาลีใช้คำว่าอุบายในฐ านะ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี แต่ในภาษาไทยนั้นคำว่าอุบาย ดูจะมีความหมายไม่บริสุทธิ์ จึงขอให้เข้าใจด้วยว่า มีความต่างกันสำหรับคำคำนี้ ในระหว่างภาษาธรรมในทาง ศาสนากับภาษาชาวบ้าน...

...อุบายเป็นวิธีการที่ประก อบไปด้วยเทคนิค ในพุทธศาสนาให้ความ หมายแก่คำคำนี้มาก จนถึงกับพูดได้ทีเดียวว่า พุทธศาสนาทั้งหมดเป็นอุบายส ำหรับ จะแก้ปัญหาเกี่ยวกับทุกข์ การเจริญอานาปานสติก็เป็นอุ บายอันหนึ่ง และเต็มไป ด้วยอุบายวิธีหรือความลับ”

.......................... .

เพราะฉะนั้นในการเรียนรู้จา กครูที่แท้ การเรียนรู้ “คำสอนเผยแจ้ง” ที่ ถูกต้อง แม้จะมีความสำคัญมากก็จริง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การรับการถ่ายทอด “คำสอนเร้นลับ” จากอาจารย์ โดยผ่านการปลูกฝังจากอาจารย ์ และการอัดฉีดเข้าไป จากอาจารย์ด้วยวิธีจากใจถึง ใจ ซึ่งไม่ใช่เป็นการถ่ายทอดโด ยผ่านอักษรหรือคำพูดใดๆ หรือพูดให้ถึงที่สุดก็คือ “คำสอนเร้นลับ” ที่ครูจะถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ นั้น ที่แท้ก็คือ การอัดฉีดความรู้แจ้งเข้าไป สู่ใจของศิษย์โดยตรงนั่นเอง

ท่านเมทัทสุไม่ได้อธิบายเรื ่องนี้ให้แก่สันติชาติในขณะ นั้นหรอก แต่ท่านได้ แลเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งว่า ความเป็น “ปัญญาชน” ที่มีอยู่ภายในตัวอย่างเต็ม เปี่ยม ของสันติชาติ ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในก ารที่ท่านจะถ่ายทอด “คำสอนเร้นลับ” ให้แก่ใจของสันติชาติ

เพราะตัวเขายังหลงติดอยู่กั บ “คำสอนเผยแจ้ง” แม้ว่าคำสอนนั้นจะเป็น คำสอนที่ถูกต้องก็ตาม และบางทีในตอนนั้นก็อาจยังเ ข้าใจผิดอยู่ว่า “คำสอนเร้นลับ” ทั้งหมดก็คืออักษรหรือคำพูด ที่ยังไม่ได้เปิดเผย ซึ่งที่จริงเป็นความเข้าใจท ี่ถูกต้องเพียง ครึ่งเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ความที่สันติชาติมีพื้นฐานใ นการฝึกวิชาทางตะวันออกที่ หนักแน่น มั่นคง และหยั่งลึกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อเขาถูกท่านเมทัทสุ “จี้” ในตอน นั้น เขาก็ได้สติและสามารถปรับสภ าพเข้าสู่ “ความว่าง” ของเหยือกเพื่อพร้อมที่จะรั บ สิ่งใหม่ๆ ได้ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งต้องถือว่าเป็นความสามา รถปรับตัวที่ค่อนข้างเร็วมา กเลย ทีเดียว เพราะหากเป็นคนธรรมดาที่ยัง หลงยึดติดอยู่กับฐานะตำแหน่ งหน้าที่การงาน ความเป็นปัญญาชนของตน หรือแม้แต่หลงภาคภูมิใจในวุ ฒิการศึกษาของตนแล้ว ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า บุคคลผู้นั้นจะมีความพร้อมใ นการที่จะเทน้ำออกจากเหยือก ได้ เมื่อไหร่ในชีวิตนั้น หรือบางทีอาจจะไม่ได้เลย ไม่พร้อมเลยตลอดชั่วชีวิตนี ้ ซึ่งนับว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายแทน เหลือเกิน

เช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์เมทัทสุได้พาสันติชา ติไปที่ลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง และท่านได้สั่งให้สันติชาติ ฝึกนั่งสมาธิในลำธารที่มีน้ ำเย็นเฉียบในช่วงฤดูใบไม้ผล ิ โดยให้นั่งสมาธิในระดับที่ก ระแสน้ำจากลำธารท่วมถึงระดั บสะดือพอดี เนื่องจากลำธาร เล็กๆ สายนี้มีความตื้นแค่เข่า และก็มีศิลาก้อนหินขนาดพอเห มาะที่จะเป็นเบาะรองนั่ง อยู่หลายก้อน จึงไม่เป็นเรื่องลำบานักที่ สันติชาติจะหาก้อนที่พอเหมา ะมาฝึกนั่งตามที่อาจารย์เมท ัทสุสอน

เขานั่งลงบนศิลาก้อนหนึ่ง ปิดปาก ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน 2 มือที่อยู่ใต้ ลำธารของเขาวางอยู่บนหัวเข่ าทั้งสองข้างที่กำลังนั่งอา สนะในท่าสิทธะ นิ้วหัวแม่มือกับ นิ้วชี้ทั้งสองข้างของเขาแต ะกันเป็นรูปวงกลมเล็กๆ

ความรู้สึกแรกที่สันติชาติไ ด้รับขณะที่หย่อนตัวลงในน้ำ คือความเย็บเฉียบ จนแทบหนาวสั่น เพราะลำธารสายนี้เป็นสายน้ำ ที่ไหลมาจากยอดเขานั่นเอง ส่วนล่าง ของร่างกายเขาโดยเฉพาะส่วนเ อวและเท้าเป็นส่วนที่เขารู้ สึกเย็นที่สุดจนกระทั่งชา ด้านและเจ็บแปลบเป็นระยะๆ เหมือนกับความรู้สึกของมือท ี่กำลังกำก้อนน้ำแข็งนานๆ สันติชาติได้ยินเสียงของอาจ ารย์เมทัทสุดังแว่วมาจากริม ฝั่งว่า

“เธอเริ่มรู้สึกหนาวแล้วใช่ มั้ยสันติชาติ ถ้าใช่ เธอต้องไม่พยายามฝืนทนมัน เพราะความพยายามในการฝืนทนค วามหนาวนั้นจะทำให้ใจของเธอ ไม่นิ่ง และจะทำให้ การฝึกอันนี้ไร้ผลอย่างสิ้น เชิง สิ่งที่เราต้องการให้เธอได้ จากการฝึกอันนี้ก็คือ การปลด ปล่อยใจและความรู้สึกของเธอ ให้หลุดพ้นไปจากแรงกระตุ้นจ ากความหนาวที่ร่างกาย ของเธอกำลังได้รับอยู่นี้

“ฟังให้ดีอีกทีนะสันติชาติ เราต้องการให้เธอควบคุมความ รู้สึกหนาวเหน็บที่ ร่างกายเธอกำลังได้รับอยู่ใ นขณะนี้ ให้อยู่แค่กายเวทนาหรือแค่ร ่างกายของเธอเท่านั้น แต่ใจของเธอจะต้องสำรวมจิตม ุ่งไปเพ่งอย่างอื่น”

“เพ่งอะไรหรือครับอาจารย์” สันติชาติถาม

จากนั้นท่านเมทัทสุได้ถ่ายท อด “อุบายและเคล็ดลับ” ในการเพ่งใจให้แก่ สันติชาติ เมื่อสันติชาติฝึกเพ่งใจไปท ี่สิ่งอื่นตามวิธีที่เขาได้ รับถ่ายทอดมาจากท่านเมทัทสุ ในไม่ช้าความหนาวเหน็บที่เก าะกุมร่างกายของเขาก็ค่อยๆ หายไปจากใจของสันติชาติ

เมื่อเวลาผ่านไปได้ 1 ชั่วโมง อาจารย์เมทัทสุก็เรียกเขาให ้ขึ้นฝั่ง ผลัด เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แล้วตามท่านไปปีนเขาอีกลูกห นึ่งที่อยู่ติดกัน เส้นทางที่จะเดินไป ยอดเขาอีกลูกหนึ่งนั้น ค่อนข้างชันและก็แคบมาก พอคนเดินได้ทางเดียว ไม่อาจเดิน สวนกันได้ แต่ท่านเมทัทสุกลับเดินตัวป ลิว ไม่สะทกสะท้านอะไร ทั้งๆ ที่ความสูง ของเขาลูกนี้หลายร้อยเมตรเล ยทีเดียว สันติชาติแลเห็นท่าทีของอาจ ารย์ของเขาแล้ว ก็อดชื่นชมในใจไม่ได้ เขารำพึงคนเดียวในใจว่า

“สิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับชีว ิตจงอย่านำเอามาไว้ที่กลางใ จตัวเอง

ความคิดที่ไม่จำเป็นอย่านำม ารกสมอง

ตัดความกังวลที่ไร้ประโยชน์ ที่ยังไม่เกิดขึ้นออกไปจากใ จ

หรือหากเกิดกังวลขึ้นมาก็สา มารถเปลี่ยน

ความรู้สึกของตนเองได้อย่าง รวดเร็ว

ถ้าหากทำได้เช่นนี้แล้ว ไม่ว่าใครก็ย่อมสามารถเดินเ หินได้อย่างปลอดโปร่ง

เหมือนท่านอาจารย์เมทัทสุขอ งเราในขณะนี้อย่างแน่นอน”

แต่มีใครสักกี่คนกันในโลกนี ้ ที่จะมีใจและทำใจ เช่นนี้ได้?



ตอนที่ 22

บาดแผล



“ลูกผู้ชายนั้นมี 2 ดวงใจ

ดวงใจหนึ่งนั้นมีไว้หลั่งเล ือด

ส่วนอีกดวงใจหนึ่งนั้นมีไว้ อดกลั้น”

คาลิล ยิบราน

ท่านเมทัทสุ พาสันติชาติมาที่น้ำตกแห่งห นึ่ง พร้อมกับสั่งสันติชาติว่า

“ขอให้เธอฝึกนั่งสมาธิอยู่ค นเดียวที่ข้างๆ น้ำตกนี่นะ แล้วตอนเย็นเราจะ มารับเธอกลับไป เธอจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยใน ระหว่างที่ฝึกนั่งสมาธินี้ก ็ได้นะ โดยเฉพาะ เรื่องที่เคยเป็นบาดแผลล้ำล ึกในหัวใจเธอ และเธอชอบนึกถึงมันอยู่เสมอ จนทำให้มัน คอยมาทำร้ายจิตใจเธออยู่ข้า งใน... เราจะไม่ห้ามไม่ให้เธอคิดใน ระหว่างฝึกนั่งในขั้นตอนนี้ ขอให้คิดสุดๆ อย่างที่เธอปรารถนาจะรำลึกถ ึงก็ได้นะ เราไม่ว่า และถ้าเธอเบื่อที่จะฝึกหลับ ตานั่ง เธอจะลืมตาขึ้นมาก็ได้ แต่ห้ามเธอลุกจากที่นั่งไปเ ป็นอันขาด”

“ครับอาจารย์” สันติชาติรับคำ

พอสั่งเสร็จ ท่านเมทัทสุก็หายลับไปจากสา ยตาของสันติชาติในบัดดล

นักวิชาการหนุ่มจากประเทศไท ยเหลียวดูรอบๆ ตัวเขา นอกจากก้อนหิน ใหญ่น้อยที่รายรอบแง่หินขนา ดใหญ่ที่ยื่นออกมาเผชิญหน้า กับน้ำตกสายนี้แล้ว เขาก็ ไม่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นใ ดเลย นอกจากเสียงน้ำตกที่ดังสนั่ น กับสายลมเย็นที่พัดผ่าน ตัวเขาเท่านั้น
เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่การฝึกนั่งสมาธิคนเดียวแ ม้ในตอนกลางวัน ในที่ ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ให้เห็นเลย กลับไม่ทำให้จิตใจของสันติช าติสงบยิ่งขึ้น ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกวุ่นวายและเปล ี่ยวเหงาอย่างบอกไม่ถูกและย ากที่จะบรรยาย

เท่าที่ผ่านมา สันติชาติได้ใช้ความเข้มแข็ งหนักแน่นแห่งดวงใจของเขาไป ข่มกลั้นความรู้สึกเช่นนี้เ อาไว้เสมอมา แต่คราวนี้เขาไม่ยอมข่มกลั้ นอีกต่อไปแล้ว เขา ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านเมท ัทสุ โดยปล่อยตัวให้เขาหวนกลับไป รำลึกถึงความหลังใน อดีตที่เคยทำความปวดร้าวให้ แก่ดวงใจเขาจนแทบหัวใจสลาย แต่เขากลับไม่ยอมสลัด มันทิ้งไปจากใจ หากเก็บงำเอาไว้ในส่วนที่ลึ กที่สุดของดวงใจเขาอย่างมิด ชิดเสมอมา

ในขณะที่สันติชาติกำลังนั่ง หลับตาปล่อยใจให้ล่องลอยกลั บไปสู่อดีตนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่า ได้ยินเสียงอ่อนหวานของหญิง สาวนางหนึ่งที่เขาเคยหลงใหล อย่างหัวปักหัวปำกำลังกระซิ บที่ข้างหูเขาอย่างแจ่มใสชั ดเจนว่า

“คุณคะ เมื่อหัวใจฉันแน่นขนัดไปด้ว ย ความลับแห่งหัวใจ ดวงตา ของฉันก็เริ่มร้อนผ่าวจากหย าดน้ำตาที่ไม่เคยเหือดแห้ง ฉันไม่อาจแสดงความ รู้สึกในใจเรื่องนี้ให้กับใ ครอื่นได้เลย นอกจากคุณคนเดียวเท่านั้น เพราะ คุณคือผู้ชายคนเดียวที่ฉันร ัก แม้ว่าตัวฉันจะต้องไปแต่งงา นกับผู้ชายคนอื่น ก็ตาม... ฉันคิดว่า คนเราที่มีทุกข์โศกมักจะได้ พบกับความปิติในยามคร่ำ- ครวญ คนรักกันที่แม้จะอาภัพในชีว ิตจริงก็ยังสามารถได้รับการ ปลอบใจและ ความเห็นใจในความฝันให้แก่ก ันและกันได้

บัดนี้ ฉันรู้สึกเหมือนกับตัวเองกำ ลังเป็นเด็กทารกที่อดอยากหิ วโหย และร่ำร้องคร่ำครวญ เพราะถูกกระตุ้นด้วยความขมข ื่นจากความกระหาย โดยมิได้นึกถึงสภาพแห่งความ เป็นจริงของครอบครัวที่ยากแ ค้นอยู่เลย

“คุณคะ ขอคุณได้โปรดรับฟังเรื่องรา วอันน่าปวดร้าวของฉันด้วยเถ ิด นะคะ ฉันไม่ได้ต้องการขอความเห็น ใจจากคุณหรือแม้แต่การให้อภ ัยจากคุณ แม้แต่น้อย มันเป็นความต้องการของคุณพ่ อและคุณแม่ของฉันที่อยากจะใ ห้ ฉันแต่งงานกับผู้ชายร่ำรวยต ระกูลสูง เพราะพ่อแม่ของฉันก็เหมือนก ับพวก ผู้ดีส่วนใหญ่ ซึ่งมีความยินดีอย่างเดียวใ นชีวิตคือ การใช้เงินต่อเงิน เกียรติ ต่อเกียรติ หรือใช้เกียรติต่อเงิน

ในกรณีที่ครอบครัวฉันได้กลา ยมาเป็นพวกผู้ดีตกยากแล้ว มาบัดนี้ ฉันจึงได้พบว่า ความกตัญญูที่ฉันมีต่อพ่อแม ่ มันได้ทำลายความฝันและความ รักทั้งปวงที่ฉันเคยมี ฉันต้องกลายเป็นเหยื่อของ “ศักดิ์ศรีทางสังคม” อันได้รับ มรดกตกทอดมา

คุณคะ แม้ฉันจะยังเคารพสามีของฉัน เพราะเขาก็ดีต่อฉัน ซื่อสัตย์ ต่อฉัน พยายามหาความสุขให้ฉันในทาง วัตถุเงินทอง เพื่อทำให้ฉันปลาบปลื้ม แต่ฉันก็ได้พบว่าสิ่งเหล่าน ี้หาได้มีค่าเท่ากับความรัก ที่แท้จริงได้เลย

คุณอย่าสมน้ำหน้าฉันเลยนะคะ ที่กว่าฉันจะได้รับรู้ความจ ริงในข้อนี้ ก็สายเกินไปเสียแล้ว สายเกินไปจริงๆ ที่กว่าจะได้เข้าใจความต้อง การใน หัวใจที่แท้จริงของตนเอง ทุกอย่างมันก็ไม่อาจหวนกลับ คืนมาได้ดังเดิมอีกแล้ว

เพราะฉันได้พบว่า รถสปอร์ตคันงาม และบ้านช่องที่ใหญ่โตดุจ คฤหาสน์ หรือแม้แต่เครื่องประดับเพช รพลอยอันมีค่า กับฐานะที่สังคมยกย่อง เชิดชู ก็หาได้มีค่าเทียบเท่ากับ สายตาของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ เคยมองฉัน สายตาที่บ่งบอกถึงความรักอั นเปี่ยมล้นและร้อนระอุ สายตาที่มีความมุ่งมั่น บ่งบอกว่า จะยินยอมกล้ำกลืนความเจ็บปว ดทั้งปวง ความขมขื่นทั้งหลายเอา ไว้คนเดียวเพื่อคนที่เขารัก

คุณคะ อย่ามองฉันในแง่ร้ายนะคะ แม้คนทั้งโลกจะเข้าใจฉันผิด แต่คุณเป็นคนคนเดียวที่ฉันไ ม่ต้องการให้คุณเข้าใจผิดใน ตัวฉัน เพราะจน บัดนี้ ฉันก็ยังทำหน้าที่ของฉันในฐ านะที่เป็นภรรยาผู้ซื่อสัตย ์อยู่ในขอบเขตของ กฎหมายและศีลธรรมอย่างสงบแล ะอดทนเรื่อยมา เพียงแต่มีข้อยกเว้นอยู่ข้อ หนึ่งเท่านั้น คือ ฉันได้มอบหัวใจ และความรักของฉันซึ่งมากที่ สุดเท่าที่ ผู้หญิงคนหนึ่งจะรักให้แก่ผ ู้ชายคนหนึ่งได้ ให้แก่คุณไปจนหมดแล้ว ก่อน ที่ฉันจะได้รู้จักและแต่งงา นกับสามีคนนี้ของฉันเสียอีก

ฉันรู้สึกว่าตัวเองอาภัพเหล ือเกินที่ถูกฟ้าลิขิตให้จำต ้องร่วมชีวิตกับ ชายที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อฉัน ในขณะที่ผู้ชายที่เกิดมาเพื ่อฉัน และมีแค่คนเดียว ในโลกนี้ กลับต้องอยู่อย่างอ้างว้างเ ดียวดาย

คุณคะ หากฉันสามารถมีโอกาสได้ตัดส ินใจใหม่อีกครั้ง ฉันมั่นใจว่า ฉันจะไม่ทำผิดพลาดอย่างโง่ๆ และอย่างขี้ขลาดเช่นที่แล้ว มาอีก ขอเพียงถ้า หากฉันยังสามารถรักษาดวงวิญ ญาณส่วนที่งดงามของฉัน ส่วนที่บริสุทธิ์ของ ฉันเอาไว้ได้ ฉันก็มีความเชื่อมั่นว่า ฉันจะต้องได้พบกับคุณอีกไม่ ว่าในชาติใดๆ หรือภพไหนๆ เหมือนกับที่ฉันได้เคยพบกับ คุณในชาตินี้ ได้รู้จักคุณ ได้ใกล้ชิด กับคุณ แม้ว่าช่วงเวลานั้นมันจะแสน สั้นก็ตาม

คุณคะ คุณยังจำ “ชายหนุ่มคนนั้น” ได้เหมือนอย่างตัวฉันไหมคะ? ประกายตาที่เจิดจ้า เปล่งรัศมีไปด้วยพลังแห่งคว ามมุ่งมั่นและมีเป้าหมาย ในชีวิต ริ้วรอยอันโศกเศร้ารันทด ขมขื่นปวดร้าวที่ปกปิดซุกซ่ อนอย่างมิด- ชิดภายใต้สีหน้าอันเบิกบานร ื่นเริง แต่ก็ไม่อาจปิดบังคนที่รักแ ละชื่นชม ในตัวเขาอย่างฉันได้ ภาษา การพูดจาที่ต่างจากผู้ชายทั ่วไปของเขา ความคิด ความอ่านของเขาที่มีต่อโลก ต่อชีวิตที่แหลมคม และมีแง่มุมที่ผิดต่างไป จากผู้ชายธรรมดา

ฉันรู้ว่า มีแต่ฉันเท่านั้นที่ได้สัมผ ัส ความลับแห่งหัวใจที่ยิ่งใหญ ่ของ ตัวเขา ซึ่งเขาได้ยอมเปิดเผยออกมาใ ห้ตัวฉันเห็นเพียงคนเดียว ฉันจึงทั้ง ศรัทธาและหลงใหลในตัวเขาเหล ือเกิน แต่แปลกสิ้นดีที่พ่อแม่ของฉ ันกลับไม่ แลเห็นความน่าอัศจรรย์อันนี ้ ที่อยู่ภายในตัวของเขาเลยแม ้แต่น้อยนิด”

สันติชาติตกอยู่ในภวังค์แล้ ว เขาไม่ทราบว่าสิ่งที่เขากำล ังเห็น กำลังรับรู้ และสัมผัสอยู่ในขณะนี้ เป็นความจริงหรือความฝันกัน แน่ เพราะอยู่ๆ เขาก็ได้พบกับ เธออีก และใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านเล ็กๆ หลังหนึ่งในเมืองชนบทแห่งหน ึ่งของญี่ปุ่น สันติชาติไม่รู้หรอกว่า ตัวเขาฝันว่าตัวเองคล้ายเป็ นดั่งผีเสื้อ หรือผีเสื้อฝันว่าเป็นตัว เขากันแน่? เขาได้แต่ปล่อยตัวปล่อยใจบิ นตามผีเสื้อตัวนั้นไป ผีเสื้อที่แสนสวย แต่มีชีวิตที่สั้นนัก!

ขณะนั้น เธอสวมเสื้อยูคาตะมีแพรคาดเ อว ขณะที่เขาเพิ่งกลับจากการฝึ ก วิชาฝีมือ เธอยิ้มสดใส บอกกับเขาว่า อาหารเย็นเตรียมเสร็จแล้ว จะอาบน้ำอุ่นก่อนไหม เขารู้สึกตื้นตันในความอ่อน หวาน และความเอาใจใส่ที่เธอมีต่อ ตัวเขา เขาจึงโอบกอด เธอจากเบื้องหลังพร้อมกับจุ มพิตที่ต้นคอเธอ เธอตระหนักถึงความสากกร้านข อง ผิวหนังที่ไม่ได้โกนหนวดเคร ามา 2-3 วันแล้วของเขาที่สัมผัสลำคอ ของเธอ

ความรู้สึกที่มากล้นเกินกว่ าบรรยาย เธอได้แต่หวังว่า ความรู้สึกอันนี้เธอจะ ไม่ลืมเลือนมัน และไม่สูญมันไปตลอดกาลนาน ความรู้สึกที่ให้ความชุ่มชื ่นแก่ตัวเธอ ที่สร้างความมีชีวิตชีวาและ ปลุกประสาททุกๆ ส่วนในร่างกายของเธอให้ตื่น ตัวรับรู้ถึง ความรักอันร้อนระอุที่แสดงอ อกผ่านริมฝีปากของเขา ใบหน้าของเขา ดวงตาของเขา คำพูดของเขา และการเคลื่อนไหวสัมผัสของเ ขา

“คุณคะ อาบน้ำอุ่นซิคะ และฉันจะถูหลังให้คุณค่ะ” เธอกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

ไอน้ำจากน้ำร้อนในห้อง “โอฟุโร่” ม้วนตัวเป็นควันคลุ้ง เขานั่งเก้าอี้ตัวเล็ก กำลังโกนหนวดอยู่ กล้ามเนื้อบนแผ่นหลัง และแผ่นอกที่กำยำของเขาเคลื ่อนไหวเป็น ระลอกยามที่เขาขยับตัว เธอบรรจงถูสบู่กับผ้าเช็ดตั วสีขาวผืนเล็กๆ ก่อนที่จะนำมัน มาถูกหลัง เพื่อชำระคราบเหงื่อไคลให้ก ับเขา

เมื่อเขาออกมาจากห้องน้ำ ด้วยใบหน้าที่ขาวเกลี้ยงมีร อยโกนหนวดเป็น สีเขียวจางๆ อยู่ข้างแก้มทั้ง 2 ข้าง เขายิ้มให้กับเธอด้วยรอยยิ้ มที่สดใส เปี่ยมไปด้วย ความคึกคักและสดชื่นกระปรี่ กระเปร่า เธอยิ้มตอบให้เขาอย่างเปิดเ ผยถึงความรัก ความเสน่หาที่มีต่อตัวเขา เขาบอกกับตัวเองในใจว่า เขาเลือกผู้หญิงไม่ผิดแล้ว

เขากอดเธอให้เธอพิงหลังและพ าดตักของเขา ก่อนที่เขาจะก้มลงจุมพิตเธอ เขาเพ่งพินิจใบหน้าของเธออย ่างละเอียดดูแล้วดูอีก ใบหน้าที่เขามองได้อย่างไม่ รู้เบื่อ เธอเผยอปากรับการจูบจากเขา พร้อมกับหลับตาที่มีขนตายาว งอนทั้งคู่พริ้ม
แต่แปลกเหลือเกินที่ดวงตาที ่ปิดสนิทของเธอกำลังมีน้ำตา รินไหลหลั่งออกมา เป็นสายน้ำ 2 สาย เขารู้สึกแปลกใจ แต่ก่อนที่จะรู้ตัว ร่างของเธอก็ค่อยๆ เลือน หายวับไปจากการรับรู้และประ สาทสัมผัสทั้งหมดของเขา เขาเรียกชื่อเธอ ร่ำร้องเรียก หาเธอ แต่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบกลับมา เขากลับมาอยู่คนเดียวอีกครั ้ง เดียวดายอีกครั้ง

ผีเสื้อบินจากไปแล้ว จากไปพร้อมกับนำความฝันอันแ สนหวานของเขา ไปด้วยจนหมดสิ้น...

ความงามเป็นสมบัติอันมีค่าข องหนุ่มสาว และความเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ มิใช่สิ่งอื่นใดนอกไปจากควา มฝันอันหวานชื่น ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ตาบอด แต่ก็ไม่ ทราบว่ามีหนุ่มสาวจำนวนมากม ายเพียงใดที่ยินยอมตาบอดด้ว ยความเต็มใจเพราะมัน

ความฝันอันหวานชื่นของหนุ่ม สาว ถ้าหากถูกทำให้ตัดขาดจากปิต ิแห่ง ความตระหนักรู้ ความหยั่งรู้ มันจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ทิศ ทาง และอาจทำให้หลงทางได้

ผู้ที่เป็น นักปราชญ์ที่แท้จริง ก็คือผู้ที่สามารถหลอมรวมเอ า “ความฝัน อันหวานชื่นของหนุ่มสาว” กับความปิติที่เกิดจากปัญญา ความรู้แจ้งให้มาผนึกแน่น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ เนื่องเพราะมีหนุ่มสาวอยู่ด าษดื่นที่ใช้หัวใจของตัวเอง เป็น ปลอกหุ้มดาบอาบยาพิษเพื่อทำ ร้ายและทำลายตนเอง โดยแยกความฝันอันหวานชื่น ออกจากความปิติที่เกิดจาก “ปัญญาความรู้แจ้ง”

ผู้สูงวัยกว่าจักต้องให้ควา มอบอุ่นแก่ผู้เยาว์ด้วยการใ ห้ “แสงสว่าง” และ “ความจริง” ในโลกนี้แก่พวกเขา เพื่อนำพวกเขาให้พ้นจากความ มืดมิดของรัตติกาล และสามารถตื่นขึ้นรับรุ่งอร ุณของวันใหม่ได้

คาลิล ยิบราน เคยเขียนบทกวีบทหนึ่งซึ่งกิ นใจมาก บทกวีนั้นชื่อ “บทเพลงแห่งรัตติกาล” ซึ่งมีใจความบางตอนว่า

“รัตติกาลเงียบสงัด ความฝันซ่อนเร้นอยู่ในความเ งียบ

ดวงจันทร์กำลังขึ้น เธอมีดวงตาเฝ้าดูทิวาวาร

มาเถิดธิดาแห่งท้องทุ่ง เราจงออกไปยังไร่องุ่น

ณ ที่ซึ่งคู่รักออกมาพบกัน

เพราะอาจเป็นไปได้ว่า

ณ ที่นั้นเราสองจักอาจคั้นเหล ้าองุ่นรสดีออกมาด้วยความรั ก

เพื่อดับความปรารถนาอันแห้ง แล้งของเราได้...

...ฟังสิ เสียงนกไนติงเกล ขับขานบทเพลงของมันสู่ห้วงห ุบเขา

อย่าหวาดกลัวเลย สุดที่รัก

ดวงดาวจักเก็บงำ ความลับแห่งการพบปะ ของเราไว้

และหมอกอันอ่อนนุ่มแห่งราตร ี

ก็จักปกคลุมอ้อมกอดของเราสอ งเอาไว้ด้วย”

ยิ่งจมปลักอยู่กับความทรงจำ อันแสนหวานในอดีต สันติชาติก็ยิ่งปวด ร้าวในดวงใจเป็นทวีคูณ ทั้งๆ ที่เขายังคงนั่งสมาธิหลับตา อยู่ ร่างกายของเขาสั่นเทิ้ม ระริก น้ำตาของเขาหลั่งไหลออกมาจา กดวงตาที่ปิดสนิททั้ง 2 ข้างของเขาไม่ขาดสาย แต่เขาก็ยังไม่ยอมลืมตา เพราะอีกใจหนึ่งของเขาก็ยัง กลัวเกรง ไม่อยากให้ความฝัน อันสดชื่นที่เขาเพิ่งได้สัม ผัสมาจางหายไปจากเขาอีก เนื่องจากตัวเขาก็ไม่รู้ว่า อีกเมื่อไหร่ ตัวเขาถึงจะได้สัมผัสกับควา มฝันอันแสนบรรเจิดเช่นเมื่อ ครู่อีก

ทันใด สันติชาติก็ได้ยินเสียงของอ าจารย์เมทัทสุแว่วมากระทบโส ตของเขาว่า

“เคล็ดลับของการฝึกวิชาเร่ง สติ…

ขั้นตอนที่ 1 เธอจงดูความสัมพันธ์ระหว่าง ความรู้สึกภายนอก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สมอง ที่สัมพันธ์กับความรู้สึกภา ยใน คือ ใจ เมื่อเธอดูอาการ เกิด-ดับ จากความรู้สึกกระทบภายนอก มันจะพยายามเข้าไปสัมพันธ์ก ับความรู้สึก ภายในเสมอ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อหูถูกกระทบด้วยเสียง มันจะกระเทือนเข้าไปถึงหัวใ จ แล้วรู้ผ่านใจวนกลับมาที่เส ียงใหม่ วนเป็นรอบๆ อยู่เช่นนี้ ในทำนองเดียวกันทั้ง ตา จมูก ลิ้น กาย และสมองก็ถูกกระทบจากรูป จากกลิ่น จากรส จากการสัมผัส ทำให้เกิดการรวมเข้าสู่ใจเส มอเช่นกันด้วย วนไปวนมาอยู่เช่นนี้ ไม่รู้จักจบสิ้น อารมณ์ ก็เช่นกัน เมื่อมันกระทบกับใจ ก็จะวนกลับมาสู่ความรู้สึกภ ายนอก แล้ววนเข้าไปใหม่อีก

ขั้นตอนที่ 2 เธอจงใส่ เจตนาของจิต เข้าไปร่วมกับ อาการหมุนวน เช่นนี้ ถ้าเธอสามารถทำความสัมพันธ์ ในอาการระหว่าง ความรู้สึกภายนอกกับความ รู้สึกภายในได้แล้ว ต่อไปให้เธอใส่เจตนาของจิตร ่วมลงในอาการหมุนวนนั้น

ตอนแรกๆ จงใส่เจตนาลงช้าๆ เพื่อที่จะให้จิตคล่องตัวร่ วมในอาการหมุน ทุกจุดที่หมุนไป ให้จิตวนอยู่ในอาการหมุนนั้ นๆ อย่าเอาจิตมาใช้ในหน้าที่อื ่น ควรร่วม อยู่ในอาการหมุน ตอนแรกมันจะหมุนช้าๆ ถ้าชำนาญแล้วมันจะหมุนเร็วข ึ้น อาการ หมุนวนจะเร็วขึ้นตามลำดับจน กระทั่งอาการทางกายพลอยคล้อ ยหมุนตามไปด้วย

จงจำไว้ว่า สิ่งที่หมุนจากประสาทภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย สมอง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความคิด เมื่อกระทบจุดที่กระทบนี้มั นจะไปสัมพันธ์กับ ใจภายในใจ เธอจงอย่าเอาจิตไปสุดโต่งทั ้งข้างนอกหรือข้างใน แต่จงให้จิตเธอไปมีส่วน ร่วมทุกจุดในเจตนาที่หมุนไป

ถ้าหาก ธรรมารมณ์ เข้ามากระทบใจข้างในของเธอ อาทิ ความปวดร้าว ขมขื่นที่อัดแน่นอยู่ในใจ ขอให้เธอจงเอาความอัดแน่นนั ้นไปหมุนกับใจ มันจะค่อยๆ หมุนคลายออกมาเหมือนกับการค ลายเกลียวน็อต

ถ้าธรรมารมณ์ไหลออก สิ่งที่เธอเคยกักอารมณ์ในอด ีตเอาไว้ มันจะ ระบายให้เธอเห็นอีก ถ้าเธอมีการหลั่งน้ำตาก็จงอ ย่าตกใจ เพราะธรรมารมณ์ที่คั่งค้าง อยู่ในอดีตเป็นบาดแผลในใจขอ งเธอ มันกำลังไหลออกมาจากจิตใต้ส ำนึกที่เธอเคย สะสมเก็บกดเอาไว้เป็นอนุสัย นอนเนื่องอยู่ในสันดาน และเมื่อเธอสามารถระบายออก จนสะใจแล้ว จิตใจของเธอก็จะโล่งโปร่งสบ าย เป็นจิตใจที่งามบริสุทธิ์ยิ ่งขึ้น”

สันติชาติค่อยๆ เผยอเปลือกตาของเขาขึ้นมาอี กครั้งหนึ่ง และแลเห็น อาจารย์เมทัทสุยืนอยู่เบื้อ งหน้าของเขาอีกครั้ง ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นแล้ว เวลาผ่านไป ถึงครึ่งวันแล้วหรือนี่ สันติชาติคำนึงในใจ เพราะสิ่งที่ผ่านมาเมื่อครู ่ตัวเขายังรู้สึกเหมือน กับว่า มันเพิ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วข ณะเท่านั้น

“เป็นยังไง ดีขึ้นบ้างไหม?” ท่านเมทัทสุถามสันติชาติ

“ผมสบายดีอยู่แล้วครับอาจาร ย์” สันติชาติกล่าวเสียงเบาๆ

อาจารย์เมทัทสุโบกมือไปมาที ่ใบหน้าตนเองพร้อมกล่าวว่า “เราไม่ถามร่างกายของเธอ เราถามใจของเธอต่างหาก”

“........” สันติชาติก้มหน้านิ่งไม่มีค ำพูดใดจะกล่าว

ท่านเมทัทสุจึงเอ่ยขึ้นว่า
“มีคนบางประเภทที่ชอบคิดในเ รื่องที่ไม่คาดคิด และไม่ยอมคิดใน เรื่องที่ควรจะครุ่นคิดอย่า งจริงจัง จริงมั้ย”

“ครับอาจารย์” สันติชาติตอบ

อาจารย์เมทัทสุถอนใจเล็กน้อ ย แล้วกล่าวว่า
“ในโลกนี้มีทั้งสวนดอกไม้ที ่สวยงาม และก็มีสุสานอยู่ด้วยเช่นกั น เธอ อย่ามัวไปมองสุสานมากนักสิ เดี๋ยวเธอจะเข้าใจผิดคิดว่า ในโลกนี้มีแต่สุสานที่วังเว ง เท่านั้น เธอต้องรู้จักมองเห็นสวนดอก ไม้ด้วยนะถึงจะถูก หาไม่แล้วเธอจะไม่มีวันมี ความสุขที่แท้จริงในชีวิตได ้”

“ครับอาจารย์” นักวิชาการหนุ่มได้แต่พยักห น้ารับคำ

“อีกประการหนึ่ง เธอควรจะรู้ไว้ด้วยนะว่า ภายในตัวเธอนี้ยังมี ตัวเธออีก คนหนึ่ง ที่คอยผลักดันเธอให้รู้สึกป วดร้าว ขมขื่น อ้างว้างเดียวดายอยู่เป็นระ ยะๆ เป็นพักๆ”

เมื่อสันติชาติได้ฟังอาจารย ์ของเขากล่าวมาถึงตรงนี้ เขาถึงกับสะดุ้งสุดตัว และเริ่มเข้าใจถึงความหมายท ี่สำคัญยิ่งของสิ่งที่ท่านเ มทัทสุได้เคยบอกกับเขาเมื่อ ปี ก่อนว่า

“ผู้คนเกือบทั้งหมดในโลกนี้ ต่างรู้ดีว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรชั่ว ความเลวร้ายทั้งหลายที่ได้เ กิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในแต่ละวันนั้ น เกือบทั้งหมดหาได้เกิดขึ้นเ พราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นอย่างจงใจ แทบทั้งสิ้น

มันเกิดขึ้นเพราะมนุษย์เราย ังไม่มีพลังพอที่จะควบคุมจิ ตใต้สำนึกของ ตัวเองได้ จิตใต้สำนึกนี้แหละที่เป็นต ัวเขาอีกคนหนึ่งที่คนคนนั้น ไม่รู้จัก แต่กลับ มามีอิทธิพลบงการเหนือชีวิต เขา
ในทางจิตวิทยา จิตใต้สำนึกเป็นสภาพจิตที่ถ ูกขจัดออกจากจิตสำนึก เพราะฉะนั้นมันจึงมีลักษณะท ี่ถูกกดดันเก็บกด หรือไม่ก็พยายามหลีกหนี หลบเลี่ยง จากความเป็นจริง จนทำให้จิตใต้สำนึกมีลักษณะ ที่บิดเบี้ยว ผิดปกติ เป็นลักษณะ วิสัยธรรมดา
แต่จิตใต้สำนึกนี้มิได้ถูกเ ก็บกดเฉยๆ มันทำงานของมันอยู่ทุกขณะโด ย ที่ตัวเราอาจจะไม่รู้ตัว ด้วยการพยายามเข้าไปกระตุ้น จิตสำนึกของตัวเราให้กระทำห รือ เลือกตัดสินใจไปตามความปราร ถนาอันแรงกล้าของมันที่ถูกเ ก็บกดเอาไว้

เพราะฉะนั้น การต่อสู้กับจิตใจตัวเอง รวมทั้งการควบคุมใจของตนเอง คือการต่อสู้กับจิตใต้สำนึก นี่เอง และถ้าหากเราสามารถต่อสู้เอ าชนะมันได้ เราก็ ย่อมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง กรรมและชะตาชีวิตของเราได้”

นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สัน ติชาติได้ตระหนักถึงความลึก ล้ำของวิชาตะวันออก สมัยโบราณที่แม้วิชาตะวันตก สมัยนี้ ก็เพิ่งกำลังจะไล่ตามทันได้ เท่านั้นเอง



ตอนที่ 23

เสียงฟ้า เสียงพสุธา

วันรุ่งขึ้น...

อาจารย์เมทัทสุได้พาสันติชา ติไปฝึกนั่งคนเดียวบนชะโงกห ินริมน้ำตกอีก ในระหว่างทาง ท่านได้เอ่ยสนทนากับสันติชา ติว่า

“สันติชาติ เธอรู้มั้ยว่าตอนนี้ เธอเป็นคนที่มีความสุขที่สุ ดในโลก”

“ตัวผมน่ะหรือครับ?” สันติชาติทำหน้าสงสัย

“ใช่แล้ว” ท่านเมทัทสุหัวเราะเล็กน้อย

“ทำไมผมถึงเป็นคนที่มีความส ุขที่สุดในโลกล่ะครับ?” สันติชาติถาม อาจารย์ของตน ในใจของเขายังไม่ยอมรับคำพู ดนี้สักเท่าไร เพราะชีวิตที่ผ่านมาของ เขาได้เผชิญทุกข์มากกว่าสุข หลายสิบหลายร้อยเท่านัก

“ยังไม่เข้าใจอีกรึ?” ท่านเมทัทสุกล่าวเสียงราบเร ียบ จากนั้นจึงอธิบายต่อไปว่า “เพราะเธอเคยมีทุกข์ เธอเคยสับสน เธอจึงใช้ชีวิตอย่างดิ้นรนส ุดชีวิต เพื่อแสวงหาความหมายที่แท้จ ริงของชีวิต เธอจึงเริ่มออกเดินทาง และในระหว่าง ทาง เธอก็ได้อาจารย์ที่เก่งๆ และน่าเคารพบูชาหลายท่านมาค อยช่วยล้างใจของ เธอให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ ้นเรื่อยๆ แล้วอย่างนี้จะยังไม่เรียกว ่า เธอเป็นคนมีโชค มีโอกาสดีที่เป็นที่น่าอิจฉ าของผู้คนจำนวนมากอีกหรือ และในโลกนี้จะมีใครที่มี ความสุขมากที่สุด เท่ากับคนที่มีโอกาสดวงตาแล เห็นธรรมเล่า? คนที่มีโอกาสดีแล้วไม่ใช้โอ กาสนั้นเพื่อพัฒนาตัวเอง เพื่อพัฒนาจิต วิญญาณของตัวเองให้สูงส่งยิ ่งๆ ขึ้นไป นี่แหละคือคนที่น่าสมเพชที่ สุดในโลกในทัศนะ ของเรา”

เมื่อได้ฟังมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกไม่ยอมรับในตอนแร กของสันติชาติได้ หายไปจนหมดสิ้นแล้ว

“นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่เธอควรจะต้อง ปิติยินดียิ่งกว่านี้อยู่อี กนะสันติชาติ” อาจารย์เมทัทสุกล่าวเป็นปริ ศนา

“อะไรหรือครับอาจารย์?”

“ก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า เธอกำลังมีชีวิตอยู่ในขณะนี ้ยังไงเล่า ถ้าหากเธอ ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เธอจะได้มาฝึกฝนตนเอง ฝึกปฏิบัติธรรมเหมือนในขณะน ี้อยู่ได้ หรือ เพราะเธอยังมีชีวิตอยู่ไม่ใ ช่หรือ เธอถึงสามารถชมความงามของทิ วทัศน์ของภูเขา และท้องทะเลตรงนี้พร้อมกับเ ราได้ เธอถึงสามารถชื่นชมความงามข องบุปผาที่เบ่งบาน อยู่ในบริเวณนี้ได้”

สันติชาติพอได้ฟังก็เริ่มเข ้าใจ ผงกศีรษะเห็นด้วย

“ที่นี้เธอตระหนักได้แล้วหร ือยังล่ะ เธอเกิดมาเพื่อทำอะไรบนโลกน ี้” อาจารย์เมทัทสุถามหยั่งเชิง ศิษย์ผู้มาจากประเทศไทยว่า เขามีความเข้าใจในระดับใด

“ถ้าผมจะตอบว่า เพื่อประสบความสำเร็จในชีวิ ตล่ะครับ” สันติชาติตอบ แบบคล้ายไม่แน่ใจว่าคำตอบนี ้ถูกต้องหรือไม่

“อ้อ การศึกษาทางโลกที่เธอได้ร่ำ เรียนมาจนจบระดับการศึกษาขั ้นสูงสุด นั้น สอนเธอได้แค่นี้รึสันติชาติ ถ้ายังงั้นเราขอถามเธอหน่อย ว่า เธอต้องการประสบ ความสำเร็จในชีวิตไปเพื่ออะ ไร?”


“........”

“ไม่ต้องรีบตอบคำถามนี้หรอก นะ ขอให้เธอใช้เวลาที่เธอนั่งฝ ึกสมาธิข้าง น้ำตกนี่ หาคำตอบนี้ให้เจอว่าตัวเธอเ กิดมาเพื่อทำอะไรบนโลกนี้ แล้วค่อยบอกเรา บางทีประสบการณ์ในอดีตที่เธ อผ่านพ้นมาคงจะเป็นเครื่องช ี้นำคำตอบให้กับเธอได้ จงอย่าพึ่งการใช้ตรรกะเหตุผ ล แต่คอยฟังเสียงน้ำตกให้ดี ขณะที่เธอกำลังนั่งฝึกสมาธิ แล้วเธอก็จะรู้ได้เองแหละ”

คนเราเกิดมาเพื่อทำอะไรบนโล กนี้? นี่เป็นคำถามที่พื้นฐานมากพ อๆ กับคำถามที่ว่า ทำไมคนเราถึงต้องตาย และทำไมผู้คนถึงเกรงกลัวควา มตายกันนัก ทั้งๆ ที่ความตายนั้น ความจริงก็คือ การหลับที่ไม่มีวันตื่นชั่ว กาลนานเท่านั้นเอง มีใคร บ้างทีไม่เคยหลับ ทุกคนต้องมีการนอนหลับกันทั ้งนั้น และในยามที่คนเรานอนหลับ สนิทก็หาได้มีสภาพที่แตกต่า งไปจากคนที่ตายแล้วแต่อย่าง ใดไม่

จะต่างก็เพียงแต่ว่า คนที่ยังไม่ตาย คือ ผู้ที่หลับแล้วมีโอกาสตื่น หรือกล่าว ในอีกนัยหนึ่งได้ว่า ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกคนล ้วนแล้วแต่กำลังฝึกฝน “การหลับที่ไม่มีวัน ตื่น” กันทุกคืนทั้งสิ้น

แต่ใครจะรู้หรือตัดสินได้เล ่าว่า การนอนหลับในแต่ละคืนของตัว เรานี้ คือ การหลับแบบมีวันตื่น หรือการหลับแบบไม่มีวันตื่น ตัวเราเองรึ? ก็ไม่ใช่ เพราะในยามที่ ตัวเราเองกำลังนอนหลับอยู่น ั้น เราไม่สามารถรับรู้ในสิ่งเห ล่านี้ได้ มนุษย์ส่วนใหญ่ กลัวตาย แต่กลับไม่กลัวการพักผ่อนนอ นหลับ แถมยังชอบการนอนหลับเสียด้ว ย ฟังดูแล้วมิใช่เรื่องที่ขัด แย้งกันเองดอกหรือ

หรืออาจเป็นเพราะว่า การนอนหลับชั่วกาลนานนั้นมั นยาวนานเกินไป พวก มนุษย์จึงไม่ชอบ แต่ความคิดเช่นนี้ก็ไม่น่าจ ะถูกต้อง เพราะในระหว่างที่คนเรากำลั ง นอนหลับอยู่นั้น คนเราจะไม่รู้ถึงกระแสแห่งเ วลาแต่ประการใด เพราะนิยามของ เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อเม ื่อมีการทำงานของจิตสำนึกเท ่านั้น

ดังนั้น ถ้าหากไม่มีกระแสเวลาดำรงอย ู่ในขณะนอนหลับอยู่จริง มนุษย์เรา ก็ไม่น่าจะรู้ถึงความแตกต่า งระหว่างการหลับหนึ่งคืนกับ การหลับไปชั่วกาลนานได้ แล้วจะกลัวตายไปทำไมกัน จะเห็นได้ว่า ความกลัวตายเป็นสิ่งที่เกิด มาจากความแตก ต่างในทัศนะหรือวิธีคิดของค นเราเท่านั้น

แล้วความหมายของการมีชีวิตอ ยู่บนโลกนี้เล่า ใช่หรือไม่ว่า มันจะมีขึ้นก็ต่อ เมื่อคนเรามีทัศนะหรือวิธีค ิดต่อชีวิตอย่างถูกต้องแท้จ ริงแล้ว?

วิธีคิดก่อให้เกิดความกลัวแ ละความกล้าได้

วิธีคิดก่อให้เกิดความโง่แล ะความฉลาดได้

วิธีคิดก่อให้เกิดมายาและคว ามจริงได้ ว่าแต่ว่ามนุษย์เราจะมีวิธี คิดที่ดีที่ ถูกต้อง ได้อย่างไรกัน?

ความสุข ความทุกข์ของมนุษย์ จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับวิธีคิดของค นผู้นั้น ในแต่ละช่วงขณะนั้นเป็นอย่า งมากเลย ไม่ใช่เพราะคนเราเจ็บไข้ได้ ป่วยหรอกที่กำหนด ความสุขความทุกข์ของคน และไม่ใช่เพราะเคราะห์หามยา มร้ายหรอกที่กำหนดความ ทุกข์ความสุขของคน

เพราะตราบใดที่คนเราอยู่ท่า มกลางความปิติยินดีที่กำลัง มีชีวิตอยู่ได้ ตราบนั้น ความทุกข์โศกใดๆ ไม่ว่าจะมาจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือเคราะห์ร้ายทั้งปวง ย่อม ไม่อาจเข้ามาบั่นทอนจิตใจขอ งคนผู้นั้นได้

สันติชาติลืมตาขึ้นมาจากการ นั่งสมาธิข้างน้ำตก เขาหวนทบทวนความคิด ต่างๆ ที่แล่นเข้าสู่จิตใจเมื่อคร ู่เกี่ยวกับเรื่องความตายแล ะความหมายของการมีชีวิต อยู่ในโลกนี้ ฉับพลันเขาเหลือบไปแลเห็นตั วอักษรกลุ่มหนึ่งซึ่งสลักอย ู่ข้างๆ ก้อนหิน ที่เขากำลังนั่งฝึกสมาธิอยู ่ เขาลุกขึ้นเข้าไปดูมันใกล้ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อ คิดได้ว่าสถานที่แห่งนี้เขา คงไม่ใช่คนแรกหรอกที่จะมานั ่งฝึกฝนวิชา บางทีอาจจะมี “ผู้กล้า” รุ่นก่อนเขาหลายชั่วอายุคนแ ล้วก็เป็นได้ที่มานั่งฝึกฝน วิชา ณ สถานที่นี้อยู่ ก่อนแล้ว อักษรเหล่านั้นมีใจความดังต ่อไปนี้

“ตัวเราคือ ผลผลึกแห่งพลัง

ตัวเรา ณ บัดนี้ กำลังอยู่ร่วมกับพลังแห่งพร ะจิต

อาตมันที่เป็นอมตะเป็นสิ่งท ี่สมบูรณ์

ที่ไม่ว่าน้ำหรือไฟก็ไม่อาจ ทำลายได้

อาตมันหรือ ตัวตนที่แท้ มีพลังที่ไร้ขอบเขต”

สันติชาติไม่ทราบว่าผู้ใดเป ็นผู้สลักข้อความเหล่านี้ลง ในก้อนหิน บางทีอาจ จะไม่ใช่แค่คนคนเดียวเท่านั ้นหรอก บุคคลเหล่านี้คงได้บันทึก “ประสบการณ์โดย ตรง” ที่พวกเขาได้สัมผัสด้วยตนเอ งในขณะที่กำลังฝึกฝนตนเองอย ู่ด้วยความรู้สึก ปิติปรีดา ที่พวกเราแต่ละคนได้เคยมีปร ะสบการณ์แห่งช่วงขณะที่พวกเ ขาสามารถเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาล ได้ จึงเปล่งคำเหล่านี้ออกมาและ บันทึกไว้เป็นประจักษ์พยาน

หรือว่าสิ่งนี้คือ ความหมายที่แท้จริงของการที ่คนเราเกิดมาเพื่อทำอะไร บนโลกนี้ ใช่แล้วมันต้องเป็นสิ่งนี้อ ย่างแน่นอน

เมื่อสันติชาติแจ้งคำตอบนี้ ของเขาให้อาจารย์เมทัทสุทรา บ เมื่อยามที่ทั้งคู่ ลงจากภูเขาและเดินทางกลับมา ถึงที่พักแล้ว ขณะนั้นเป็นตอนค่ำพระจันทร์ กำลังเต็ม ดวงพอดี ท่านเมทัทสุได้สั่งให้สันติ ชาตินั่งเพ่งดูพระจันทร์เป็ นเวลา 1 ชั่วยาม โดยห้าม ขยับเขยื้อนร่างกายส่วนใดทั ้งสิ้น จากนั้นท่านถึงจะมาตรวจสอบเ ขาอีกครั้งหนึ่ง

...หนึ่งชั่วยามผ่านไป สันติชาติได้นั่งเพ่งดูพระจ ันทร์ตามที่อาจารย์สั่ง จนรู้สึกเริ่มจะเบื่อหน่าย แล้วก็เป็นเวลาที่ท่านเมทัท สุปรากฏกายอีกครั้งหนึ่งพอด ี

“เป็นยังไง นั่งเพ่งดูพระจันทร์มาโดยตล อดเลยใช่มั้ย” ท่านเมทัทสุถาม

สันติชาติยิ้มอย่างภูมิใจที ่ตนเองสามารถปฏิบัติตามที่อ าจารย์สั่งได้โดย ตลอด พร้อมกล่าวว่า

“ครับ ผมขยับตัวได้แล้วนะครับ อาจารย์”

“เธอเห็นพระจันทร์แจ่มชัดมา กใช่มั้ย”

“ครับอาจารย์ แลเห็นพระจันทร์ชัดมากเลยคร ับ”

อาจารย์เมทัทสุยิ้มเล็กน้อย ดวงตาทั้งคู่คล้ายมองลึกลงไ ปในตัวสันติชาติ แล้วกล่าวว่า

“ถ้าเช่นนั้น เธอลองวาดพระจันทร์ที่เธอบอ กว่าเห็นชัดมากนี้ลงที่พื้น ดิน นี่ให้เราดูหน่อยซิ”

“วาดพระจันทร์หรือครับ?” สันติชาติทำหน้าฉงน

“ใช่แล้ว”

เมื่อสันติชาติวาดรูปพระจัน ทร์ลงไปบนพื้น ท่านเมทัทสุกลับส่ายหน้าและ บอกกับเขาว่า

“นั่นไม่ใช่พระจันทร์ แต่เป็นแค่ขอบวงกลมของดวงจั นทร์ต่างหาก เธอไม่ เห็นหรอกรึ ว่าดวงจันทร์ที่เธอนั่งเพ่ง ตั้งหนึ่งชั่วยามนี้ มันมีลวดลายสวยงามพิสดาร อย่างไร”

“...?...”

อาจารย์เมทัทสุยกมือข้างหนึ ่งจับไหล่สันติชาติ แล้วอธิบายว่า
“เห็นมั้ยว่า ตัวเธอเองก็ยังไม่ได้เห็นดว งจันทร์ชัดเจนจริงๆ เหมือนกับ คำตอบของเธอเมื่อครู่เกี่ยว กับ ความหมายที่คนเราเกิดมาเพื่ ออะไร ก็ยังไม่ใช่คำตอบ จริงๆ ของเธอจากตัวเธอ!”

“.....”

“เพราะฉะนั้น เธอจะต้องไปฝึกนั่งที่ข้างน ้ำตกนั่นอีกต่อไป จนกว่าเธอจะได้ คำตอบที่เราพอใจ” อาจารย์เมทัทสุกล่าวสรุป

“อาจารย์ครับ เป็นไปได้ไหมครับว่า เสียงของน้ำตกที่ดังสั่นอยู ่ตลอดเวลา นั่นทำให้ใจผมไม่สามารถเข้า สู่สมาธิในระดับลึกได้” สันติชาติตั้งข้อสังเกตตามป ระสา นักวิชาการ

ท่านเมทัทสุถอนใจกล่าวว่า “ถ้าเสียงของน้ำตกแค่นี้ เธอยังควบคุมใจให้สงบไม่ได้ ต่อให้เธอไปฝึกใน ที่อื่นที่ไหนก็ตาม เธอก็ไม่มีวันรุดหน้าไปได้ห รอกสันติชาติ เธอไม่รู้หรอกหรือว่าเรา ลำบากแค่ไหน กว่าจะเจาะจงหาสถานที่เช่นน ี้มาให้เธอฝึกได้”

“อาจารย์เจาะจงเลือกสถานที่ นี้ให้ตัวผมฝึกหรือครับ?” สันติชาติถามอย่างนึกไม่ถึง

“ใช่แล้ว”

“ทำไมหรือครับ?”

“เพราะเราอยากให้เธอได้ยิน เสียงของฟ้า เร็วๆ น่ะสิ” ท่านเมทัทสุกล่าว เป็นปริศนาอีกครั้ง

“เสียงของฟ้าหรือครับ?”

“ใช่แล้ว เสียงที่อยู่บนฟ้า เสียงนี้เราได้ยินอยู่เสมอ เราได้ยินแม้แต่ใน ขณะที่เรากำลังสนทนากับเธออ ยู่นี้ แต่ถ้าหากเธอยังมัวกังวลอยู ่กับเสียงของน้ำตก หรือเรื่องอื่นๆ เธอก็จะไม่ได้ยินเสียงของมั น เหมือนกับที่เธอไม่ได้ยิน เสียงของพสุธา” อาจารย์เมทัทสุอธิบาย

“เสียงของพสุธาหรือครับ?”

อาจารย์เมทัทสุหัวเราะเบาๆ แล้วอธิบายว่า
“ใช่แล้ว ถ้ามีเสียงของฟ้าก็ย่อมมีเส ียงของพสุธาด้วย แต่เสียงของพสุธา จะได้ยินง่ายกว่าเสียงของฟ้ า ถ้าหากเธอมีสมาธิเพียงพอ เพราะเสียงของพสุธาคือเสียง ร้องของเหล่าสรรพสัตว์ คือเสียงของแมลง คือเสียงกิ่งไม้ยามถูกลมโบก พัด”

“เสียงเหล่านี้ผมก็ได้ยินคร ับ”

“ใช่แล้ว แต่ถ้าเธอได้ยินมันท่ามกลาง เสียงน้ำตกที่ดังสนั่นหวั่น ไหวนั่นถึง จะกล่าวได้ว่าเป็นเสียงพสุธ าที่แท้จริง เพราะฉะนั้น พรุ่งนี้เธอจะต้องไปที่น้ำต กนั่น แต่เช้าตรู่ และฟังเสียงพสุธาให้ได้ ถ้าไม่ได้ เธออย่ากลับมาให้เราเห็นหน้ าเป็นอันขาดนะ สันติชาติ” อาจารย์เมทัทสุสั่งอย่างเฉี ยบขาด

...ถ้าอยากจะฟังเสียงฟ้า ก็ต้องฟังเสียงพสุธาให้ได้ก ่อน...

เช้าวันรุ่งขึ้น สันติชาติกุลีกุจอรีบไปที่ช ะง่อนผาข้างน้ำตกแต่เช้าตรู ่ เช้า วันนี้เขารู้สึกคึกคักกระตื อรือร้นมากเป็นพิเศษ ราวกับกำลังจะเข้าสู่สนามปร ะลองฝีมือ เขามุ่งมั่นที่จะฟังเสียงขอ งพสุธาข้างน้ำตกนั้นให้จงได ้ คราวนี้เขาไม่สนใจอีกต่อไปแ ล้ว ว่าเขาจะสามารถได้ยินเสียงอ ะไรอื่นอีกได้ ท่ามกลางเสียงดังสนั่นหวั่น ไหวจากน้ำตก สายนั้น

เสียงร้องโครมครามของน้ำตกท ี่ไม่เคยหยุดนิ่ง ปกคลุมสภาพรอบๆ บริเวณน้ำตกแห่งนั้นอย่างมิ ดชิด อย่าว่าแต่เสียงนกร้องเลย แม้แต่เสียงกระแอมไอของ ตัวสันติชาติเองเขาก็ยังแทบ ไม่ได้ยินเลย 10 นาที 20 นาที ผ่านไปแล้ว สันติชาติยัง คงขะมักเขม้น นั่งสมาธิตั้งใจฟังเสียงอื่ น นอกจากเสียงน้ำตก แต่แม้เขาจะนั่งนิ่งๆ ฟังจนหูเริ่มชาแล้ว เขาก็หาได้ยินเสียงอะไรอื่น อีกไม่

ครั้นเวลาผ่านไปอีก 1 ชั่วโมงเต็ม สันติชาติจึงลืมตาขึ้นมาโดย ยังไม่ได้ผล อะไรเป็นชิ้นเป็นอันทั้งสิ้ น เขาแลดูกระแสน้ำตกที่ไหลแรง กระแทกกระทั้นโขดหิน ราวกับฆ้อนที่กำลังกระหน่ำฟ าดลงมายังทั่งตีเหล็ก พลันสายตาของเขาเหลือบแลเห็ น ฝูงนกตัวเล็กๆ ฝูงหนึ่ง กำลังบินเล่นไปมาอยู่เหนือโ ขดหินบริเวณน้ำตกสายนั้น

ถ้าเป็นที่อื่นป่านนี้เขาคง ได้ยินเสียงร้องของฝูงนกนั่ นแล้วเป็นแน่ สันติชาติ นึกเช่นนั้นอยู่ในใจ พร้อมกับเกิดความคิดวูบหนึ่ งขึ้นมาว่า เขาน่าจะลองหันไปเพ่ง จิตจับเสียงฝูงนกกลุ่มนี้ดู เท่านั้น เผื่อบางทีอาจจะได้ยินก็เป็ นได้ เพราะถ้าหากแม้แต่ เสียงร้องของฝูงนกที่อยู่ต่ อหน้าเขานี้ก็ยังไม่สามารถไ ด้ยินแล้ว เขาจะมีทางได้ยินเสียง พสุธาเสียงอื่นๆ ได้อย่างไรกัน

เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง และเป็นหนึ่งชั่วโมง แต่เจ้านกฝูงนั้นยังคงแสดง “ละครเงียบ” อยู่เบื้องหน้าสันติชาติ ทั้งๆ ที่เขาได้พยายามติดตามการเค ลื่อนไหวของ พวกมันด้วยสายตาของเขาอย่าง ไม่ลดละจนสันติชาติกำลังคิด จะล้มเลิกความตั้งใจ ของเขาแล้วอยู่พอดี ทันใดหูของสันติชาติก็ได้ยิ นเสียงหนึ่งแว่วเข้ามาแม้เพ ียงชั่วอึดใจ เดียว “จิ๊บจิ๊บ” เสียงนั้นมาจากนกตัวหนึ่งก่ อนที่มันจะโผบินขึ้นสู่ท้อง ฟ้า และลับจาก คลองจักษุของเขาไป

เสียงกระหน่ำของน้ำตกก็หาได ้หยุดเฉยไม่ แต่ทำไมเขาจึงได้ยินเสียงนั ้น เล่า? เขาคิดด้วยความประหลาดใจ พร้อมกับมีกำลังใจที่จะนั่ง เพ่งตามการเคลื่อนไหว ของนกตัวอื่น เพื่อคอยฟังเสียงของพวกมันเ หมือนอย่างที่เขาเพิ่งได้ยิ นเมื่อครู่

เพราะถ้าหากลองเคยได้ยินครั ้งหนึ่งแล้วครั้งต่อไปก็ต้อ งมีโอกาสได้ยินอีก เป็นแน่ แต่แปลกเหลือเกินทั้งๆ ที่สันติชาติได้พยายามนั่งเ พ่งต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงเต็ มๆ เขาก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก เลย นอกจากเสียงน้ำตกเหมือนเช่น เดิม

ฉับพลันสันติชาติก็หวนนึกถึ งประสบการณ์ในสมัยที่เขาเคย ฝึกมวย ภายในกับอาจารย์ลิ้มเมื่อหล ายปีก่อนได้ว่า ในสมัยนั้นอาจารย์ลิ้มได้พร ่ำสอนเขาอยู่ เสมอว่า “ในการฝึกมวยภายในนั้น ความพยายามหรือความตั้งใจที ่จะทำอะไร สักอย่างหนึ่ง ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการเพ่ง จิตหรือการรวมพลังของจิตได้ ”

นักวิชาการหนุ่มฉุกคิดได้ว่ า หรือว่า ในการจะฟังเสียงพสุธานั้น ความตั้งใจ อย่างมุ่งมั่นของตัวเขาได้ก ลายมาเป็นอุปสรรคในการฟังขอ งตนเอง? เป็นไปได้หรือไม่ ว่า ที่เมื่อครู่เขาสามารถได้ยิ นเสียงนกตัวนั้นก็เพราะว่าใ จตนกำลังอยู่ในภาวะผ่อนคลาย ที่กำลังจะเลิกคร่ำเคร่งฝึก นั่ง? สันติชาติคำนึงในใจและรู้สึ กใจสว่างวูบขึ้นมา เหมือนกับ จับเคล็ดของการฟังเสียงพสุธ าได้แล้ว

ภายในเย็นวันนั้น สันติชาติก็ปะสบความสำเร็จใ นการฟังเสียงพสุธาได้ เมื่อเขาค้นพบว่ายามที่จะฟั งเสียงนก ถ้าหากใจเขาสามารถปล่อยคลาย ความยึดติด จากเสียงน้ำตกไปได้ เขาก็จะได้ยินเสียงมัน

โดยที่ใจซึ่งคลายจากความยึด ติด คือใจที่ถูกชะรำล้างให้สะอา ดบริสุทธิ์ยิ่ง ขึ้นด้วยการฝึกนั่งสมาธินั่ นอง และ เสียงของพสุธาก็มิใช่เสียงใ ดอื่น แต่คือเสียงต่างๆ บนโลกนี้ในยามที่เขาเอาใจเข ้าไปจดจ่อฟังแต่เสียงที่มาจ ากธรรมชาตินั่นเอง

เมื่อสันติชาติกลับมารายงาน ความก้าวหน้าในการฟังเสียงพ สุธาของเขาให้ ท่านเมทัทสุทราบ ท่านก็บอกกับเขาว่า

“ดีมาก แสดงว่าเธอเข้าใจแจ่มแจ้งแล ้วใช่ไหมว่า ถ้าหากใจของเราถูกชำระ ล้างให้สะอาดแล้ว เราจะสามารถได้ยินเสียงที่ต ามปกติคนธรรมดาจะไม่สามารถไ ด้ยิน เลย และมีแต่คนที่มีใจที่ถูกชำร ะล้างแล้วเท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติที่จะได้ยิ น เสียงของฟ้าได้”

...สองสัปดาห์ต่อมา...

ภายหลังจากที่สามารถฟังเสีย งพสุธาได้แล้ว สันติชาติก็มุ่งฝึกนั่งต่อไ ปเพื่อ จะฟังเสียงของฟ้า ว่าแต่ว่าเสียงของฟ้าที่อาจ ารย์เมทัทสุเอ่ยถึงนั้น หมายถึงเสียงของ อะไรกันแน่?

ถ้าหากเสียงที่เกิดมาจากสรร พสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน คือเสียงของพสุธา

เสียงที่เปล่งออกมาจากท้องฟ ้า จะหมายถึงเสียงลมบนยอดเขาได ้มั้ยหนอ?

สันติชาติได้ทดลองนั่งฟังเส ียงฟ้าบนยอดเขามาเป็นเวลา 2 อาทิตย์เต็มๆ แล้ว แต่เขาก็ยังไม่ได้ความกระจ่ างแต่ประการใด ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจขอคำ แนะนำ จากอาจารย์เมทัทสุ
“อ้อ ยังไม่ได้ยินรึถ้าเช่นนั้นเ ราขอถามเธอหน่อย ในตอนที่เธอตั้งใจจะฟัง เสียงของฟ้านั้น หูของเธอได้ยินเสียงอื่นด้ว ยมั้ย เช่น เสียงนก เสียงลม หรือที่เราเรียก ว่า เสียงของพสุธานั่น” อาจารย์เมทัทสุถามศิษย์หนุ่ มจากประเทศไทย”

“...?...”

“เราจะบอกเคล็ดให้แก่เธอ ต่อให้เธอได้ยินเสียงอะไรต่ างๆ เข้ามาในหู เธอก็ตาม ถ้าหากใจของเธอไม่ไปใส่ใจกั บเสียงเหล่านั้นได้ เธอก็จะได้ยินเสียงของ ฟ้าเองแหละ” อาจารย์เมทัทสุกล่าวพร้อมกั บสั่งให้สันติชาติไปฝึกฝนนั ่งฟังเสียงของ ฟ้าต่อ

ถ้าไม่ไปใส่ใจกับเสียงของพส ุธาก็จะได้ยินเสียงของฟ้าเอ ง สันติชาติจึง ทดลองปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ข องอาจารย์เมทัทสุ แล้วเขาก็พบว่า ความตั้งใจที่จะไม่ ใส่ใจกับเสียงต่างๆ เข้ามาในหูนั้น ก็ยากพอๆ กัน หรือยากยิ่งกว่าการตั้งใจจะ ฟังให้ได้ ยินเสียงใดเสียงหนึ่งท่ามกล างเสียงน้ำตกเสียอีก

ในตอนนี้เสียงของน้ำตกไม่ได ้รบกวนจิตใจของเขาเหมือนอย่ างในตอน แรกอีกต่อไปแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ได้ยินเสียงข องฟ้าสักที เขาเงยหน้าขึ้นดูท้องฟ้ามีป ุย เมฆขาวกำลังลอยอยู่ 2 - 3 ก้อน นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึ กคิดถึงบ้านเกิดในประเทศ ไทย เขาพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่ านให้หลุดไปจากใจ

เขาหวนนึกถึงคำแนะนำของท่าน เมทัทสุอีกตอนหนึ่งว่า

“แน่นอนว่าการฟังเสียงของฟ้ าไม่ใช่เรื่องง่าย ความจริงเป็นเรื่องยากมาก เสียด้วย แต่รับรองได้ว่า เราจะไม่บอกเธอให้ทำเรื่องท ี่ไม่มีวันทำได้เป็นอันขาด จงจำไว้ อีกอย่างนะสันติชาติว่า แม้เรื่องง่ายๆ ถ้าหากใจเราไปมัวตั้งแง่คิด เอาเองก่อนว่าเป็น เรื่องยากเสียแล้ว มันก็จะกลายเป็นเรื่องยากขึ ้นมาจริงๆ ในทางตรงกันข้าม เรื่องที่ ยากๆ ถ้าหากเธอคิดว่าเป็นเรื่องง ่ายแล้ว มันก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ ้นมาจริงๆ ได้เช่น กัน จงจำไว้ให้ดีนะว่า อย่าไปใส่ใจกับเสียงอื่นๆ ของพสุธาแล้วเธอก็จะได้ยินเ สียง ของฟ้าเอง”

แม้จะรู้เคล็ดลับ รู้เหตุรู้ผลแล้ว แต่สันติชาติก็ยังทำตามเช่น นั้นไม่ได้ สิ่งนี้ มิใช่ความยากลำบากอันแสนสาห ัสที่ผู้ฝึกฝนตนเองทุกคนต้อ งเผชิญอยู่เสมอหรอกหรือ? รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังทำตามที่รู้ไม่ได้ ช่องว่างระหว่างการรู้กับกา รทำได้นี้จะถมให้เต็มได้อย่ าง ไรกัน?

ในขณะที่สันติชาติกำลังจะเร ิ่มรู้สึกท้อแท้นั้น ปุยเมฆสีขาว 2-3 ก้อน ที่เขาแหงนดูอยู่ก็ค่อยๆ แตกกระจายเป็นปุยเมฆชิ้นเล็ กชิ้นน้อย จนกระทั่งมันหลอม รวมกับท้องฟ้าสีครามเป็นหนึ ่งเดียว สันติชาติเหม่อมองการเคลื่อ นไหวของปุยเมฆ นี้ด้วยการสนใจจนเกือบจะตกอ ยู่ในภวังค์ ที่มุมปากของเขามีรอยยิ้มเล ็กน้อยให้กับ ความงามของปุยเมฆ ที่หลอมละลายเป็นอันหนึ่งอั นเดียวกับท้องฟ้า

ในช่วงขณะนั้นเองที่ สันติชาติรู้สึกเฉลียวใจขึ้ นมาว่า จะเป็นสิ่งนั้นมั้ยหนอ เพราะในขณะนั้นแม้หูของเขาก ็ยังคงได้ยินเสียงต่างๆ จากพสุธาเข้ามาเหมือนเดิม แต่ทว่าใจของเขากลับถูกปลดป ล่อยจากสิ่งเหล่านี้ อย่างน้อยก็ในชั่วขณะนั้น แต่มัน กลับถูกดึงดูดให้เข้าไปผนึก แนบแน่นกับท้องฟ้า พร้อมๆ กับปุยเมฆเหล่านั้น แต่ทำไม เขาจึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเล ยเล่า?
“ดูเหมือนว่า เธอจะได้ยินเสียงของฟ้าแล้ว ใช่มั้ย สันติชาติ” เสียงของ อาจารย์เมทัทสุดังขึ้นมาจาก เบื้องหลังของเขา คราวนี้ใบหน้าของท่านเมทัทส ุดูอ่อนโยน ขึ้น ไม่ดูเข้มงวดเหมือนแต่ก่อน

“แต่ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเล ยนี่ครับอาจารย์” สันติชาติตอบตามความ สัตย์จริง

อาจารย์เมทัทสุหัวเราะในลำค อแล้วกล่าวว่า
“ทั้งๆ ที่เธอได้ยินมันแล้ว เธอยังบอกว่าไม่ได้ยินอยู่อ ีกรึ”
ท่านเมทัทสุเห็นสันติชาติคล ้ายยังไม่เข้าใจจึงอธิบายเพ ิ่มเติมว่า
“ที่เธอรับรู้เมื่อครู่นี้น ั่นก็คือเสียงของฟ้าไงล่ะ เพราะ เสียงของฟ้าคือเสียงที่ ไม่ได้ยิน คือเสียงที่ไร้เสียง คือ ความเงียบสงัดอันเป็นที่สุด นั่นเอง และในท่ามกลาง ความเงียบสงัดเช่นนี้ ปัญหาทุกอย่างในใจของเธอจะถ ูกแก้ให้ตกได้อย่างหมดสิ้น”

“.....”

“ลองคิดให้ดูซิ สันติชาติ ในช่วงระหว่างที่เธอกำลังฟั งเสียงของฟ้าอยู่นั้น ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นในใจ เธอเลยจริงมั้ย ในช่วงขณะนั้น เธอมิใช่ชายหนุ่มที่แบกทุกข ์ ของสังคมเอาไว้บน 2 บ่า และเธอก็มิใช่ ชายหนุ่มผู้เดียวดาย ผู้มีความหลังอันปวดร้าว อีกต่อไป จริงมั้ย”

“......”

“ถ้าเธอยอมรับว่าใช่ เธอก็ต้องหมั่นฝึกฝนใจของเธ อให้หัดฟังเสียงของฟ้า บ่อยๆ เข้าใจมั้ย”

“ครับ อาจารย์” สันติชาติรับคำ ในที่สุดเขาก็ผ่านบทเรียนแห ่งการฝึกฝน ปฏิบัติไปได้อีกบทหนึ่ง
 
 



ตอนที่ 24 (ตอนจบ)

บทเรียนสุดท้าย

ภายหลังจากที่สันติชาติได้ผ ่านการฝึกฝนอย่างเอาจริงเอา จัง ด้วยความยาก ลำบาก ในที่สุดเขาก็ได้เรียนรู้กา รฟังเสียงพสุธา การฟังเสียงฟ้า การนั่งวิปัสสนา ครุ่นคำนึงถึงความหมายของกา รที่มนุษย์เกิดมาในโลกนี้ นอกเหนือไปจากคัมภีร์ต่างๆ ของนิกายรหัสนัยที่อาจารย์เ มทัทสุได้ถ่ายทอดอธิบายให้เ ขาเป็นที่กระจ่างอีกต่างหาก

ในตอนนั้นเขายังมีเวลาเหลือ อีกหลายวันที่จะฝึกอยู่กับท ่านเมทัทสุ เช้าวัน หนึ่ง อาจารย์เมทัทสุได้เรียกสันต ิชาติให้มาพบแต่เช้าตรู่เพื ่อบอกกับเขาว่า ท่านจะสอน บทเรียนบทสุดท้ายให้กับเขา ถ้าเขาผ่านบทเรียนบทนี้ได้ เขาก็จะกลายเป็น “ครูที่แท้ จริงได้”

ท่านเมทัทสุได้บอกกับสันติช าติว่า

“ผู้ที่เป็นครูที่แท้จริงทุ กคนจะต้องฝึกจนบรรลุสภาวะสภ าวะหนึ่งอัน เป็นสภาวะที่ศักดิ์สิทธิ์สม บูรณ์ของใจกับกาย แม้ครูผู้นั้นอาจจะยังไม่สา มารถครอง สภาวะนั้นได้ตลอดเวลา แต่ตราบใดที่คนผู้นั้นสามาร ถทำสภาวะเช่นนั้นให้เกิดขึ้ น มาได้ ไม่ว่าความคิดชั่วร้ายใดๆ หรือสิ่งชั่วร้ายใดๆ ก็ไม่อาจเข้ามาทำร้ายเขาได้ ซึ่งจะทำให้การฝึกฝนตนเองใน ชั้นสูงของครูผู้นั้นสามารถ รุดหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ”

“...?...”

“จงจำให้ดีนะสันติชาติ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึก ฝนตนเองนั้น ผู้ฝึก จะต้องรู้ได้ด้วยตนเอง จะต้องรู้แจ้งด้วยตนเอง ครูเป็นแค่ผู้ชี้ทางให้เท่า นั้น สภาวะ ที่ว่านี้เพื่อบรรลุการกลาย เป็นครูที่แท้จริงของวิชาวั ชรเซนก็เช่นกัน มันเป็นทั้งเคล็ดลับ และเป็นทั้งปริศนาที่เธอจะต ้องขบมันให้แตกด้วยตนเอง เราเพียงจะบอกใบ้ให้แก่เธอ เพียงเท่านี้ว่า สภาวะที่ว่านั้น ถ้าจะให้บรรยายออกมาเป็นคำพ ูด ก็คือ สภาพที่เหมือน กับ การที่ทำให้ร่างของเธอเป็นด ุจน้ำที่ใส่ในเหยือกจนเต็มเ ปี่ยมนั่นเอง”

“...?...”

“เราจะขยายความให้อีกนิดก็ไ ด้ว่า ในช่วงระหว่างลมหายใจเข้าออ กนั้น ถ้าเธอสามารถควบคุมลมหายใจข องเธอในช่วงระหว่างนั้น ให้เป็นดุจเหยือกที่บรรจุ น้ำจนเต็มภาชนะได้อย่างเป็น จังหวะควบคู่ไปกับการหายใจไ ด้เธอก็จะบรรลุสภาวะที่ว่า นั้นได้”

ปริศนาธรรมที่ได้รับมาจากอา จารย์ต้องนำมาขบคิดเอง และพยายามหา คำตอบให้ได้ด้วย “ญาณ” ที่ผุดวาดขึ้นมาจากการฝึกสม าธิ นี่คือ กฎเหล็กข้อหนึ่งของ วิชาวัชรเซน ทั้งนี้เพราะว่า น้ำตาลนั้นมีรสหวาน สิ่งนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ค นส่วนใหญ่ก็รู้ กันทั้งนั้น แต่สำหรับคนที่ไม่เคยลิ้มรส ชาติของน้ำตาลมาก่อน เขาจะแทบไม่มีทางเข้าใจ ความหวานของน้ำตาลจากคำพูดห รือคำอธิบายได้เลย

เพราะการรับรู้ “ความหวาน” ของน้ำตาลเช่นนี้ เป็นเรื่องของประสบการณ์ จากการปฏิบัติของแต่ละคนที่ ไม่สามารถทดแทนให้กันได้ แต่ละคนจะต้องลิ้มรสเอาเอง เพราะ ภาษา คำพูด ล้วนมีข้อจำกัดในตัวของมันเ อง ในการถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้

และถ้าหากในระหว่างคนที่ได้ เคยลิ้มรส “ความหวาน” ของน้ำตาลมาแล้ว เหมือนๆ กัน การณ์ก็ปรากฏว่า คำอธิบายต่างๆ เกี่ยวกับ “ความหวาน” ของน้ำตาล ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอี กต่อไปแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น สภาวะที่ว่านั้นอันเป็นปริศ นาธรรม ที่ท่านเมทัทสุให้แก่สันติช าติ ก็เป็นสิ่งที่เขาต้องนำมาขบ คิดเอง ทำความเข้าใจด้วยตน เอง สัมผัสมันด้วยตนเอง

สันติชาติกลับมานั่งสมาธิใน ลำธารที่มีน้ำเย็นเฉียบจนถึ งระดับเอวอีกครั้ง หนึ่ง เขาคิดเอาเองว่า วิชาขั้นสูงจริงๆ นั้นที่แท้ก็อยู่ในวิชาพื้น ฐานขั้นต้นนั่นเอง เหมือนอย่างเช่น การฝึกวิชาฝีมือ ต่อให้หัดกระบวนการท่าที่แป รเปลี่ยนมากมายขนาด ไหน สุดท้ายท่าที่สำคัญที่สุด ที่ผู้ฝึกวิชาฝีมือฝึกหัดมา กที่สุด มิใช่ท่าปล่อยหมัดตรงๆ เพียงหมัดเดียวดอกหรือ? เพราะฉะนั้น สันติชาติจึงกลับมาหัดในสิ่ งที่ท่านเมทัทสุได้ ถ่ายทอดให้เขาเป็นอย่างแรกอ ีกครั้งหนึ่ง

กระแสน้ำเย็นของลำธารที่ไหล เอื่อยๆ ผ่านร่างของสันติชาติที่นั่ งแช่อยู่บน ก้อนหินใต้น้ำครึ่งลำตัว ความเย็นของน้ำทำให้กล้ามเน ื้อท่อนล่างของเขาบีบกระชับ รัดตัว แต่ใจของสันติชาติยังสงบนิ่ งไม่หวั่นไหวเลย แม้แต่น้อยนิด

เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ ่ สันติชาติจึงได้ยินเสียงคนค นหนึ่งกำลังเดิน อยู่ในลำธารช้าๆ อยู่ทางเบื้องหลังของเขาและ กำลังมุ่งตรงมาที่ที่เขากำล ังนั่งสมาธิอยู่ แม้หูของสันติชาติจะได้ยินฝ ีเท้าของอาจารย์ของเขาอย่าง ชัดเจนก็ตาม แต่ใจเขาก็สัก แต่เพียงแค่รับรู้เท่านั้น มิได้เกิดคลื่นไหวใดๆ ขึ้นภายในหัวใจของเขาแต่อย่ างใด

“เธอนั่งได้นิ่งดีมากแล้วนะ สันติชาติ” เสียงอาจารย์เมทัทสุแว่วมาจ ากทาง ด้านหลัง

นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านเมทั ทสุเอ่ยปากชมเขาออกมาตรงๆ เท่าที่ผ่านมาท่าน เพียงแต่เฝ้ามองสังเกตการฝึ กฝนปฏิบัติของลูกศิษย์คนนี้ ของท่านเป็นส่วนใหญ่เท่านั้ น สันติชาติรู้สึกปลื้มใจที่ไ ด้รับคำชมจากอาจารย์ เขาคิดอยู่ในใจว่า สภาวะเช่นนั้นที่ อาจารย์บอกเขาคงอยู่ไม่ไกลเ ท่าไหร่แล้ว ครั้นพอสันติชาติได้ฝึกนั่ง ในลำธารจนครบ ตามกำหนดเวลาฝึกหัด และลุกขึ้นยืนเดินจากลำธารจ ะไปหาอาจารย์ของเขา ทันใด ท่านอาจารย์ก็ส่งเสียงดุเขา ขึ้นมาทันทีว่า

“ใช้ไม่ได้ เธอไม่ได้ทรงสภาวะเช่นนั้นอ ีกต่อไปแล้ว!”

สันติชาติรู้สึกงุนงนอย่างย ิ่ง ก็เมื่อสักครู่นี้ตอนที่เขา กำลังฝึกนั่งอยู่ในลำธาร อาจารย์ก็เพิ่งชมเขาอยู่หยก ๆ ว่า เขานั่งได้ดีมาก แต่พอมาในตอนนี้ อาจารย์กลับ บอกว่า เขาใช้ไม่ได้แล้ว ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรกัน แน่ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่า ตัวเองจะต่างไปจากสภาพที่อย ู่ในลำธารเมื่อครู่สักเท่าใ ดนัก

วันต่อมา และก็วันต่อมาอีก ท่านอาจารย์เมทัทสุก็เอ่ยปา กชมสันติชาติ ทุกครั้งในตอนที่เขากำลังฝึ กนั่งอยู่ในลำธาร และท่านก็เอ่ยปากดุเขาทุกคร ั้งในตอนที่เขา ลุกขึ้นยืนและเดินออกมาจากล ำธาร นี่ก็เหลือเวลาอีกเพียง 3 วันเท่านั้น ที่สันติชาติจะ ต้องเดินทางกลับประเทศไทยแล ้ว อาจารย์เมทัทสุได้แต่ส่ายหน ้า สายตาของท่านส่อ แววผิดหวังอย่างที่สันติชาต ิแลเห็นได้อย่างชัดเจน

สันติชาติทุรนทุรายอย่างหนั ก เขาพยายามอย่างสุดความสามาร ถที่จะ ตอบสนองความคาดหวังที่อาจาร ย์มีต่อตัวเขา อาจารย์ได้บอกกับเขาว่า ใช้ไม่ได้ทุกครั้ง ที่เขาลุกขึ้นยืนและเดินออก จากลำธาร และอาจารย์ก็เอ่ยปากชมเขาทุ กครั้งในขณะที่เขา กำลังนั่งอยู่ในลำธาร เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่ลองรั กษาสภาพที่ใกล้เคียงกับท่าน ั่งให้ มากที่สุดในขณะที่ลุกออกจาก ลำธารไปคารวะอาจารย์ของเราเ ล่า

เมื่อคิดได้เช่นนั้น สันติชาติจึงประคองใจและกาย ของเขาในขณะที่กำลัง ฝึกนั่งอยู่ในลำธาร ตรงเข้าไปหาอาจารย์ของเขาทั นที แล้วหมอบกราบแทบเท้าท่านด้ว ย จิตใจที่คารวะสูงสุด
“เก่งมากสันติชาติ ในที่สุดเธอก็สามารถบรรลุสภ าวะเช่นนั้นได้แล้ว”

ท่านอาจารย์เมทัทสุกล่าว แล้วตรงเข้าไปสวมกอดสันติชา ติด้วยความปลาบ ปลื้ม นัยน์ตาของสันติชาติแดงก่ำด ้วยความซาบซึ้งในพระคุณของอ าจารย์ ที่ถ่ายทอด วิชาให้กับเขาโดยไม่หวังสิ่ งใดๆ ตอบแทน

อาจารย์เมทัทสุกล่าวด้วยควา มยินดีว่า

“เธอจำสภาวะที่เธอบรรลุเมื่ อครู่ให้ดีนะสันติชาติ เพราะสภาวะเช่นนั้น แหละที่จะทำให้ ใจของเธอไม่หวั่นไหวได้”

“สภาวะเช่นนั้น ต่อมาสันติชาติได้อธิบายให้ แก่ลูกศิษย์ของเขาฟังว่า คือ สภาวะที่เมื่อตัวเรารู้สึกว ่าได้รับแรงกระทบจิตใจจากภา ยนอก เราจะใช้การปิดจุดล่าง สุดของลำตัว และการคุมลมปราณให้อยู่ที่จ ุดตันเถียนมาผนวกกับการผ่อน คลาย หน้าอกและหัวไหล่

โดยทำควบคู่กันไปพร้อมๆ กันทั้ง 3 อย่างนี้ ในระหว่างการกลั้นลมหายใจ ชั่วครู่ระหว่างการหายใจเข้ า และการหายใจออก เพื่อควบคุมกายและใจของเราใ ห้อยู่ ในสภาพที่เหมือนเหยือกที่บร รจุน้ำจนเต็มเปี่ยมภาชนะ อันเป็นสภาวะของพระอจลนาถ หรือจิตของพระผุ้ไม่หวั่นไห ว (ฟุโดเมียวโอ) นั่นเอง”

ก่อนที่จะอำลาจากกัน อาจารย์เมทัทสุได้กล่าวกับส ันติชาติว่า

“ศิษย์รัก ภายหลังจากที่เธอได้บรรลุสภ าวะเช่นนั้นด้วยตัวของเธอเอ ง ได้แล้ว เธอย่อมสามารถบินเดี่ยวได้ เธอย่อมพร้อมที่จะไปฝึกวิชา ชั้นสูงของศาสตร์ ทางตะวันออกใดๆ ได้อย่างไม่มีภัยอันตรายอีก ต่อไปแล้ว และต่อไปถ้าเธอเดือดร้อน หรือเจออุปสรรคใดๆ ในชีวิตข้างหน้าของเธอ ก็ขอให้เธอจงรู้ไว้ด้วยเถอะ นะว่า ตัวเธอ อีกคนหนึ่ง ภายในตัวเธอจะทำหน้าที่เข้า แก้ไขปัญหาทั้งหลายให้แก่ตั วเธอแทนอาจารย์ ของเธอ เพราะตัวเธออีกคนหนึ่งหรืออ าตมันภายในตัวเธอจะเป็นเพื่ อนที่ดีของเธอ และเป็นครูที่ดีของเธอให้กั บตัวของเธอเอง”

“ครับอาจารย์” สันติชาติรับคำ เสียงของเขาสั่นเครือ ดวงตาทั้งสองข้างมี สายน้ำตาแห่งความปลื้มปิติไ หลอาบใบหน้า เขารู้สึกว่าตนเองได้กลายเป ็นสันติชาติ คนใหม่ ความคิดและมุมมองที่มีต่อโล กก็ล้วนแปรเปลี่ยนไป พระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านอา จารย์เมทัทสุนี้เขาจะจดจำไว ้ในความทรงจำของเขาไปชั่วชี วิต

อาจารย์เมทัทสุกล่าวอำลาเป็ นประโยคสุดท้ายแก่ศิษย์รักผ ู้มาจากประเทศ ไทยคนนี้ว่า

“ณ บัดนี้ตัวเรา เมทัทสุ (ผู้บรรลุความสว่าง) ขอตั้งชื่อทางธรรมให้แก่ ตัวเธอ ผู้กำเนิดขึ้นมาเป็นคนใหม่ว ่า “โฮริว” (มังกรธรรม หรือ “ฝ่าหลง” ในภาษาจีน กลาง) เธอไปได้แล้วละ สันติชาติ ไปทำหน้าที่ของเธอให้ดีที่ส ุด และอาจารย์หวังว่า เธอจะใช้ความสามารถและศักยภ าพที่เธอมีอยู่ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เพื ่อร่วม ชาติของเธอ เพื่อให้พวกเขาแลเห็นทางออก ที่เป็น ทางสว่าง ในการใช้ชีวิตท่ามกลาง กลียุค ที่กำลังจะมาเยือนอยู่นี้

และถ้าเป็นไปได้ อาจารย์ก็หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่า เธอจะสามารถบูรณาการ หรือสังเคราะห์เหล่าวิชาทั้ งหลายที่เธอได้ร่ำเรียนมาให ้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อใช้มันเป็น ซอฟแวร์ในการเปลี่ยนแปลงมนุ ษย์ด้วยตัวของเขาเองได้”

ประสบการณ์ที่สันติชาติได้ร ับจากท่านเมทัทสุในครั้งนี้ ได้เปลี่ยนแปลงชีวิต ของเขาไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนำไปสู่วิถีทางแห่งการเ ป็น “ยอดคน”




 

Powered by MakeWebEasy.com