แนวทางการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิตอย่างบูรณาการ เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ (19) (4/10/2554)

แนวทางการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิตอย่างบูรณาการ เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ (19) (4/10/2554)



แนวทางการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิตอย่างบูรณาการ
เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ (19)


(4/10/2554)



*อ้วนอันตรายเพราะฟาสต์ฟูด*
       


       พวกเราต้องมองให้ทะลุว่า “โรคอ้วน” เป็นแค่อาการอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากปัญหาที่ใหญ่ และสำคัญกว่านั้นมาก นั่นคือ การผลิตและขายอาหารฟาสต์ฟูดของบริษัทเอกชนที่มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวคือ ทำกำไรเท่านั้น เราต้องไม่ลืมว่า การผลิตอาหารเป็นอุตสาหกรรมนั้น แท้ที่จริงแล้วคือการไปกวาดเอาวัตถุดิบจากธรรมชาติมาเปลี่ยนให้เป็นของที่ทำกำไรได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ บริษัทอาหารจะนำข้าวโพดทั้งฝักไปกำจัดสารอาหารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเกือบทั้งหมดทิ้งไป จากนั้นก็เติมน้ำตาล เกลือ และสารเคมีปรุงแต่งต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติให้คนกินติดใจ รวมทั้งทำให้เกิดการคงสภาพของสินค้า และการยืดอายุสินค้า จากนั้นก็นำของทั้งหมดไปผ่านกระบวนการผลิตที่สลับซับซ้อนจนเป็นข้าวโพดคั่ว และผลิตภัณฑ์ทำจากแป้งที่วางขายในซูเปอร์มาร์เกต
       


       พวกเราต้องตระหนักว่า ธัญพืช ขนมปัง ขนมปังกรอบ มันฝรั่งทอดกรอบ คุกกี้ ขนมเค้ก ไม่มากก็น้อยล้วนต้องผ่านวงจรการผลิตแบบเดียวกันทั้งสิ้น เมื่ออาหารแปรรูปเหล่านี้ถูกผนวกเข้ากับวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟูดของประชาชนที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็ก มันจึงเป็นที่มาของโรคอ้วนซึ่งเป็นภัยสุขภาพของคนทั่วโลกแทบทุกวัยในปัจจุบัน 
       


       มิเชล ไซม่อน (Michelle Simon) ผู้เขียนหนังสือ “กระชากหน้ากากอุตสาหกรรมอาหาร” (Appetite for Profit) (จัดพิมพ์โดย แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. 2553) กล่าวว่า โรคอ้วนและโรคเรื้อรังร้ายแรงต่างๆ ในปัจจุบัน ถูกเร่งอัตราให้เกิดเร็วขึ้นจากอุตสาหกรรมอาหารข้ามชาติ เพราะมันเป็นระบบการผลิตที่เป็นอุตสาหกรรม การขนส่ง และการค้าที่ทำให้มีแต่อาหารที่หวาน มัน เค็ม แต่สารอาหารต่างๆ กลับถูกทิ้งไปในระหว่างกระบวนการแปรรูป 

       

 

       แม้แต่อาหารจำพวกเนื้อ นม ไข่ ที่ผลิตกันเป็นอุตสาหกรรมทุกวันนี้ ก็เต็มไปด้วยไขมันเทียม ฮอร์โมน และสารปรุงแต่งสารพัดชนิด อาหารในปัจจุบันสำหรับชนชั้นกลางส่วนใหญ่ทั่วโลกทุกวันนี้ จึงเป็นอาหารที่พร่องสารอาหาร ซึ่งผลิตจากโรงงาน และได้เข้ามาแทนที่อาหารตามธรรมชาติซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืช ผัก และไม่ผ่านการแปรรูปที่อุดมไปด้วยเส้นใย และสารอาหารที่ร่างกายต้องการ
       


       ผมจะขอยกตัวอย่าง ส่วนประกอบที่มีอยู่ใน “แมคนักเกต” หรือเนื้อไก่บดของแมคโดนัลด์ว่า นอกจากเนื้อไก่แล้วยังประกอบด้วย “...น้ำ เกลือ แป้งข้าวโพดดัดแปลง โซเดียม ฟอสเฟต ผงซุปไก่ เครื่องปรุงรส แป้งสาลีขัดขาว แป้งข้าวโพดเหลืองผงฟู เครื่องเทศ หางนมผง ไขมันพืช น้ำมันถั่วเหลืองแบบไม่อิ่มตัว สารปรุงแต่งอาหาร กรดน้ำส้ม...ฯลฯ” พูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทอาหารยักษ์เหล่านี้ไม่ได้แนะนำให้ผู้บริโภคทราบถึงอันตรายที่คนทั่วไปไม่รู้ และไม่ยอมเตือนผู้บริโภคให้ทราบว่า การกินอาหารที่ทำให้อ้วนอย่างอาหารฟาสต์ฟูดอาจจะทำให้เสพติดแบบเดียวกับการติดสารนิโคติน และยังก่อให้เกิดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์นานาประการแก่ผู้บริโภคที่มักไม่ได้รับรู้ข้อมูลอะไรเลย 
       


       ยิ่งผมสืบค้นตามอ่านเอกสารที่เกี่ยวกับอาหาร และสุขภาพมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวผมก็ยิ่งตระหนกมากยิ่งขึ้นเพียงนั้นว่า คนไทยในปัจจุบันตกอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง ปัญหาสุขภาพอย่างที่สุด เพราะข้าวปลาอาหารที่คนไทยส่วนใหญ่นำมารับประทานประจำวันนั้น ส่วนใหญ่ก็ไม่สะอาดถูกต้องตามหลักอนามัย หรือตามเกณฑ์ความปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลก และคณะกรรมการอาหารระหว่างชาติกำหนดไว้ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารพิษที่เกษตรกรนำมาใช้ในการผลิต เช่น ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ยาปฏิชีวนะ สารกันบูดเน่า ผงชูรส เป็นต้น
       


       สารต่างๆ เหล่านี้จะเป็นพิษต่อร่างกายในระยะยาว แต่ในเมืองไทยผักชนิดต่างๆ ไม่ว่าผักกาด ต้นหอม กระเทียม พริก กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ผักชี ตะไคร้ที่คนไทยนำมาปรุงเป็นอาหาร ล้วนมียาฆ่าแมลง มียาปราบศัตรูพืช มีปุ๋ยเคมีตกค้างอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงหมู เห็ด เป็ด ไก่ กุ้ง ปลาที่เพาะเลี้ยงในบ่อ ในฟาร์มที่ชุ่มไปด้วยยาปฏิชีวนะ แถมแช่ด้วยฟอร์มาลินก่อนนำมาส่งที่ตลาดสดให้แก่ผู้บริโภคอีกต่างหาก
       


       หากสถานการณ์ข้างต้นเราเรียกว่า “เสือ” การดำรงอยู่ของบริษัทอาหารข้ามชาติประเภทอาหารแปรรูปและฟาสต์ฟูด ก็น่าจะเรียกว่า “จระเข้” สำหรับคนไทย ทำให้ คนไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพ “หนีเสือ ปะจระเข้” ในปัญหาอาหารกับสุขภาพ แต่ในที่นี้ ผมจะขออภิปรายปัญหาโรคอ้วนกับอาหารฟาสต์ฟูดเป็นหลักก่อน
       


       อีริค ชลอสเซอร์ และชาร์ลส์ วิลสัน ผู้เขียนหนังสือ “มหันภัยฟาสต์ฟูดเขมือบโลก” (Chew on This) (สำนักพิมพ์วีเลิร์น, พ.ศ. 2550) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ขนาดรอบเอวของประชาชนชาวอเมริกัน ขยายตัวไปพร้อมๆ กับอุตสาหกรรมฟาสต์ฟูด ทุกวันนี้ ผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเกือบ 2 ใน 3 และเด็กอเมริกันประมาณ 1 ใน 6 มีน้ำหนักตัวเกินกว่าค่ามาตรฐาน นั่นหมายความว่า ปัจจุบันมีชาวอเมริกันที่มีรูปร่างอ้วนเกินกว่า 50 ล้านคนเข้าไปแล้ว
       


       นอกจากนี้ ยังมีชาวอเมริกันอีก 7 ล้านคนที่มีรูปร่าง “มหึมา” คนที่อ้วนเหล่านี้จะมีน้ำหนักตัวมากกว่าค่ามาตรฐานถึง 45 กิโลกรัมโดยเฉลี่ยเลยทีเดียว นักวิทยาศาสตร์เองก็เพิ่งเริ่มเข้าใจถึงสาเหตุที่คนอเมริกันจำนวนมากอ้วนขึ้น เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง โดยพวกเขาได้ข้อสรุปว่า ปัจจัยทางด้านครอบครัว เชื้อชาติ พันธุกรรมของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงสามสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด และน่าจะส่งผลให้ “อ้วน” ขึ้นโดยตรงคือ ลักษณะนิสัยในการกิน และการใช้ชีวิตของชาวอเมริกัน พูดสั้นๆ ก็คือ เมื่อคนเรากินมากขึ้น แต่เคลื่อนไหวน้อยลง คนเราก็จะอ้วนขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
       


       โดยปกติร่างกายของคนเราสามารถเพิ่มน้ำหนัก (การสะสมพลังงานไว้ในรูปของไขมัน) ได้ง่ายกว่าการลดน้ำหนัก คนทั่วๆ ไปมีเซลล์ไขมันประมาณ 25-35 พันล้านเซลล์ เราต้องการเซลล์ไขมันเหล่านั้นเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่คนที่เป็นโรคอ้วนจนถึงขั้นที่มีรูปร่างมหึมานั้น อาจมีเซลล์ไขมันมากถึง 275 พันล้านเซลล์เลยทีเดียว คือ มากกว่าคนปกติถึง 8 เท่า เซลล์ไขมันที่มากเกินไปนี้ จะไปทำลายสมดุลทางเคมีในร่างกายของผู้นั้น เพราะถ้ามีเซลล์ไขมันในปริมาณที่เหมาะสม มันจะช่วยให้ร่างกายสามารถป้องกันตนเองจากมะเร็ง และเชื้อโรคต่างๆ ได้ แต่เซลล์ไขมันส่วนเกินนับพันล้านเซลล์ แทนที่จะช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน (ระบบภูมิชีวิต) มันกลับไปทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และเจ็บป่วยได้ง่าย
       


       ไม่เพียงเท่านั้น คนที่มีเซลล์ไขมันส่วนเกินมากจนเกินไปแล้ว จะเป็นเรื่องยากมากสำหรับคนผู้นั้นที่จะกำจัดพวกมันทิ้งไป นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่า ทำไมคนจำนวนมากซึ่งเคยควบคุมอาหารจนสามารถลดน้ำหนักลงไปได้ จึงกลับมามีน้ำหนักเท่าเดิมอีกไม่กี่เดือนให้หลัง เพราะเซลล์ไขมันพวกนั้นแทบจะไม่หายไปเลย พวกมันแค่หดตัวลงชั่วคราวเหมือนกับลูกโป่งใบเล็กๆ ที่แฟบลง แล้วจากนั้นไขมันก็กลับเข้าไปเติมเต็มได้อีกครั้ง นอกจากนี้ การเป็นโรคอ้วนตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำให้กระบวนการทางเคมีในร่างกายของคนนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทำให้การลดน้ำหนักให้รูปร่างเพรียวลงอย่างถาวรเป็นเรื่องที่ยากมาก
       


       อาหารฟาสต์ฟูดก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยซ้ำเติมคนอ้วนให้อ้วนถาวรตลอดไป เพราะอาหารฟาสต์ฟูดส่วนมากมีใยอาหารต่ำ และมีสารอาหารน้อย แต่มีเกลือ แป้ง น้ำตาล ไขมัน และแคลอรีในปริมาณที่สูง มันจึงเป็นอาหารที่บั่นทอนสุขภาพของคนกินได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก


       
       อาหารฟาสต์ฟูดยังถูกออกแบบมาอย่างประณีต ให้กระตุ้นต่อมความอยากของคนกินให้หยุดกินไม่ได้ คนอ้วนที่เสพติดอาหารฟาสต์ฟูดจึงกลายเป็น “สาวกฟาสต์ฟูด” ที่ไม่ต่างกับสาวกของกลุ่มความเชื่อในลัทธิใหม่ต่างๆ อย่างงมงายแต่ประการใด ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เครือข่ายฟาสต์ฟูดไม่เพียงแต่กระตุ้นผู้คนให้กินอาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน เกลือ และน้ำตาลเท่านั้น ทว่ายังกระตุ้นผู้คนให้ทานอาหารจำนวนมากขึ้นในแต่ละมื้อด้วย โดยที่ผู้คนเหล่านั้นไม่ได้ตระหนักเลยว่า สิ่งที่เรากินเข้าไป ไม่เพียงทำให้ภายนอกของตัวเราเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่อัปลักษณ์ยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ภายในของตัวเราเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ย่ำแย่ลงกว่าเดิมด้วย 


       
       แล้วนี่พวกเราสมควรจะทำอย่างไรกันดี? ผมคิดว่าปัญหา “การกินอย่างขาดสติ” (mindless eating) เป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิดมากนัก




Powered by MakeWebEasy.com