5. ประวัติศาสตร์

5. ประวัติศาสตร์


ประวัติศาสตร์




 
 
สันติชาติ เมื่อได้ฟังบาทหลวงฟิลิปอธิบายถึงเนื้อหาของคำทำนายโบราณ ภายในใจยังรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง มิหนำซ้ำบาทหลวงฟิลิปยังบอกอีกว่าประสบการณ์ โดยตรงของตัวเขาเองนั่นแหละที่จะบอกว่าคำทำนายเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่ เขาตัดสินใจ เก็บความรู้สึกสงสัยเหล่านี้ไว้ภายในใจก่อน ขณะเดียวกันบาทหลวงฟิลิปได้เชื้อเชิญ ให้สันติชาตินั่งลงบริเวณเก้าอี้ยาวภายในโบสถ์ เนื่องจากเห็นว่าการพูดคุยเรื่องคำ ทำนายนี้ดูท่าว่าจะกินเวลานานเสียแล้ว


คนทั้งสองทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ยาวตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด จากนั้นอาจารย์หนุ่ม จากประเทศไทยจึงกล่าวว่า


ปัญญาโบราณอันที่สองกล่าวไว้ว่ายังไงบ้างครับ?”


บาทหลวงฟิลิปตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
 

คุณจะไม่มีทางเข้าใจปัญญาโบราณอันที่สองนี้ได้เลย หากคุณไม่มีทัศนะ มุมมองที่ยาวนานเป็นร้อยๆ เป็นพันๆ ปี ของประวัติศาสตร์และไม่ตระหนักว่า ประวัติศาสตร์นั้นที่แท้ก็เป็นเรื่องของวิวัฒนาการของโลกทัศน์ หรือวิวัฒนาการของความคิด และวิธีคิดเสียก่อน”


เพราะอะไรหรือครับ สันติชาติถามด้วยความอยากรู้


บาทหลวงฟิลิปหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า


ปัญญาโบราณอันที่สองนี้มุ่งให้วิสัยทัศน์เชิงประวัติศาสตร์แก่พวกเรา น่ะซิ”


สันติชาติพอฟังคำตอบจากบาทหลวงท่านนี้ก็ยังทำหน้าไม่เข้าใจเหมือน เช่นเคย พอดีบาทหลวงฟิลิปเหลือบมาเห็นอาการงุนงงสงสัยของเขาก็พอเข้าใจ จึงกล่าว ต่อไปว่า


“ปัญญาโบราณอันที่สองได้บอกว่า ขอให้พิจารณาจิตสำนึกของพวกเราในปัจจุบันท่ามกลางวิสัยทัศน์ทางประวัติศาสตร์อันยาวไกล ซึ่งจะทำให้ตระหนัก ได้ว่า การสิ้นสุดของทศวรรษที่ 1990 นี้นั้น นอกจากจะหมายถึงการสิ้นสุดของ ศตวรรษที่ยี่สิบแล้วยังหมายถึงการสิ้นสุดของพันปีรอบที่สองอีกด้วย มนุษยชาติจำเป็น จะต้องเข้าใจให้ได้ก่อนว่า ในช่วงหนึ่งพันปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อที่ จะได้รู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปอีกในกาลข้างหน้า”


ท่านหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อไปด้วยความต่อเนื่องว่า


“คำทำนายโบราณยังบอกอีกว่า เมื่อใกล้จะสิ้นสุดรอบปีที่สองพันปี หรือใน ยุคปัจจุบันนี้ พวกเราจะเริ่มสามารถที่จะพิจารณาหรือมองประวัติศาสตร์ในรอบหนึ่งพัน ปีนี้อย่างเป็นองค์รวมได้


โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราจะตระหนักได้ว่า พวกเราส่วนใหญ่ได้หลงติดอยู่กับความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งที่ก่อตัวในช่วงห้าร้อยปีมานี้ที่เรียกกันว่าโมเดิร์นหรือสมัยใหม่นั่นเอง และการตระหนักถึงความคล้องจองกันของความบังเอิญนั้น ที่แท้ก็คือการตื่นจากความหลงผิดอันนี้นี่เอง”


“ความหลงผิดนี้คืออะไรครับ” สันติชาติถามอีกครั้ง


“พูดง่ายๆ ก็คือสิ่งที่เรียกว่าความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์นั่นเอง” บาทหลวง ฟิลิปตอบ


“ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดีครับ” อาจารย์หนุ่มกล่าวออกมาจากใจจริง


บาทหลวงฟิลิปหันมามองหน้าสันติชาติแล้วยิ้มด้วยความเอ็นดู จากนั้นจึง กล่าวว่า


“โปรเฟสเซอร์สันติชาติ คุณพร้อมที่จะทบทวนประวัติศาสตร์ในช่วงหนึ่ง พันปีนี้กับผมมั้ยล่ะ”


“ตกลงครับ” สันติชาติตอบอย่างหนักแน่น


บาทหลวงฟิลิปถอนหายใจเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า


“สมมุติว่าตอนนี้คุณกับผมกำลังอยู่ในยุคกลางเมื่อปี ค.ศ.1000 คุณต้อง เข้าใจว่า ขณะนี้วิธีการรับรู้โลกได้ถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจในศาสนาคริสต์คาธอลิค บิดาของคุณถ้าไม่สังกัดในชนชั้นเจ้าขุนมูลนายก็ต้องเป็นชนชั้นชาวนา และชีวิตคุณ จะถูกผูกติดกับชนชั้นที่คุณสังกัดนี้ไปจนตลอดชีวิต ตอนนี้คุณจินตนาการตัวเอง เห็นความเป็นจริงในยุคนั้นด้วยตัวคุณเองได้หรือยังครับ”
สันติชาติลองนึกคิดตามคำพูดของบาทหลวงฟิลิป จากนั้นจึงกล่าวว่า


“ได้แล้วครับ”


บาทหลวงฟิลิปยิ้มเล็กน้อยจากนั้นกล่าวต่อไปอย่างช้าๆ ว่า


“ดีครับ คราวนี้ลองจินตนาการเห็นภาพค่อยๆ ล่มสลายของความจริงนี้ดูสิ ครับ โลกทัศน์แบบยุคกลางค่อยๆ ล่มสลายตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ผู้คน เริ่มปฏิเสธความเชื่อทุกอย่างที่ตัวเองเคยเชื่อตามที่ศาสนาสอน และยัดเยียดให้โลกอยู่ ท่ามกลางทะเลแห่งความสงสัย ผู้คนแต่ละคนอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอนทางความคิด... ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงครับ”


นักวิชาการหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วตอบว่า


“เกิดวิกฤตศรัทธาและรู้สึกหวั่นไหวไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะยึดอะไรเป็น สรณะของชีวิตดีครับ”


บาทหลวงฟิลิปพอได้ฟังก็ยิ้มอย่างพอใจ พร้อมกล่าวว่า

“ใช่ครับ ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรหมดเลยจริงไหมครับ โลกไม่ได้เป็น ศูนย์กลางของจักรวาลอีกต่อไปดังที่เคยเชื่อกันแล้ว โลกเป็นแค่ดาวเคราะห์เล็กๆ ดวงหนึ่งของจักรวาลเท่านั้น ผู้คนเลิกเชื่อศาสนาและหันมาบูชาวิทยาศาสตร์แทน แต่..”


“แต่อะไรครับ” สันติชาติถามเพราะเห็นบาทหลวงฟิลิปหยุดคำพูดไว้


บาทหลวงฟิลิปถอนใจเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวว่า


“ผู้คนก็ได้เสียเป้าหมายทางจิตวิญญาณไปด้วยโดยไม่รู้ตัว เพราะพวกเขา เลิกแสวงหาความสงบทางใจ แต่หันมาแสวงหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและทางสังคม แทน”


ฟังมาถึงตรงนี้นักวิชาการหนุ่มอย่างสันติชาติก็พลอยนิ่งอึ้งไปเช่นเดียวกัน คำทำนายข้อนี้ดูท่าว่าน่าจะเป็นความจริงไปเสียแล้ว เพราะในปัจจุบันสังคมส่วนใหญ่ ก็มีสภาพเช่นนี้! หรือมิใช่?


บาทหลวงฟิลิปก็สังเกตออกว่าโปรเฟสเซอร์หนุ่มผู้ดั้นด้นเดินทางมาหา ตนเริ่มพอเข้าใจบ้างแล้ว ท่านจึงกล่าวต่อไปว่า
“ผู้คนส่วนใหญ่สวิงไปอีกสุดขั้วอีกด้านหนึ่ง หันมาหลงผิดบูชาการพัฒนา เศรษฐกิจแทนพระเจ้า และผลักดันตัวเองอย่างรุนแรงจนทำลายธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อมของโลกนี้จนถึงขั้นวิกฤตร้ายแรงแล้วในปัจจุบัน”


สันติชาติที่เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้วกล่าวว่า


“หมายความว่าในช่วงห้าร้อยปีมานี้ มนุษยชาติส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะจิต ที่สุดขั้วไปในอีกทางหนึ่ง โดยเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบกับวิกฤตศรัทธาทางศาสนาที่พวก เขาประสบในยุคกลางยังงั้นหรือครับ”


บาทหลวงฟิลิปพยักหน้ารับแล้วกล่าวต่อไปว่า


“ถูกแล้วครับ สภาพเช่นนี้ไม่ต่างไปจากอดีตนักปฏิวัติผู้เคยมีอุดมการณ์ สูงส่งแล้ว ประสบกับวิกฤตศรัทธาของขบวนการปฏิวัติ จึงสวิงสุดขั้วมาเป็นนายทุน ที่ทำทุกอย่างเพื่อความมั่งคั่งของตัวเอง แต่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในระดับเผ่าพันธุ์ และกำลัง ถึงจุดไคลแมกซ์ก่อนสิ้นศตวรรษที่ยี่สิบนี้ครับ ปัญญาโบราณอันที่สองว่าไว้อย่างนั้น”


“โอ... นี่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้จักและเข้าใจประวัติศาสตร์ของตัวเองถึงขนาด นี้เชียวหรือครับ” สันติชาติถึงกับร้องอุทานออกมา


“มันน่าเศร้าใจจริงๆ นะครับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หดหู่ คำปฏิญาณที่ว่า จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของเขาที่มีต่ออาจารย์ลิ้มและอาจารย์เฉิงเห็นทีว่าจะไม่ง่าย ดายดังที่คิด หากต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่อันเกิดจากจิตสำนึกโดยรวมของผู้คน ในสังคม ลำพังเขาคนเดียวจะมีปัญญาความสามารถกระทำการเปลี่ยนแปลงสังคม หมู่ใหญ่ได้หรือ


บาทหลวงฟิลิปยกมือขึ้นมาจับที่หัวไหล่ของสันติชาติเป็นเชิงปลอบโยน แล้วกล่าวอย่างมีความหวังว่า


“ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นนะครับ แต่มนุษย์บางส่วนเริ่มรู้ตัวและได้คิดกันแล้วพวกเขาจึงเริ่มแสวงหาความหมายในการดำรงชีวิตของเขาบนโลกนี้กันใหม่ พวกเขามีอยู่ทั่วโลกแม้ยังเป็นคนส่วนน้อย แต่จะมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นในช่วง ก่อนสิ้นศตวรรษนี้ครับ ปัญญาโบราณอันที่สองกล่าวไว้เช่นนี้ครับ”



"ขอให้เป็นจริงตามคำทำนายโบราณนี้เถอะครับ เพราะนี่คือความหวังเพียง หนึ่งเดียวที่จะช่วยโลกนี้ให้รอดพ้นจากหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น" สันติชาติกล่าวอย่าง มีความหวังขึ้นมาบ้างลึกๆ แล้วเขาเองก็เชื่ออย่างที่บาทหลวงฟิลิปกล่าวไว้อย่างน้อย ก็คงจะมีบุคคลที่เป็นเช่นเดียวกับเขาอยู่บ้าง และหากมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะ สร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในระดับใหญ่ได้










 

Powered by MakeWebEasy.com