เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ ตอนที่ 3 (2/2/2554)

เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ ตอนที่ 3 (2/2/2554)



เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์  ตอนที่ 3

(2/02/2554)




ประโยชน์ของบันทึกความเข้าใจฯ พ.ศ. 2543 ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมสำหรับคนไทยทั่วไปก็คือทำให้เขมรเข้ามาจับคนไทยในดินแดนไทยไปขึ้นศาลติดคุกเขมร 8 ปีได้

       
       อภิสิทธิ์จะเป็นเช่นผู้นำ ตูนิเซีย และอียิปต์ ที่ถูกความจริงไล่ล่าหรืออีกไม่ช้าคงได้รู้กัน

       
       อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขากำลังออกอาการเพราะความจริงกำลังไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง

       
       การนำเอาคนไทยที่อ้างว่าอาศัยอยู่ในบริเวณที่คนไทย 7 คนถูกจับและอ้างโดย “น้ำลาย” แต่เพียงลำพังว่าพื้นที่ที่ถูกจับเป็นของกัมพูชา “สระน้ำ UN ต้องอยู่ในฝั่งกัมพูชา” เพื่อหักล้างกับหลักฐานที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใช้ตอบโต้รัฐบาล เป็นการสำแดงอาการของการเอาตัวรอดอย่างอำมหิตเลือดเย็นและน่าอัปยศอดสูยิ่งนัก

       
       อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขามุ่งเป้าแต่เพียงว่าคนทั้ง 7 คนต้องถูกจับในดินแดนกัมพูชา เพราะหากถูกจับในดินแดนไทยก็จะเป็นอันตรายต่อตนเอง วาทกรรม “คนไทยรุกล้ำเขตแดนเขมร” จึงต้องถูกยืนยันอยู่ตลอด เนื่องจากจะเป็นความจริงข้อพิสูจน์ว่า “พวกเขา” มิได้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ และรัฐมนตรีที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้ทั้งตอนที่เป็น ส.ส.และตอนที่รับตำแหน่งฯ ที่สำคัญก็คือมิได้คำนึงผลกระทบที่จะติดตามมาแต่อย่างใดทั้งที่มีต่อคนไทยอีก 2 คนที่กำลังถูกดำเนินคดีและที่กัมพูชาจะใช้เป็นหลักฐานกล่าวอ้างสืบไปในอนาคต ประชาชนมา (ติดคุก) ก่อนจริงๆ

       
       ความจริงกำลังไล่ล่าอภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขาว่าไม่แตกต่างไปจากทักษิณและรัฐบาลของเขาแต่อย่างใด

       
       อภิสิทธิ์มีโอกาสมากที่สุดที่จะเป็นรัฐบุรุษ เป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศ ไม่มีนายกฯ คนใดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สามารถเข้าใกล้ประตูแห่งโอกาสมากเท่านี้อีกแล้ว แต่อภิสิทธิ์ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนายกฯ มาตั้งแต่เด็กก็ไม่สามารถทำตัวเองให้แตกต่างไปจากนักการเมืองอื่นๆ ไปได้ แม้กระทั่งการเป็นนายกฯ ที่ซื่อสัตย์

       
       นายวิทยา แก้วภราดัย และนายอภิรักษ์ โกษะโยธินต้องออกจากตำแหน่งทางการเมืองเพราะต้องสงสัยเรื่องทุจริต แต่นายอภิรักษ์ได้กลับมารับตำแหน่งการเมือง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชแม้ไม่ได้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่ก็ถูกปรับออกจากตำแหน่งทั้งๆ ที่นายโสภณ ซารัมย์ผู้ที่ปราศจากความละอายที่ได้รับคะแนนไม่ไว้วางใจต่ำที่สุดจากส.ส.และจากประชาชนกลับได้อยู่ในตำแหน่ง แปลกแต่จริงที่คุณหญิงกัลยามีผลงานในด้านบวกไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์การหลอกลวงของเครื่องตรวจจับระเบิด GT-200 ในขณะที่นายโสภณมีผลงานด้านลบที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ชาติทั้งเรื่องนโยบายย้ายสนามบิน รถเมล์ราคาแพงเกินจริง ถนนไร้ฝุ่น

       
       เช่นเดียวกับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตรที่กระทำผิดรัฐธรรมนูญจากการซื้อขายหุ้นที่เป็นข้อห้ามของรัฐธรรมนูญโดยชัดแจ้งทำให้ต้องสิ้นสภาพ ส.ส. แต่อภิสิทธิ์ มิได้คำนึงถึงเลยว่าทำไมจึงต้องนำเอาบุคคลทั้ง 2 ที่จงใจละเมิดรัฐธรรมนูญกลับมาร่วมรัฐบาลที่มีหน้าที่ต้องรักษารัฐธรรมนูญ อภิสิทธิ์จึงทำเช่นเดียวกับทักษิณ ใช้การเลือกตั้ง ใช้จำนวนเสียงข้างมาก เพื่อฟอกผิดจากการอำพรางขายหุ้นตนเองให้เทมาเส็ก

       
       ทำไมจึงไม่ใช้มาตรฐานข้างต้นกับตนเองบ้าง เมื่อไร้ซึ่งความกล้าหาญทางจริยธรรม ยอมอยู่กับความชั่วจึงทำให้ ในปัจจุบันอภิสิทธิ์มิใช่นั่งในเรือที่โจรพายให้ หากแต่ร่วมพายเรือกับโจร

       
       เหตุการณ์ความไม่สงบเผาบ้านเผาเมืองในช่วง 2 ครั้งใน 2 ปีที่ผ่านมา เป็นข้อพิสูจน์ในเชิงประจักษ์ที่ดีว่า อภิสิทธิ์ล้มเหลวและมีส่วนในความไม่สงบดังกล่าว อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็เป็นความรับผิดชอบของอภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขาที่ไม่สามารถป้องกันประเทศจากการก่อการร้ายโดยทักษิณทั้งๆ ที่รู้ตัวมาล่วงหน้า เป็นความประมาทอย่างร้ายแรง มิใช่เป็นเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใด ทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงเข้าใกล้หายนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า

       
       หากใช้สื่อของรัฐเปิดโปงและเผยแพร่ความจริงที่ทักษิณทำกับประเทศไทยตั้งแต่แรกที่เข้ารับตำแหน่ง จะมีผู้หลงเชื่อเข้าร่วมกับ นปช. จนเป็นภัยกับประเทศมากเท่าในปัจจุบันนี้หรือ เพราะความสามารถในการหลอกลวงคือกล่องดวงใจของทักษิณ แกนนำนปช.จึงโกหกและบิดเบือนข้อเท็จจริงอยู่ตลอดเวลา แต่อภิสิทธิ์ยังเลือกเก็บนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผู้รับผิดชอบโดยตรงในด้านการสื่อสารเพื่อต่อต้านการปลุกปั่นยุยงที่พิสูจน์แล้วว่าไร้ความสามารถไว้ในคณะรัฐบาลเช่นเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกฯ ฝ่าย “ความง่อนแง่น” ที่ไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าได้ทำอะไรบ้างที่เป็นความสำเร็จในด้านความมั่นคงของประเทศ

       
       อภิสิทธิ์ในฐานะนายกฯ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้เลยแม้แต่น้อย อ้างแต่ความเป็นกลาง ท่องคาถาไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ปล่อยให้คนไทยต้องถูกเขมรจับในดินแดนไทยไปขึ้นศาลติดคุกเขมร แม้แต่ พธม.ที่ถูกกล่าวหาเกินจริงจากข้อหาก่อการร้าย อภิสิทธิ์ก็ได้แต่วางเฉย ในทางตรงกันข้ามอภิสิทธิ์กลับเข้าไปแทรกแซงกดดันศาลด้วยการออกมติ ครม.เพื่อมุ่งหวังที่จะให้แกนนำ นปช.ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายให้ได้รับการประกันตัว หรือให้ผู้ประกอบการย่านราชประสงค์เจรจากับ นปช.กันเอาเอง เพื่อหลีกเลี่ยงลดแรงกดดันที่มีต่อตนเองเป็นสำคัญ

       
       จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่อภิสิทธิ์ต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปีจึงสามารถตั้ง ผบ.ตร.ได้ หรือการแปลปาฐกถาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายจักรภพที่ใช้เวลากว่า 2 ปีก็ไม่มีอะไรคืบหน้าทั้งๆ ที่พูดเป็นภาษาอังกฤษมิใช่ภาษาต่างดาวแต่อย่างใด จนบัดนี้ถึงจะแปลเสร็จก็ไม่มีจำเลยมาให้ดำเนินคดีแล้ว

       
       อภิสิทธิ์เมื่อตอนไม่มีตำแหน่งแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับเมื่อตอนได้รับตำแหน่งนายกฯ เพราะก่อนหน้านี้อภิสิทธิ์รู้ทุกเรื่องว่าหากได้ตำแหน่งแล้วจะทำอะไร ไม่เชื่อไปลองอ่านดูหนังสือร้อยฝันฯ ของเขาก็ได้ แต่เมื่อได้รับตำแหน่งอภิสิทธิ์ไม่รู้สักเรื่องต้องตั้งกรรมการอยู่ร่ำไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสำคัญที่จะต้องทำเพื่อปฏิรูปการเมืองที่ล้มเหลว

       
       การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายคณะทั้งคณะของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นายคณิต ณ นคร นายประเวศ วะสี และของนายอานันท์ ปันยารชุน ทั้งหมดจึงกลายเป็นข้อบังหน้า โดยมุ่งหวังรูปแบบมากกว่าที่จะหวังผลสัมฤทธิ์ให้เกิดการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง เพราะคณะกรรมการทั้งหลายที่ตั้งขึ้นมาล้วนแล้วแต่ไร้อำนาจและปราศจากข้อผูกมัดที่จะนำไปปฏิบัติหากนายกฯ ไม่ริเริ่มสั่งการเสียเอง 

       
       การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นที่อ้างว่านำมาจากข้อเสนอของคณะนายสมบัตินั้น ก็เป็นเพียง 2 จาก 6 ประเด็นและมิได้เป็นสิ่งที่เป็นผลประโยชน์กับประชาชนทั่วไปแต่อย่างใดเว้นแต่เพื่อนักการเมืองเท่านั้น ที่สำคัญก็คือเป็นการกระทำที่กลับหัวกลับหาง แทนที่จะรอให้มีข้อเสนอว่าจะปฏิรูปประเทศอย่างไรจากคณะของนายประเวศหรือนายอานันท์เสียก่อนแล้วจึงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สอดคล้อง แต่กลับแก้ไขก่อน แล้วหากไม่ตรงกับข้อเสนอปฏิรูปแล้วจะต้องแก้อีกครั้งหรือไม่?

       
       ในอีกทางหนึ่ง ข้อเสนอของคณะกรรมการอื่นๆ เช่น ป.ป.ช.ที่ให้ลงโทษตำรวจเลวให้ออกจากราชการจากเหตุการณ์ เข่นฆ่าประชาชนเมื่อ 7 ต.ค. 51 อภิสิทธิ์กลับเลือกที่จะละเลยไม่ดำเนินการแต่อย่างใด เมื่อ ก.ตร.ท้าทายหลักนิติรัฐให้รับตำรวจดังกล่าวกลับเข้ารับราชการทั้งๆ ที่ถูกชี้มูลความผิดแล้ว เป็นหน้าที่ของท่านหรือไม่ที่จะต้องกำกับดูแลไล่คนชั่วอภิบาลคนดี หรืออีกนัยหนึ่งก็คือปฏิบัติตามหลักนิติรัฐและอำนวยความยุติธรรมซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานเพื่ออำนวยความสงบสุขให้สังคม

       
       ความจริงที่ไล่ล่าอภิสิทธิ์ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ความจริงที่กำลังไล่ล่าท่านอย่างบ้าคลั่งก็คือเรื่องเขตแดนที่มีกับกัมพูชา ไม่ต้องเป็นหมอดูก็สามารถบอกได้ว่าไม่เกินเดือน มิ.ย.นี้ความจริงเรื่องการเสียปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบด้านตะวันตกอีก 4.6 ตร.กม. ที่เคยเป็นของไทยให้กัมพูชาโดยบันทึกความเข้าใจฯ พ.ศ. 2543 ที่ท่านอ้างเป็นคัมภีร์ว่าเป็นประโยชน์จะปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยคณะกรรมการมรดกโลกที่ท่านอ้างว่ามีประโยชน์หากเป็นสมาชิกอยู่

       
       ที่กำลังมาแรงและเร็วกว่าก็คือกรณี ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ และนายตายแน่ มุ่งมาจน ฟ้องร้องอภิสิทธิ์ในฐานะนายกฯ กับสุเทพ กษิต และประวิตร ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันกระทำการใดๆ เพื่อให้ราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อธิปไตยของรัฐต่างประเทศ กรณีพิพาทเรื่องที่ดินชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต เพราะคนไทยทั้ง 7 คนต่างยืนยันว่าตนเองขณะถูกจับอยู่ในดินแดนไทย มีแต่คนที่มีหน้าที่ปกป้องคนไทยคืออภิสิทธิ์และคนในรัฐบาลเขาเท่านั้นที่ยืนยันกล่าวให้ร้ายว่า “คนไทยรุกล้ำเขตแดนเขมร” โดยปราศจากข้อสนับสนุนที่ชัดเจน

       
       ต้องถามตรงนี้ว่าอภิสิทธิ์และคนในรัฐบาลของเขาได้ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดหรือยัง พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งอธิปไตย บูรณภาพแห่งเอกราชรัฐไทยหรือไม่ ความจริงกำลังไล่ล่าอภิสิทธิ์อย่างบ้าคลั่งแม้จะชิงยุบสภาก็หลีกหนีไม่พ้น

       
       แปลกแต่จริงพี่น้องพลเมืองเข้มแข็งทั้งหลายโปรดพิจารณา คนหน้าหล่อที่ชื่ออภิสิทธิ์ก็มิได้แตกต่างไปจากคนหน้าเหลี่ยมที่ชื่อทักษิณแต่อย่างใด เพราะต่างก็ตระบัดสัตย์กับคำปฏิญาณที่ได้เคยกล่าวเอาไว้ ก่อนเข้ารับหน้าที่ คำถวายสัตย์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนหนึ่งมีอันเป็นไปแล้ว อีกคนหนึ่งกำลังจะตามไปในไม่ช้า








Powered by MakeWebEasy.com