4. คำทำนายโบราณ

4. คำทำนายโบราณ



คำทำนายโบราณ
 




เมื่อมาถึงประเทศฟิลิปปินส์ดร.สันติชาติก็มุ่งหน้าต่อไปยังเมืองตาไกไตอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเทววิทยาแห่งคาทอลิกที่มีชื่อเสียงและมีสาขากระจัดกระจายอยู่ทั่วมุมโลกหลังจากที่ได้มาถึงแล้วเขาจึงสอบถามเส้นทางกับเจ้าหน้าที่เพื่อที่จะมุ่งตรงไปยังโบสถ์ภายในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถานที่ที่บาทหลวงฟิลิปมาประจำการอยู่


สันติชาติเดินตรงไปตามตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นบอกตลอดทางเขายังสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆมหาวิทยาลัยจึงพบว่าบรรดาต้นไม้ต่างๆที่ขึ้นอยู่ในบริเวณนี้ล้วนมีขนาดใหญ่แสดงให้เห็นถึงการดูแลรักษาเป็นอย่างดียิ่งประกอบกับสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยยังเป็นเนินเขาที่ราบกว้างทั้งหมดจึงกลายเป็นความสวยงามชนิดหนึ่งที่ดึงดูดใจผู้คนไม่น้อย


โปรเฟสเซอร์หนุ่มจากประเทศไทยเดินต่อไปได้สักพักเขาก็เห็นเส้นทางเล็กๆสายหนึ่งทอดตรงไปทางด้านหลังของมหาวิทยาลัยจึงรีบเดินตรงเข้าไปในไม่ช้าโบสถ์ขนาดใหญ่หลังหนึ่งก็ปรากฎขึ้นแก่สายตา


สันติชาติตัดสินใจเข้าไปภายในโบสถ์เขามองไปรอบๆด้วยความชื่นชมในการจัดสร้างอันวิจิตรสวยงามของโบสถ์คาทอลิกแห่งนี้ที่พื้นโบสถ์ยังปูด้วยหินอ่อนอย่างดีแต่ที่แปลกตาไปบ้างก็ตรงที่มีรั้วเหล็กแนวหนึ่งกั้นอยู่ระหว่างผู้คนที่มานั่งฟังมิสซากับตำแหน่งที่บาทหลวงจะทำการเทศน์


เมื่อมองไปยังมุมด้านตรงสุดภายในโบสถ์สันติชาติมองเห็นแม่ชีคาทอลิกกลุ่มหนึ่งความน่าสะดุดตาของแม่ชีกลุ่มนี้ก็คือท่านทั้งหมดล้วนแต่งกายด้วยชุดสีชมพูในกลุ่มนั้นมีอยู่ท่านหนึ่งกำลังสวดภาวนาต่อรูปหุ่นพระเยเซูส่วนที่เหลือกำลังจะเดินออกไป


อาจารย์หนุ่มพอทราบมาบ้างแล้วว่า “แม่ชีสีชมพูที่เขาเห็นนี้มีหน้าที่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็คือสวดภาวนาต่อองค์พระเยซูตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างไม่มีวันหยุดโดยจะสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปพวกเธอส่วนใหญ่ยังมีอายุน้อยและมาจากตระกูลที่มีฐานะดีตามปกติแล้วพวกเธอจะไม่ออกไปนอกโบสถ์โดยเด็ดขาดหากไม่เจ็บป่วยจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเช่นนี้เองชีวิตของพวกเธอจึงล้วนอุทิศให้แด่พระเจ้าอย่างสิ้นเชิง


สันติชาติเดินตรงไปหาแม่ชีท่านหนึ่งเพื่อสอบถามถึงบาทหลวงฟิลิปแม่ชีน้อยในชุดสีชมพูพยักหน้ารับแล้วเดินหายเข้าไปทางด้านหลังของโบสถ์สักครู่หนึ่งเธอก็ออกมาพร้อมกับบาทหลวงท่านหนึ่งซึ่งสันติชาติคาดว่าต้องเป็นบาทหลวงฟิลิปอย่างแน่นอน


บาทหลวงท่านนี้มีอายุราววัยกลางคนแต่ใบหน้ากลับดูมีชีวิตชีวาไม่แพ้คนหนุ่มสาวท่านแนะนำตัวเองว่าคือบาทหลวงฟิลิปสันติชาติจึงโค้งตัวคำนับเป็นการทักทายพร้อมกับแนะนำตนเอง


บาทหลวงฟิลิปพอทราบว่าสันติชาติมาด้วยเรื่องคำทำนายโบราณจึงยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวว่า


“คุณก็เป็นเหมือนกับคนอื่นที่กำลังแสวงหาอะไรบางอย่างอยู่ใช่มั้ย”


“คงใช่เช่นนั้นครับทำไมหรือครับ” สันติชาติตอบ


บาทหลวงฟิลิปกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า


“สิ่งนี้มีเขียนเอาไว้ในคำทำนายโบราณที่เพิ่งถูกค้นพบในเปรูเมื่อหกปีก่อน”


สันติชาติพอได้ฟังถึงเรื่องคำทำนายจึงรีบถามต่อด้วยความอยากรู้ว่า


“กรุณาเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับคำทำนายโบราณอันนี้ได้มั้ยครับ”


บาทหลวงฟิลิปหลับตานึกสักพักจึงตอบว่า


“นักโบราณคดีที่ค้นพบบันทึกคำทำนายโบราณเหล่านี้บอกว่ามันมีอายุหกร้อยปีก่อนคริสตกาลและทำนายถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคมมนุษย์ครับ”


“ความเปลี่ยนแปลงในช่วงไหนหรือครับ” อาจารย์หนุ่มถามต่อ


“ในช่วงยี่สิบปีก่อนสิ้นศตวรรษที่ยี่สิบนี้” บาทหลวงฟิลิปกล่าว


สันติชาติถึงกับตาลุกโพลงก่อนจะร้องออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “ก็ปัจจุบันนี้น่ะซิครับ”


บาทหลวงฟิลิปพอได้เห็นอาการตื่นตกใจของนักวิชาการหนุ่มซึ่งมาจากประเทศไทยผู้นี้ยังอดหัวเราะไม่ได้จึงกล่าวว่าด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะว่า


“ใช่แล้วการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้แหละ”


สันติชาติครุ่นคิดเล็กน้อยคล้ายกับยังไม่เข้าใจดูเหมือนบาทหลวงฟิลิปท่านนี้จะไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นแสดงว่าคำทำนายโบราณอาจเป็นเรื่องที่ดีก็ได้แต่ตนเองก็ไม่แน่ใจนักเขาจึงถามบาทหลวงฟิลิปว่า


“การเปลี่ยนแปลงชนิดไหนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ครับ”


“การฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ของจิตสำนึกที่ไม่ใช่ในเชิงศาสนาแต่ในเชิงจิตวิญ- ญาณของมนุษยชาติพวกเรากำลังอยู่ในช่วงแห่งการกำลังค้นพบสิ่งใหม่หรือความจริงใหม่เกี่ยวกับความหมายแห่งการดำรงอยู่ของพวกเรารวมทั้งการใช้ชีวิตของพวกเราบนโลกใบนี้เมื่อได้พบสิ่งนี้แล้วจะทำให้อารยธรรมของมนุษยชาติเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคำทำนายโบราณกล่าวไว้เช่นนั้น” บาทหลวงฟิลิปตอบ


“คำทำนายโบราณได้ถูกบันทึกไว้ในรูปลักษณ์ใดครับ” สันติชาติถามคำถามอีกข้อหนึ่ง


บาทหลวงฟิลิปตอบว่า “มันมีบันทึกอยู่ในศิลาโบราณคำทำนายแบ่งออกได้เป็นบทๆจำนวนเก้าบทด้วยกันและแต่ละบทจะสอนปัญญาในการใช้ชีวิตหรือเกี่ยวกับชีวิตหากในช่วงนี้มนุษยชาติสามารถเรียนรู้ปัญญาเหล่านี้ได้ทีละบทๆตามลำดับด้วยความเข้าใจก็จะทำให้มนุษยชาติสามารถเปลี่ยนแปลงจากอารยธรรมทางวัตถุในปัจจุบันไปสู่อารยธรรมทางจิตวิญญาณโดยสมบูรณ์ได้”


 
สันติชาติฟังแล้วนึกคิดตามพลอยเกิดความรู้สึกในด้านดีขึ้นคำทำนายโบราณส่วนใหญ่ที่เขาเคยอ่านพบตามหนังสือต่างๆมักกล่าวถึงเรื่องในด้านร้ายๆเอาไว้มากคราครั้งนี้เขาได้พบกับ “ด้านที่ดี” จากคำทำนายมิหนำซ้ำยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนายกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ที่เขาเองก็ศึกษาค้นคว้ามาเป็นเวลานานแต่องค์ความรู้ที่ได้จากคำทำนายจะสามารถใช้ได้จริงหรือไม่นั้นยังนับเป็นอีกเรื่องหนึ่งดังนั้นเขาจึงถามบาทหลวงฟิลิปต่อไปว่า


“แล้วคำทำนายโบราณเหล่านี้น่าเชื่อถือได้แค่ไหนครับ”


บาทหลวงฟิลิปหยุดคิดเล็กน้อยแล้วตอบว่า


“ไม่รู้ซินะว่าแต่ว่าคุณลองเหลียวดูความเป็นไปรอบๆตัวคุณดูซิหากคุณรู้สึกว่าคนเราจำเป็นต้องแสวงหาอะไรที่ต่างไปจากเดิมซึ่งเป็นความปรารถนาอย่างล้ำลึกของจิตใต้สำนึกของพวกเราแล้วละก็นี่แหละเป็นสัญลักษณ์ที่คำทำนายบทที่หนึ่งหรือปัญญาโบราณอันที่หนึ่งได้บอกแก่พวกเราว่าคือการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อันนี้แล้วละ


โปรเฟสเซอร์หนุ่มจากประเทศไทยลองทบทวนความรู้สึกของตัวเองก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงเขาพยักหน้ารับแล้วถามอีกว่า


“แล้วมีสัญลักษณ์อะไรอื่นอีกนอกจากนี้มั้ยครับ”


“มีครับเพราะปัญญาโบราณอันที่หนึ่งยังได้บอกอีกว่าเมื่อใดก็ตามที่พวกเราตระหนักถึงความคล้องจองกันของความบังเอิญเมื่อไหร่ในชีวิตของเราเมื่อนั้นแหละคือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อันนี้บาทหลวงฟิลิปกล่าว


“ความคล้องจองกันของความบังเอิญหรือครับ?” สันติชาติถามอย่างสงสัย


บาทหลวงฟิลิปยิ้มแล้วกล่าวว่า


“ถูกแล้วครับหากความคล้องจองกันของความบังเอิญได้เกิดขึ้นแก่ชีวิตเราในขณะนี้บ่อยครั้งมากเสียจนเรารู้สึกได้ว่ามันไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไปแล้วเมื่อนั้นแหละเราจะค้นพบและสำเนียกได้ว่ามีพลังที่ยากแก่การอธิบายกำลังชี้นำชีวิตของเราไปในทิศทางหนึ่งราวกับถูกลิขิตเอาไว้ล่วงหน้าแล้วซึ่งจะทำให้เราได้พบกับประสบการณ์ที่เร้นลับและพิสดารที่จะนำความมีชีวิตชีวามาให้แก่จิตวิญญาณของเราความเคลื่อนไหวที่พิสดารอันนี้เป็นของจริงและจำนวนผู้คนที่เริ่มเชื่อมั่นว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นภายใต้ผิวน้ำราบเรียบแห่งความปกติในชีวิตประจำวันนี้ก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆคำทำนายโบราณบทที่หนึ่งกล่าวไว้เช่นนั้น”


สันติชาติฟังแล้วนึกย้อนไปถึงชะตาชีวิตของตนการที่เขาได้รับคัมภีร์มวยภายในสกุลหวังซึ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษการได้มาพบกับอาจารย์ลิ้มผู้เป็นครูมวยของเขาซึ่งตอนนั้นยังทำงานอยู่ในร้านอาหารเดียวกันโดยไม่ทราบมาก่อนว่าท่านเป็นยอดฝีมือจะว่าไปแล้วสามารถเรียกว่าเป็นความบังเอิญได้หรือไม่


“ท่านหมายความว่าก่อนอื่นมนุษย์จะเริ่มได้สติและตระหนักถึงความลี้ลับแห่งชีวิตที่ล้อมรอบตัวเราอยู่ใช่มั้ยครับโดยเริ่มจากการสำเนียกถึงความคล้องจองกันของความบังเอิญก่อนแม้ว่าจะยังไม่เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งก็ตามแต่เราก็เริ่มรู้ว่ากำลังมีอะไรที่เคลื่อนไหวอยู่เปลี่ยนแปลงอยู่ในมิติที่เรายังมองไม่เห็น” เขากล่าวถามอีกครั้งเพื่อยืนยันความเข้าใจ


“ถูกต้องครับ” บาทหลวงฟิลิปตอบอย่างหนักแน่น


“แต่ผมไม่คิดว่าปัญญาโบราณอีกที่หนึ่งนี้ได้บอกอะไรใหม่ๆแก่เราหรอกนะครับเพราะความรู้สึกเช่นที่ว่านี้เกิดได้ทุกยุคทุกสมัยไม่เจาะจงว่าต้องเป็นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 นี้เท่านั้น” โปรเฟสเซอร์หนุ่มอดแย้งไม่ได้


บาทหลวงฟิลิปยิ้มอย่างเชื่อมั่นพร้อมกล่าวว่า


“ก็ถูกของคุณครับแต่ที่แตกต่างออกไปจากครั้งก่อนๆก็คือจำนวนของผู้คนที่เริ่มตระหนักเช่นนี้ครับเพราะไม่เคยมียุคไหนเลยในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่มนุษย์จะตื่นตัวในเชิงจิตวิญญาณเป็นจำนวนมากมายพร้อมเพรียงกันถึงขนาดนี้ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางอารยธรรมครั้งใหญ่อย่างแน่นอนมิหนำซ้ำคำทำนายโบราณยังเขียนไว้ด้วยครับว่าจำนวนผู้คนที่เริ่มตระหนักถึงความคล้องจองกันของความบังเอิญจะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมาและจะถึงจุดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในราวๆต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนี้ครับ”


“ก็อีกเจ็ดปีหลังจากนี้ซิครับ” สันติชาติลองนับคำนวณเวลาที่เหลือดู


“ใช่แล้วครับเมื่อถึงจุดนั้นระบบวัฒนธรรมของมนุษยชาติโดยรวมจะเริ่มครุ่นคิดถึงปัญหาความคล้องจองกันของความบังเอิญนี้อย่างจริงจังซึ่งจะนำไปสู่ปัญญาโบราณข้ออื่นๆโดยปริยาย” บาทหลวงฟิลิปกล่าว


“แทบไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่านี่เป็นเนื้อหาของคำทำนายที่เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อหกร้อยปีก่อนคริสตกาล” สันติชาติกล่าวออกมาด้วยความทึ่งในเนื้อหาสาระของคำทำนายโบราณ


บาทหลวงฟิลิปกล่าวสำทับว่า


“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแหละครับเพราะนักโบราณคดีที่แกะถ้อยความในคำทำนายโบราณนี้ออกมาเป็นคนแรกได้ยืนยันว่านี่คือคำทำนายโบราณจริงและภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาอารัมซึ่งเป็นภาษาเดียวกับที่ใช้เขียนคัมภีร์ไบเบิลด้วย”


“ทำไมคำทำนายภาษาอารัมกลับไปอยู่ที่เปรูได้เล่าครับมิหนำซ้ำตั้งแต่เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนด้วย” สันติชาติถามด้วยความสงสัย


“อันนี้ยังเป็นความเร้นลับอยู่ครับ” บาทหลวงฟิลิปตอบอย่างเป็นปริศนา


สันติชาติหยุดคิดเล็กน้อยจึงถามต่อไปว่า


“มีหลักฐานอะไรบ้างที่จะทำให้เชื่อได้ว่าคำทำนายโบราณเหล่านี้จะถูกต้องจริงครับ”


บาทหลวงฟิลิปหัวเราะเบาๆพร้อมกับชี้มือไปที่ตัวสันติชาติแล้วกล่าวว่า


ประสบการณ์โดยตรงของตัวคุณเองนั่นแหละคือหลักฐานที่ดีที่สุด


“...”
 






Powered by MakeWebEasy.com