7. การแย่งชิง

7. การแย่งชิง

 


การแย่งชิง




 
 
บาทหลวงฟิลิปนั่งมองดูสันติชาติที่ผ่านมาท่านเองเคยพยายามบอกเล่าถึงเนื้อหาในคำทำนายโบราณแก่ผู้คนจำนวนไม่น้อยแต่ส่วนใหญ่มักไม่มีใครที่จะให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก่อนแต่นักวิชาการหนุ่มจากประเทศไทยผู้นี้กลับดั้นด้นเดินทางมาหาตนเพียงเพื่อต้องการศึกษาเรื่องคำทำนายโบราณ


เมื่อได้เห็นท่าทีแห่งความจริงจังและเป็นผู้ใฝ่รู้ของสันติชาติท่านจึงเต็มใจที่จะถ่ายทอดคำทำนายโบราณทั้งเก้าบทนี้ให้แก่เขาดังนั้นท่านจึงกล่าวถึงคำทำนายข้อต่อไปว่า


ปัญญาโบราณอันที่สี่กล่าวถึงการแย่งชิงพลังของผู้คน


"แย่งชิงพลังหรือครับ" สันติชาติถามย้ำ


บาทหลวงฟิลิปกล่าวต่อไปว่า


"ใช่แล้วครับคำทำนายโบราณประการที่สี่ได้บันทึกว่าในที่สุดมนุษย์ก็จะเข้าใจได้ว่าพวกเขาธำรงอยู่ได้ก็ด้วยพลังจักรวาลอันเป็นพลังที่พลวัตที่ค้ำจุนพวกเขาและตอบสนองต่อความคาดหวังของเขาและพวกเขาจะตระหนักได้ว่าสาเหตุที่พวกเขาอ่อนแอลงรู้สึกว่าขาดความมั่นคงในจิตใจเหมือนกับขาดอะไรไปบางอย่างก็เพราะพวกเขาได้ตัดขาดตัวเองจากต้นตออันยิ่งใหญ่ของพลังจักรวาลนี่เอง"


สันติชาติร้องอ้อเป็นความหมายเชิงเข้าใจแล้วกล่าวตามว่า



"
นี่ก็หมายความว่าเท่าที่ผ่านมาเมื่อมนุษย์รู้สึกว่าตัวเองขาดพลังแทนที่เขาจะกลับไปหาต้นตอของพลังที่ไม่มีวันสิ้นสุดเขากลับพยายามเพิ่มพลังของตัวเขาด้วยการแย่งชิงพลังมาจากคนอื่นในเชิงจิตวิทยาเกิดสภาพการแข่งขันช่วงชิงพลังของกันและกันโดยไม่รู้ตัวซึ่งกลายเป็นที่มาของการต่อสู้ขัดแย้งของผู้คนทั่วโลกใช่มั้ยครับ"


บาทหลวงฟิลิปทำหน้าครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า


"ผมเคยศึกษาปัญหาว่าทำไมคนเราต่างฝ่ายต่างก็ชอบใช้ความรุนแรงกับคนอื่นไม่ว่าทางกายวาจาใจแล้วผมก็พบว่าความรู้สึกเหล่านี้มาจากความอยากหรือแรงกระตุ้นข้างในของคนที่ต้องการอยู่เหนือคนอื่นหรือครอบงำคนอื่นนั่นเอง"


"เมื่อติดตามศึกษาดูในขณะที่คนๆหนึ่งเข้าไปพูดจากับคนอีกคนหนึ่งอันเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวันทั่วโลกวันละเป็นพันล้านครั้งนี้ภายในใจของคนผู้นั้นเขาเกิดความรู้สึกเช่นใดและผมก็ได้คำตอบว่ามันจะเกิดอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ในระหว่างคนสองคนนั้นคือถ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองได้พลังเพิ่มขึ้นก็รู้สึกว่าตัวเองสูญพลังไปอย่างใดอย่างหนึ่งนี้"


หยุดพักเล็กน้อยจากนั้นจึงกล่าวต่อว่า


"พูดง่ายๆก็คือการที่คนเราพยายามทำตนเหนือกว่าคนอื่นนั้นหาใช่เพราะมีเป้าหมายรูปธรรมทางวัตถุภายนอกเท่านั้นแต่เพราะต้องการได้ความสะใจหรือคะนองใจด้วยและที่ร้ายก็คือปัญหาความรุนแรงต่อจิตใจนี้มักเกิดขึ้นในครอบครัวก่อนโดยเฉพาะพ่อแม่ที่กระทำต่อลูกตั้งแต่วัยเด็ก"


โปรเฟสเซอร์หนุ่มทำหน้าฉงนถามว่า


"หมายความว่ายังไงครับ"


บาทหลวงฟิลิปกล่าวเสียงหดหู่ว่า


"
พ่อแม่บางคนชอบครอบงำลูกโดยคิดว่านั่นคือความรักแต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยเด็กที่ถูกพ่อแม่พยายามครอบงำจะกลายเป็นเด็กที่มีบาดแผลในจิตใจครั้นเมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็จะกลายเป็นคนที่ชอบควบคุมและครอบงำคนอื่นไปโดยไม่รู้ตัวดุจเดียวกับพ่อแม่ของเขาโดยเฉพาะเขาจะชอบครอบงำคนที่อยู่ในฐานะที่อ่อนแอกว่าเขา



เพราะคนเราเมื่อได้รับความบีบคั้นทางจิตใจมากๆ
จะแสดงออกด้วยความรุนแรงกลับไปด้วยเหตุนี้เองความรุนแรงทางจิตใจจึงได้รับการสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งรุ่นแล้วรุ่นเล่าลองคิดดูซิครับว่าในสังคมหนึ่งจะมีพ่อแม่ประเภทนี้อยู่เป็นจำนวนมากมายขนาดไหนและเด็กที่จะมีบาดแผลในจิตใจมีจำนวนมากมายขนาดไหนคนที่ชอบครอบงำคนอื่นนั้นแท้ที่จริงแล้วก็คือคนที่มีบาดแผลในจิตใจเช่นกัน"


สันติชาติพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกล่าวว่า


"ถ้ามองจากมุมมองของภูมิปัญญาโบราณอันที่สี่ในขณะที่คนๆหนึ่งกำลังครอบงำคนอีกคนหนึ่งขณะนี้เขากำลังดูดพลังจากคนๆนั้นเป็นการเติมพลังให้แก่ตัวเองให้เต็มบนความสูญเสียของคนอื่นใช่มั้ยครับและนี่คือสิ่งที่เป็นแรงกระตุ้นภายในให้เกิดการใช้ความรุนแรงทางจิตใจต่อคนอื่นใช่มั้ยครับ"


บาทหลวงฟิลิปพอเห็นอาจารย์หนุ่มจากประเทศไทยผู้นี้เริ่มเข้าใจมากขึ้นจึงกล่าวต่ออย่างยืดยาวว่า


"ใช่ครับในขณะที่ปัญญาโบราณอันที่สามบอกกับเราว่าจักรวาลทั้งหมดดำรงอยู่ได้ด้วยพลังนี้และพวกเราเหล่ามนุษย์ได้ใช้พลังนี้ในการส่งผลสะเทือนต่อสรรพสิ่งรอบๆตัวเรา


ส่วนปัญญาโบราณอันที่สี่ได้ชี้ให้พวกเราแลเห็นถึงปัญหาที่เกิดจากการที่พวกเราได้ตัดขาดตัวเองจากต้นตอของพลังจักรวาลจึงต้องหันหาแย่งชิงเบียดเบียนพลังของมนุษย์และสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่ต้นตอแทน"


หยุดพักเล็กน้อยจึงกล่าวต่อไปว่า


"
แต่ผมไม่คิดว่าผู้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจในประเด็นนี้หรอกครับพวกเขารู้ว่าการได้ครอบงำคนอื่นนั้นเป็นเรื่องที่สะใจตัวเองก็จริงสร้างความพึงพอใจให้แก่ตัวเองได้จริงแต่พวกเขาแทบไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าความสะใจหรือความพึงพอใจนี้มาจากการสูญเสียของผู้อื่นผู้คนส่วนใหญ่แย่งชิงพลังของคนอื่นมาโดยไม่รู้ตัวแล้วยังมีหน้าแสวงหาพลังนี้จากคนอื่นต่อไปอีกจนชั่วชีวิตในรูปของความสำเร็จความมั่นคงอำนาจการยอมรับของสังคม"


สันติชาติถึงกับนิ่งอึ้งคล้ายกับไม่มีคำพูดใดจะกล่าว


บาทหลวงฟิลิปทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงกล่าวเพิ่มเติมว่า


"อ้อปัญญาโบราณอันที่สี่ยังบอกอีกว่าผู้ที่จะเข้าใจปัญญาอันที่สี่นี้ก็คือผู้ที่มองออกว่าโลกมนุษย์นี้นั้นที่แท้ก็คือสนามแข่งขันอันมโหฬารที่ผู้เข้าแข่งขันต่างพยายามแย่งชิงพลังและอำนาจของกันและกันนั่นเอง


และเมื่อใดก็ตามที่เราเข้าใจอย่างแท้จริงถึงความหมายที่แท้จริงของการแข่งขันต่อสู้ของตัวเราในโลกนี้หรือในสังคมนี้เราก็จะสามารถเริ่มข้ามพ้นการทะเลาะเบาะแว้งเบียดเบียนอันนี้ไปได้และเราจะสามารถเป็นอิสระจากการแย่งชิงพลังของคนอื่นเพราะเราจะรู้สึกได้ว่ามีแหล่งพลังอื่นที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินและไม่มีวันสิ้นสุดที่เราสามารถได้รับพลังมาได้อยู่ตลอดเวลา"






 
 

Powered by MakeWebEasy.com