8. ประสบการณ์เร้นลับ

8. ประสบการณ์เร้นลับ




ประสบการณ์เร้นลับ
 



สันติชาติยังคงสนทนาเรื่องภูมิปัญญาโบราณจากประเทศเปรูอยู่กับบาทหลวงฟิลิปเขานึกทบทวนภูมิปัญญาทั้งสี่ข้อที่ผ่านมาในใจยังรู้สึกเป็นเรื่องเหลือเชื่อยิ่งนักที่เหตุการณ์ในปัจจุบันมีแนวโน้มสอดคล้องเป็นไปดังคำทำนายที่ระบุไว้ในภูมิปัญญาโบราณในขณะนี้ยังมีอีกห้าข้อที่เขายังไม่ทราบโปรเฟสเซอร์หนุ่มจึงเอ่ยถามบาทหลวงฟิลิปต่อไปว่า



"
ปัญญาโบราณอันที่ห้ากล่าวถึงเรื่องอะไรครับ"


บาทหลวงฟิลิปตอบว่า


"กล่าวถึงประสบการณ์เร้นลับของปัจเจกครับ"


"ประสบการณ์ยังไงครับ"” สันติชาติถามเพื่ออยากให้บาทหลวงขยายรายละเอียดเหมือนเช่นเคย


บาทหลวงฟิลิปกล่าวเสียงราบเรียบว่า


"อธิบายเป็นคำพูดยากครับเอาเป็นว่ามันเป็นความรู้สึกเป็นสุขที่ได้รู้สึกว่าตัวเองผูกพันและสัมพันธ์กับทุกสรรพสิ่งบวกกับความรู้สึกอบอุ่นใจมั่นคงในจิตใจและไม่เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าอีกเลยครับ"


สันติชาติฟังแล้วเกิดความรู้สึกคล้อยตามพลันถามต่อไปว่า


"ท่านมีประสบการณ์เช่นที่ว่านี้ที่ไหนครับ"


บาทหลวงฟิลิปเหลือบตาขึ้นมองเพดานสักครู่หนึ่งคล้ายกำลังใช้ความคิดจากนั้นจึงกล่าวว่า


"ในป่าทึบบนยอดเขาครับอ้อปัญญาโบราณอันที่ห้ายังบอกอีกว่าในช่วงยี่สิบปีสุดท้ายของศตวรรษที่ยี่สิบนี้จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สามารถมีโอกาสได้รับประสบการณ์เร้นลับที่เป็นสภาวะจิตเช่นที่ว่านี้ซึ่งเป็นสภาวะจิตที่ในอดีตมีแต่นักบุญหรือผู้ปฏิบัติธรรมที่คร่ำเคร่งจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่จะได้รับและผู้คนจำนวนมากจะเริ่มกล่าวขวัญถึงสภาวะจิตประเภทนี้กันมากขึ้นราวกับไม่ใช่เรื่องไกลสุดเอื้อมอีกต่อไป"


พอได้ฟังถึงตรงนี้นักวิชาการหนุ่มจากประเทศไทยถึงกับดวงตาลุกวาวเป็นประกายนี่ย่อมเป็นเรื่องดีขนาดไหนหากผู้คนส่วนใหญ่จะสามารถเข้าถึงสภาวะจิตอันเข้าถึงได้ยากเช่นนี้โดยง่าย


บาทหลวงฟิลิปเห็นสันติชาติมีทีท่าสนใจยิ่งนักจึงกล่าวอธิบายต่อไปว่า


"นอกจากนี้นะครับปัญญาโบราณอันที่ห้ายังบอกด้วยว่าประสบการณ์เร้นลับอันนี้แหละที่จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มนุษย์เลิกต่อสู้ขัดแย้งเบียดเบียนกันได้ทั้งนี้ก็เพาะว่าในระหว่างที่ผู้คนประสบกับประสบการณ์เร้นลับอันนี้เขาจะได้พลังจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ของผู้อื่นดังที่เคยไปแย่งชิงมา"”


"ปัญญาโบราณอันที่ห้าบอกมั้ยครับว่าแหล่งอื่นที่คนเราสามารถได้พลังนี้โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนผู้อื่นนั้นมีอะไรบ้าง"” สันติชาติรีบถามต่อ


"แหล่งแรกสุดเลยก็คืออาหารที่เรารับประทานเข้าไปโดยเฉพาะจากพืชผักผลไม้ครับแต่การจะได้รับพลังจากอาหารทั้งหมดนั้นเราจะต้องมีจิตที่สำนึกขอบคุณมันในขณะที่กำลังรับประทานอาหารด้วย"” บาทหลวงฟิลิปตอบ


สันติชาติทำหน้าสงสัยกล่าวว่า “"ทำยังไงครับ"”



บาทหลวงฟิลิปยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบว่า



"ก็ด้วยการเปิดใจให้กว้างตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่อาหารผูกพันกับฟ้าในขณะที่รับประทานมันเข้าไปเมื่อสามารถเพิ่มพลังให้แก่ตัวเองด้วยวิธีรับประทานอาหารแบบนี้แล้วต่อไปเราจะมีสัมผัสที่ไวขึ้นต่อพลังที่อยู่ในสิ่งต่างๆและเราจะสามารถดูดซับพลังจากสิ่งเหล่านั้นเข้ามาสู่ตัวเราได้โดยไม่ต้องการทานอาหารหรือทานอาหารน้อยลง"


สันติชาติหวนนึกไปถึงว่าหลักการเช่นนี้ย่อมคล้ายคลึงกับวิชาบำเพ็ญภาวนาของนักพรตเต๋าที่เขาเคยอ่านพบในหนังสือยิ่งนักเขาจึงถามต่อไปว่า


"นอกจากอาหารแล้วมีสิ่งใดบ้างที่เราสามารถรับพลังได้โดยง่ายด้วยครับ"


บาทหลวงฟิลิปตอบว่า


"ต้นไม้ครับในขณะที่ผมมีประสบการณ์เร้นลับนั้นผมรู้สึกว่าทิวทัศน์ทั้งหมดที่อยู่รอบตัวผมในขณะนั้นได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของผมผมรู้สึกรักมันไปหมดเลยครับเหมือนกับที่ผมรักตัวเองหลังจากนั้นเป็นต้นมาผมได้ลองมีความรู้สึกเช่นนั้นกับต้นไม้ดูแล้วผมก็ได้รับพลังจากมัน"”



"เดี๋ยวก่อนครับความรักน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ตั้งใจทำหรือลองทำขึ้นมาไม่ใช่หรือครับ"” อาจารย์หนุ่มอดแย้งไม่ได้


"ก็ไม่เชิงตั้งใจที่จะรักหรอกครับเพียงแต่ผมยอมให้ความรักโผบินเข้ามาสู่ตัวผมในขณะที่อยู่ต่อหน้าต้นไม้มันเป็นความรู้สึกเดียวกับความรู้สึกของเด็กเล็กที่มีต่อมารดาของเขาและเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผมเคยมีต่อสาวน้อยคนหนึ่งในขณะที่ผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่ครับมันเป็นความรู้สึกเดียวกันจริงๆ"” บาทหลวงฟิลิปกล่าวพลางทำหน้าระลึกย้อนไปในอดีต


"หลังจากผ่านประสบการณ์เร้นลับนั้นแล้วมันเกิดช้ำอีกมั้ยครับ"” สันติชาติถามอีก


บาทหลวงฟิลิปยิ้มพลางกล่าวว่า



"ประสบการณ์เร้นลับครั้งแรกนั้นมันเป็นประสบการณ์แบบที่เซนเขาเรียกกันว่าซาโตริครับมันทำให้ผมมองโลกเปลี่ยนไปจากเดิมหลังจากนั้นผมก็ค่อยๆเรียนรู้วิธีที่จะสร้างประสบการณ์เช่นนั้นให้เกิดขึ้นมาอีกด้วยตัวของผมเองครับผมยังได้ตระหนักอีกว่าในขณะที่ผมรับพลังจากต้นไม้นั้นผมก็ได้ให้พลังแก่ต้นไม้ด้วยเช่นกันกล่าวคือเราทั้งคู่ต่างมีพลังเพิ่มขึ้นทั้งสองฝ่ายทั้งตัวผมและต้นไม้ครับ"”



"ผมเข้าใจแล้วครับว่าปัญญาโบราณอันที่ห้าต้องการจะบอกแก่พวกเราว่าหากเราเปิดใจออกรับความรักจากสรรพสิ่งจักรวาลหรือฟ้าจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นแก่ตัวเราในการดำเนินชีวิตในทางที่ถูกที่ควร”สันติชาติกล่าวพลางพยักหน้าเห็นด้วยเขายังรู้สึกอีกด้วยว่าบาทหลวงฟิลิปผู้นี้มีสภาวะจิตที่สูงล้ำและยังประกอบไปด้วยภูมิความรู้ที่กว้างขวาง"


บาทหลวงฟิลิปเห็นสันติชาติเข้าใจในสิ่งที่ตนเองได้ถ่ายทอดให้ก็ดีใจยิ่งนักจากนั้นจึงกล่าวเป็นปริศนาว่า


"ถูกแล้วครับเมื่อเราได้รับพลังจากจักรวาลและสั่งสมมันเอาไว้เรื่อยๆจนถึงระดับหนึ่งที่ปริมาณเปลี่ยนไปเป็นคุณภาพคุณจะกลายเป็นคนใหม่ไปโดยไม่รู้ตัวคุณจะใช้ชีวิตอยู่ในระดับพลังที่สูงขึ้นกว่าแต่ก่อนและอยู่ในระดับคลื่นที่สูงยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆคุณจะสามารถวิวัฒนาการตัวเองพร้อมกับวิวัฒนาการจักรวาลไปด้วยในขณะเดียวกันแต่การจะได้รับพลังจากจักรวาลอย่างถาวรคุณจะต้องข้ามอุปสรรคอีกอันหนึ่งก่อนซึ่งเป็นคำสอนของปัญญาโบราณอันที่หก"


 








 

Powered by MakeWebEasy.com