10. ในกระแสแห่งพลัง

10. ในกระแสแห่งพลัง




ในกระแสแห่งพลัง
 



บาทหลวงฟิลิปได้ชวนสันติชาติให้เดินออกมาภายนอกโบสถ์ท่านบอกว่าภูมิปัญญาข้อที่เจ็ดนั้นสันติชาติจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อได้ลงมือปฏิบัติดังนั้นนักวิชาการหนุ่มจากประเทศไทยจึงเดินติดตามบาทหลวงฟิลิปออกมาจนถึงบริเวณสนามด้านหน้าของตัวโบสถ์ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบจำนวนมาก


บาทหลวงฟิลิปพาสันติชาติเข้าไปใกล้ต้นไม้เหล่านั้นจากนั้นพูดขึ้นว่า


"โปรเฟสเซอร์สันติชาติผมอยากให้คุณลองสูดหายใจลึกๆในที่ที่อากาศดีซึ่งมีแหล่งพลังจักรวาลจำนวนมากอย่างใต้ต้นไม้ใหญ่นี้แล้วคุณกลั้นลมหายใจสักห้าวินาทีก่อนที่จะหายใจออกดูซิครับถ้าทำเช่นนี้แล้วทุกๆครั้งที่คุณสูดลมหายใจเข้าไปคุณจะได้รับพลังจักรวาลเข้าไปในตัวดุจลูกโป่งที่อัดลมเข้าไปแล้วคุณจะรู้สึกว่าตัวเองเบาขึ้น"



"ครับ" สันติชาติรับคำแล้วปฏิบัติตาม


บาทหลวงฟิลิปให้สันติชาติปฏิบัติตามที่ท่านบอกได้สักพักจึงกล่าวว่า


"พอสูดพลังจักรวาลเข้าไปแล้วคราวนี้คุณลองตรวจสอบอารมณ์และจิตใจของตัวเองดูว่าอยู่ในภาวะที่ดีงามหรือเป็นสัมมาหรือไม่เพราะตรงนี้แหละครับที่จะเป็นตัววัดว่าคุณสามารถเชื่อมต่อกับต้นตอของพลังจักรวาลได้จริงหรือไม่"


สันติชาติคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้จึงหันมากล่าวว่า


"หมายถึงความรักที่ท่านเคยบอกแก่ผมในตอนที่ท่านเคยมีประสบการณ์เร้นลับใช่มั้ยครับ"


บาทหลวงฟิลิปพยักหน้าแล้วกล่าวว่า


"ใช่ครับความรักในทัศนะของประสบการณ์เร้นลับมันไม่ใช่สิ่งที่คิดด้วยสมองและก็ไม่ใช่คำสอนในเชิงศีลธรรมแต่มันเป็นความรู้สึกที่เป็นพื้นฐานของจิตใจของคุณในตอนที่คุณเชื่อมกับพลังจักรวาลครับและคุณก็จะรู้ว่าพลังนี้เป็นพลังของฟ้าหรือของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือของพระเจ้านั่นเอง"


บาทหลวงฟิลิปพักหายใจสักครู่จากนั้นกล่าวต่อว่า


"เมื่อใดก็ตามที่คุณเลิกเล่นละครการครอบงำบนโลกนี้ภาษาต่างๆที่ก่อตัวอยู่ในหัวสมองของคุณตามความเคยชินมันจะหยุดทำงานชั่วขณะครั้นพอคุณได้รับพลังจักรวาลเข้ามาในตัวคุณคราวนี้ความคิดประเภทอื่นที่แตกต่างจากแต่ก่อนจะไหลเข้าสู่ตัวคุณจากที่สูงเบื้องบนกลายเป็นสัมผัสพิเศษของคุณครับ"


"หมายความว่าในขั้นแรกตัวผมจะต้องเริ่มสะสมพลังจักรวาลภายในตัวผมก่อนหลังจากที่ผมได้ชำระอดีตของตัวเองไปแล้วใช่ไหมครับ" สันติชาติกล่าวตามความเข้าใจของตน


บาทหลวงฟิลิปผงกศรีษะรับคำแล้วอธิบายต่อไปว่า


"ครับปัญญาโบราณอันที่เจ็ดกล่าวไว้ว่าพอคนเราเริ่มสะสมพลังเขาจะเริ่มตระหนักถึงเป้าหมายของชีวิตของเขาที่ได้รับมาจากพ่อแม่ซึ่งเชื่อมกับกระบวนการวิวัฒนาการของตัวคุณทั้งหมดนับเป็นร้อยๆพันๆชาติจากนั้นเขาจะเรียนรู้จากปัญหาเล็กๆในชีวิตประจำวันเพื่อเข้าสู่ใจกลางของเส้นทางแห่งชีวิตของคุณซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สุดครับ



"ยังงั้นหรือครับ" สันติชาติกล่าวอย่างสงสัย


บาทหลวงฟิลิปกล่าวต่อว่า


"สิ่งที่ยากในชีวิตของเราไม่ใช่การได้รับคำตอบหรอกครับแต่คือการรับรู้ปัญหาขณะนี้ของเราอย่างมีสติรู้ตัวอยู่เสมอต่างหากครับเพราะถ้ารู้อย่างถูกต้องว่าอะไรคือปัญหาแล้วย่อมหาคำตอบได้อย่างแน่นอนครับ"


จากนั้นท่านหยุดมองหน้าสันติชาติเล็กน้อยเห็นว่าเขายังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรจึงได้อธิบายต่อไปอีกว่า


"เมื่อไรก็ตามที่คุณสามารถมีสภาวะแห่งความรักที่เชื่อมต่อกับพลังจักรวาลได้แล้วไม่ว่าสิ่งใดหรือผู้ใดก็ตามก็ไม่สามารถแย่งชิงพลังนี้ไปจากคุณในระดับที่เกินกว่าคุณจะเสริมเติมใหม่ให้แก่ตัวเองได้พลังที่หลั่งไหลออกจากตัวคุณไปเป็นกระแสเท่าใดมันก็จะไหลกลับเข้ามาหาคุณอยู่ในตัวคุณด้วยความเร็วเท่านั้นพลังของคุณจะไม่มีการเหือดแห้งอับเฉาแต่คุณจะอยู่ในกระแสแห่งพลังเช่นนี้ได้คุณจำเป็นจะต้องมีสติสำนึกรู้ตัวในกระบวนการแห่งพลังนี้อยู่เสมอโดยเฉพาะในตอนที่คุณสัมพันธ์กับผู้คน"


อาจารย์หนุ่มก้มหน้าลงขบคิดชั่วขณะจากนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า


"ปัญญาโบราณอันที่เจ็ดจึงเป็นเรื่องของการฝึกตัวเองให้มีวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณอย่างตั้งใจใช่มั้ยครับแต่ผมก็ยังรู้สึกว่าการตัดสินใจเลือกในเรื่องต่างๆที่ประดังเข้ามาเป็นเรื่องยากอยู่ดีครับ"



บาทหลวงฟิลิปส่ายหน้าพลางหัวเราะแล้วกล่าวว่า



"
ชีวิตคือการต่อเนื่องของการเลือกอย่างไม่มีวันจบสิ้นกว่าจะตายไปครับปัญญาโบราณอันที่เจ็ดบอกว่าการที่คนเราจะตัดสินใจเลือกได้อย่างถูกต้องนั้นคนผู้นั้นจะต้องผ่อนคลายตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจให้ได้เสียก่อนแล้วจึงเชื่อมกับพลังจักรวาลก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใดๆครับ"


สันติชาติถอนใจแล้วกล่าวว่า


"ผมยังติดใจในเรื่องบิดามารดาอยู่อีกเรื่องหนึ่งครับว่าคนเราไม่มีสิทธิ์จะโทษความล้มเหลวของชีวิตตนว่ามีสาเหตุมาจากพ่อแม่ของตนเลยหรือครับเพราะผมเห็นคนที่เป็นพ่อเป็นแม่หลายคนทำตัวไม่สมกับคนที่เป็นคนเลยและเป็นผู้ทำร้ายลูกๆของตัวเองก่อนที่สังคมจะทำร้ายพวกเด็กๆเสียอีก"


บาทหลวงฟิลิปตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า


"ไม่ว่าในวัยเด็กพวกเราจะเผชิญกับภาวะเลวร้ายที่พ่อแม่ให้มาอย่างไรก็ตามปัญญาโบราณบอกว่าจงมองวัยเด็กของตัวเองในแง่ดีแล้วรับเอาไว้ครับ"


สันติชาติทำหน้าฉงนแล้วถามว่า


"พ่อแม่ไม่เคยทำผิดหรือยังไงครับ"


บาทหลวงฟิลิปตอบว่า


"ต่อให้ทำผิดจริงลูกก็ต้องให้อภัยพ่อแม่ของตนครับเพราะถ้ามองจากกระบวนการวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณของคนแต่ละคนพ่อแม่ของคนทุกคนย่อมให้สิ่งที่ดีที่สุดที่จิตวิญญาณของผู้เป็นลูกจะต้องเรียนรู้เข้าใจความหมายของชีวิตให้ได้อยู่แล้วครับ


ความผิดที่พ่อแม่กระทำต่อผู้เป็นลูกจึงเป็นบทเรียนอันมีค่าทางจิตวิญญาณที่ผู้เป็นลูกจะต้องเรียนรู้ให้จงได้ภายในชีวิตนี้หากเรียนรู้ไม่ได้พอตายไปแล้วไปเกิดใหม่ในชาติหน้าคนผู้นั้นอาจจะต้องเจอบทเรียนที่ยากขึ้นกว่าเก่าอีกก็เป็นได้นะครับ"


นักวิชาการหนุ่มพยักหน้ารับเพราะเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างจากนั้นกล่าวว่า


"สิ่งนี้แหละคือความรักใช่ไหมครับโอ! ผมนึกไม่ถึงเลยว่าความรักนอกจากจะให้พลังแก่คนเราแล้วยังช่วยยกระดับคลื่นความคิดของตัวเราและทำให้เรามีสุขภาพกายใจที่สมบูรณ์ได้อีกด้วย"



"โลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรักที่มีพื้นฐานเชื่อมต่อกับพลัง จักรวาลหรอกครับ" บาทหลวงฟิลิปตอบด้วยเสียงที่เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
 










Powered by MakeWebEasy.com