11. มนุษยสัมพันธ์

11. มนุษยสัมพันธ์




มนุษยสัมพันธ์
 



สันติชาติทบทวนภูมิปัญญาทั้งเจ็ดข้อที่รับทราบมาจากบาทหลวงฟิลิปตอนนี้เขาเริ่มมีความเข้าใจในภูมิปัญญาโบราณซึ่งอีกนัยหนึ่งยังเป็นคำทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตบ้างแล้วตอนนี้ยังเหลืออีกสองข้อเขาจึงถามบาทหลวงฟิลิปต่อไปว่า


"แล้วปัญญาโบราณอันที่แปดกล่าวถึงเรื่องอะไรครับ"




"กล่าวถึงวิธีการใหม่ในการมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้คนว่าควรจะใช้พลังจักรวาลเยี่ยงไรโดยเริ่มจากการให้คำแนะนำในการมีมนุษยสัมพันธ์กับพวกเด็กๆเป็นอย่างแรก" บาทหลวงฟิลิปตอบ



"ทำอย่างไรครับ" โปรเฟสเซอร์หนุ่มถามอีก



บาทหลวงฟิลิปกล่าวอธิบายอย่างยืดยาวว่า



"มองเด็กทุกคนอย่างที่ตัวเขาเป็นครับเด็กเป็นฝ่ายที่ต้องการพลังของพวกเราเพื่อการวิวัฒนาการของตัวเขาเสมอเพราะฉะนั้นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเด็กก็คือการที่จะพยายามไปยัดเยียดดัดแปลงตัวเด็กตามใจเราเพราะนั่นคือการแย่งชิงพลังไปจากตัวเด็กครับ"


ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วในเรื่องละครการครอบงำซึ่งอยู่ในเรื่องของภูมิปัญญาโบราณข้อที่ 6 ไม่ว่าจะเป็นในสถานการณ์ไหนก็ตามผู้ใหญ่จะต้องเป็นฝ่ายให้พลังที่จำเป็นแก่เด็กเสมอเพราะฉะนั้นผู้ใหญ่จึงควรดึงเด็กเข้ามาอยู่ในวงสนทนาด้วย


โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องสนทนาที่เกี่ยวกับเรื่องเด็กด้วยแล้วก็ยิ่งจำเป็นยิ่งขึ้นไปอีกนอกจากนี้ปัญญาโบราณยังบอกอีกว่าผู้เป็นพ่อแม่ไม่ควรมีลูกเกินจำนวนกว่าที่จะดูแลรับผิดชอบได้อย่างสมบูรณ์ทั่วถึงครับ”


สันติชาติฟังแล้วอดถามไม่ได้ว่า


"ทำไมจำนวนบุตรจึงมีความสำคัญด้วยละครับ"



บาทหลวงฟิลิปตอบว่า



"เพราะผู้ใหญ่คนหนึ่งจะสามารถเอาใจใส่เด็กได้เพียงคนเดียวในแต่ละครั้งน่ะสิครับหากจำนวนเด็กมีมากกว่าจำนวนผู้ใหญ่อาจทำให้ผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าจะให้พลังแก่เด็กได้เพียงพออย่างไรและทำตัวไม่ถูกส่วนพวกเด็กๆก็อาจจะเริ่มแข่งขันกันช่วงชิงเวลาของผู้ใหญ่ครับ"



สันติชาติพยักหน้าเข้าใจแล้วกล่าวว่า



"สุดท้ายเลยกลายเป็นการแข่งกันเองในหมู่พี่น้องใช่มั้ยครับ"



บาทหลวงฟิลิปรับคำโดยกล่าวว่า



"ใช่ครับปัญญาโบราณบอกว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่สำคัญเกินกว่าที่สังคมคาดคิดมากมายนักเชียวแหละครับคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการมีครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องเยอะๆนั้นดีแต่จริงๆแล้วเด็กควรจะเรียนรู้เรื่องราวของโลกจากผู้ใหญ่มากกว่าจากเด็กคนอื่นครับ


คุณไม่เห็นหรือครับว่าตอนนี้ในหลายประเทศมีเด็กเป็นจำนวนมากที่เข้าร่วมแก๊งโจรหากไม่มีผู้ใหญ่อย่างน้อยหนึ่งคนขึ้นไปที่จะคอยดูแลเอาใจใส่เด็กอย่างเต็มที่แล้วละก็ปัญญาโบราณบอกว่าอย่ามีลูกเสียดีกว่าเพราะจะกลายเป็นปัญหาทางสังคมครับ"


"แต่ผู้คนสมัยนี้ทั้งพ่อและแม่ต่างก็ต้องออกไปทำงานเพื่อการยังชีพทั้งคู่แล้วจะทำอย่างไรครับพวกเขาไม่ควรที่จะมีลูกหรือครับ"


อาจารย์หนุ่มจากประเทศไทยถามด้วยความเป็นห่วงในสังคมปัจจุบัน


บาทหลวงฟิลิปหัวเราะพลางโบกมือปฏิเสธแล้วกล่าวว่า



"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับปัญญาโบราณบอกว่าในที่สุดผู้คนก็จะเรียนรู้ว่าคำว่าครอบครัวนั้นมีความหมายเกินกว่าแค่ความผูกพันทางสายเลือดครับคนให้พลังแก่เด็กนั้นไม่จำเป็นจะต้องมาจากพ่อแม่ทั้งหมดเสมอไปจะมาจากคนอื่นก็ได้แต่จะต้องยึดหลักผู้ใหญ่หนึ่งคนควรเอาใจใส่อย่างเต็มที่แก่เด็กเพียงหนึ่งคนเท่านั้นและผู้ใหญ่ควรจะพูดความจริงกับเด็กเสมอในภาษาระดับที่เด็กสามารถทำความเข้าใจได้"



สันติชาติพอได้ฟังก็คลายกังวลไปได้บ้างเขาจึงถามต่อไปว่า



"ต่อจากความสัมพันธ์กับเด็กแล้วปัญญาโบราณยังให้คำแนะนำในความสัมพันธ์กับบุคคลใดอีกครับ"



บาทหลวงฟิลิปกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า



"ปัญญาโบราณยังเน้นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่เป็นคู่รักกันครับว่าจะต้องระวังไม่ให้ความรักระหว่างคนทั้งสองแปรสภาพกลายเป็นละครการครอบงำหรือการแย่งชิงอำนาจหรือพลังของกันและกันเพราะนั่นไม่ใช่ธาตุแท้ของความรัก


เนื่องจากความรักจะต้องเป็นการให้พลังแก่กันและกันหาใช่การแย่งชิงพลังจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงข้างเดียวไม่ลองดูคู่รักหลายๆคู่ในสังคมนี้ซิครับบางทีคุณจะเห็นว่าพวกเขามิได้เป็นคู่รักกันอย่างแท้จริงเลยแต่เป็นคู่แข่งในการแย่งชิงพลังกันต่างหาก"



สันติชาติฟังแล้วขบคิดตามสักพักหนึ่งก็ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า



"ผมยังไม่ค่อยเข้าใจดีนักครับ"



บาทหลวงฟิลิปยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า



"ผู้หญิงต้องการพลังของเพศชายดุจเดียวกับผู้ชายก็ต้องการพลังของเพศหญิงเช่นกันในการสร้างสมดุลแก่บุคลิกภาพของแต่ละคนเพราะฉะนั้นผู้คนจึงยังต้องการคู่รักที่เป็นเพศตรงข้ามโดยมองข้ามความลี้ลับของต้นตอแห่งพลังจักรวาลไปว่าพลังจักรวาลนี้มีทั้งความเป็นเพศชายและเพศหญิงสมบูรณ์อยู่แล้วในตัวเอง


คนเราถ้าหากสามารถเชื่อมกับต้นตอของพลังจักรวาลได้เขาไม่จำเป็นต้องมีความรักเลยหรือพูดง่ายๆก็คือคนเราไม่จำเป็นต้องมีคนรักแต่จำเป็นจะต้องมีความรักอยู่เสมอภายในจิตใจ


หากคนเราจะมีคนรักนั่นก็เพราะเหตุผลเดียวเท่านั้นคือคุณต้องการเป็นฝ่ายให้พลังแก่คนรักของคุณโดยไม่หวังได้สิ่งตอบแทนใดๆและคนรักของคุณก็ต้องคิดเช่นนั้นทั้งคู่จึงจะเป็นคู่รักที่สมบูรณ์แท้"



 
นักวิชาการหนุ่มจากประเทศไทยกล่าวเสียงหนักๆ ว่า


"หมายความว่ากว่าที่คนเราจะคู่ควรหรือมีคุณสมบัติที่จะมีคู่รักได้คนๆนั้นจะต้องฝึกฝนพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่มีพลังและเชื่อมกับพลังจักรวาลได้อย่างมั่นคงก่อนใช่มั้ยครับ"



บาทหลวงฟิลิปซึ่งยังคงยิ้มแย้มอยู่พยักหน้ารับพลางกล่าวว่า



"ใช่ครับกระบวนการนี้กินเวลาก็จริงแต่มันจะให้หลักประกันที่ดีที่สุดที่จะไม่ล้มเหลวในชีวิตคู่ครับอย่าลืมซิครับว่าปัญหาคู่รักนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มากในชีวิตของผู้คนเลยนะครับ"



สันติชาติพอเอ่ยปากพูดถึงเรื่องราวความรักจิตใจก็หวนนึกไปถึงเรื่องราวความรักของตนเมื่อครั้งอดีตในใจก็อดสะทกสะท้อนไม่ได้เรื่องราวของหญิงสาวซึ่งเป็นรักแรกจากนั้นก็เป็นอมายาวีไอรีนและคาเรนกลับผุดขึ้นมาในสมองทีละน้อย


แม้ว่าตอนนี้เขาจะเข้าใจชีวิตมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนแต่เหตุใดยิ่งพยายามหยุดยั้งความคิดพานกลับยิ่งคร่ำครวญคะนึงหามากยิ่งขึ้นทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายามอยู่แล้วที่จะฝึกฝนตนเองให้มีคุณลักษณะดังที่บาทหลวงฟิลิปบอก


ทางด้านบาทหลวงฟิลิปเห็นสันติชาติคล้ายตกอยู่ในห้วงความหลังอยู่นานกลับคิดว่าโปรเฟสเซอร์หนุ่มพอเข้าใจในสิ่งที่ตนเองบอกเล่าจึงกล่าวต่อไปว่า


"ผู้ใดก็ตามที่เป็นคู่รักของมนุษย์ที่สามารถเชื่อมกับพลังจักรวาลได้พวกเขาก็ย่อมให้กำเนิดซุปเปอร์เบบี้หรือเด็กๆที่มีคุณภาพออกมาโดยที่ความสัมพันธ์ฉันคู่รักนี้ก็หาได้เป็นอุปสรรคขัดขวางวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณของแต่ละคนไม่



เรียกว่ายิงทีเดียวได้นกถึงสามตัวเชียวแหละครับแต่การจะมีชีวิตรักที่สมบูรณ์เช่นนี้ได้ผู้คนจะต้องทำลายมายาภาพแบบผิดๆที่พวกเขาเคยมีต่อเพศตรงข้ามไปเสียก่อนและพวกเขาจะต้องปลดปล่อยตัวเองให้ได้ก่อนจากความเป็นทาสรักของใครก็ตามด้วย"



 
พอได้ยินคำว่า "ทาสรัก" จิตใจของสันติชาติพลันสะท้านตื่นจากห้วง ความคิดคำนึงสภาพเช่นนี้เขายังจดจำมันได้ดีเขาเองไม่ยินยอมตกอยู่ในสภาวะทาสของความรักอันเป็นอดีตที่ปวดร้าวอีกต่อไปแล้วดังนั้นจึงเร่งสลัดความคิดเหล่านี้ออกไปและกลับมาครุ่นคิดอยู่ที่เรื่องราวของภูมิปัญญาโบราณแทนฉับพลันหัวสมองกลับประเปรียวขึ้นมาความคิดอ่านต่างๆเริ่มแจ่มใสจากนั้นรีบถามบาทหลวงฟิลิปต่อไปว่า


"แล้วความสัมพันธ์กับผู้คนในที่ทำงานหรือกับพรรคพวกล่ะครับปัญญาโบราณมีคำแนะนำอะไรบ้างครับ"



บาทหลวงฟิลิปตอบสันติชาติว่า


"เมื่ออยู่เป็นกลุ่มจงอย่าพยายามผูกขาดความคิดของกลุ่มในขณะที่มีการสนทนากันในกลุ่มนั้นในแต่ละช่วงจะมีคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีความคิดเข้มแข็งชัดเจนกว่าใครจนคนทุกคนสามารถตระหนักได้ถ้าเอาใจใส่เพียงพอ


เป็นหน้าที่ที่คนๆอื่นในกลุ่มจะต้องปล่อยพลังของแต่ละคนไปที่คนๆนี้เพื่อช่วยให้เขาสามารถพูดความคิดของเขาออกมาได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นถ้าทำเช่นนี้ได้พลังของกลุ่มจะเพิ่มขึ้นและจะพัฒนาไปเป็นกลุ่มที่มีพลังและประสิทธิภาพสูงมากเพราะกลุ่มนี้จะสามารถรวมพลังของแต่ละคนให้เป็นหนึ่งเดียวได้...


อนึ่งคนที่เอาแต่แก่งแย่งแข่งขันกับคนอื่นนั้นมักจะแก่เกินวัยแต่คนที่พยายามปรองดองกับสิ่งแวดล้อมมักจะดูอ่อนกว่าวัยเสมอ"





 

Powered by MakeWebEasy.com