12. วัฒนธรรมใหม่

12. วัฒนธรรมใหม่




วัฒนธรรมใหม่
 



บาทหลวงฟิลิปอธิบายถึงภูมิปัญญาโบราณอันสุดท้ายให้สันติชาติฟังต่อไปว่า


ในที่สุดแล้วมนุษยชาติจำเป็นจะต้องสถาปนาวัฒนธรรมประเภทใหม่ขึ้นมาในการมีสัมพันธ์ทางสังคมต่อกันและกันที่ไม่ใช่การครอบงำคนอื่นอีกต่อไปแต่จะเป็นการช่วยให้คนอื่นสามารถดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่ภายในตัวของคนๆนั้นออกมา


ปัญญาโบราณอันที่เก้ากล่าวไว้เช่นนั้นและสิ่งนี้จะเกิดขึ้นมาได้ในฐานะที่เป็นผลพวงของวิวัฒนาการทางจิตสำนึกของผู้คนซึ่งจะนำไปสู่การสร้างอารยธรรมใหม่ในรอบหนึ่งพันปีข้างหน้าด้วย”


“มนุษย์ในรอบหนึ่งพันปีข้างหน้าหลังปีค.ศ.2000 จะมีความเป็นอยู่ยังไงครับ” สันติชาติถาม


บาทหลวงฟิลิปกล่าวต่อไปว่า


“ปัญญาโบราณได้ทำนายเอาไว้ว่ามนุษยชาติจะมีจำนวนประชากรน้อยลงกว่าปัจจุบันมากและจะกระจุกตัวอาศัยอยู่ในสถานที่ที่สวยงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังจักรวาลมนุษย์ที่รอดพ้นจากหายนะและสามารถมีชีวิตอยู่ในรอบหนึ่งพันปีที่สามจะเลิกตัดต้นไม้ในป่าอย่างตั้งใจแน่วแน่ปล่อยให้ต้นไม้ได้เติบโตและสั่งสมพลังจักรวาล...


ครั้นเมื่อถึงราวๆช่วงกลางของรอบพันปีข้างหน้าผู้คนจะอาศัยอยู่ในสวนที่มีแต่ต้นไม้ที่มีอายุเกินกว่าห้าร้อยปีขึ้นไประบบการผลิตในตอนนี้จะเป็นแบบอัตโนมัติหมดและจะไม่มีการใช้เงินตรากันอีกต่อไปครับ”


โปรเฟสเซอร์หนุ่มถึงกับดวงตาลุกแวววาวร้องว่า


“นี่ไม่ใช่ยูโทเปียหรือความเพ้อฝันของมนุษยชาติตั้งแต่ยุคโบราณหรอกหรือครับ”


บาทหลวงฟิลิปยิ้มเล็กน้อยพร้อมพยักหน้ากล่าวว่า


“ในอดีตยูโทเปียเป็นเพียงความเพ้อฝันก็เพราะไม่รู้วิธีการน่ะซิครับตัวอย่างเช่นคาร์ลมาร์กซ์เป็นต้นระบบคอมมิวนิสต์ที่เขาคิดค้นหาใช่สิ่งอื่นใดเลยนอกจากโศกนาฏกรรมอันเกิดจากความใฝ่ฝันถึงโลกที่เป็นยูโทเปียเช่นนี้เอง


ในช่วงห้าร้อยปีมานี้มนุษย์ได้พัฒนาวิทยาศาสตร์ขึ้นมาตัดขาดตัวเองจากศาสนาและสิ่งลี้ลับมุ่งเสาะหาแต่ความมั่งคั่งทางวัตถุเป็นหลักแต่สิ่งนี้แหละจะกลายเป็นฐานสำคัญให้มนุษย์ก้าวเข้าสู่รอบพันปีใหม่โดยดึงเอาศาสนาความจริงแห่งชีวิตและความลี้ลับทางจิตวิญญาณกลับมาอยู่ในชีวิตของพวกเราอีกครั้งครับ”


“ผมยังไม่เห็นช่องทางเลยครับ” สันติชาติกล่าวออกมาอย่างถอดถอนใจ


บาทหลวงฟิลิปส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า


“ระบบวัฒนธรรมโดยรวมจะเปลี่ยนไปจากปัจจุบันอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อจำนวนผู้ตื่นมีมากถึงระดับหนึ่งจนสามารถมีผลสะเทือนต่อสังคมให้หันมาทบทวนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตกันใหม่อย่างจริงจังโดยเฉพาะการได้ตระหนักว่าภูเขาป่าไม้แม่น้ำคือวิหารแห่งพลังอันยิ่งใหญ่ของจักรวาลธรรม- ชาติคือสิ่งที่สวยงามเหลือเกินและให้การเติบโตทางวิญญาณแก่จิต


พวกเขาจะเรียกร้องให้ยุติกิจการทางเศรษฐกิจที่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยสิ้นเชิงและสถาปนารูปแบบการดำรงชีวิตแบบใหม่ขึ้นมาแทนภายหลังจากต้องผ่านประสบการณ์หายนะที่ปวดร้าวในระดับโลกขั้นเด็ดขาดครับ”


นักวิชาการหนุ่มฟังแล้วผงกศีรษะว่าเข้าใจจากนั้นจึงกล่าวว่า


“กรุณาช่วยทบทวนปัญญาโบราณทั้งเก้าประการให้ผมฟังอีกครั้งได้มั้ยครับ”


บาทหลวงฟิลิปกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า


“ได้ครับ.. ปัญญาอันที่หนึ่งบอกเราถึงการได้สติสำเหนียกถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น..


ปัญญาอันที่สองบอกเราถึงโลกทัศน์อันใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นมา..


ปัญญาอันที่สามและอันที่สี่บอกเราว่าจักรวาลนี้ที่แท้ก็คือองค์พลังอันมหึมาการที่มนุษย์เป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกันก็เพราะว่าพวกเขาขาดพลังจึงพยายามแย่งชิงพลังจากคนอื่นมาให้แก่ตัวเอง..


ปัญญาอันที่ห้าบอกเราว่ามนุษย์สามารถยุติการต่อสู้ขัดแย้งกันเองได้ด้วยการรับพลังจากมิติเบื้องบนที่สูงกว่าและมนุษย์ทุกคนมีความสามารถที่จะรับพลังอันนี้ได้..


ปัญญาอันที่หกบอกให้เราชำระละครการครอบงำในอดีตของตัวเราเพื่อค้นหาตัวเองที่แท้จริงของเราให้พบ..


ปัญญาอันที่เจ็ดบอกถึงการเริ่มต้นการวิวัฒนาการที่แท้จริงของตัวเราโดยแนะนำให้เข้าสู่กระแสพลังจักรวาลให้จงได้เพื่อบรรลุความสุขที่แท้จริง..


ปัญญาอันที่แปดสอนวิธีการคบหากับผู้คนโดยการดึงส่วนที่ดีที่สุดของตัวเขาออกมา..


ปัญญาอันที่เก้าซึ่งเป็นอันสุดท้ายเท่าที่ขุดค้นพบจากคำทำนายโบราณในเปรูได้บอกถึงทิศทางของวัฒนธรรมและอารยธรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้นในรอบหนึ่งพันปีข้างหน้าครับ..


จะเห็นได้ว่าปัญญาแต่ละอันนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งและจะต้องถูกหลอมรวมให้กลายเป็นจิตสำนึกเพียงหนึ่งเดียวสำหรับมนุษย์ชาติพันธุ์ใหม่ที่มีวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณสูงส่งกว่ามนุษย์สมัยนี้ส่วนใหญ่ครับ”


“แล้วศาสนาล่ะครับจะเป็นอย่างไรในอีกรอบหนึ่งพันปีข้างหน้านี้” สันติชาติถามอีก


บาทหลวงฟิลิปตอบว่า


“คำทำนายโบราณได้กล่าวเอาไว้ว่าในที่สุดพวกมนุษย์จะค้นพบว่าศาสนาทั้งหลายนั้นล้วนเป็นวิธีการเพื่อค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกกับต้นตอแห่งพลังจักรวาลอันยิ่งใหญ่ผู้คนจะเริ่มรับรู้ถึงพระเจ้าข้างในตัวเราทุกคนหรือรับรู้ถึงสิ่งที่ทำให้ตัวเราเป็นได้ยิ่งกว่าตัวเราที่เป็นอยู่ในขณะนี้ครับ”


“แล้วประชาธิปไตยล่ะครับจะเป็นอย่างไร” อาจารย์หนุ่มจากประเทศไทยถามอีกครั้งคราวนี้กลับเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดกับเขาเมื่อปีที่ผ่านมาซึ่งเขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยด้วย


บาทหลวงฟิลิปโบกมือไปมาพร้อมกล่าวว่า


ประชาธิปไตยไม่ได้ทำให้การต่อสู้ขัดแย้งในหมู่มนุษย์สิ้นสุดลงเพียงแต่สามารถยกระดับความขัดแย้งจากระดับที่ใช้ความรุนแรงทางกายภาพมาเป็นความรุนแรงทางจิตใจและความคิดเท่านั้นกล่าวในความหมายนี้ประชาธิปไตยเป็นการช่วยตระเตรียมพื้นฐานให้กับการวิวัฒนาการทางจิตขั้นสูงยิ่งขึ้นของมนุษย์เท่านั้นครับ”


สันติชาติพยักหน้าเห็นด้วยอย่างไม่หยุดยั้งประสบการณ์ต่างๆที่เขาเผชิญมาช่วยทำให้เขาสามารถเข้าใจในสิ่งที่บาทหลวงอธิบายได้ดีขึ้น


“ภารกิจของพวกเราแต่ละคนที่เกิดมาและมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 นี้คืออะไรครับ” สันติชาติถามต่อ


บาทหลวงฟิลิปตอบอย่างไม่ลังเลว่า


“ภารกิจของพวกเราแต่ละคนคือพยายามยกระดับพลังของตัวเองต่อไปครับเพราะเมื่อระดับพลังของเราสูงขึ้นระบบความสั่นของคลื่นภายในอะตอมธาตุของร่างกายเราจะสูงขึ้นด้วยจิตของเราจะละเอียดมากจนไม่สามารถอยู่ในโลกหยาบเช่นโลกนี้อีกต่อไปได้แล้วครับ”


สันติชาติฟังแล้วใช้ความคิดวิเคราะห์ตามคำอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์เช่นนี้พลอยทำให้เขานึกไปถึงอารยธรรมมายาซึ่งเคยเจริญด้านวิทยาศาสตร์และเทค- โนโลยีมาก่อนก็ถึงกับตาลุกวาวร้องออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า


“ท่านกำลังจะบอกว่าสาเหตุที่ชาวมายาและอารยธรรมมายาได้หายสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในเปรูสมัยโบราณนั้นมาจากสาเหตุที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการวิวัฒนาการทางจิตยังงั้นหรือครับ”


พอได้ฟังสันติชาติบาทหลวงฟิลิปก็ยิ้มอย่างพอใจเนื่องจากตนเองก็ศึกษาเรื่องอารยธรรมโบราณของชาวมายาเช่นกันจึงพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า


“ปัญญาโบราณอันที่เก้ากล่าวยืนยันเช่นนั้นครับและในความเป็นจริงขณะนี้เรามีแต่ร่องรอยทางวัตถุโบราณของชาวมายาและอารยธรรมของพวกเขาให้พวกเราทึ่งและสนเท่ห์เท่านั้นแต่เราไม่สามารถค้นพบซากศพหรือโครงกระดูกของชาวมายาได้เลยครับ”


“ถ้าอย่างนั้นอะไรคืออุปสรรคของการวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณครับ” สันติชาติถาม


บาทหลวงฟิลิปตอบว่า


“ปัญญาโบราณอันที่เก้าบอกว่าคือความกลัวครับเพราะความกลัวจะทำให้คลื่นความคิดของเราตกต่ำลงและหยาบขึ้น...นอกจากนี้ปัญญาโบราณยังบอกอีกว่าตราบใดที่คนส่วนใหญ่ยังมีความกลัวอยู่กล่าวคือถ้ายังไม่สามารถธำรงคลื่นความคิดให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องได้ตราบนั้นก็ยังไม่ถึงจุดที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครับ


นักวิชาการหนุ่มถอนใจกล่าวว่า


“เฮ้อ... ผมเกรงว่าวันนั้นจะไม่มาถึงนะซิครับ”


บาทหลวงฟิลิปยิ้มอย่างเชื่อมั่นพร้อมกล่าวว่า


“อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็คงรู้หรอกครับว่าคำทำนายโบราณเหล่านั้นจะถูกต้องหมดหรือไม่ครับ”


 
หลังจากที่ได้ทราบข้อมูลของภูมิปัญญาโบราณทั้งเก้าจากประเทศเปรูแล้ว สันติชาติก็อำลาบาทหลวงฟิลิปกลับสู่ประเทศไทย


เขาเกิดความรู้สึกว่าถึงแม้ว่าตนเองจะเคยประสบกับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับโชคชะตาพยายามกลั่นแกล้งแต่ตนเองก็ถือว่ามีโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในวิถีแห่งการฝึกฝนตนเองมาโดยตลอดซึ่งยังสอดคล้องกับสิ่งที่ภูมิปัญญาโบราณได้บอกไว้ด้วย


ต่อไปนี้เขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะพยายามฝึกฝนพัฒนาตนเองให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีกทางหนึ่งก็เพื่อความตระหนักรู้ในความจริงแท้ของชีวิตและอีกทางหนึ่งก็เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ยากดังคำสัญญาที่ได้ให้ไว้กับอาจารย์ลิ้มและอาจารย์เฉิง





 

Powered by MakeWebEasy.com