13. บุญคุณ

13. บุญคุณ





บุญคุณ



 
 
...วันที่ 1 เมษายน..1995 เมืองเกียวโตประเทศญี่ปุ่น...


เช้าวันนี้ ดร. สันติชาติ อโศกาลัย ได้มาเยือนที่ลานวัดคุโรตานิซึ่งเปรียบเสมือนลานฝึกวิชาฝีมือของเขาอีกครั้งเขามาที่นี่เพื่อล่ำลาสถานที่แห่งนี้เพราะวันรุ่งขึ้นเขาก็จะเดินทางกลับประเทศไทยแล้วหลังจากนี้และต่อๆไปคงไม่มีโอกาสบ่อยนักที่จะมาเยี่ยมเยียนมันอีก


ตลอดเวลาหลายปีที่ยังศึกษาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นหรือแม้กระทั่งหลังจากที่สันติชาติจบการศึกษาแล้ววัดคุโรตานิก็ยังดูเหมือนไม่ค่อยมีความเปลี่ยนแปลงไปมากนักผิดกับชะตาชีวิตของเขาที่มักมีแต่ความผกผันแปรเปลี่ยนไปจนตนเองรู้สึกคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว  


นักวิชาการหนุ่มเดินมุ่งตรงไปยังลานวัดความจริงแล้วหลังจากที่เขาจบการศึกษาและเริ่มทำงานสอนหนังสือในประเทศไทยก็เคยมีโอกาสมาเยือนสถานที่แห่งนี้บ้างเป็นครั้งคราวซึ่งพอได้มาครั้งใดก็มักจะอดคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมามิได้


ภาพความทรงจำของสันติชาติค่อยๆผุดขึ้นมาทีละน้อย...



..................




 
...วันที่ 1 เมษายน..1983 เมืองเกียวโตประเทศญี่ปุ่น...


ความทุกข์ที่ใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ในความเห็นของชายหนุ่มนักเรียนนอกอย่าง“สันติชาติ อโศกาลัย”นั้นเห็นจะไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่าการที่ในช่วงที่คนผู้นั้นกำลังอยู่ในห้วงเวลาที่ดีที่สุดแห่งความสุขที่สุดของชีวิตแต่แล้วการณ์กลับปรากฏว่า สิ่งหรือ บุคคล ผู้ก่อให้เกิดความปิติสุขนั้นกลับหายลับไปจากชีวิตของเขาอย่างฉับพลันอย่างแทบไม่ทันตั้งตัวและอย่างคาดไม่ถึง


สันติชาติเองก็กำลังตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นทั้งนี้ก็เพราะว่าแฟนสาวที่เขาหลงรักได้ผละจากเขาไปแต่งงานกับชายคนอื่นด้วยความจำเป็นของครอบครัวเมื่อปลายปีที่แล้วโดยได้เขียนจดหมายบอกเขาว่า


“กรุณายกโทษให้ฉันด้วยและขอได้โปรดลืมฉันเสียเถิด”


ไม่แต่เท่านั้นอาจารย์ลิ้มผู้เป็นครูมวยจีนที่ประสิทธิ์ประสาทวิชา “มวยไร้เงา” หรือมวยเจตรูปให้แก่เขาในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ก็เพิ่งจากเขาไปบรรลุปณิธานในชีวิตของท่านที่เมืองโตเกียวเมื่อปลายเดือนที่แล้วหยกๆนี่เอง


 
บ่ายวันนี้เขาก็เพิ่งได้รับจดหมายจากทางบ้านแจ้งให้เขาทราบว่าคุณยายของเขาซึ่งเป็นผู้มอบคัมภีร์มวยภายในสกุลหวังให้แก่เขาเมื่อ 6 ปีก่อนได้หกล้มในห้องน้ำศีรษะกระแทกพื้นจนร่างกายเป็นอัมพาตครึ่งท่อนดูเหมือนว่าความทุกข์ใจอันเนื่องมาจากการสูญเสียหรือกำลังจะสูญเสียผู้เป็นที่รักกำลังกัดกร่อนทำร้ายจิตใจของสันติชาติจากข้างในอย่างสุดที่จะบรรยายได้แล้ว


โชคดีที่สันติชาติมีพื้นฐานเป็นคนหนักแน่นแม้จะมีความละเอียดอ่อนทางอารมณ์แฝงรวมอยู่ในตัวด้วยเช่นกันเขามักจะใช้การฝึกมวยจีนเป็นเครื่องบรรเทาความทุกข์ทางจิตใจที่เขามีอยู่เพราะตัวเขามีความเห็นว่าจะมีก็แต่ในห้วงเวลาที่เขาคร่ำเคร่งอยู่กับการฝึกมวยจีนนี้อยู่เท่านั้นที่ทำให้เขาลืมเรื่องราวต่างๆที่เกาะกินจิตใจลงได้ชั่วคราวหรืออย่างน้อยความคิดต่างๆก็เข้ามาแทรกแซงหรือมีอิทธิพลในทางลบต่อตัวเขาได้น้อยลงเป็นอย่างมากในระหว่างการฝึกมวยจีนซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของเขา


เย็นวันนั้นเขาจึงออกจาก “บ้านพานพบ” (หอสวิส) ตรงไปยังหน้าลานวัดคุโรตานิซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาใช้ฝึกมวยจีนคนเดียวเป็นประจำก่อนที่จะไปทำงานพิเศษที่ร้านอาหารจีนในตอนค่ำเพื่อเก็บเงินมาเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับคุณยายของเขา


ตลอดเย็นนั้นเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกลมปราณ (ชี่กง) ในท่าใช้ 2 มือยันพื้นยืนต่างเท้า 2 ขาแนบชิดตั้งตรงแตะกำแพงหลับตายกคางขึ้นหน่อยหนึ่งพลางเพ่งจิตไปที่หว่างคิ้วตามหลักวิชาที่บันทึกไว้ในคัมภีร์มวยสกุลหวังของเขา


อาจารย์หวังเจิ้งตุงปู่ทวดบุญธรรมของสันติชาติผู้เขียนคัมภีร์มวยภายในเล่มนี้ได้บันทึกเอาไว้ว่าหลักวิชาฝึกอันนี้แต่เดิมทีเป็นหลักวิชาของพวกลามะแห่งเทือกเขาเทียนซันต่อมาจึงตกทอดมาสู่ภูเขาบู๊ตึ๊งและได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งในระบบวิชาฝีมือของสายบู๊ตึ๊งด้วย


 
สันติชาติไม่ทันได้สังเกตหรอกว่าในขณะที่เขากำลังฝึกชี่กงท่านี้อยู่นั้นได้มีชาวญี่ปุ่นผู้หนึ่งอายุราวๆ 40 ปีเศษผมบนศีรษะมีสีดอกเลาแซมรูปร่างสันทัดไม่อ้วนไม่ผอมแต่งกายเหมือนนักบวชมือถือลูกประคำบุคลิกลักษณะดีน่าเลื่อมใสกำลังเฝ้ามองการฝึกของสันติชาติด้วยความสนใจอย่างยิ่ง


เมื่อสันติชาติเสร็จสิ้นการฝึกของเขาแล้วชายผู้นี้จึงปราดเข้ามาทักสันติชาติและแนะนำชื่อตัวเขาซึ่งในขณะนั้นสันติชาติไม่มีแก่ใจจะจดจำเขาถามสันติชาติว่าสิ่งที่เขาเพิ่งฝึกไปเมื่อครู่นั้นเป็นหลักวิชาอะไรเมื่อสันติชาติเล่าให้เขาฟังตามตรงว่าเป็นหลักวิชาชี่กงของมวยบู๊ตึ๊งที่สืบทอดมาจากพวกลามะแห่งเทือกเขาเทียนซังซึ่งติดกับธิเบตชายผู้นั้นถึงกับดีดมือเปาะร้องตะโกนออกมาด้วยความยินดีว่า


“ฮ่า..ฮ่า..ฮ่าในที่สุดเราก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้ว”


เขาจับมือของสันติชาติมาเขย่าเอ่ยปากขอบคุณที่สันติชาติมีส่วนช่วยให้เขา “ตาสว่าง” สามารถรุดหน้าในการปฏิบัติธรรมตามหลักของศาสนาพุทธนิกายเร้นลับ (รหัสนัย) ในขั้นสูงได้


ในขณะนั้นสันติชาติไม่มีความรู้เกี่ยวกับศาสนาพุทธสายมหายานเลยแม้แต่สายเถรวาทของเมืองไทยเขาก็รู้แบบงูๆปลาๆเท่าที่ความรู้ในวิชาศีลธรรมที่เขาเคยเรียนในสมัยอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมเท่านั้นเขาจึงได้แต่พยักหน้าให้กับชาวญี่ปุ่นผู้นั้นอย่างงุนงง


ชายชาวญี่ปุ่นผู้นั้นหันมายิ้มให้กับสันติชาติก่อนจะเดินจากไปว่า


“สักวันหนึ่งหรอกนะฉันคงได้มีโอกาสตอบแทนเธอบ้างพ่อหนุ่มจากประเทศไทยลาก่อน”


แม้สันติชาติจะไม่เคยลืมใบหน้าของชายผู้มีลักษณะราศีดีผู้นั้นแต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นช่วงสั้นๆในเย็นวันนั้นก็ได้หายเลือนไปจากความทรงจำของสันติชาติไปเกือบสนิทเลยทีเดียวและก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใดเมื่อเวลาผ่านมาสิบกว่าปีเขาพลันนึกถึงเรื่องราวที่แม้แต่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจนี้ขึ้นมาได้
 


นักวิชาการหนุ่มเดินต่อไปรอบๆบริเวณลานวัดและยังคงรำลึกเรื่องราวในอดีตอย่างต่อเนื่องในความเป็นจริงแล้วเขาสำเร็จการศึกษาและเดินทางกลับประเทศไทยตั้งแต่ปีค.ศ.1985 เข้าทำงานอยู่ในเมืองไทยกว่า 3 ปีจนมีโอกาสได้ไปพบกับอริยสงฆ์ท่านหนึ่งซึ่งได้ถ่ายทอดแก่นแท้ของหลักพุทธธรรมเพื่อทำการปลดเปลื้องทางจิตวิญญาณในระดับหนึ่งให้แก่ตัวเขา


ต่อมาก็ได้รับการติดต่อจากอาจารย์ลิ้มครูมวยจีนคนแรกในชีวิตของเขาให้มาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งแถบชานเมืองกรุงโตเกียวพร้อมทั้งให้มารับการฝึกฝนวิทยายุทธ์จากท่านสืบต่อไปอีกสันติชาติจึงตัดสินใจลาออกจากงานสอนหนังสือที่เมืองไทยแล้วเดินทางกลับมาประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งในปีค.ศ.1988


ภายใต้การฝึกฝนวิทยายุทธ์กับอาจารย์ลิ้มอีกครั้งหนึ่งนี้ทั้งสันติชาติและอาจารย์ลิ้มถูกดึงให้เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งระหว่างแก๊งยากูซ่า 2 กลุ่มกลุ่มหนึ่งคือแก๊งยากูซ่ารุ่นก่อนที่ยังยึดหลักคุณธรรมกิริ-นินโญส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นแก๊งยากูซ่ารุ่นใหม่ยุคฟองสบู่ที่ไร้หลักคุณธรรมนักเลงของวงการชาวยุทธ์


หัวหน้าแก๊งยากูซ่าที่มีคุณธรรมเป็นเจ้าสำนักคาราเต้ที่รู้จักกับอาจารย์ลิ้มและสันติชาติเป็นอย่างดีตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนเพราะศิษย์เอกของเขาเคยมาประลองกับสันติชาติและสันติชาติเป็นฝ่ายชนะแต่ความที่เป็นคนใจกว้างและยุติธรรมทำให้ข้อบาดหมางระหว่างเขากับอาจารย์ลิ้มยุติลงด้วยดีและกลายเป็นมิตรที่ดีต่อกันในเวลาต่อมา


ในกลางปีค.ศ.1991 เจ้าสำนักคาราเต้ผู้นี้ได้ขอร้องให้อาจารย์ลิ้มกับสันติชาติช่วยมาเป็นโค้ชให้กับลูกศิษย์เอกคนหนึ่งของเขาที่จะต้องไปเป็นตัวแทนสำนักประลองกับอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อยุติข้อขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่าย


แต่การณ์กลับปรากฏว่าฝ่ายตรงข้ามเล่นไม่ซื่อทำให้รถยนต์ที่เจ้าสำนักส่งมารับอาจารย์ลิ้มกับสันติชาติประสบ “อุบัติเหตุ” ระหว่างทางอาจารย์ลิ้มผลักสันติชาติให้กระเด็นออกจากรถก่อนที่จะประสานงากับรถบรรทุกที่โผล่มาตัดหน้ารถเก๋งคันที่เขากับอาจารย์ลิ้มนั่งอยู่อย่างกะทันหันคนในรถเก๋งบาดเจ็บสาหัสปางตายแต่ไม่พบอาจารย์ลิ้มอยู่ในรถมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจารย์ลิ้มถูกฝ่ายตรงข้ามลักพาตัวไป


 
ทางด้านสันติชาติก็บาดเจ็บค่อนข้างสาหัสเพราะโชคร้ายตอนที่กระเด็นออกมาจากรถกระดูกก้นกบกับกระดูกสันหลังของเขาไปกระแทกโดนกับขอบถนนข้างทางโชคดีที่ร่างกายเขาแข็งแรงจึงไม่ถึงกับพิการแต่ก็บอบช้ำมากนายแพทย์ที่ตรวจอาการบาดเจ็บของเขาแนะนำให้เขาผ่าตัดต่อกระดูกส่วนที่แตกและเคลื่อนไป


แต่สันติชาติไม่ยอมเพราะการผ่าตัดเช่นนั้นอาจจะทำให้เขาสูญเสียวิทยายุทธ์ที่มีอยู่หรืออย่างน้อยก็จะบั่นทอนกำลังภายใน (ชี่) ในร่างกายของเขาให้หายไปกว่าครึ่งและยากที่จะกลับฟื้นคืนดังเดิมได้


สันติชาติตัดสินใจไปประเทศจีนตามหา “อาจารย์เฉิง” ผู้ซึ่งเป็นครูมวยฝ่ามือมังกร 8 ทิศและเป็นหมอกระดูกผู้เชี่ยวชาญชี่กงสายเต๋าให้ช่วยทำการรักษาให้อันที่จริงก่อนหน้านี้อาจารย์ลิ้มมีโครงการที่จะพาสันติชาติไปพบกับอาจารย์เฉิงผู้มีวัยกว่า 90 ปีผู้นี้อยู่แล้วแต่ครั้นอาจารย์ลิ้มมาหายสาบสูญไปอย่างกะทันหันเช่นนี้สันติชาติจึงต้องไปตามหา “อาจารย์เฉิง” เพียงลำพัง


สันติชาติพาร่างที่บอบช้ำข้างในผ่านอุปสรรคไม่น้อยกว่าจะได้พบ “อาจารย์เฉิง” แต่ก็เป็นบุญของเขาที่อาจารย์เฉิงให้การต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นด้วยคำพูดที่แสนประทับใจว่า


“พ่อหนุ่มเรารอการมาของเธอมาแสนนานแล้ว!”
 


สันติชาติยอมรับกับตัวเองว่าชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ค่อนข้างอาภัพในเรื่องของคนรักครอบครัวพี่น้องและมิตรสหายแต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีกว่าคนอื่นมากก็คือเรื่อง “ครูบาอาจารย์” ในแต่ละช่วงที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตสันติชาติจะได้พบ “ครูดี” ที่มาคอยชี้ “ทางสว่าง” ให้เขาเสมอมาโดยตลอดไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรมคราวนี้ก็เช่นกันอาจารย์เฉิงได้เตือนสติสันติชาติว่า


“พ่อหนุ่มตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอฝึกมวยจีนโดยเฉพาะมวยภายในกับชี่กงก็เพื่อโค่นล้มเอาชนะคู่ต่อสู้เป็นประการสำคัญใช่มั้ย.. แล้ววิชาเหล่านี้ช่วยให้การรักษาบาดแผลทางสังคมได้แค่ไหนกันถึงเวลาแล้วนะที่เธอจะต้องหันมาฝึกฝนวิชาเพื่อช่วยคนเพื่อรักษาเยียวยาผู้คนไม่ใช่เพื่อทำร้ายผู้คนอีกต่อไป”


“ครับอาจารย์”


เธอจะสาบานกับอาจารย์ได้มั้ยว่าเมื่ออาจารย์ถ่ายทอดวิชาต่างๆของอาจารย์ให้แก่เธอไปแล้วเธอจะไม่ครอบครองมันเพื่อประโยชน์สุขของตัวเธอแต่เพียงผู้เดียวแต่เธอจะต้องใช้มันเพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ


“ผมขอสาบานครับว่าผมจะไม่ขอเอาตัวเองหลุดพ้นไปคนเดียวเป็นอันขาดจนกว่าจะได้ร่วมกันนำพามวลชนคนอื่นๆหลุดพ้นจากความทุกข์ยากของชีวิตไปพร้อมๆกันด้วยครับ”


“ดีมากที่ผ่านมาเธอได้ฝึกวิชาโคจรลมปราณแบบจุลจักรวาลมาแล้วใช่มั้ยศิษย์รัก”


“ครับอาจารย์”


“แล้ววิชาโคจรลมปราณแบบมหาจักรวาลให้ลมปราณเดินไปทั่วร่างถึงทุกๆส่วนของร่างกายล่ะก็ฝึกแล้วใช่มั้ย”


“ใช่ครับอาจารย์”


“ดีมากแสดงว่าเธอฝึกวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อได้แล้วเพราะฉะนั้นต่อไปนี้อาจารย์จะถ่ายทอดวิชาล้างไขกระดูกให้แก่เธอเพื่อให้เธอใช้บำบัดอาการบาดเจ็บภายในร่างกายของเธอจำไว้นะวิชาล้างไขกระดูก (Bone Marrow Washing Chi Kung) นี้แหละคือวิชาลมปราณ (ชี่กง) ระดับสูงของสายพุทธและสายเต๋าที่ไม่เพียงจะมีคุณประโยชน์อนันต์ในการรักษาอาการบาดเจ็บของกระดูกและอวัยวะภายในเท่านั้นแต่ยังช่วยชะลอความชรารักษาความหนุ่มแน่นมีชีวิตชีวา (Vitality) ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน


อีกทั้งถ้าฝึกจนถึงขั้นสามารถชะล้างไขกระดูกในมันสมองได้ละก็จะทำให้สติปัญญาของผู้ฝึกมีความชาญฉลาดยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆแทนที่จะเสื่อมถอยตามกาลเวลา”


“ขอบพระคุณมากครับอาจารย์”


หลังจากนั้นอาจารย์เฉิงท่านก็ได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาล้างไขกระดูกให้แก่สันติชาติ


           ........................


ภายในช่วงเวลา 6 เดือนที่สันติชาติได้ฝึกฝนวิชาลมปราณล้างไขกระดูกและมวยฝ่ามือมังกร 8 ทิศกับอาจารย์เฉิงร่างกายของเขาก็หายเป็นปกติตามเดิมและดูเหมือนจะมีสมรรถภาพดีกว่าเดิมด้วยซ้ำเขาจึงอำลาอาจารย์เฉิงเพื่อจะกลับไปญี่ปุ่นตามหาอาจารย์ลิ้มที่หายสาบสูญไปกลับคืนมา


ในที่สุดเขาก็ได้พบกับอาจารย์ลิ้มและช่วยอาจารย์ลิ้มคลี่คลายปัญหาต่างๆลงได้เป็นผลสำเร็จหลังจากนั้นเขาจึงเดินทางกลับประเทศไทยซึ่งเขาจากมาถึง 5 ปีเต็มเพื่อไปบรรลุคำสาบานที่เขาได้ให้ไว้กับอาจารย์เฉิง


อาจารย์ลิ้มยังได้มอบประกาศนียบัตรอนุญาตให้ตั้งสำนักมวยจีนของท่านสาขาประเทศไทยให้แก่เขานำติดตัวกลับมาด้วย


เรื่องราวหลังจากนั้นเขาได้กลับมาทำงานสอนหนังสือในประเทศไทยต่อรวมทั้งยังได้เข้าร่วมในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อค.ศ.1992 ด้วยนอกจากนี้เขายังเดินทางมาร่วมงานสัมมนาทางวิชาการในประเทศญี่ปุ่นบ้างเป็นระยะๆทำให้ได้รับทราบเรื่องราวคำทำนายโบราณจากบาทหลวงฟิลิปที่ประเทศฟิลิปปินส์และครั้งล่าสุดนี้เขาได้เดินทางมาประชุมวิชาการในญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่งจึงอดไม่ได้ที่จะมาเยือนวัดคุโรตานิและเมืองเกียวโตซึ่งตนเคยอาศัยอยู่


 
ความคิดของสันติชาติพลันกลับมาอยู่ในปัจจุบันเขาตั้งใจว่าต่อจากนี้ไปตนจะกลับไปทำงานในประเทศไทยอย่างจริงจังสาเหตุหนึ่งก็เพื่อบรรลุปณิธานในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ตามที่ตนได้ให้ไว้กับอาจารย์ดังนั้นคงจะไม่มีโอกาสมาเยือนสถานที่แห่งนี้ได้อีกบ่อยๆ


สันติชาติก้าวเท้าเดินออกจากลานวัดอย่างช้าๆด้วยความอาลัยแต่แล้วสายตาพลันเหลือบเห็นคนผู้หนึ่งยืนขวางไว้ตรงบริเวณด้านหน้าอีกทั้งยังพุ่งสายตามองตรงมาที่ตัวเขาด้วย


ด้วยความแปลกใจสันติชาติพบว่าคนที่ตนเองมองเห็นนั้นที่แท้เป็นบุรุษคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าได้มายืนรอตัวเขาอยู่ณบริเวณนี้ก่อนแล้วเพียงแต่เขาเองไม่ทันได้สังเกตเห็น


ชายผู้นั้นเป็นชาวญี่ปุ่นอายุราวๆ 50 ปีเศษผมบนศีรษะเป็นสีดอกเลาประปรายรูปร่างสันทัดไม่อ้วนไม่ผอมแต่งกายเหมือนนักบวชมือถือลูกประคำมีบุคลิกลักษณะดีน่าเลื่อมใส


ความทรงจำที่เลือนไปหลายปีของสันติชาติได้ฟื้นกลับมาอีกครั้งชายผู้นี้แหละที่เคยร้องตะโกนออกมาอย่างลิงโลดต่อหน้าเขาในวันนี้เมื่อ 12 ปีก่อนว่า


“ฮา..ฮา..ฮา.. ในที่สุดเราก็เข้าใจทะลุปรุโร่งหมดแล้วเราตาสว่างในหลักพุทธศาสนานิกายเร้นลับขั้นสูงแล้วสักวันหนึ่งหรอกนะที่ฉันคงได้มีโอกาสตอบแทนเธอบ้างพ่อหนุ่ม”


บุรุษญี่ปุ่นผู้มีราศีดีผู้นั้นได้ยิ้มทักนักวิชาการหนุ่มในทันทีที่เห็นเขาว่า


“พ่อหนุ่มจากประเทศไทยวันนี้เรามาพบเธอเพื่อตอบแทนบุญคุณที่เธอเคยมีกับเราเมื่อ 12 ปีก่อน”


“...?...”
 










Powered by MakeWebEasy.com