16. การเปลี่ยนแปลงกรรม

16. การเปลี่ยนแปลงกรรม




การเปลี่ยนแปลงกรรม
      


สันติชาติถามท่านเมทัทสุต่อไปว่า


“ท่านเมทัทสุครับถ้าหากการเมืองและพวกนักการเมืองไม่มีโนว์-ฮาวหรือวิธีที่จะทำให้มนุษย์มีจิตใจสูงส่งขึ้นได้จริงตามที่ท่านกล่าวมาแล้วแล้วอะไรเล่าครับที่จะทำให้มนุษย์มีจิตใจสูงส่งขึ้นมาได้?...”


สันติชาติหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อว่า


“เมื่อกี้ท่านแย้มออกมาหน่อยหนึ่งว่าคือศาสนาหรือการปฏิบัติธรรมใช่ไหมครับถ้าใช่การปฏิบัติธรรมที่ท่านเอ่ยถึงนั้นย่อมมีความเกี่ยวเนื่องกับหลักวิชารหัสนัยหรือวัชรเซนของศาสานพุทธสายธิเบตที่ท่านได้ฝึกฝนมาใช่มั้ยครับ”


เมทัทสุพยักหน้าตอบว่า


“ใช่แล้วพ่อหนุ่มผู้มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลมตัวเราเองมีความเชื่อมั่นว่าศาสนาพุทธคือระบบวิธีเพื่อเปลี่ยนแปลงปรับปรุงและพัฒนามนุษย์นั่นเองหรืออีกนัยหนึ่งศาสนาพุทธที่แท้จริงนั้นย่อมมีเคล็ดลับเทคนิควิธีที่จะปรับปรุงมนุษย์สามัญชนให้กลายเป็นมนุษย์ที่เหนือมนุษย์คือเป็นพุทธะหรือผู้ตรัสรู้ได้โดยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในของตัวคนผู้นั้นหาได้เกิดจากภายนอกหรือวัตถุมงคลชนิดใดได้”


“ระบบวิธี (Method) ในการเปลี่ยนแปลงมนุษย์ของหลักวัชรเซนคืออะไรครับ” โปรเฟสเซอร์หนุ่มถามต่อ
เมทัทสุกล่าวเสียงหนักแน่นว่า


“คือการบำเพ็ญตบะกับการฝึกสมาธินะซิพ่อหนุ่มในความเข้าใจของเราการบำเพ็ญตบะกับการฝึกสมาธิคือ 2 เสาหลักแห่งการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธยุคต้นๆแต่เป็นที่น่าเสียดายว่า 2 สิ่งนี้ได้ถูกดูแคลนละเลยในยุคหลังๆโดยเฉพาะในนิกายมหายานและกลับถูกแทนที่โดยศรัทธาความหลงใหลในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปเสียเกือบหมด


พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มนุษย์พึ่งตนเองเพราะมีแต่พึ่งตนเองด้วยวิริยะพยายามเท่านั้นมนุษย์ถึงจะสามารถบรรลุมรรคผลได้แต่เดี๋ยวนี้การณ์กลับกลายเป็นว่ามนุษย์หันมาพึ่งพุทธศาสนาในเชิงขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองหรือช่วยเหลือแทนที่จะคิดพึ่งตนเองตามหลักที่แท้จริงของศาสนาพุทธ”


เมทัทสุกล่าวต่อไปอีกว่า


“เราได้บอกเธอไปเมื่อครู่แล้วใช่มั้ยว่าขณะนี้สังคมโลกปัจจุบันซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่รุนแรงครั้งใหญ่ราวกับภูเขาไฟระเบิดได้ยื่นคำขาดกับพวกมนุษย์ให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยเร็วก่อนที่จะสายเกินแก้หรือก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้นและนำพามนุษยชาติไปสู่การฆ่าตัวตายรวมหมู่”


“ใช่ครับ” สันติชาติรับคำเพราะรู้สึกเห็นด้วย


เมทัทสุยกมือชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพลางกล่าวว่า


“สำหรับตัวเราคำตอบในเรื่องนี้นั้นอยู่ในระบบวิธีและหลักวิชาที่พระพุทธเจ้าได้ทรงถ่ายทอดไว้ให้”


สันติชาติครุ่นคิดเล็กน้อยเขาพอเข้าใจในสิ่งที่ท่านเมทัทสุพูดบ้างแต่ก็ไม่ทั้งหมดดังนั้นจึงกล่าวถามอีกครั้งว่า


“แล้วการบำเพ็ญตบะกับการฝึกสมาธิในศาสนาพุทธนั้นจะเปลี่ยนแปลง “อะไร” ในตัวมนุษย์และเปลี่ยนแปลง “อย่างไร” ครับ?”


เมทัทสุตอบว่า


“เป็นคำถามที่ดีมากพ่อหนุ่มแต่การที่จะตอบคำถามนี้ได้ก่อนอื่นเราต้องมาพิจารณากันก่อนว่ามนุษย์อันเป็นเป้าที่เรามุ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร? หรือเราต้องถามตัวเองก่อนว่าอะไรทำมนุษย์ให้เป็นมนุษย์อยู่เช่นปัจจุบันนี้? ชาติกำเนิดใช่หรือไม่?”


“ผมคิดว่าไม่ใช่ครับ” สันติชาติตอบพร้อมกับส่ายหน้า


เมทัทสุยิ้มอย่างพอใจเขาคิดว่าตนเลือกคนไม่ผิดนักวิชาการหนุ่มอย่างสันติชาติมิใช่คนที่ตัดสินอะไรเพียงแค่ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกจากนั้นกล่าวว่า


“ถูกแล้วชาติกำเนิดไม่ได้ทำให้คนสูงส่งหรือต่ำต้อยและคนที่สูงส่งหรือต่ำต้อยก็มิได้ถูกกำหนดโดยชาติกำเนิดด้วยแต่กรรมหรือการกระทำของคนคนนั้นต่างหากเล่าที่จะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นคนสูงส่งหรือคนต้อยต่ำ


กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นคนฉลาดราวอัจฉริยะหรือคนโง่เขลาดุจกระบือ
กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นเศรษฐีหรือคนยากไร้
กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นผู้ที่คนอื่นยกย่องนับถือเลื่อมใสหรือเกลียดชังดูถูก
กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตหรือล้มเหลว
กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนนั้นได้พบคู่ครองที่ดีหรือคู่ครองที่ไม่รับผิดชอบ
กรรมต่างหากที่จะทำให้คนคนนั้นมีลูกหลานที่เป็นที่พึ่งและภาคภูมิใจได้หรือตรงกันข้าม


เพราะฉะนั้นผู้มีปัญญาที่แท้จริงคือผู้ที่เข้าใจถึงเรื่องกรรมและวิบากหรือผลของกรรมนั้นว่าโลกนี้ดำรงอยู่ได้ด้วยกรรมชีวิตมนุษย์ทุกคนก็ดำรงอยู่เพราะกรรมกรรมจะตามตัวพวกเขาไปเหมือนกับล้อที่หมุนตามรถไปฉะนั้น”


สันติชาติร้องอ้อแล้วจึงกล่าวว่า


“เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงมนุษย์ก็คือการเปลี่ยนแปลงกรรมของมนุษย์ใช่มั้ยครับท่าน?”


เมทัทสุพยักหน้าแล้วตอบว่า


“ถูกแล้วการเปลี่ยนแปลงกรรมนี้แหละที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสังคมรวมทั้งโลกใบนี้ได้เพราะการเปลี่ยนแปลงกรรมจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโชคและความสามารถของมนุษย์คนนั้นและโชค (Luck) กับความสามารถของคนคนนั้นจะไปกำหนดชีวิตของเขาอีกทีหนึ่ง


ผู้คนส่วนใหญ่มักสนใจใคร่รู้อนาคตของตัวเองแต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ประเสริฐยิ่งกว่าการรู้อนาคตของตัวเองจากหมอดูก็คือการเปลี่ยนแปลงกรรมเพื่อก่อให้เกิดโชคและความสามารถอันประเสริฐจะได้มีชีวิตที่ประเสริฐต่างหาก


สันติชาติฟังไปพลางเอามือเกาศรีษะคล้ายเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจจึงถามต่อว่า


“ผมยังไม่ค่อยเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับโชคและความสามารถว่ามีผลกำหนดกันอย่างไรครับขอได้โปรดช่วยขยายความด้วยครับ”


เมทัทสุยิ้มอย่างเอ็นดูจากนั้นจึงอธิบายว่า


“ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าชีวิตของคนเรานั้นคือกระบวนการเลือก (Choice) ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดจนตายคนเราจะมีชีวิตอยู่ได้ก็ต้องเลือกหรือตัดสินใจที่จะเลือกว่าจะเลือกอะไรเมื่อไหร่ที่ไหนและอย่างไรอยู่ตลอดเวลา


สิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกต่างในความสุขความทุกข์หรือในความสำเร็จความล้มเหลวของผู้คนนั้นจะว่าไปแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าคนผู้นั้นเลือกเดินหนทางอย่างไรเมื่อถึงจุดที่เป็นทางแยกหรือหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตนั่นเอง


เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความสามารถในการเลือกจึงสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตัวเองได้ในระดับหนึ่งด้วยโดยปกติผู้ที่มีความสามารถในการเลือกนั้นจะสังเกตได้จากคุณสมบัติต่างๆของคนคนนั้นซึ่งได้แก่ความเป็นผู้มีวิริยะอุตสาหะพยายามความเป็นผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งความเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและความเป็นผู้ที่สามารถเรียกโชคให้มาอยู่ข้างตัวเองซึ่งในทางพุทธศาสนานั้นเขาเรียกว่าเป็นผู้ที่มีมงคลนั่นเอง”


“ในกรณีที่คนผู้นั้นไม่ยอมเลือกอะไรไม่ยอมทำอะไรเลยก็เป็นการเลือกชนิดหนึ่งใช่มั้ยครับ” นักวิชาการหนุ่มถาม


เมทัทสุตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า


ใช่แล้วและเธออย่าลืมนะว่าในการเลือกนั้นด้านหนึ่งก็หมายความว่าคนคนนั้นก็เป็นฝ่ายถูกเลือกด้วยเช่นกันกล่าวคือถ้าเธอเลือกที่จะดำเนินชีวิตเป็นคนเลวนั่นก็หมายความว่ามารซึ่งเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของความชั่วก็เป็นฝ่ายเลือกเธอหรือเธอก็เป็นฝ่ายถูกเลือกจากมารด้วยเช่นกัน


ในทางกลับกันถ้าเธอเลือกที่จะดำเนินชีวิตที่จะเป็นบุรุษแห่งฟ้านั่นก็ย่อมหมายความว่าฟ้าซึ่งเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของความดีความงามความสะอาดความสว่างความสงบก็เป็นฝ่ายเลือกเธอหรือเธอก็เป็นฝ่ายถูกเลือกจากฟ้าด้วยเช่นกัน


และเมื่อเธอได้เลือกและถูกเลือกแล้วจากนั้นกรรมก็จะทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ตั้งแต่เดี๋ยวนั้นจนกว่าจะเกิดเป็นวิบากให้เห็นในเวลาต่อมาไม่ช้าก็เร็ว”


สันติชาติถามต่อว่า


“แล้วในกรณีที่เราไม่อาจเลือกได้ล่ะครับเช่นชาติกำเนิดบิดามารดารูปร่างหน้าตาความถนัดเหล่านี้จะพิจารณาอย่างไรครับ”


เมทัทสุยกนิ้วชี้ขึ้นไปบนฟ้าเบื้องบนพลางกล่าวว่า


“ชีวิตในส่วนที่ตัวเราสามารถเลือกเองได้นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเราเองแต่ชีวิตในส่วนที่ตัวเราไม่อาจเลือกได้นั้นขึ้นอยู่กับลิขิตของฟ้าซึ่งผูกพันอย่างลึกซึ้งกับกฎแห่งกรรมและหลักปฏิจจสมุปบาท


ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับโชคและความสามารถที่เธอถามเรานั้นจะเป็นที่กระจ่างก็ต่อเมื่อตัวเรารู้ว่าอะไรภายในตัวเราที่เป็นตัวกำหนดให้เราเลือกหรือถูกเลือกหรือไม่อาจเลือกได้เช่นนั้น


โดยทั่วไปข่าวสารความทรงจำประสบการณ์ในอดีตของตัวเรามักเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดให้เราเลือกก็จริงแต่ก็ไม่เสมอไปเธอคงเคยพบกรณีคนที่ติดบุหรี่ทั้งๆที่รู้ว่าบุหรี่เป็นภัยต่อร่างกายใช่มั้ยทำไม “ข่าวสาร” เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ “ความทรงจำ” เกี่ยวกับผู้คนที่ทุกข์ทรมานจากโรคทางเดินหายใจอันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่จัดจึงไม่สามารถกำหนดให้คนคนนั้นเลิกบุหรี่ได้ทุกครั้งไป?”


สันติชาติหยุดคิดเล็กน้อยจากนั้นจึงตอบว่า


“ก็เพราะคนคนนั้นรู้ว่าบุหรี่เป็นภัยต่อร่างกายก็จริงแต่เขาไม่สามารถบังคับตัวเขาให้เลิกบุหรี่ได้น่ะซิครับ”


เมทัทสุพยักหน้ารับว่าสันติชาติเข้าใจได้ถูกต้องแล้วกล่าวว่า


“ถูกแล้วเหตุที่ตัวเขาไม่สามารถบังคับตัวเขาได้ทั้งๆที่เขารู้หรือมีจิตสำนึกอยู่ว่าการกระทำหรือการเลือกเช่นนั้นไม่ดีก็เพราะว่าภายในตัวเขามีตัวเขาอีกคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จักแฝงเร้นอยู่และมามีอิทธิพลอย่างสูงต่อการเลือกของตัวเขานั่นเอง


พูดง่ายๆก็คือคนที่บังคับตัวเองไม่ได้ก็เพราะเขาบังคับใจตัวเองไม่ได้และการที่คนบังคับใจตัวเองไม่ได้ก็เพราะใจของมนุษย์นั้นมีหลายชั้นดำรงอยู่แต่มนุษย์ธรรมดาสามัญชนรู้จักใจของตนเองแค่ระดับเปลือกนอกเท่าที่สำนึกรู้สัมผัสได้เท่านั้น”


“ผมเริ่มจะเข้าใจแล้วจะครับที่ท่านเคยบอกผมว่าคนที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเองได้คือผู้ที่สามารถเปลี่ยนนิสัยตนเองให้ดีขึ้นได้เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่อาจบังคับตัวเองหรือควบคุมจิตใจตัวเองให้เลือกกระทำแต่สิ่งที่ถูกที่ควรชอบด้วยศีลด้วยธรรมด้วยสมาธิด้วยปัญญาได้จึงไม่อาจเปลี่ยนนิสัยหรือบุคลิกภาพของตนเองได้ ก็เลยทำให้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมตนเองไม่ได้ในที่สุด” นักวิชาการหนุ่มเสนอความคิดเห็นบ้าง


เมทัทสุยิ้มพลางกล่าวว่า


“ใช่แล้วเธอก็คงเห็นด้วยกับเราใช่ไหมว่าผู้คนเกือบทั้งหมดในโลกนี้ต่างรู้ดีว่าอะไรถูกอะไรผิดอะไรดีอะไรชั่วความเลวร้ายความบาปความชั่วที่ได้เกิดขึ้นกำลังเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นในแต่ละวันนั้นเกือบทั้งหมดหาได้เกิดขึ้นเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นอย่างจงใจทั้งสิ้นเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่มีพลังพอที่จะควบคุมจิตใต้สำนึกของเขาจิตใต้สำนึกนี้แหละที่เป็น “ตัวเขาอีกคนหนึ่งที่คนคนนั้นไม่รู้จักแต่กลับมามีอิทธิพลบงการเหนือชีวิตเขา


ในทางจิตวิทยาจิตใต้สำนึกเป็นสภาพจิตที่ถูกขจัดออกจากจิตสำนึกเพราะฉะนั้นมันจึงมีลักษณะที่ถูกกดดันเก็บกดหรือไม่ก็พยายามหลีกหนีหลบเลี่ยงจากความเป็นจริงทำให้จิตใต้สำนึกมีลักษณะที่บิดเบี้ยวผิดปกติเป็นลักษณะวิสัยธรรมดา


แต่จิตใต้สำนึกนี้มิได้ถูกเก็บกดเฉยๆมันทำงานของมันอยู่ทุกขณะโดยที่ตัวเราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยการเข้าไปพยายามกระตุ้นจิตสำนึกของตัวเราให้กระทำเลือกตัดสินใจไปตามความปรารถนาของมันที่ถูกเก็บกดเอาไว้”


สันติชาติพอได้ฟังก็เริ่มเข้าใจจึงร้องโพลงออกมาว่า


เพราะฉะนั้นการต่อสู้กับจิตใจตัวเองรวมทั้งการควบคุมใจของตนเองคือการต่อสู้กับจิตใต้สำนึกที่เป็นความปรารถนาที่ถูกเก็บกดในลักษณะที่บิดเบี้ยวผิดปกติอันนี้ใช่มั้ยครับและถ้าพวกเราต่อสู้เอาชนะมันได้เราถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงกรรมของเราได้ใช่มั้ยครับ


เมทัทสุหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นอาการของสันติชาติแล้วจึงกล่าวว่า


“ถูกแล้วการที่พวกเราจะเอาชนะจิตใต้สำนึกของเราได้ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจต้นตอความเป็นมาของมันเสียก่อนในความเข้าใจของเราจิตใต้สำนึกของมนุษย์มีต้นตอมาจากความกลัว...


ความหวาดวิตกในจิตใจของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติทุกรูปแบบอย่างเป็นฝ่ายถูกกระทำข้างเดียวความกลัวความหวาดวิตกที่ดำรงอยู่ตลอดชั่วชีวิตของคนโบราณนั้นได้ฝังรากลึกลงในจิตใจของมนุษย์กลายเป็นข่าวสารพันธุกรรมที่สืบทอดมาจนถึงมนุษย์ยุคปัจจุบันในรูปของจิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึก”


“ท่านกำลังบอกผมว่าจิตใต้สำนึกของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่ได้รับสืบทอดมาจากคนรุ่นก่อนนับรุ่นไม่ถ้วนก่อนที่จะตกทอดมาถึงตัวเราในชาตินี้หรือครับ?” สันติชาติถามด้วยความตื่นเต้น


“เธอรู้จักแผ่นดิสก์ที่ใช้บันทึกข่าวสารข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ใช่มั้ย” เมทัทสุเปลี่ยนเป็นฝ่ายถามนักวิชาการหนุ่มบ้าง


“แน่นอนครับ” สันติชาติพยักหน้ารับ


เมทัทสุกล่าวเสียงราบเรียบว่า


“เธอไม่คิดว่าแผ่นดิสก์นี่เป็นสิ่งอัศจรรย์ชนิดหนึ่งหรอกหรือที่มันสามารถคัดลอกข่าวสารข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดได้ในเวลาไม่ถึงนาทีเท่านั้นทั้งๆที่กว่าเราจะใส่ข้อมูลทั้งหมดลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อาจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆเลยทีเดียว”


“ครับ” สันติชาติตอบ


เมทัทสุอธิบายต่อไปว่า


“เรากำลังจะบอกเธอว่าช่วงเวลาที่เด็กทารกอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 10 เดือนนี้แหละที่ทารกผู้ซึ่งจะเติบโตเป็นมนุษย์ผู้ใหญ่ในภายภาคหน้าได้บันทึกข้อมูลความทรงจำและประสบการณ์ที่เผ่าพันธุ์ของตนได้วิวัฒนาการมาในตลอดช่วงหลายร้อยล้านปีมานี้เอาไว้


เหมือนกับแผ่นดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์และกลายเป็นจิตใต้สำนึกกับจิตไร้สำนึกเมื่อทารกถือกำเนิดขึ้นมาจิตใต้สำนึกกับจิตไร้สำนึกอันนี้จะเก็บข้อมูลความทรงจำของมันเอาไว้ในมันสมองส่วนที่เรียกกันว่าผิวสมองเก่ากับผิวสมองเก่าแก่ในขณะที่จิตสำนึกจะเก็บข้อมูลความทรงจำของมันเอาไว้ในมันสมองส่วนที่เรียกกันว่าผิวสมองใหม่ (Neo-cortex)”


สันติชาติซึ่งสรุปคำอธิบายของเมทัทสุได้เข้าใจแล้วจึงกล่าวว่า


“เพราะฉะนั้นหลักวัชรเซนหรือรหัสนัยที่ท่านได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านคูทัทสุเพื่อปรับปรุงมันสมองของตนเองให้ปราดเปรื่องก็คือเคล็ดวิชาแห่งการฝึกฝนเพื่อไปขับเคลื่อนหรือกระตุ้นมันสมองส่วนที่เรียกกันว่าผิวสมองเก่าแก่กับผิวสมองเก่าอันเป็นแหล่งที่อยู่ของจิตใต้สนึกกับจิตไร้สำนึกและเป็นที่ตั้งของต่อมไพนีลใช่ไหมครับ?”


เมทัทสุหัวเราะอย่างพอใจเขายกมือข้างหนึ่งขึ้นมาจับที่หัวไหล่สันติชาติพร้อมกล่าวว่า


“ฉลาดมากพ่อหนุ่มสมแล้วที่เราดูคนไม่ผิดการมุ่งฝึกการควบคุมจิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึกนี้แหละที่ทำให้พุทธศาสนาของเรายึดแนวเร้นลับหรือรหัสนัยซึ่งแตกต่างไปจากแนวเผยแจ้งภายนอกที่มีแต่คำสอนตามคัมภีร์ตามตัวอักษรโดยจะมีผลอย่างมากแค่จิตสำนึกภายนอกเท่านั้นหามีพลังที่จะเปลี่ยนมนุษย์จากข้างในจากจิตใต้สำนึกไม่


เพราะฉะนั้นศาสนาที่มีแค่คำสอนอย่างแนวเผยแจ้งจึงยังไม่อาจช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นได้เพราะไม่มีผู้ใดพบทางหลุดพ้นได้โดยการเรียนจากคำสอนพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ใช่แต่คนเราจะพบทางหลุดพ้นได้ก็ด้วยพลังจากภายในอันเป็นประสบการณ์โดยตรงที่ได้มาจากการปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างยาวนานตามหลักศีลสมาธิและปัญญาเท่านั้น


อ้อ แต่ในทางพุทธศาสนา เขาไม่ได้ใช้คำว่า จิตใต้สำนึกหรือจิตไร้สำนึก หรอกนะ นี่เราพูดกับเธอด้วยภาษาสมัยใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น เขาใช้คำว่า อนุสัย ต่างหาก อนึ่ง การมุ่งฝึกควบคุมอนุสัย นี้แหละคือ หลักวิชาแห่งการเปลี่ยนแปลง กรรมของเรา!” เมทัสสุกล่าวสรุป


 






Powered by MakeWebEasy.com