20. น้ำในเหยือก

20. น้ำในเหยือก





น้ำในเหยือก
 


สันติชาติติดตามท่านเมทัทสุมาพำนักอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งในเกาะชิโกกุเป็นเวลา 3 วันเต็มๆแล้วแต่ในระหว่าง 3 วันนี้ท่านเมทัทสุไม่ได้ถ่ายทอดอะไรให้แก่สันติชาติเลยจนเขารู้สึกผิดคาดและเริ่มรู้สึกผิดหวัง


สันติชาติยังจำได้ดีถึงคำพูดของท่านเมทัทสุที่เคยบอกกับเขาเมื่อปีที่แล้วว่า


“เราจะถ่ายทอดสิ่งที่เราฝึกฝนและค้นคว้ามาเกือบตลอดชีวิตให้กับตัวเธอ”


แต่ครั้นพอเขาได้กราบกรานท่านเมทัทสุขอเป็นศิษย์ของท่านและสาบานต่อท่านว่าจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านทุกประการท่าทีของท่านเมทัทสุกลับเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง


ท่านเลิกตอบคำถามใดๆที่สันติชาติเอ่ยปากถามและยังสั่งแบบเฉียบขาดด้วยว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปในระหว่างที่สันติติดตามท่านมาฝึกวิชาบนยอดเขาแห่งนี้แล้วถ้าหากท่านไม่อนุญาตห้ามเขาเอ่ยปากพูดจากับท่านเป็นอันขาด


3 วันมานี้สันติชาติจึงรู้สึกอึดอัดกระสับกระส่ายกระวนกระวายเพราะเขามีเวลามาฝึกกับท่านเมทัทสุที่นี่ได้เพียง 1 เดือนครึ่งเท่านั้นเวลาแต่ละขณะที่ผ่านไปจึงมีค่าและมีความหมายเหลือเกินสำหรับตัวเขา


ในที่สุดสันติชาติก็อดรนทนไม่ได้เขาตรงเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าท่านเมทัทสุพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนไปยังท่านเมทัทสุคราวนี้ท่านเมทัทสุไม่ตีหน้าดุเหมือนตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมานี้แม้ท่านยังคงปิดปากเงียบแต่ประกายตาท่านกลับอ่อนโยนเหมือนที่เขาได้เคยสัมผัสเมื่อปีที่แล้วสันติชาติจึงกล้าที่จะเอ่ยปากเรียนถามอาจารย์คนล่าสุดของเขาว่า


“ผมมีเรื่องจะเรียนถามอาจารย์ครับ”


“ถามเรารึ?” อาจารย์เมทัทสุกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


“ครับ” สันติชาติกล่าวพลางผงกศรีษะ


“อะไรหรือ?” เมทัทสุถาม


สันติชาติกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อว่า


“อาจารย์จำคำสัญญาที่อาจารย์ได้ให้ตัวผมเมื่อปีที่แล้วได้หรือไม่ครับ?”


คาดไม่ถึงท่านเมทัทสุซึ่งยังคงมีใบหน้าสงบนิ่งกลับกล่าวออกมาว่า


“เราเคยให้สัญญาอะไรไว้แก่ตัวเธอรึ?”


..............”


สันติชาติถึงกับตกตะลึงไปชั่ววูบเพราะเขาไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้จากท่านเมทัทสุทำไมเรื่องสำคัญเช่นนี้หรืออย่างน้อยก็สำคัญสำหรับตัวเขาท่านอาจารย์ถึงได้ลืมเสียได้ใจของสันติชาติเริ่มหวั่นไหวราวกับผิวน้ำบนท้องทะเลจึงกล่าวออกมาด้วยความละล่ำละลักว่า


“ก็ที่อาจารย์เคยรับปากกับผมไว้ว่า “เราจะถ่ายทอดสิ่งที่เราฝึกฝนและค้นคว้ามาเกือบตลอดชีวิตให้แก่เธอ” ยังไงล่ะครับ”


อาจารย์เมทัทสุทำสีหน้าคล้ายกับไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้นพร้อมกล่าวว่า


“อ๋อเรื่องนั้นเองดอกรึแน่นอนซิว่าเราจำได้และจำได้ดีเสียด้วย”


สันติชาติลอบถอนหายใจรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกที่แท้ท่านอาจารย์เมทัทสุยังจำคำสัญญาได้จึงกล่าวต่อไปว่า


“ถ้าเช่นนั้นเมื่อไหร่อาจารย์จะถ่ายทอดให้ผมล่ะครับเพราะนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว”


คราวนี้ท่านเมทัทสุเพ่งมองเข้าไปในดวงตาของสันติชาติจากนั้นจึงถอนใจกล่าวว่า


“ตัวเราพร้อมที่จะถ่ายทอดให้แก่เธอนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเหยียบมาที่นี่แล้วล่ะว่าแต่ตัวเธอเถอะดูเหมือนว่าตัวเธอยังเตรียมตัวไม่พร้อมเลยแม้จนบัดนี้เราจึงยังไม่ได้เริ่มถ่ายทอดให้แก่เธอ”


สันติชาติแทบไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินอาจารย์เมทัทสุพูดเช่นนั้นเพราะเป็นคำตอบที่แปลกหูเหลือเกินสำหรับตัวเขา


“ทำไมผมถึงยังไม่พร้อมล่ะครับอาจารย์ถ้าไม่พร้อมผมจะยอมติดตามอาจารย์มาถึงที่นี่เชียวหรือครับ” สันติชาติไม่ยอมรับทัศนะอันนี้ของท่านเมทัทสุ


อาจารย์เมทัทสุส่ายหน้าไปมาแล้วกล่าวว่า


“เธอยังไม่พร้อมจริงๆด้วย”


“ผมพร้อมแล้วจริงๆนะครับและผมรอคอยวันที่จะได้รับการถ่ายทอดวิชาจากอาจารย์มาตั้งนานแล้วด้วยกรุณาสอนผมตั้งแต่บัดนี้เลยนะครับได้โปรดเถอะครับ” นักวิชาการหนุ่มจากประเทศไทยกล่าวด้วยความวิงวอน


อาจารย์เมทัทสุกล่าวแย้งว่า


“ใครบอกกันเล่าว่าเธอพร้อม? เราต่างหากที่คอยสังเกตตัวเธอนับตั้งแต่วินาทีแรกที่มาถึงที่นี่แต่เราก็พบว่า “เมื่อไหร่ศิษย์คนนี้ของเราถึงจะพร้อมเสียทีนะอุตส่าห์เดินทางมาจากแดนไกลแท้ๆ” จนตัวเราแทบจะเป็นฝ่ายออกมากระตุ้นเตือนเธอเองแล้ว”


“อาจารย์ครับขอได้โปรดสอนผมเดี๋ยวนี้เลยเถอะนะครับ” สันติชาติยังไม่ยอมถอย


“ก็เริ่มเพิ่งบอกเธอเองไปหยกๆไม่ใช่หรือว่าถ้าเธอพร้อมเมื่อไหร่ เราจะถ่ายทอดวิชาของเราให้แก่เธอทันที” ท่านเมทัทสุกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังทำเอาสันติชาตินิ่งงันไปพักใหญ่


อาจารย์เมทัทสุเมื่อเห็นท่าทางของศิษย์ใหม่ผู้มาจากประเทศไทยซึ่งยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ตนต้องการจะบอกจึงเปลี่ยนเป็นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า


“ยังไม่เข้าใจอีกรึสันติชาติ…สิ่งที่อยู่ในใจของเธอนั้นเรารู้ดีเสียยิ่งกว่าตัวเธอเสียอีกรู้ไว้ด้วย”


สันติชาติส่ายหน้าไปมาไม่หยุดยั้งเขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดอาจารย์เมทัทสุจึงกล่าวออกมาเช่นนี้


อาจารย์เมทัทสุถอนใจอีกครั้งกล่าวว่า


“ถ้าไม่เข้าใจจริงๆล่ะก็เราก็จนใจที่จะต้องอธิบายขยายความให้เธอฟัง... ขอให้เธอหยิบเหยือกที่วางอยู่บนโต๊ะตัวนั้นนำไปเติมน้ำให้เต็มแล้วนำกลับมาหาเราทีซิ”


สันติชาติรีบหยิบเหยือกใบหนึ่งนำไปเติมน้ำจากโอ่งจนเต็มเหยือกแล้วค่อยๆประคองเหยือกที่ใส่น้ำจนเต็มใบนั้นกลับมาวางตรงหน้าอาจารย์ของเขา


“ดีแล้วคราวนี้เธอจงไปหยิบเหยือกอีกใบหนึ่งขนาดเท่าๆกันและนำมันไปเติมน้ำร้อนให้เต็มก่อนที่จะนำมานี่ซิ” ท่านเมทัทสุออกคำสั่งต่อไป


สันติชาติหันกลับไปเติมน้ำร้อนจากกาต้มน้ำร้อนสำหรับชงชาในห้องครัวลงในเหยือกจนเต็มก่อนที่จะนำมันมาวางตรงหน้าอาจารย์เมทัทสุเคียงคู่กับเหยือกที่ใส่น้ำเย็นเมื่อครู่


เมื่อน้ำในเหยือกทั้งสองใบมาวางพร้อมกันตรงหน้าแล้วอาจารย์เมทัทสุก็สั่งสันติชาติต่อไปว่า


“คราวนี้เธอลองเอาน้ำร้อนจากเหยือกนั้นมาใส่ในเหยือกใบนี้ซิสันติชาติ”


“ใส่ลงในเหยือกใบนี้หรือครับ?” สันติชาติถามอย่างฉงน


“จริงด้วยซิเพราะเมื่อกี้นี้เธอเป็นคนไปรินเองนี่นาเราจึงสั่งให้เธอลองรินน้ำลงในเหยือกยังไงล่ะเข้าใจมั้ย” อาจารย์เมทัทสุตอบด้วยเสียงที่ราบเรียบ


สันติชาติกล่าวปฏิเสธอาจารย์ของเขาว่า


“รินไม่ได้หรอกครับเพราะมันจะล้นเหยือกใบนี้”


ล้นรึ?ก็แสดงว่าเธอเข้าใจแล้วนี่อาจารย์เมทัทสุยังคงกล่าวต่อไปราวกับคาดว่าศิษย์ใหม่ผู้นี้น่าจะทราบคำตอบแล้ว


ฝ่ายสันติชาติซึ่งยังไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้นจึงกล่าวออกมาว่า


“เรื่องอย่างนี้แม้แต่เด็กเล็กๆก็ยังทราบนี่ครับ”


อาจารย์เมทัทสุซึ่งนั่งดูการกระทำของสันติชาติมาโดยตลอดจึงกล่าวว่า


“ถ้าเช่นนั้นเรื่องที่เราเพิ่งบอกกับเธอเมื่อครู่เธอก็คงเข้าใจแล้วซินะ”


“...!...”
สันติชาติถึงกับสะดุ้งราวกับถูกจี้ด้วยดัชนีใจคราวนี้อาจารย์เมทัทสุได้กล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า


“สันติชาติเธอรู้หรือเปล่าว่าใจของเธอในขณะนี้ก็มิได้ต่างไปจากเหยือกใบนี้เลยที่มีน้ำเย็นอยู่เต็มเปี่ยมเพราะฉะนั้นแม้เราอยากจะรินน้ำร้อนใส่เหยือกใบนี้เพียงใดก็ตามมันก็ต้องล้นออกมาอยู่ดี


“จริงอยู่เธอไม่ใช่มือใหม่หรือคนเริ่มฝึกเธอได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักจากหลายอาจารย์ด้วยกันภายในตัวของเธออัดแน่นไปด้วยวิชาต่างๆเต็มไปหมดเพราะฉะนั้นถ้าหากเธอยังไม่เทน้ำในเหยือกออกเสียบ้างเราจะรินน้ำร้อนให้แก่ตัวเธอได้อย่างไรเล่า?” แต่ในช่วง 3 วันมานี้เราก็ยังไม่เห็นว่าตัวเธอจะเริ่มเทน้ำในเหยือกออกมาก่อนเสียที”


“...?...”


“เธอไม่รู้ดอกหรือสันติชาติว่าเราเฝ้ารอให้เธอเทน้ำในเหยือกออกมาก่อนอยู่ตลอดเวลาในช่วง 3 วันนี้”


“...?...”


วิชาอะไรก็ตามต่อให้วิเศษดีเลิศแค่ไหนถ้าหากตัวเธอที่เป็นผู้รับยังไม่พร้อมที่จะรับมันอย่างไร้เดียงสาแล้วก็เปล่าประโยชน์ที่จะถ่ายทอดให้เพราะมันจะไม่มีความหมายแต่อย่างใดเลยและตัวเราก็ไม่โง่เขลาพอที่จะทำสิ่งที่ไร้ความหมายเช่นนั้นด้วย


พอกล่าวจบอาจารย์เมทัทสุก็หันกลับไปนั่งภาวนาอยู่ในห้องฝึกสมาธิของท่านปล่อยให้สันติชาติครุ่นคิดความหมายที่ท่านเพิ่งกล่าวมาเมื่อครู่ตามลำพังในขณะนั้นสันติชาติยังไม่ทราบหรอกว่าท่านเมทัทสุกำลังพยายามถ่ายทอดประสบการณ์ในการฝึกวิชาวัชรเซนของท่านที่ท่านเคยได้รับมาจากท่านอาจารย์สิทธะอีกทีหนึ่งให้แก่สันติชาติอย่างไม่ให้ผิดเพี้ยนไม่ขาดตกบกพร่องราวกับเทน้ำจากจอกหนึ่งไปสู่อีกจอกหนึ่งโดยไม่ให้หกเลยแม้เพียงหยดเดียว


เพราะสิ่งที่ท่านเมทัทสุจะถ่ายทอดให้แก่เขาต่อจากนี้ไปนั้นมิใช่ตัวอักษรหรือคำพูดอีกต่อไปแล้วแต่เป็น “คำสอนเร้นลับเป็น “เคล็ดลับเป็น “ความลับและอุบายที่สันติชาติจะต้องใช้ความพยายามในการซึมซับเอาเองโดยผ่านประสบ- การณ์โดยตรงของตัวเขาเอง


 
แม้สันติชาติจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกฝนวิชาตะวันออกมาหลายปีแล้วก็ตามแต่บางทีตัวสันติชาติเองก็อาจไม่ได้ตระหนักหรอกว่าในอีกด้านหนึ่งนั้นตัวเขาก็เป็น “ปัญญาชน” ที่ได้รับการศึกษาจากระบบการศึกษาแบบตะวันตกจนถึงขั้นสูงสุดเท่าที่ระบบการศึกษาตะวันตกจะอำนวยให้ด้วย


ความแตกต่างระหว่างการศึกษาแบบตะวันตกกับแบบตะวันออกนั้นอยู่ที่ใด? ก็อยู่ที่ในขณะที่การศึกษาแบบตะวันตกจะเน้นที่ตำราหนังสือแต่เพียงอย่างเดียวซึ่งยังไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอต่อการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์แบบโดยเฉพาะในเรื่องของจิตใจแต่การศึกษาแบบตะวันออกนั้นจะเน้นที่ “ครู “คำสอนและ “ตัวเราอย่างมีความสัมพันธ์แบบเป็นองค์รวม 3 องค์ (Trinity)


การเรียนรู้อย่างสมบูรณ์แบบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อครู” “คำสอนและตัวเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น


ครูที่แท้จริงมีความสำคัญมากต่อการเรียนรู้สิ่งที่เรียนรู้ได้ยากอย่างวิชาตะวันออกซึ่งเกี่ยวข้องกับการเติบโตภายในทางจิตวิญญาณโดยตรงจริงอยู่ที่การวางใจใครอย่างสิ้นเชิงเป็นอันตรายต่ออิสรภาพของอัตตาของเราก็จริงแต่หากใครโชคดีที่ได้มีโอกาสพานพบครูที่แท้จริงได้การมีศรัทธาและอุทิศตัวในการเรียนรู้จากครูผู้นั้นย่อมให้ผลตอบแทนอย่างมหาศาลคุ้มค่าแน่นอน


เพราะในวิชาชั้นสูงของตะวันออกนั้นครูกับคำสอนเป็นสิ่งเดียวกันถ้ามองจากภายนอกครูคือผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากครูในอดีตที่สืบสายสืบทอดกันมาและความเข้าใจอันนี้ก็จะถูกถ่ายทอดโดยตรงไปสู่ศิษย์ด้วยและศิษย์ก็จะพบว่าตัวเขาเองนั้นที่แท้ก็คือเชื้อสายของครูนั่นเองเมื่อครูได้ถ่ายทอดคำสอนแก่ศิษย์ศิษย์ก็จะเติบโตขึ้นเป็นภาพสะท้อนของครูจนกระทั่งวันหนึ่งศิษย์จะกลายเป็นครูไปเสียเอง


ในบรรดา “คำสอนที่ถูกต้องที่ครูจะถ่ายทอดให้แก่ศิษย์นั้นอันที่จริงยังจำแนกย่อยได้อีกเป็น 2 ประเภทคือ “คำสอนเผยแจ้งกับ “คำสอนเร้นลับ


คำสอนเผยแจ้งเป็นคำสอนที่สามารถเปิดเผยต่อภายนอกทั่วไปได้ไม่ได้จำกัดเฉพาะถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ในเท่านั้นในขณะที่คำสอนเร้นลับเป็นคำสอนที่เป็น “ความลับและอุบายที่ครูเจาะจงถ่ายทอดให้แก่ศิษย์แต่ละคนเป็นการเฉพาะตัวสืบต่อกันมา


เพราะฉะนั้นพวกเราจึงควรจะรู้และตระหนักว่าไม่มีคำสอนในวิชาทางตะวันออกชั้นสูงแขนงไหนเลยที่ไม่มีคำสอนประเภทเร้นลับแฝงควบมากับคำสอนประเภทเผยแจ้งด้วย


.......................


แม้แต่พุทธศาสนาเองก็ยังมี “คำสอนเร้นลับ” ดำรงอยู่เช่นกันดังที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุได้เคยกล่าวถึง “ความลับและอุบายอันมีซับซ้อนอยู่ในอานาปาน- สติที่เป็นไปเพื่อ “บรมธรรมเอาไว้อย่างชัดแจ้งว่า


คำว่าความลับและอุบายนี้เป็นคำที่มีความหมายสำคัญมากในพุทธศาสนาคำว่าอุบายก็ต้องเป็นความลับอยู่แล้วในภาษาบาลีใช้คำว่าอุบายในฐานะเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีแต่ในภาษาไทยนั้นคำว่าอุบายดูจะมีความหมายไม่บริสุทธิ์จึงขอให้เข้าใจด้วยว่ามีความต่างกันสำหรับคำคำนี้ในระหว่างภาษาธรรมในทางศาสนากับภาษาชาวบ้าน...


...อุบายเป็นวิธีการที่ประกอบไปด้วยเทคนิคในพุทธศาสนาให้ความหมายแก่คำคำนี้มากจนถึงกับพูดได้ทีเดียวว่าพุทธศาสนาทั้งหมดเป็นอุบายสำหรับจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับทุกข์การเจริญอานาปานสติก็เป็นอุบายอันหนึ่งและเต็มไปด้วยอุบายวิธีหรือความลับ


......................


เพราะฉะนั้นในการเรียนรู้จากครูที่แท้การเรียนรู้ “คำสอนเผยแจ้ง” ที่ถูกต้องแม้จะมีความสำคัญมากก็จริงแต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการรับการถ่ายทอด “คำสอนเร้นลับ” จากอาจารย์โดยผ่านการปลูกฝังจากอาจารย์และการอัดฉีดเข้าไปจากอาจารย์ด้วยวิธีจากใจถึงใจซึ่งไม่ใช่เป็นการถ่ายทอดโดยผ่านอักษรหรือคำพูดใดๆหรือพูดให้ถึงที่สุดก็คือ “คำสอนเร้นลับ” ที่ครูจะถ่ายทอดให้แก่ศิษย์นั้นที่แท้ก็คือการอัดฉีดความรู้แจ้งเข้าไปสู่ใจของศิษย์โดยตรงนั่นเอง


ท่านเมทัทสุไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ให้แก่สันติชาติในขณะนั้นหรอกแต่ท่านได้แลเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งว่าความเป็น “ปัญญาชน” ที่มีอยู่ภายในตัวอย่างเต็มเปี่ยมของสันติชาติได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการที่ท่านจะถ่ายทอด “คำสอนเร้นลับ” ให้แก่ใจของสันติชาติ


เพราะตัวเขายังหลงติดอยู่กับคำสอนเผยแจ้งแม้ว่าคำสอนนั้นจะเป็นคำสอนที่ถูกต้องก็ตามและบางทีในตอนนั้นก็อาจยังเข้าใจผิดอยู่ว่า “คำสอนเร้นลับทั้งหมดก็คืออักษรหรือคำพูดที่ยังไม่ได้เปิดเผยซึ่งที่จริงเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น


อย่างไรก็ตามความที่สันติชาติมีพื้นฐานในการฝึกวิชาทางตะวันออกที่หนักแน่นมั่นคงและหยั่งลึกอยู่แล้วเพราะฉะนั้นเมื่อเขาถูกท่านเมทัทสุ “จี้” ในตอนนั้นเขาก็ได้สติและสามารถปรับสภาพเข้าสู่ “ความว่างของเหยือกเพื่อพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ๆได้ในวันรุ่งขึ้นซึ่งต้องถือว่าเป็นความสามารถปรับตัวที่ค่อนข้างเร็วมากเลยทีเดียวเพราะหากเป็นคนธรรมดาที่ยังหลงยึดติดอยู่กับฐานะตำแหน่งหน้าที่การงานความเป็นปัญญาชนของตนหรือแม้แต่หลงภาคภูมิใจในวุฒิการศึกษาของตนแล้วก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบุคคลผู้นั้นจะมีความพร้อมในการที่จะเทน้ำออกจากเหยือกได้เมื่อไหร่ในชีวิตนั้นหรือบางทีอาจจะไม่ได้เลยไม่พร้อมเลยตลอดชั่วชีวิตนี้ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแทนเหลือเกิน


 
เช้าวันรุ่งขึ้นอาจารย์เมทัทสุได้พาสันติชาติไปที่ลำธารเล็กๆสายหนึ่งและท่านได้สั่งให้สันติชาติฝึกนั่งสมาธิในลำธารที่มีน้ำเย็นเฉียบในช่วงฤดูใบไม้ผลิโดยให้นั่งสมาธิในระดับที่กระแสน้ำจากลำธารท่วมถึงระดับสะดือพอดีเนื่องจากลำธารเล็กๆสายนี้มีความตื้นแค่เข่าและก็มีศิลาก้อนหินขนาดพอเหมาะที่จะเป็นเบาะรองนั่งอยู่หลายก้อนจึงไม่เป็นเรื่องลำบานักที่สันติชาติจะหาก้อนที่พอเหมาะมาฝึกนั่งตามที่อาจารย์เมทัทสุสอน


เขานั่งลงบนศิลาก้อนหนึ่งปิดปากผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน 2 มือที่อยู่ใต้ลำธารของเขาวางอยู่บนหัวเข่าทั้งสองข้างที่กำลังนั่งอาสนะในท่าสิทธะนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ทั้งสองข้างของเขาแตะกันเป็นรูปวงกลมเล็กๆ


ความรู้สึกแรกที่สันติชาติได้รับขณะที่หย่อนตัวลงในน้ำคือความเย็บเฉียบจนแทบหนาวสั่นเพราะลำธารสายนี้เป็นสายน้ำที่ไหลมาจากยอดเขานั่นเองส่วนล่างของร่างกายเขาโดยเฉพาะส่วนเอวและเท้าเป็นส่วนที่เขารู้สึกเย็นที่สุดจนกระทั่งชาด้านและเจ็บแปลบเป็นระยะๆเหมือนกับความรู้สึกของมือที่กำลังกำก้อนน้ำแข็งนานๆสันติชาติได้ยินเสียงของอาจารย์เมทัทสุดังแว่วมาจากริมฝั่งว่า


“เธอเริ่มรู้สึกหนาวแล้วใช่มั้ยสันติชาติถ้าใช่เธอต้องไม่พยายามฝืนทนมันเพราะความพยายามในการฝืนทนความหนาวนั้นจะทำให้ใจของเธอไม่นิ่งและจะทำให้การฝึกอันนี้ไร้ผลอย่างสิ้นเชิงสิ่งที่เราต้องการให้เธอได้จากการฝึกอันนี้ก็คือการปลดปล่อยใจและความรู้สึกของเธอให้หลุดพ้นไปจากแรงกระตุ้นจากความหนาวที่ร่างกายของเธอกำลังได้รับอยู่นี้


“ฟังให้ดีอีกทีนะสันติชาติเราต้องการให้เธอควบคุมความรู้สึกหนาวเหน็บที่ร่างกายเธอกำลังได้รับอยู่ในขณะนี้ให้อยู่แค่กายเวทนาหรือแค่ร่างกายของเธอเท่านั้นแต่ใจของเธอจะต้องสำรวมจิตมุ่งไปเพ่งอย่างอื่น”


“เพ่งอะไรหรือครับอาจารย์” สันติชาติถาม


จากนั้นท่านเมทัทสุได้ถ่ายทอด “อุบายและเคล็ดลับ” ในการเพ่งใจให้แก่สันตชาติเมื่อสันติชาติฝึกเพ่งใจไปที่สิ่งอื่นตามวิธีที่เขาได้รับถ่ายทอดมาจากท่านเมทัทสุในไม่ช้าความหนาวเหน็บที่เกาะกุมร่างกายของเขาก็ค่อยๆหายไปจากใจของสันติชาติ


 
เมื่อเวลาผ่านไปได้ 1 ชั่วโมงอาจารย์เมทัทสุก็เรียกเขาให้ขึ้นฝั่งผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วตามท่านไปปีนเขาอีกลูกหนึ่งที่อยู่ติดกันเส้นทางที่จะเดินไปยอดเขาอีกลูกหนึ่งนั้นค่อนข้างชันและก็แคบมากพอคนเดินได้ทางเดียวไม่อาจเดินสวนกันได้แต่ท่านเมทัทสุกลับเดินตัวปลิวไม่สะทกสะท้านอะไรทั้งๆที่ความสูงของเขาลูกนี้หลายร้อยเมตรเลยทีเดียวสันติชาติแลเห็นท่าทีของอาจารย์ของเขาแล้วก็อดชื่นชมในใจไม่ได้เขารำพึงคนเดียวในใจว่า


สิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตจงอย่านำเอามาไว้ที่กลางใจตัวเอง

ความคิดที่ไม่จำเป็นอย่านำมารกสมอง

ตัดความกังวลที่ไร้ประโยชน์ที่ยังไม่เกิดขึ้นออกไปจากใจ

หรือหากเกิดกังวลขึ้นมาก็สามารถเปลี่ยน

ความรู้สึกของตนเองได้อย่างรวดเร็ว

ถ้าหากทำได้เช่นนี้แล้วไม่ว่าใครก็ย่อมสามารถเดินเหินได้อย่างปลอดโปร่ง

เหมือนท่านอาจารย์เมทัทสุของเราในขณะนี้อย่างแน่นอน

แต่มีใครสักกี่คนกันในโลกนี้ที่จะมีใจและทำใจเช่นนี้ได้?
 








Powered by MakeWebEasy.com