21. บาดแผล

21. บาดแผล



บาดแผล


 
 
ลูกผู้ชายนั้นมี 2 ดวงใจ
ดวงใจหนึ่งนั้นมีไว้หลั่งเลือด
ส่วนอีกดวงใจหนึ่งนั้นมีไว้อดกลั้น
คาลิลยิบราน



ท่านเมทัทสุพาสันติชาติมาที่น้ำตกแห่งหนึ่งพร้อมกับสั่งสันติชาติว่า


“ขอให้เธอฝึกนั่งสมาธิอยู่คนเดียวที่ข้างๆน้ำตกนี่นะแล้วตอนเย็นเราจะมารับเธอกลับไปเธอจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยในระหว่างที่ฝึกนั่งสมาธินี้ก็ได้นะโดยเฉพาะเรื่องที่เคยเป็นบาดแผลล้ำลึกในหัวใจเธอและเธอชอบนึกถึงมันอยู่เสมอจนทำให้มันคอยมาทำร้ายจิตใจเธออยู่ข้างใน


เราจะไม่ห้ามไม่ให้เธอคิดในระหว่างฝึกนั่งในขั้นตอนนี้ขอให้คิดสุดๆอย่างที่เธอปรารถนาจะรำลึกถึงก็ได้นะเราไม่ว่าและถ้าเธอเบื่อที่จะฝึกหลับตานั่งเธอจะลืมตาขึ้นมาก็ได้แต่ห้ามเธอลุกจากที่นั่งไปเป็นอันขาด”


“ครับอาจารย์” สันติชาติรับคำ


พอสั่งเสร็จท่านเมทัทสุก็หายลับไปจากสายตาของสันติชาติในบัดดล


นักวิชาการหนุ่มจากประเทศไทยเหลียวดูรอบๆตัวเขานอกจากก้อนหินใหญ่น้อยที่รายรอบแง่หินขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาเผชิญหน้ากับน้ำตกสายนี้แล้วเขาก็ไม่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นใดเลยนอกจากเสียงน้ำตกที่ดังสนั่นกับสายลมเย็นที่พัดผ่านตัวเขาเท่านั้น


เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่การฝึกนั่งสมาธิคนเดียวแม้ในตอนกลางวันในที่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นๆให้เห็นเลยกลับไม่ทำให้จิตใจของสันติชาติสงบยิ่งขึ้นตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกวุ่นวายและเปลี่ยวเหงาอย่างบอกไม่ถูกและยากที่จะบรรยาย


เท่าที่ผ่านมาสันติชาติได้ใช้ความเข้มแข็งหนักแน่นแห่งดวงใจของเขาไปข่มกลั้นความรู้สึกเช่นนี้เอาไว้เสมอมาแต่คราวนี้เขาไม่ยอมข่มกลั้นอีกต่อไปแล้วเขาปฏิบัติตามคำสั่งของท่านเมทัทสุโดยปล่อยตัวให้เขาหวนกลับไปรำลึกถึงความหลังในอดีตที่เคยทำความปวดร้าวให้แก่ดวงใจเขาจนแทบหัวใจสลายแต่เขากลับไม่ยอมสลัดมันทิ้งไปจากใจหากเก็บงำเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของดวงใจเขาอย่างมิดชิดเสมอมา


ในขณะที่สันติชาติกำลังนั่งหลับตาปล่อยใจให้ล่องลอยกลับไปสู่อดีตนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่าได้ยินเสียงอ่อนหวานของหญิงสาวนางหนึ่งที่เขาเคยหลงใหลอย่างหัวปักหัวปำกำลังกระซิบที่ข้างหูเขาอย่างแจ่มใสชัดเจนว่า


 
“คุณคะ เมื่อหัวใจฉันแน่นขนัดไปด้วย ความลับแห่งหัวใจ ดวงตา ของฉันก็เริ่มร้อนผ่าวจากหยาดน้ำตาที่ไม่เคยเหือดแห้ง ฉันไม่อาจแสดงความ รู้สึกในใจเรื่องนี้ให้กับใครอื่นได้เลย นอกจากคุณคนเดียวเท่านั้น เพราะ คุณคือผู้ชายคนเดียวที่ฉันรัก แม้ว่าตัวฉันจะต้องไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น ก็ตาม... ฉันคิดว่า คนเราที่มีทุกข์โศกมักจะได้พบกับความปิติในยามคร่ำ- ครวญ คนรักกันที่แม้จะอาภัพในชีวิตจริงก็ยังสามารถได้รับการปลอบใจและ ความเห็นใจในความฝันให้แก่กันและกันได้


บัดนี้ ฉันรู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังเป็นเด็กทารกที่อดอยากหิวโหย และร่ำร้องคร่ำครวญ เพราะถูกกระตุ้นด้วยความขมขื่นจากความกระหาย โดยมิได้นึกถึงสภาพแห่งความเป็นจริงของครอบครัวที่ยากแค้นอยู่เลย


“คุณคะ ขอคุณได้โปรดรับฟังเรื่องราวอันน่าปวดร้าวของฉันด้วยเถิด นะคะ ฉันไม่ได้ต้องการขอความเห็นใจจากคุณหรือแม้แต่การให้อภัยจากคุณ แม้แต่น้อย มันเป็นความต้องการของคุณพ่อและคุณแม่ของฉันที่อยากจะให้ ฉันแต่งงานกับผู้ชายร่ำรวยตระกูลสูง เพราะพ่อแม่ของฉันก็เหมือนกับพวก ผู้ดีส่วนใหญ่ ซึ่งมีความยินดีอย่างเดียวในชีวิตคือ การใช้เงินต่อเงิน เกียรติ ต่อเกียรติ หรือใช้เกียรติต่อเงิน


ในกรณีที่ครอบครัวฉันได้กลายมาเป็นพวกผู้ดีตกยากแล้ว มาบัดนี้ ฉันจึงได้พบว่า ความกตัญญูที่ฉันมีต่อพ่อแม่ มันได้ทำลายความฝันและความ รักทั้งปวงที่ฉันเคยมี ฉันต้องกลายเป็นเหยื่อของ “ศักดิ์ศรีทางสังคม” อันได้รับ มรดกตกทอดมา


คุณคะ แม้ฉันจะยังเคารพสามีของฉัน เพราะเขาก็ดีต่อฉัน ซื่อสัตย์ ต่อฉัน พยายามหาความสุขให้ฉันในทางวัตถุเงินทอง เพื่อทำให้ฉันปลาบปลื้ม แต่ฉันก็ได้พบว่าสิ่งเหล่านี้หาได้มีค่าเท่ากับความรักที่แท้จริงได้เลย


คุณอย่าสมน้ำหน้าฉันเลยนะคะ ที่กว่าฉันจะได้รับรู้ความจริงในข้อนี้ ก็สายเกินไปเสียแล้ว สายเกินไปจริงๆ ที่กว่าจะได้เข้าใจความต้องการใน หัวใจที่แท้จริงของตนเอง ทุกอย่างมันก็ไม่อาจหวนกลับคืนมาได้ดังเดิมอีก แล้ว


เพราะฉันได้พบว่า รถสปอร์ตคันงาม และบ้านช่องที่ใหญ่โตดุจ คฤหาสน์ หรือแม้แต่เครื่องประดับเพชรพลอยอันมีค่า กับฐานะที่สังคมยกย่อง เชิดชู ก็หาได้มีค่าเทียบเท่ากับ สายตาของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เคยมองฉัน สายตาที่บ่งบอกถึงความรักอันเปี่ยมล้นและร้อนระอุ สายตาที่มีความมุ่งมั่น บ่งบอกว่า จะยินยอมกล้ำกลืนความเจ็บปวดทั้งปวง ความขมขื่นทั้งหลายเอา ไว้คนเดียวเพื่อคนที่เขารัก


คุณคะ อย่ามองฉันในแง่ร้ายนะคะ แม้คนทั้งโลกจะเข้าใจฉันผิด แต่คุณเป็นคนคนเดียวที่ฉันไม่ต้องการให้คุณเข้าใจผิดในตัวฉัน เพราะจน บัดนี้ ฉันก็ยังทำหน้าที่ของฉันในฐานะที่เป็นภรรยาผู้ซื่อสัตย์อยู่ในขอบเขตของ กฎหมายและศีลธรรมอย่างสงบและอดทนเรื่อยมา เพียงแต่มีข้อยกเว้นอยู่ข้อ หนึ่งเท่านั้น คือ ฉันได้มอบหัวใจ และความรักของฉันซึ่งมากที่สุดเท่าที่ ผู้หญิงคนหนึ่งจะรักให้แก่ผู้ชายคนหนึ่งได้ ให้แก่คุณไปจนหมดแล้ว ก่อน ที่ฉันจะได้รู้จักและแต่งงานกับสามีคนนี้ของฉันเสียอีก


ฉันรู้สึกว่าตัวเองอาภัพเหลือเกินที่ถูกฟ้าลิขิตให้จำต้องร่วมชีวิตกับ ชายที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อฉัน ในขณะที่ผู้ชายที่เกิดมาเพื่อฉัน และมีแค่คนเดียว ในโลกนี้ กลับต้องอยู่อย่างอ้างว้างเดียวดาย


คุณคะ หากฉันสามารถมีโอกาสได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง ฉันมั่นใจว่า ฉันจะไม่ทำผิดพลาดอย่างโง่ๆ และอย่างขี้ขลาดเช่นที่แล้วมาอีก ขอเพียงถ้า หากฉันยังสามารถรักษาดวงวิญญาณส่วนที่งดงามของฉัน ส่วนที่บริสุทธิ์ของ ฉันเอาไว้ได้ ฉันก็มีความเชื่อมั่นว่า ฉันจะต้องได้พบกับคุณอีกไม่ว่าในชาติใดๆ หรือภพไหนๆ เหมือนกับที่ฉันได้เคยพบกับคุณในชาตินี้ ได้รู้จักคุณ ได้ใกล้ชิด กับคุณ แม้ว่าช่วงเวลานั้นมันจะแสนสั้นก็ตาม


คุณคะ คุณยังจำ “ชายหนุ่มคนนั้น” ได้เหมือนอย่างตัวฉันไหมคะ? ประกายตาที่เจิดจ้า เปล่งรัศมีไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นและมีเป้าหมาย ในชีวิต ริ้วรอยอันโศกเศร้ารันทด ขมขื่นปวดร้าวที่ปกปิดซุกซ่อนอย่างมิด- ชิดภายใต้สีหน้าอันเบิกบานรื่นเริง แต่ก็ไม่อาจปิดบังคนที่รักและชื่นชม ในตัวเขาอย่างฉันไดภาษา การพูดจาที่ต่างจากผู้ชายทั่วไปของเขา ความคิด ความอ่านของเขาที่มีต่อโลก ต่อชีวิตที่แหลมคม และมีแง่มุมที่ผิดต่างไป จากผู้ชายธรรมดา


ฉันรู้ว่า มีแต่ฉันเท่านั้นที่ได้สัมผัส ความลับแห่งหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของ ตัวเขา ซึ่งเขาได้ยอมเปิดเผยออกมาให้ตัวฉันเห็นเพียงคนเดียว ฉันจึงทั้ง ศรัทธาและหลงใหลในตัวเขาเหลือเกิน แต่แปลกสิ้นดีที่พ่อแม่ของฉันกลับไม่ แลเห็นความน่าอัศจรรย์อันนี้ ที่อยู่ภายในตัวของเขาเลยแม้แต่น้อยนิด”


 
สันติชาติตกอยู่ในภวังค์แล้วเขาไม่ทราบว่าสิ่งที่เขากำลังเห็นกำลังรับรู้ และสัมผัสอยู่ในขณะนี้เป็นความจริงหรือความฝันกันแน่เพราะอยู่ๆเขาก็ได้พบกับเธออีกและใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านเล็กๆหลังหนึ่งในเมืองชนบทแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นสันติชาติไม่รู้หรอกว่าตัวเขาฝันว่าตัวเองคล้ายเป็นดั่งผีเสื้อหรือผีเสื้อฝันว่าเป็นตัวเขากันแน่? เขาได้แต่ปล่อยตัวปล่อยใจบินตามผีเสื้อตัวนั้นไปผีเสื้อที่แสนสวยแต่มีชีวิตที่สั้นนัก!


ขณะนั้นเธอสวมเสื้อยูคาตะมีแพรคาดเอวขณะที่เขาเพิ่งกลับจากการฝึกวิชาฝีมือเธอยิ้มสดใสบอกกับเขาว่าอาหารเย็นเตรียมเสร็จแล้วจะอาบน้ำอุ่นก่อนไหมเขารู้สึกตื้นตันในความอ่อนหวานและความเอาใจใส่ที่เธอมีต่อตัวเขาเขาจึงโอบกอดเธอจากเบื้องหลังพร้อมกับจุมพิตที่ต้นคอเธอเธอตระหนักถึงความสากกร้านของผิวหนังที่ไม่ได้โกนหนวดเครามา 2-3 วันแล้วของเขาที่สัมผัสลำคอของเธอ


ความรู้สึกที่มากล้นเกินกว่าบรรยายเธอได้แต่หวังว่าความรู้สึกอันนี้เธอจะไม่ลืมเลือนมันและไม่สูญมันไปตลอดกาลนานความรู้สึกที่ให้ความชุ่มชื่นแก่ตัวเธอที่สร้างความมีชีวิตชีวาและปลุกประสาททุกๆส่วนในร่างกายของเธอให้ตื่นตัวรับรู้ถึงความรักอันร้อนระอุที่แสดงออกผ่านริมฝีปากของเขาใบหน้าของเขาดวงตาของเขาคำพูดของเขาและการเคลื่อนไหวสัมผัสของเขา


“คุณคะอาบน้ำอุ่นซิคะและฉันจะถูหลังให้คุณค่ะ” เธอกล่าวอย่างยิ้มแย้ม


ไอน้ำจากน้ำร้อนในห้อง “โอฟุโร่” ม้วนตัวเป็นควันคลุ้งเขานั่งเก้าอี้ตัวเล็กกำลังโกนหนวดอยู่กล้ามเนื้อบนแผ่นหลังและแผ่นอกที่กำยำของเขาเคลื่อนไหวเป็นระลอกยามที่เขาขยับตัวเธอบรรจงถูสบู่กับผ้าเช็ดตัวสีขาวผืนเล็กๆก่อนที่จะนำมันมาถูกหลังเพื่อชำระคราบเหงื่อไคลให้กับเขา


เมื่อเขาออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าที่ขาวเกลี้ยงมีรอยโกนหนวดเป็นสีเขียวจางๆอยู่ข้างแก้มทั้ง 2 ข้างเขายิ้มให้กับเธอด้วยรอยยิ้มที่สดใสเปี่ยมไปด้วยความคึกคักและสดชื่นกระปรี่กระเปร่าเธอยิ้มตอบให้เขาอย่างเปิดเผยถึงความรักความเสน่หาที่มีต่อตัวเขาเขาบอกกับตัวเองในใจว่าเขาเลือกผู้หญิงไม่ผิดแล้ว


เขากอดเธอให้เธอพิงหลังและพาดตักของเขาก่อนที่เขาจะก้มลงจุมพิตเธอเขาเพ่งพินิจใบหน้าของเธออย่างละเอียดดูแล้วดูอีกใบหน้าที่เขามองได้อย่างไม่รู้เบื่อเธอเผยอปากรับการจูบจากเขาพร้อมกับหลับตาที่มีขนตายาวงอนทั้งคู่พริ้ม


แต่แปลกเหลือเกินที่ดวงตาที่ปิดสนิทของเธอกำลังมีน้ำตารินไหลหลั่งออกมาเป็นสายน้ำ 2 สายเขารู้สึกแปลกใจแต่ก่อนที่จะรู้ตัวร่างของเธอก็ค่อยๆเลือนหายวับไปจากการรับรู้และประสาทสัมผัสทั้งหมดของเขาเขาเรียกชื่อเธอร่ำร้องเรียกหาเธอแต่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบกลับมาเขากลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้งเดียวดายอีกครั้ง


ผีเสื้อบินจากไปแล้วจากไปพร้อมกับนำความฝันอันแสนหวานของเขาไปด้วยจนหมดสิ้น...


 
ความงามเป็นสมบัติอันมีค่าของหนุ่มสาวและความเป็นหนุ่มเป็นสาวก็มิใช่สิ่งอื่นใดนอกไปจากความฝันอันหวานชื่นซึ่งบางครั้งอาจทำให้ตาบอดแต่ก็ไม่ทราบว่ามีหนุ่มสาวจำนวนมากมายเพียงใดที่ยินยอมตาบอดด้วยความเต็มใจเพราะมัน


ความฝันอันหวานชื่นของหนุ่มสาวถ้าหากถูกทำให้ตัดขาดจากปิติแห่งความตระหนักรู้ความหยั่งรู้มันจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ทิศทางและอาจทำให้หลงทางได้


ผู้ที่เป็นนักปราชญ์ที่แท้จริงก็คือผู้ที่สามารถหลอมรวมเอาความฝันอันหวานชื่นของหนุ่มสาวกับความปิติที่เกิดจากปัญญาความรู้แจ้งให้มาผนึกแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้เนื่องเพราะมีหนุ่มสาวอยู่ดาษดื่นที่ใช้หัวใจของตัวเองเป็นปลอกหุ้มดาบอาบยาพิษเพื่อทำร้ายและทำลายตนเองโดยแยกความฝันอันหวานชื่นออกจากความปิติที่เกิดจาก “ปัญญาความรู้แจ้ง


ผู้สูงวัยกว่าจักต้องให้ความอบอุ่นแก่ผู้เยาว์ด้วยการให้ “แสงสว่างและ “ความจริงในโลกนี้แก่พวกเขาเพื่อนำพวกเขาให้พ้นจากความมืดมิดของรัตติกาลและสามารถตื่นขึ้นรับรุ่งอรุณของวันใหม่ได้


คาลิลยิบรานเคยเขียนบทกวีบทหนึ่งซึ่งกินใจมากบทกวีนั้นชื่อ “บทเพลงแห่งรัตติกาลซึ่งมีใจความบางตอนว่า


รัตติกาลเงียบสงัดความฝันซ่อนเร้นอยู่ในความเงียบ
ดวงจันทร์กำลังขึ้นเธอมีดวงตาเฝ้าดูทิวาวาร
มาเถิดธิดาแห่งท้องทุ่งเราจงออกไปยังไร่องุ่น
ที่ซึ่งคู่รักออกมาพบกัน
เพราะอาจเป็นไปได้ว่า
ที่นั้นเราสองจักอาจคั้นเหล้าองุ่นรสดีออกมาด้วยความรัก
เพื่อดับความปรารถนาอันแห้งแล้งของเราได้...
...ฟังสิเสียงนกไนติงเกลขับขานบทเพลงของมันสู่ห้วงหุบเขา
อย่าหวาดกลัวเลยสุดที่รัก
ดวงดาวจักเก็บงำความลับแห่งการพบปะของเราไว้
และหมอกอันอ่อนนุ่มแห่งราตรี
ก็จักปกคลุมอ้อมกอดของเราสองเอาไว้ด้วย


 
ยิ่งจมปลักอยู่กับความทรงจำอันแสนหวานในอดีตสันติชาติก็ยิ่งปวดร้าวในดวงใจเป็นทวีคูณทั้งๆที่เขายังคงนั่งสมาธิหลับตาอยู่ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มระริกน้ำตาของเขาหลั่งไหลออกมาจากดวงตาที่ปิดสนิททั้ง 2 ข้างของเขาไม่ขาดสายแต่เขาก็ยังไม่ยอมลืมตาเพราะอีกใจหนึ่งของเขาก็ยังกลัวเกรงไม่อยากให้ความฝันอันสดชื่นที่เขาเพิ่งได้สัมผัสมาจางหายไปจากเขาอีกเนื่องจากตัวเขาก็ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่ตัวเขาถึงจะได้สัมผัสกับความฝันอันแสนบรรเจิดเช่นเมื่อครู่อีก


ทันใดสันติชาติก็ได้ยินเสียงของอาจารย์เมทัทสุแว่วมากระทบโสตของเขาว่า


เคล็ดลับของการฝึกวิชาเร่งสติ

ขั้นตอนที่ 1เธอจงดูความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกภายนอกคือตาหูจมูกลิ้นกายสมองที่สัมพันธ์กับความรู้สึกภายในคือใจเมื่อเธอดูอาการเกิด-ดับจากความรู้สึกกระทบภายนอกมันจะพยายามเข้าไปสัมพันธ์กับความรู้สึกภายในเสมอ


ยกตัวอย่างเช่นเมื่อหูถูกกระทบด้วยเสียงมันจะกระเทือนเข้าไปถึงหัวใจแล้วรู้ผ่านใจวนกลับมาที่เสียงใหม่วนเป็นรอบๆอยู่เช่นนี้ในทำนองเดียวกันทั้งตาจมูกลิ้นกายและสมองก็ถูกกระทบจากรูปจากกลิ่นจากรสจากการสัมผัสทำให้เกิดการรวมเข้าสู่ใจเสมอเช่นกันด้วยวนไปวนมาอยู่เช่นนี้ไม่รู้จักจบสิ้นอารมณ์ก็เช่นกันเมื่อมันกระทบกับใจก็จะวนกลับมาสู่ความรู้สึกภายนอกแล้ววนเข้าไปใหม่อีก


ขั้นตอนที่ 2เธอจงใส่เจตนาของจิตเข้าไปร่วมกับอาการหมุนวนเช่นนี้ถ้าเธอสามารถทำความสัมพันธ์ในอาการระหว่างความรู้สึกภายนอกกับความรู้สึกภายในได้แล้วต่อไปให้เธอใส่เจตนาของจิตร่วมลงในอาการหมุนวนนั้น


ตอนแรกๆจงใส่เจตนาลงช้าๆเพื่อที่จะให้จิตคล่องตัวร่วมในอาการหมุนทุกจุดที่หมุนไปให้จิตวนอยู่ในอาการหมุนนั้นๆอย่าเอาจิตมาใช้ในหน้าที่อื่นควรร่วมอยู่ในอาการหมุนตอนแรกมันจะหมุนช้าๆถ้าชำนาญแล้วมันจะหมุนเร็วขึ้นอาการหมุนวนจะเร็วขึ้นตามลำดับจนกระทั่งอาการทางกายพลอยคล้อยหมุนตามไปด้วย


จงจำไว้ว่าสิ่งที่หมุนจากประสาทภายนอกตาหูจมูกลิ้นกายสมองรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสความคิดเมื่อกระทบจุดที่กระทบนี้มันจะไปสัมพันธ์กับใจภายในใจเธอจงอย่าเอาจิตไปสุดโต่งทั้งข้างนอกหรือข้างในแต่จงให้จิตเธอไปมีส่วนร่วมทุกจุดในเจตนาที่หมุนไป


ถ้าหากธรรมารมณ์เข้ามากระทบใจข้างในของเธออาทิความปวดร้าวขมขื่นที่อัดแน่นอยู่ในใจขอให้เธอจงเอาความอัดแน่นนั้นไปหมุนกับใจมันจะค่อยๆหมุนคลายออกมาเหมือนกับการคลายเกลียวน็อต


ถ้าธรรมารมณ์ไหลออกสิ่งที่เธอเคยกักอารมณ์ในอดีตเอาไว้มันจะระบายให้เธอเห็นอีกถ้าเธอมีการหลั่งน้ำตาก็จงอย่าตกใจเพราะธรรมารมณ์ที่คั่งค้างอยู่ในอดีตเป็นบาดแผลในใจของเธอมันกำลังไหลออกมาจากจิตใต้สำนึกที่เธอเคยสะสมเก็บกดเอาไว้เป็นอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในสันดานและเมื่อเธอสามารถระบายออกจนสะใจแล้วจิตใจของเธอก็จะโล่งโปร่งสบายเป็นจิตใจที่งามบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น”


 
สันติชาติค่อยๆเผยอเปลือกตาของเขาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและแลเห็นอาจารย์เมทัทสุยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาอีกครั้งขณะนั้นเป็นเวลาเย็นแล้วเวลาผ่านไปถึงครึ่งวันแล้วหรือนี่สันติชาติคำนึงในใจเพราะสิ่งที่ผ่านมาเมื่อครู่ตัวเขายังรู้สึกเหมือนกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเท่านั้น


“เป็นยังไงดีขึ้นบ้างไหม?” ท่านเมทัทสุถามสันติชาติ


“ผมสบายดีอยู่แล้วครับอาจารย์” สันติชาติกล่าวเสียงเบาๆ


อาจารย์เมทัทสุโบกมือไปมาที่ใบหน้าตนเองพร้อมกล่าวว่า


“เราไม่ถามร่างกายของเธอเราถามใจของเธอต่างหาก”


“........” สันติชาติก้มหน้านิ่งไม่มีคำพูดใดจะกล่าวท่านเมทัทสุจึงเอ่ยขึ้นว่า


มีคนบางประเภทที่ชอบคิดในเรื่องที่ไม่คาดคิดและไม่ยอมคิดในเรื่องที่ควรจะครุ่นคิดอย่างจริงจังจริงมั้ย”


“ครับอาจารย์” สันติชาติตอบ


อาจารย์เมทัทสุถอนใจเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า


ในโลกนี้มีทั้งสวนดอกไม้ที่สวยงามและก็มีสุสานอยู่ด้วยเช่นกันเธออย่ามัวไปมองสุสานมากนักสิเดี๋ยวเธอจะเข้าใจผิดคิดว่าในโลกนี้มีแต่สุสานที่วังเวงเท่านั้นเธอต้องรู้จักมองเห็นสวนดอกไม้ด้วยนะถึงจะถูกหาไม่แล้วเธอจะไม่มีวันมีความสุขที่แท้จริงในชีวิตได้”


“ครับอาจารย์” นักวิชาการหนุ่มได้แต่พยักหน้ารับคำ


อาจารย์เมทัทสุกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า


“อีกประการหนึ่งเธอควรจะรู้ไว้ด้วยนะว่าภายในตัวเธอนี้ยังมีตัวเธออีกคนหนึ่งที่คอยผลักดันเธอให้รู้สึกปวดร้าวขมขื่นอ้างว้างเดียวดายอยู่เป็นระยะๆเป็นพักๆ”


เมื่อสันติชาติได้ฟังอาจารย์ของเขากล่าวมาถึงตรงนี้เขาถึงกับสะดุ้งสุดตัวและเริ่มเข้าใจถึงความหมายที่สำคัญยิ่งของสิ่งที่ท่านเมทัทสุได้เคยบอกกับเขาเมื่อปีก่อนว่า


ผู้คนเกือบทั้งหมดในโลกนี้ต่างรู้ดีว่าอะไรถูกอะไรผิดอะไรดีอะไรชั่วความเลวร้ายทั้งหลายที่ได้เกิดขึ้นกำลังเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นในแต่ละวันนั้นเกือบทั้งหมดหาได้เกิดขึ้นเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นอย่างจงใจแทบทั้งสิ้น


มันเกิดขึ้นเพราะมนุษย์เรายังไม่มีพลังพอที่จะควบคุมจิตใต้สำนึกของตัวเองได้จิตใต้สำนึกนี้แหละที่เป็นตัวเขาอีกคนหนึ่งที่คนคนนั้นไม่รู้จักแต่กลับมามีอิทธิพลบงการเหนือชีวิตเขา


ในทางจิตวิทยาจิตใต้สำนึกเป็นสภาพจิตที่ถูกขจัดออกจากจิตสำนึกเพราะฉะนั้นมันจึงมีลักษณะที่ถูกกดดันเก็บกดหรือไม่ก็พยายามหลีกหนีหลบเลี่ยงจากความเป็นจริงจนทำให้จิตใต้สำนึกมีลักษณะที่บิดเบี้ยวผิดปกติเป็นลักษณะวิสัยธรรมดา


แต่จิตใต้สำนึกนี้มิได้ถูกเก็บกดเฉยๆมันทำงานของมันอยู่ทุกขณะโดยที่ตัวเราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยการพยายามเข้าไปกระตุ้นจิตสำนึกของตัวเราให้กระทำหรือเลือกตัดสินใจไปตามความปรารถนาอันแรงกล้าของมันที่ถูกเก็บกดเอาไว้


เพราะฉะนั้นการต่อสู้กับจิตใจตัวเองรวมทั้งการควบคุมใจของตนเองคือการต่อสู้กับจิตใต้สำนึกนี่เองและถ้าหากเราสามารถต่อสู้เอาชนะมันได้เราก็ย่อมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงกรรมและชะตาชีวิตของเราได้


นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สันติชาติได้ตระหนักถึงความลึกล้ำของวิชาตะวันออกสมัยโบราณที่แม้วิชาตะวันตกสมัยนี้ก็เพิ่งกำลังจะไล่ตามทันได้เท่านั้นเอง

 





Powered by MakeWebEasy.com