22. เสียงฟ้า เสียงพสุธา

22. เสียงฟ้า เสียงพสุธา



เสียงฟ้า เสียงพสุธา

 
 
วันรุ่งขึ้น...


อาจารย์เมทัทสุได้พาสันติชาติไปฝึกนั่งคนเดียวบนชะโงกหินริมน้ำตกอีกในระหว่างทางท่านได้เอ่ยสนทนากับสันติชาติว่า


“สันติชาติเธอรู้มั้ยว่าตอนนี้เธอเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก


“ตัวผมน่ะหรือครับ?” สันติชาติทำหน้าสงสัย


“ใช่แล้ว” ท่านเมทัทสุหัวเราะเล็กน้อย


“ทำไมผมถึงเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกล่ะครับ?” สันติชาติถามอาจารย์ของตนในใจของเขายังไม่ยอมรับคำพูดนี้สักเท่าไรเพราะชีวิตที่ผ่านมาของเขาได้เผชิญทุกข์มากกว่าสุขหลายสิบหลายร้อยเท่านัก


“ยังไม่เข้าใจอีกรึ?” ท่านเมทัทสุกล่าวเสียงราบเรียบจากนั้นจึงอธิบายต่อไปว่า


เพราะเธอเคยมีทุกข์เธอเคยสับสนเธอจึงใช้ชีวิตอย่างดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อแสวงหาความหมายที่แท้จริงของชีวิตเธอจึงเริ่มออกเดินทางและในระหว่างทางเธอก็ได้อาจารย์ที่เก่งๆและน่าเคารพบูชาหลายท่านมาคอยช่วยล้างใจของเธอให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นเรื่อยๆแล้วอย่างนี้จะยังไม่เรียกว่าเธอเป็นคนมีโชคมีโอกาสดีที่เป็นที่น่าอิจฉาของผู้คนจำนวนมากอีกหรือและในโลกนี้จะมีใครที่มีความสุขมากที่สุดเท่ากับคนที่มีโอกาสดวงตาแลเห็นธรรมเล่า?


คนที่มีโอกาสดีแล้วไม่ใช้โอกาสนั้นเพื่อพัฒนาตัวเองเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของตัวเองให้สูงส่งยิ่งๆขึ้นไปนี่แหละคือคนที่น่าสมเพชที่สุดในโลกในทัศนะของเรา”


เมื่อได้ฟังมาถึงตรงนี้ความรู้สึกไม่ยอมรับในตอนแรกของสันติชาติได้หายไปจนหมดสิ้นแล้ว


“นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เธอควรจะต้องปิติยินดียิ่งกว่านี้อยู่อีกนะสันติชาติ” อาจารย์เมทัทสุกล่าวเป็นปริศนา


“อะไรหรือครับอาจารย์?” สันติชาติถาม


ท่านเมทัทสุยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า


“ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าเธอกำลังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ยังไงเล่าถ้าหากเธอไม่มีชีวิตอยู่แล้วเธอจะได้มาฝึกฝนตนเองฝึกปฏิบัติธรรมเหมือนในขณะนี้อยู่ได้หรือเพราะเธอยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือเธอถึงสามารถชมความงามของทิวทัศน์ของภูเขาและท้องทะเลตรงนี้พร้อมกับเราได้เธอถึงสามารถชื่นชมความงามของบุปผาที่เบ่งบานอยู่ในบริเวณนี้ได้”


สันติชาติพอได้ฟังก็เริ่มเข้าใจผงกศีรษะเห็นด้วย


“ที่นี้เธอตระหนักได้แล้วหรือยังล่ะเธอเกิดมาเพื่อทำอะไรบนโลกนี้” อาจารย์เมทัทสุถามหยั่งเชิงศิษย์ผู้มาจากประเทศไทยว่าเขามีความเข้าใจในระดับใด


“ถ้าผมจะตอบว่าเพื่อประสบความสำเร็จในชีวิตล่ะครับ” สันติชาติตอบแบบคล้ายไม่แน่ใจว่าคำตอบนี้ถูกต้องหรือไม่


อาจารย์เมทัทสุทำหน้าตาเหมือนจะเข้าใจความหมายที่สันติชาติพูดพลางกล่าวว่า


“อ้อการศึกษาทางโลกที่เธอได้ร่ำเรียนมาจนจบระดับการศึกษาขั้นสูงสุดนั้นสอนเธอได้แค่นี้รึสันติชาติถ้ายังงั้นเราขอถามเธอหน่อยว่าเธอต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตไปเพื่ออะไร?”


............”


“ไม่ต้องรีบตอบคำถามนี้หรอกนะขอให้เธอใช้เวลาที่เธอนั่งฝึกสมาธิข้างน้ำตกนี่หาคำตอบนี้ให้เจอว่าตัวเธอเกิดมาเพื่อทำอะไรบนโลกนี้แล้วค่อยบอกเราบางทีประสบการณ์ในอดีตที่เธอผ่านพ้นมาคงจะเป็นเครื่องชี้นำคำตอบให้กับเธอได้จงอย่าพึ่งการใช้ตรรกะเหตุผลแต่คอยฟังเสียงน้ำตกให้ดีขณะที่เธอกำลังนั่งฝึกสมาธิแล้วเธอก็จะรู้ได้เองแหละ”


 
คนเราเกิดมาเพื่อทำอะไรบนโลกนี้? นี่เป็นคำถามที่พื้นฐานมากพอๆกับคำถามที่ว่าทำไมคนเราถึงต้องตายและทำไมผู้คนถึงเกรงกลัวความตายกันนักทั้งๆที่ความตายนั้นความจริงก็คือการหลับที่ไม่มีวันตื่นชั่วกาลนานเท่านั้นเองมีใครบ้างทีไม่เคยหลับทุกคนต้องมีการนอนหลับกันทั้งนั้นและในยามที่คนเรานอนหลับสนิทก็หาได้มีสภาพที่แตกต่างไปจากคนที่ตายแล้วแต่อย่างใดไม่


จะต่างก็เพียงแต่ว่าคนที่ยังไม่ตายคือผู้ที่หลับแล้วมีโอกาสตื่นหรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งได้ว่าผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกคนล้วนแล้วแต่กำลังฝึกฝน “การหลับที่ไม่มีวันตื่นกันทุกคืนทั้งสิ้น


แต่ใครจะรู้หรือตัดสินได้เล่าว่าการนอนหลับในแต่ละคืนของตัวเรานี้คือการหลับแบบมีวันตื่นหรือการหลับแบบไม่มีวันตื่นตัวเราเองรึ? ก็ไม่ใช่เพราะในยามที่ตัวเราเองกำลังนอนหลับอยู่นั้นเราไม่สามารถรับรู้ในสิ่งเหล่านี้ได้มนุษย์ส่วนใหญ่กลัวตายแต่กลับไม่กลัวการพักผ่อนนอนหลับแถมยังชอบการนอนหลับเสียด้วยฟังดูแล้วมิใช่เรื่องที่ขัดแย้งกันเองดอกหรือ


หรืออาจเป็นเพราะว่าการนอนหลับชั่วกาลนานนั้นมันยาวนานเกินไปพวกมนุษย์จึงไม่ชอบแต่ความคิดเช่นนี้ก็ไม่น่าจะถูกต้องเพราะในระหว่างที่คนเรากำลังนอนหลับอยู่นั้นคนเราจะไม่รู้ถึงกระแสแห่งเวลาแต่ประการใดเพราะนิยามของเวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการทำงานของจิตสำนึกเท่านั้น


ดังนั้นถ้าหากไม่มีกระแสเวลาดำรงอยู่ในขณะนอนหลับอยู่จริงมนุษย์เราก็ไม่น่าจะรู้ถึงความแตกต่างระหว่างการหลับหนึ่งคืนกับการหลับไปชั่วกาลนานได้แล้วจะกลัวตายไปทำไมกันจะเห็นได้ว่าความกลัวตายเป็นสิ่งที่เกิดมาจากความแตกต่างในทัศนะหรือวิธีคิดของคนเราเท่านั้น


แล้วความหมายของการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้เล่าใช่หรือไม่ว่ามันจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อคนเรามีทัศนะหรือวิธีคิดต่อชีวิตอย่างถูกต้องแท้จริงแล้ว?


วิธีคิดก่อให้เกิดความกลัวและความกล้าได้
วิธีคิดก่อให้เกิดความโง่และความฉลาดได้
วิธีคิดก่อให้เกิดมายาและความจริงได้ว่าแต่ว่ามนุษย์เราจะมีวิธีคิดที่ดีที่ถูกต้องได้อย่างไรกัน?


ความสุขความทุกข์ของมนุษย์จริงๆแล้วขึ้นอยู่กับวิธีคิดของคนผู้นั้นในแต่ละช่วงขณะนั้นเป็นอย่างมากเลยไม่ใช่เพราะคนเราเจ็บไข้ได้ป่วยหรอกที่กำหนดความสุขความทุกข์ของคนและไม่ใช่เพราะเคราะห์หามยามร้ายหรอกที่กำหนดความทุกข์ความสุขของคน


เพราะตราบใดที่คนเราอยู่ท่ามกลางความปิติยินดีที่กำลังมีชีวิตอยู่ได้ตราบนั้นความทุกข์โศกใดๆไม่ว่าจะมาจากโรคภัยไข้เจ็บหรือเคราะห์ร้ายทั้งปวงย่อมไม่อาจเข้ามาบั่นทอนจิตใจของคนผู้นั้นได้


สันติชาติลืมตาขึ้นมาจากการนั่งสมาธิข้างน้ำตกเขาหวนทบทวนความคิดต่างๆที่แล่นเข้าสู่จิตใจเมื่อครู่เกี่ยวกับเรื่องความตายและความหมายของการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ฉับพลันเขาเหลือบไปแลเห็นตัวอักษรกลุ่มหนึ่งซึ่งสลักอยู่ข้างๆก้อนหินที่เขากำลังนั่งฝึกสมาธิอยู่เขาลุกขึ้นเข้าไปดูมันใกล้ๆด้วยความอยากรู้อยากเห็นเมื่อคิดได้ว่าสถานที่แห่งนี้เขาคงไม่ใช่คนแรกหรอกที่จะมานั่งฝึกฝนวิชาบางทีอาจจะมี “ผู้กล้ารุ่นก่อนเขาหลายชั่วอายุคนแล้วก็เป็นได้ที่มานั่งฝึกฝนวิชาณสถานที่นี้อยู่ก่อนแล้วอักษรเหล่านั้นมีใจความดังต่อไปนี้ 


ตัวเราคือผลผลึกแห่งพลัง
ตัวเราบัดนี้กำลังอยู่ร่วมกับพลังแห่งพระจิต
อาตมันที่เป็นอมตะเป็นสิ่งที่สมบูรณ์
ที่ไม่ว่าน้ำหรือไฟก็ไม่อาจทำลายได้
อาตมันหรือตัวตนที่แท้มีพลังที่ไร้ขอบเขต


สันติชาติไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้สลักข้อความเหล่านี้ลงในก้อนหินบางทีอาจจะไม่ใช่แค่คนคนเดียวเท่านั้นหรอกบุคคลเหล่านี้คงได้บันทึก “ประสบการณ์โดยตรง” ที่พวกเขาได้สัมผัสด้วยตนเองในขณะที่กำลังฝึกฝนตนเองอยู่ด้วยความรู้สึกปิติปรีดาที่พวกเราแต่ละคนได้เคยมีประสบการณ์แห่งช่วงขณะที่พวกเขาสามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาลได้จึงเปล่งคำเหล่านี้ออกมาและบันทึกไว้เป็นประจักษ์พยาน


หรือว่าสิ่งนี้คือความหมายที่แท้จริงของการที่คนเราเกิดมาเพื่อทำอะไรบนโลกนี้ใช่แล้วมันต้องเป็นสิ่งนี้อย่างแน่นอน


เมื่อสันติชาติแจ้งคำตอบนี้ของเขาให้อาจารย์เมทัทสุทราบเมื่อยามที่ทั้งคู่ลงจากภูเขาและเดินทางกลับมาถึงที่พักแล้วขณะนั้นเป็นตอนค่ำพระจันทร์กำลังเต็มดวงพอดีท่านเมทัทสุได้สั่งให้สันติชาตินั่งเพ่งดูพระจันทร์เป็นเวลา 1 ชั่วยามโดยห้ามขยับเขยื้อนร่างกายส่วนใดทั้งสิ้นจากนั้นท่านถึงจะมาตรวจสอบเขาอีกครั้งหนึ่ง


 
...หนึ่งชั่วยามผ่านไปสันติชาติได้นั่งเพ่งดูพระจันทร์ตามที่อาจารย์สั่งจนรู้สึกเริ่มจะเบื่อหน่ายแล้วก็เป็นเวลาที่ท่านเมทัทสุปรากฏกายอีกครั้งหนึ่งพอดี


“เป็นยังไงนั่งเพ่งดูพระจันทร์มาโดยตลอดเลยใช่มั้ย” ท่านเมทัทสุถามสันติชาติ


สันติชาติยิ้มอย่างภูมิใจที่ตนเองสามารถปฏิบัติตามที่อาจารย์สั่งได้โดยตลอดพร้อมกล่าวว่า


“ครับผมขยับตัวได้แล้วนะครับอาจารย์”


“เธอเห็นพระจันทร์แจ่มชัดมากใช่มั้ย” อาจารย์เมทัทสุถามอีกครั้ง


“ครับอาจารย์แลเห็นพระจันทร์ชัดมากเลยครับ” สันติชาติตอบอย่างมั่นใจ


อาจารย์เมทัทสุยิ้มเล็กน้อยดวงตาทั้งคู่คล้ายมองลึกลงไปในตัวสันติชาติแล้วกล่าวว่า


“ถ้าเช่นนั้นเธอลองวาดพระจันทร์ที่เธอบอกว่าเห็นชัดมากนี้ลงที่พื้นดินนี่ให้เราดูหน่อยซิ”


“วาดพระจันทร์หรือครับ?” สันติชาติทำหน้าฉงน


“ใช่แล้ว” ท่านเมทัทสุยืนยันความคิดเดิม


เมื่อสันติชาติวาดรูปพระจันทร์ลงไปบนพื้นท่านเมทัทสุกลับส่ายหน้าและบอกกับเขาว่า


“นั่นไม่ใช่พระจันทร์แต่เป็นแค่ขอบวงกลมของดวงจันทร์ต่างหากเธอไม่เห็นหรอกรึว่าดวงจันทร์ที่เธอนั่งเพ่งตั้งหนึ่งชั่วยามนี้มันมีลวดลายสวยงามพิสดารอย่างไร”


“...?...”


อาจารย์เมทัทสุยกมือข้างหนึ่งจับไหล่สันติชาติแล้วอธิบายว่า


“เห็นมั้ยว่าตัวเธอเองก็ยังไม่ได้เห็นดวงจันทร์ชัดเจนจริงๆเหมือนกับคำตอบของเธอเมื่อครู่เกี่ยวกับความหมายที่คนเราเกิดมาเพื่ออะไรก็ยังไม่ใช่คำตอบจริงๆของเธอจากตัวเธอ!



"..............."”


“เพราะฉะนั้นเธอจะต้องไปฝึกนั่งที่ข้างน้ำตกนั่นอีกต่อไปจนกว่าเธอจะได้คำตอบที่เราพอใจ” อาจารย์เมทัทสุกล่าวสรุป


“อาจารย์ครับเป็นไปได้ไหมครับว่าเสียงของน้ำตกที่ดังสั่นอยู่ตลอดเวลานั่นทำให้ใจผมไม่สามารถเข้าสู่สมาธิในระดับลึกได้” สันติชาติตั้งข้อสังเกตตามประสานักวิชาการ


ท่านเมทัทสุถอนใจกล่าวว่า


“ถ้าเสียงของน้ำตกแค่นี้เธอยังควบคุมใจให้สงบไม่ได้ต่อให้เธอไปฝึกในที่อื่นที่ไหนก็ตามเธอก็ไม่มีวันรุดหน้าไปได้หรอกสันติชาติเธอไม่รู้หรอกหรือว่าเราลำบากแค่ไหนกว่าจะเจาะจงหาสถานที่เช่นนี้มาให้เธอฝึกได้”


“อาจารย์เจาะจงเลือกสถานที่นี้ให้ตัวผมฝึกหรือครับ?” สันติชาติถามอย่างนึกไม่ถึง


“ใช่แล้ว” ท่านเมทัทสุพยักหน้ารับ


“ทำไมหรือครับ?” สันติชาติถามต่อ


“เพราะเราอยากให้เธอได้ยินเสียงของฟ้าเร็วๆน่ะสิ” ท่านเมทัทสุกล่าวเป็นปริศนาอีกครั้ง


“เสียงของฟ้าหรือครับ?” สันติชาติเริ่มงุนงงกับความหมายที่อาจารย์เมทัทสุพยามยามต้องการจะบอก


“ใช่แล้วเสียงที่อยู่บนฟ้าเสียงนี้เราได้ยินอยู่เสมอเราได้ยินแม้แต่ในขณะที่เรากำลังสนทนากับเธออยู่นี้แต่ถ้าหากเธอยังมัวกังวลอยู่กับเสียงของน้ำตกหรือเรื่องอื่นๆเธอก็จะไม่ได้ยินเสียงของมันเหมือนกับที่เธอไม่ได้ยินเสียงของพสุธาอาจารย์เมทัทสุอธิบาย


“เสียงของพสุธาหรือครับ?” สันติชาติถามอย่างงงงวยอีกไม่ทราบเป็นครั้งที่เท่าไหร่

อาจารย์เมทัทสุหัวเราะเบาๆแล้วอธิบายว่า


“ใช่แล้วถ้ามีเสียงของฟ้าก็ย่อมมีเสียงของพสุธาด้วยแต่เสียงของพสุธาจะได้ยินง่ายกว่าเสียงของฟ้าถ้าหากเธอมีสมาธิเพียงพอเพราะเสียงของพสุธาคือเสียงร้องของเหล่าสรรพสัตว์คือเสียงของแมลง  คือเสียงกิ่งไม้ยามถูกลมโบกพัด”


“เสียงเหล่านี้ผมก็ได้ยินครับ” สันติชาติกล่าวตามความเข้าใจของตน


“ใช่แล้วแต่ถ้าเธอได้ยินมันท่ามกลางเสียงน้ำตกที่ดังสนั่นหวั่นไหวนั่นถึงจะกล่าวได้ว่าเป็นเสียงพสุธาที่แท้จริงเพราะฉะนั้นพรุ่งนี้เธอจะต้องไปที่น้ำตกนั่นแต่เช้าตรู่และฟังเสียงพสุธาให้ได้ถ้าไม่ได้เธออย่ากลับมาให้เราเห็นหน้าเป็นอันขาดนะสันติชาติ” อาจารย์เมทัทสุสั่งอย่างเฉียบขาด


...ถ้าอยากจะฟังเสียงฟ้าก็ต้องฟังเสียงพสุธาให้ได้ก่อน...


 
เช้าวันรุ่งขึ้นสันติชาติกุลีกุจอรีบไปที่ชะง่อนผาข้างน้ำตกแต่เช้าตรู่เช้าวันนี้เขารู้สึกคึกคักกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษราวกับกำลังจะเข้าสู่สนามประลองฝีมือเขามุ่งมั่นที่จะฟังเสียงของพสุธาข้างน้ำตกนั้นให้จงได้คราวนี้เขาไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าเขาจะสามารถได้ยินเสียงอะไรอื่นอีกได้ท่ามกลางเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจากน้ำตกสายนั้น


เสียงร้องโครมครามของน้ำตกที่ไม่เคยหยุดนิ่งปกคลุมสภาพรอบๆบริเวณน้ำตกแห่งนั้นอย่างมิดชิดอย่าว่าแต่เสียงนกร้องเลยแม้แต่เสียงกระแอมไอของตัวสันติชาติเองเขาก็ยังแทบไม่ได้ยินเลย 10 นาที 20 นาทีผ่านไปแล้วสันติชาติยังคงขะมักเขม้นนั่งสมาธิตั้งใจฟังเสียงอื่นนอกจากเสียงน้ำตกแต่แม้เขาจะนั่งนิ่งๆฟังจนหูเริ่มชาแล้วเขาก็หาได้ยินเสียงอะไรอื่นอีกไม่


ครั้นเวลาผ่านไปอีก 1 ชั่วโมงเต็มสันติชาติจึงลืมตาขึ้นมาโดยยังไม่ได้ผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันทั้งสิ้น  เขาแลดูกระแสน้ำตกที่ไหลแรงกระแทกกระทั้นโขดหินราวกับฆ้อนที่กำลังกระหน่ำฟาดลงมายังทั่งตีเหล็กพลันสายตาของเขาเหลือบแลเห็นฝูงนกตัวเล็กๆฝูงหนึ่งกำลังบินเล่นไปมาอยู่เหนือโขดหินบริเวณน้ำตกสายนั้น


ถ้าเป็นที่อื่นป่านนี้เขาคงได้ยินเสียงร้องของฝูงนกนั่นแล้วเป็นแน่สันติชาตินึกเช่นนั้นอยู่ในใจพร้อมกับเกิดความคิดวูบหนึ่งขึ้นมาว่าเขาน่าจะลองหันไปเพ่งจิตจับเสียงฝูงนกกลุ่มนี้ดูเท่านั้นเผื่อบางทีอาจจะได้ยินก็เป็นได้เพราะถ้าหากแม้แต่เสียงร้องของฝูงนกที่อยู่ต่อหน้าเขานี้ก็ยังไม่สามารถได้ยินแล้วเขาจะมีทางได้ยินเสียงพสุธาเสียงอื่นๆได้อย่างไรกัน


เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมงและเป็นหนึ่งชั่วโมงแต่เจ้านกฝูงนั้นยังคงแสดง “ละครเงียบ” อยู่เบื้องหน้าสันติชาติทั้งๆที่เขาได้พยายามติดตามการเคลื่อนไหวของพวกมันด้วยสายตาของเขาอย่างไม่ลดละจนสันติชาติกำลังคิดจะล้มเลิกความตั้งใจของเขาแล้วอยู่พอดีทันใดหูของสันติชาติก็ได้ยินเสียงหนึ่งแว่วเข้ามาแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว “จิ๊บจิ๊บ” เสียงนั้นมาจากนกตัวหนึ่งก่อนที่มันจะโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าและลับจากคลองจักษุของเขาไป


เสียงกระหน่ำของน้ำตกก็หาได้หยุดเฉยไม่แต่ทำไมเขาจึงได้ยินเสียงนั้นเล่า? เขาคิดด้วยความประหลาดใจพร้อมกับมีกำลังใจที่จะนั่งเพ่งตามการเคลื่อนไหวของนกตัวอื่นเพื่อคอยฟังเสียงของพวกมันเหมือนอย่างที่เขาเพิ่งได้ยินเมื่อครู่


เพราะถ้าหากลองเคยได้ยินครั้งหนึ่งแล้วครั้งต่อไปก็ต้องมีโอกาสได้ยินอีกเป็นแน่ แต่แปลกเหลือเกินทั้งๆที่สันติชาติได้พยายามนั่งเพ่งต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงเต็มๆเขาก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีกเลยนอกจากเสียงน้ำตกเหมือนเช่นเดิม


ฉับพลันสันติชาติก็หวนนึกถึงประสบการณ์ในสมัยที่เขาเคยฝึกมวยภายในกับอาจารย์ลิ้มเมื่อหลายปีก่อนได้ว่าในสมัยนั้นอาจารย์ลิ้มได้พร่ำสอนเขาอยู่เสมอว่า “ในการฝึกมวยภายในนั้นความพยายามหรือความตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการเพ่งจิตหรือการรวมพลังของจิตได้


นักวิชาการหนุ่มฉุกคิดได้ว่าหรือว่าในการจะฟังเสียงพสุธานั้นความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นของตัวเขาได้กลายมาเป็นอุปสรรคในการฟังของตนเอง? เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่เมื่อครู่เขาสามารถได้ยินเสียงนกตัวนั้นก็เพราะว่าใจตนกำลังอยู่ในภาวะผ่อนคลายที่กำลังจะเลิกคร่ำเคร่งฝึกนั่ง? สันติชาติคำนึงในใจและรู้สึกใจสว่างวูบขึ้นมาเหมือนกับจับเคล็ดของการฟังเสียงพสุธาได้แล้ว
 


ภายในเย็นวันนั้นสันติชาติก็ปะสบความสำเร็จในการฟังเสียงพสุธาได้เมื่อเขาค้นพบว่ายามที่จะฟังเสียงนกถ้าหากใจเขาสามารถปล่อยคลายความยึดติดจากเสียงน้ำตกไปได้เขาก็จะได้ยินเสียงมัน


โดยที่ใจซึ่งคลายจากความยึดติดคือใจที่ถูกชะรำล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นด้วยการฝึกนั่งสมาธินั่นองและเสียงของพสุธาก็มิใช่เสียงใดอื่นแต่คือเสียงต่างๆบนโลกนี้ในยามที่เขาเอาใจเข้าไปจดจ่อฟังแต่เสียงที่มาจากธรรมชาตินั่นเอง


เมื่อสันติชาติกลับมารายงานความก้าวหน้าในการฟังเสียงพสุธาของเขาให้ท่านเมทัทสุทราบท่านก็บอกกับเขาว่า


“ดีมากแสดงว่าเธอเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วใช่ไหมว่าถ้าหากใจของเราถูกชำระล้างให้สะอาดแล้วเราจะสามารถได้ยินเสียงที่ตามปกติคนธรรมดาจะไม่สามารถได้ยินเลยและมีแต่คนที่มีใจที่ถูกชำระล้างแล้วเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติที่จะได้ยินเสียงของฟ้าได้”

...สองสัปดาห์ต่อมา...


ภายหลังจากที่สามารถฟังเสียงพสุธาได้แล้วสันติชาติก็มุ่งฝึกนั่งต่อไปเพื่อจะฟังเสียงของฟ้าว่าแต่ว่าเสียงของฟ้าที่อาจารย์เมทัทสุเอ่ยถึงนั้นหมายถึงเสียงของอะไรกันแน่?


ถ้าหากเสียงที่เกิดมาจากสรรพสัตว์ที่อยู่บนพื้นดินคือเสียงของพสุธา


เสียงที่เปล่งออกมาจากท้องฟ้าจะหมายถึงเสียงลมบนยอดเขาได้มั้ยหนอ?


สันติชาติได้ทดลองนั่งฟังเสียงฟ้าบนยอดเขามาเป็นเวลา 2 อาทิตย์เต็มๆแล้วแต่เขาก็ยังไม่ได้ความกระจ่างแต่ประการใดในที่สุดเขาจึงตัดสินใจขอคำแนะนำจากอาจารย์เมทัทสุ


“อ้อยังไม่ได้ยินรึถ้าเช่นนั้นเราขอถามเธอหน่อยในตอนที่เธอตั้งใจจะฟังเสียงของฟ้านั้นหูของเธอได้ยินเสียงอื่นด้วยมั้ยเช่นเสียงนกเสียงลมหรือที่เราเรียกว่าเสียงของพสุธานั่น” อาจารย์เมทัทสุถามศิษย์หนุ่มจากประเทศไทย”


“...?...”


“เราจะบอกเคล็ดให้แก่เธอต่อให้เธอได้ยินเสียงอะไรต่างๆเข้ามาในหูเธอก็ตามถ้าหากใจของเธอไม่ไปใส่ใจกับเสียงเหล่านั้นได้เธอก็จะได้ยินเสียงของฟ้าเองแหละ” อาจารย์เมทัทสุกล่าวพร้อมกับสั่งให้สันติชาติไปฝึกฝนนั่งฟังเสียงของฟ้าต่อ


ถ้าไม่ไปใส่ใจกับเสียงของพสุธาก็จะได้ยินเสียงของฟ้าเองสันติชาติจึงทดลองปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ของอาจารย์เมทัทสุแล้วเขาก็พบว่าความตั้งใจที่จะไม่ใส่ใจกับเสียงต่างๆเข้ามาในหูนั้นก็ยากพอๆกันหรือยากยิ่งกว่าการตั้งใจจะฟังให้ได้ยินเสียงใดเสียงหนึ่งท่ามกลางเสียงน้ำตกเสียอีก


ในตอนนี้เสียงของน้ำตกไม่ได้รบกวนจิตใจของเขาเหมือนอย่างในตอนแรกอีกต่อไปแล้วแต่เขาก็ยังไม่ได้ยินเสียงของฟ้าสักทีเขาเงยหน้าขึ้นดูท้องฟ้ามีปุยเมฆขาวกำลังลอยอยู่ 2 - 3 ก้อนนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกคิดถึงบ้านเกิดในประเทศไทยเขาพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านให้หลุดไปจากใจ


เขาหวนนึกถึงคำแนะนำของท่านเมทัทสุอีกตอนหนึ่งว่า


“แน่นอนว่าการฟังเสียงของฟ้าไม่ใช่เรื่องง่ายความจริงเป็นเรื่องยากมากเสียด้วยแต่รับรองได้ว่าเราจะไม่บอกเธอให้ทำเรื่องที่ไม่มีวันทำได้เป็นอันขาดจงจำไว้อีกอย่างนะสันติชาติว่าแม้เรื่องง่ายๆถ้าหากใจเราไปมัวตั้งแง่คิดเอาเองก่อนว่าเป็นเรื่องยากเสียแล้วมันก็จะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาจริงๆในทางตรงกันข้ามเรื่องที่ยากๆถ้าหากเธอคิดว่าเป็นเรื่องง่ายแล้วมันก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาจริงๆได้เช่นกันจงจำไว้ให้ดีนะว่าอย่าไปใส่ใจกับเสียงอื่นๆของพสุธาแล้วเธอก็จะได้ยินเสียงของฟ้าเอง”


แม้จะรู้เคล็ดลับรู้เหตุรู้ผลแล้วแต่สันติชาติก็ยังทำตามเช่นนั้นไม่ได้สิ่งนี้มิใช่ความยากลำบากอันแสนสาหัสที่ผู้ฝึกฝนตนเองทุกคนต้องเผชิญอยู่เสมอหรอกหรือ? รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังทำตามที่รู้ไม่ได้ช่องว่างระหว่างการรู้กับการทำได้นี้จะถมให้เต็มได้อย่างไรกัน?


 
ในขณะที่สันติชาติกำลังจะเริ่มรู้สึกท้อแท้นั้นปุยเมฆสีขาว 2-3 ก้อนที่เขาแหงนดูอยู่ก็ค่อยๆแตกกระจายเป็นปุยเมฆชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนกระทั่งมันหลอมรวมกับท้องฟ้าสีครามเป็นหนึ่งเดียวสันติชาติเหม่อมองการเคลื่อนไหวของปุยเมฆนี้ด้วยการสนใจจนเกือบจะตกอยู่ในภวังค์ที่มุมปากของเขามีรอยยิ้มเล็กน้อยให้กับความงามของปุยเมฆที่หลอมละลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับท้องฟ้า


ในช่วงขณะนั้นเองที่สันติชาติรู้สึกเฉลียวใจขึ้นมาว่าจะเป็นสิ่งนั้นมั้ยหนอเพราะในขณะนั้นแม้หูของเขาก็ยังคงได้ยินเสียงต่างๆจากพสุธาเข้ามาเหมือนเดิมแต่ทว่าใจของเขากลับถูกปลดปล่อยจากสิ่งเหล่านี้อย่างน้อยก็ในชั่วขณะนั้นแต่มันกลับถูกดึงดูดให้เข้าไปผนึกแนบแน่นกับท้องฟ้าพร้อมๆกับปุยเมฆเหล่านั้นแต่ทำไมเขาจึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเล่า?


“ดูเหมือนว่าเธอจะได้ยินเสียงของฟ้าแล้วใช่มั้ยสันติชาติ” เสียงของอาจารย์เมทัทสุดังขึ้นมาจากเบื้องหลังของเขาคราวนี้ใบหน้าของท่านเมทัทสุดูอ่อนโยนขึ้นไม่ดูเข้มงวดเหมือนแต่ก่อน


“แต่ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนี่ครับอาจารย์” สันติชาติตอบตามความสัตย์จริง


อาจารย์เมทัทสุหัวเราะในลำคอแล้วกล่าวว่า


“ทั้งๆที่เธอได้ยินมันแล้วเธอยังบอกว่าไม่ได้ยินอยู่อีกรึ”


ท่านเมทัทสุเห็นสันติชาติคล้ายยังไม่เข้าใจจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า


“ที่เธอรับรู้เมื่อครู่นี้นั่นก็คือเสียงของฟ้าไงล่ะเพราะเสียงของฟ้าคือเสียงที่ไม่ได้ยินคือเสียงที่ไร้เสียงคือความเงียบสงัดอันเป็นที่สุดนั่นเองและในท่ามกลางความเงียบสงัดเช่นนี้ปัญหาทุกอย่างในใจของเธอจะถูกแก้ให้ตกได้อย่างหมดสิ้น”


“.....”


“ลองคิดให้ดูซิสันติชาติในช่วงระหว่างที่เธอกำลังฟังเสียงของฟ้าอยู่นั้นไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นในใจเธอเลยจริงมั้ยในช่วงขณะนั้นเธอมิใช่ชายหนุ่มที่แบกทุกข์ของสังคมเอาไว้บน 2 บ่าและเธอก็มิใช่ชายหนุ่มผู้เดียวดายผู้มีความหลังอันปวดร้าวอีกต่อไปจริงมั้ย”


“......”


“ถ้าเธอยอมรับว่าใช่เธอก็ต้องหมั่นฝึกฝนใจของเธอให้หัดฟังเสียงของฟ้าบ่อยๆเข้าใจมั้ย”


“ครับอาจารย์” สันติชาติรับคำในที่สุดเขาก็ผ่านบทเรียนแห่งการฝึกฝนปฏิบัติไปได้อีกบทหนึ่ง
 








Powered by MakeWebEasy.com