26. บทสนทนากับจักรพรรดิอู๋ตี้

26. บทสนทนากับจักรพรรดิอู๋ตี้

 


บทสนทนากับจักรพรรดิ์อู๋ตี้


 
การเดินทางจากอินเดียไปยังจีนของตั๊กม้อใช้เวลานานถึงสามปีกว่าที่ท่านจะได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิอู๋ตี้ผู้มีความเลื่อมใสในปรัชญาศาสนาพุทธเป็นอย่างยิ่งเพราะพระองค์เป็นผู้สนับสนุนและระดมนักวิชาการนับจำนวนหลายพันคนแปลคัมภีร์ศาสนาพุทธเป็นภาษาจีนโดยไม่เสียดายราชทรัพย์จำนวนมหาศาลที่พระองค์ทุ่มเทให้กับศาสนาพุทธแต่อย่างใดเลย


พระผู้ใหญ่ที่องค์จักรพรรดิได้พบก่อนตั๊กม้อนั้นล้วนสรรเสริญการกระทำของพระองค์ทั้งสิ้นว่าเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตจะต้องได้เป็นพรหมในสรวงสวรรค์แน่นอนเพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คำถามแรกที่องค์จักรพรรดิอู๋ตี้ทรงตรัสถามปรมาจารย์ตั๊กม้อยามแรกพบจึงเป็นคำถามดังต่อไปนี้


ตัวข้าอุทิศราชทรัพย์และอำนาจทั้งหมดที่ข้ามี
รับใช้ศาสนาพุทธในการสร้างวัดและแปลคัมภีร์
ถึงขนาดนี้แล้วในชาติหน้าข้าจะได้เกิดเป็นอะไร
และตัวข้าจะได้รับผลบุญอะไรบ้าง ?”


อันที่จริงอาจกล่าวได้ว่าองค์จักรพรรดิอู๋ตี้รู้สึกผิดหวังและผิดคาดในตัวของตั๊กม้อนับแต่ทรงแรกเห็นแล้วเพราะในความคิดคำนึงของพระองค์พระพุทธควรจะมีใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนมีเสน่ห์ดึงดูดน่าประทับใจน่าเคารพศรัทธาเพียงแค่ได้แลเห็นดุจเดียวกับพระพุทธรูปแต่ตั๊กม้อที่พระองค์ได้พบและได้ยินคำร่ำลือมาก่อนได้เจอตัวจริงเสียอีกว่าเป็นผู้บรรลุธรรมแล้วกลับมีใบหน้าที่ออกจะเรียกได้ว่าน่ากลัวเสียด้วยซ้ำแต่แม้กระนั้นองค์จักรพรรดิ์ผู้เปี่ยมไปด้วยศรัทธาในพุทธศาสนาก็ทรงตัดสินพระทัยตรัสถามคำถามข้างต้นที่อยู่ในใจของพระองค์มานานต่อตั๊กม้อ


เมื่อตั๊กม้อได้ยินคำถามข้างต้นของจักรพรรดิอู๋ตี้เขารู้ทันทีว่าจักรพรรดิผู้เปี่ยมไปด้วยศรัทธาพระองค์นี้ยังไม่เข้าใจพุทธธรรมเขาจึงพยายามช่วยพระองค์ด้วยการตอบที่ฟังแล้วน่าตื่นตระหนกในสายตาของคนทั่วไปว่า

ผลบุญรึไม่มีหรอกดีไม่ดีอาจตกนรกด้วยซ้ำ

แต่ข้าไม่เคยทำบาปอะไรนี่นาทำไมถึงต้องตกนรกด้วยเล่า
ที่ผ่านมาพวกพระผู้ใหญ่บอกให้ข้าทำบุญอะไร
ข้าก็ทำตามทุกอย่างไม่เคยอิดออดเลยนี่
ข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าทำไม่ดีตรงไหน

ตราบใดพระองค์ไม่รู้จักฟังเสียงจากภายในของพระองค์เอง
ตราบนั้นก็ไม่มีใครหรืออริยบุคคลผู้ไหนจะช่วยพระองค์ได้หรอก
ขณะนี้พระองค์ยังไม่ได้ฟังเสียงจากภายในพระองค์เอง
เพราะถ้าฟังพระองค์คงไม่ถามคำถามที่เขลาเช่นนี้กับอาตมา

“......................”

ฝ่าบาทขอทรงโปรดรับฟังสิ่งที่อาตมาจะพูดต่อไปนี้ให้จงดี
อันวิถีของพระพุทธะนั้นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าผลบุญหรอก
เพราะตัวความปรารถนาที่จะได้ผลบุญนั้น
มันมาจากใจที่ยังโลภอยู่แต่คำสอนของพระพุทธะคือ
คำสอนที่ให้ไร้ใจไร้โลภไร้ความอยากเพราะฉะนั้น
ถ้าหากยังทำดีหรือทำบุญโดยหวังผลตอบแทนอยู่แล้ว
ผลบุญที่ได้จึงน้อยนิดหรือไม่ได้เลย

“..........................”

ตรงกันข้ามหากฝ่าบาททรงทำดีโดยหวังเผื่อแผ่ความปลื้มปิติ
ในการได้ลิ้มรสพระธรรมไปให้ปวงประชาของฝ่าบาท

ได้ร่วมลิ้มรสด้วยโดยไม่คาดหวังผลบุญตอบแทนใด
การกระทำอย่างน้ันของฝ่าบาทย่อมกลายเป็นผลบุญโดยตรง

ใจข้าเต็มไปด้วยความคิดหมกมุ่นอยู่แต่ในความคิด
ไม่เคยสงบเลยข้าจึงไม่เคยได้ยินเสียงจากภายใน
ที่ท่านเอ่ยถึงและไม่รู้วิธีด้วย

ถ้าเช่นนั้นตอนตีสี่วันพรุ่งนี้ขอพระองค์เสด็จมาที่
ที่พำนักของอาตมาที่วัดบนภูเขาชานเมืองแต่มีข้อแม้ว่า
พระองค์ต้องเสด็จมาลำพังโดยไม่พาองครักษ์มาด้วย 
 








Powered by MakeWebEasy.com