32. หัวใจของฮุ่ยเค่อ

32. หัวใจของฮุ่ยเค่อ



หัวใจของฮุ่ยเค่อ

 
ปรมาจารย์ตั๊กม้อได้นั่งสมาธิโดยหันหน้าเข้าหากำแพงเป็นเวลาถึงเก้าปีเต็มก่อนที่จะรับศิษย์คนแรกที่ชื่อฮุ่ยเค่อในระหว่างนั้นไม่ว่าใครจะมาพบท่านไม่ว่าจะใหญ่โตแค่ไหนท่านก็ไม่เคยหันหน้าจากกำแพงมาสนทนาด้วยเลยถ้ามีการสนทนาก็เป็นการสนทนาโดยที่ตัวท่านยังนั่งสมาธิหันหน้าเข้าหากำแพงอยู่อย่างนั้นตั๊กม้อได้ตั้งปณิธานเอาไว้ว่าตราบใดที่ผู้ที่คู่ควรกับการเป็นศิษย์ของท่านยังไม่ปรากฏตัวท่านจะไม่หันหน้ามาพบปะกับผู้ใดทั้งสิ้น


บุรุษหนุ่มผู้มีนามว่าฮุ่ยเค่อได้มากราบกรานขอเป็นศิษย์ตั๊กม้อหลายครั้งแล้วแต่ตั๊กม้อก็ไม่ยอมรับเขาเป็นศิษย์ราวกับต้องการทดสอบความมุ่งมั่นของเขาจนกระทั่งครั้งสุดท้ายท่ามกลางหิมะที่ตกหนักฮุ่ยเค่อผู้ดั้นด้นจะมากราบตั๊กม้ออีกได้ถูกโจรป่าดักปล้นทำร้ายกลางทางจนตัวเขาต้องสูญเสียแขนไปหนึ่งข้างและสมบัติล้ำค่าที่เขาเตรียมมากำนัลตั๊กม้อเป็นคุรุบูชาแต่แม้กระนั้นฮุ่ยเค่อก็ยังไม่ย่อท้อเขาได้ใช้แขนข้างที่ขาดของเขาถวายเป็นคุรุบูชาแก่ตั๊กม้อเพื่อแสดงถึงความเด็ดเดี่ยวในการเรียนธรรมะของเขา


ท่านอาจารย์นี่คือแขนของข้าขอมอบให้แก่ท่านเป็นคุรุบูชา
หากท่านยังไม่ยอมหันหน้ามาแม้แต่ศีรษะของข้าก็จะมอบให้แก่ท่าน!”


ในที่สุดตั๊กม้อก็หันหน้าจากกำแพงเป็นครั้งแรกในรอบเก้าปีนี้ท่านกล่าวกับฮุ่ยเค่อว่า


สมแล้วที่เจ้าจะมาเป็นศิษย์ของฉัน


หลังจากนั้นท่านอาจารย์ตั๊กม้อได้รับศิษย์อีกสามคนคือเต้าฟุซุงจื่อและเต้าหยู


เก้าปีผ่านไปในที่สุดท่านอาจารย์ตั๊กม้อก็ตัดสินใจเดินทางกลับชมพูทวีปก่อนจากกันท่านได้เรียกศิษย์ทั้งสี่ของท่านแล้วถามแต่ละคนว่าได้เรียนรู้แก่นแท้แห่งคำสอนของท่านอย่างไรบ้างเพื่อคัดเลือกผู้สืบทอดต่อจากท่านศิษย์ที่ชื่อเต้าฟุตอบว่า


สัจธรรมไม่ยึดติดกับคำพูดหรือตัวอักษร
แต่ก็ไม่อาจแยกจากมันได้สัจธรรมก็คือมรรค

ตั๊กม้อบอกว่า
สิ่งที่เธอพูดไม่ผิดหรอกแต่ยังไม่ใช่
เธอยังได้แค่ผิวหนังแห่งคำสอนของฉันเท่านั้น

ศิษย์ที่ชื่อซุงจื่อตอบว่า
สัจธรรมเป็นประสบการณ์โดยตรงที่ต้องเห็นเองและ
เห็นแค่ครั้งเดียวเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

ตั๊กม้อบอกว่า
คำตอบนี้ดีขึ้นหน่อยแต่ก็ยังไม่เข้าเกณฑ์ของฉัน
ตัวเธอยังได้แค่เนื้อแห่งคำสอนของฉันเท่านั้น

ศิษย์ที่ชื่อเต้าหยูตอบว่า
ธาตุทั้งสี่ความจริงล้วนว่างเปล่าขันธ์ห้าไม่ดำรงอยู่จริง
และไม่มีธรรมะอะไรที่ต้องไปรับรู้

ตั๊กม้อตอบว่า
ดีมากตัวเธอได้กระดูกแห่งคำสอนของฉันไปแล้วนะ

จากนั้นตั๊กม้อหันไปถามฮุ่ยเค่อศิษย์คนแรกของท่านว่า
แล้วเธอล่ะฮุ่ยเค่อเธอได้เรียนรู้แก่นแท้
แห่งคำสอนของฉันแค่ไหน

ฮุ่ยเค่อมิได้เอ่ยคำพูดอะไรออกมาเหมือนศิษย์คนอื่นๆเลยเขาก้มลงกราบแทบเท้าของตั๊กม้อผู้เป็นครูที่ตัวเขาเคารพบูชาสูงสุดน้ำตาเอ่อที่เบ้าตาทั้งสองข้างของเขาด้วยความรู้สึกที่สุดจะบรรยายออกมาได้ตั๊กม้อบอกกับฮุ่ยเค่อว่า

ศิษย์รักเธอได้ไขกระดูกแห่งคำสอนของฉัน
และเป็นผู้สืบทอดพุทธธรรมต่อจากฉันแล้วนะ


ฮุ่ยเค่อได้เป็นผู้สืบทอดพุทธธรรมแบบเซนต่อจากปรมาจารย์ตั๊กม้อมิใช่เพียงเพราะตัวเขาสามารถเข้าถึงสรรพวิชาของครูเขาเท่านั้นแต่เพราะตัวเขายังเข้าถึงจิตวิญญาณของครูของเขาด้วยเหมือนกับการที่ถ้าเราไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของพระไตรปิฏกนั้นมีชีวิตมีจิตวิญญาณมีความรู้สึกนึกคิดมีการกระทำอย่างไรเราก็ไม่มีทางเอาพระไตรปิฎกเหล่านั้นไปใช้อะไรได้


ฉันใดก็ฉันนั้นฮุ่ยเค่อใช้การสื่อทางจิตถ่ายทอดให้ครูของเขาได้รับรู้ว่าแก่นแท้แห่งคำสอนของครูนั้นลึกล้ำเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้และตัวเขาได้ซึมซับทั้งคำสอนและจิตวิญญาณของครูอย่างสมบูรณ์แล้วหัวใจของเขากับหัวใจของครูเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วนับเป็นโชคดีของคนรุ่นหลังที่พุทธศาสนานิกายเซนในจีนมีผู้สืบทอดที่สมบูรณ์แบบทั้งในแง่ความรู้ความสามารถและในแง่ของจิตใจอย่างฮุ่ยเค่อนี้


ถ้าฮุ่ยเค่อคือรุ่นที่สองที่สืบทอดพุทธธรรมมาจากปรมาจารย์ตั๊กม้อจากนั้นการถ่ายทอดสรรพวิชาและพุทธธรรมของปรมาจารย์ตั๊กม้อบางส่วนดำเนินไปอย่างลับๆในวัดเส้าหลินที่ไม่มีรายละเอียดหรือมีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ช่วงนี้เรามีข้อมูลน้อยมากเรารู้แต่เพียงว่าผู้สืบทอดรุ่นที่สี่คือเต้าซินผู้สืบทอดรุ่นที่ห้าคือฮุงเจ็นซึ่งเป็นอาจารย์ของฮุ่ยเหนิงผู้สืบทอดพุทธธรรมแบบเซนตัวจริงถัดจากปรมาจารย์ตั๊กม้อเพราะสำนักเซนสายต่างๆที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันล้วนมีต้นตอมาจากท่านอาจารย์ฮุ่ยเหนิงผู้นี้ทั้งสิ้น
 





Powered by MakeWebEasy.com