33. ไม่รู้หนังสือ มิใช่ไม่รู้พุทธธรรม

33. ไม่รู้หนังสือ มิใช่ไม่รู้พุทธธรรม



ไม่รู้หนังสือมิใช่ไม่รู้พุทธธรรม

     
ตามประวัติที่บอกเล่าสืบต่อกันมาฮุ่ยเหนิงเป็นผู้ไม่รู้หนังสือเลยขณะที่เขามีอายุเพียงยี่สิบสี่ปีแล้วซัดเซพเนจรไปถึงวัดหวางเม่ยที่ท่านอาจารย์ฮุงเจ็นผู้สืบทอดพุทธธรรมแบบเซนรุ่นที่ห้าเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้นเขาบังเอิญได้ฟังข้อความบางตอนจาก วัชรเฉทิกปรัชญาปารมิตาสูตร  ที่มีผู้กำลังสาธยายอยู่ในวัดพอได้ฟังเท่านั้นเขาก็บังเกิดประสบการณ์ทางวิญญาณแบบรู้แจ้งหรือตื่นขึ้นทางวิญญาณโดยฉับพลันตรงนั้นเลยข้อความบางตอนในวัชรเฉทิกปรัชญาปารมิตาสูตรที่ฮุ่ยเหนิงได้ฟังแล้วรู้แจ้งน่าจะเป็นข้อความดังต่อไปนี้


“.....เหล่าพระโพธิสัตว์หรือผู้แสวงธรรมทั้งหลาย
ควรตั้งจิตดังนี้ว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม
เราจักต้องนำพาพวกเขาทั้งหมดให้บรรลุนิพพาน
ได้วิมุติให้จงได้แต่เมื่อเรานำพาสรรพสัตว์
จำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านี้ไปสู่ความหลุดพ้นแล้ว
เราจะไม่คิดว่าเราได้นำพาสัตว์ใดๆไปสู่ความหลุดพ้นเลย

ทำไมถึงตั้งปณิธานเช่นนั้นเล่า? ก็เพราะว่า
ถ้าพระโพธิสัตว์หรือผู้แสวงธรรมยังมีจิตยึดมั่นผูกพัน
อยู่กับตัวตนบุคคลแล้วไซร้เขาก็ยังหาใช่พระโพธิสัตว์แท้จริงไม่

พุทธะคือผู้ที่เป็นอิสระแล้วจากความคิดทั้งปวง
แม้แต่การบรรลุธรรมนี้แท้จริงแล้ว
มิได้มีการบรรลุเลยจึงเรียกว่าบรรลุธรรม

ถ้าว่าถึงบรมธรรมหรืออนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ความจริงมิได้เป็นการบรรลุถึงสิ่งใดดังนั้นจึงเรียกว่า
บรมธรรมอนึ่งบรมธรรมนี้มีอยู่ทุกหนทุกแห่งเสมอกัน
ไม่มีต่ำมีสูงจึงเรียกว่าสูงสุด
ผลานิสงส์ของบรมธรรมอันนี้จะประจักษ์
ก็โดยการปฏิบัติอย่างไม่ยึดมั่นกับตัวตนบุคคลทุกประเภท
สิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัตินั้นแท้จริงแล้วไม่มีการปฏิบัติเลย
จึงได้ชื่อว่าการปฏิบัติที่แท้


ฮุ่ยเหนิงตัดสินใจบวชเป็นลูกวัดในวัดหวางเม่ยเดี๋ยวนั้นเลยความที่เขาไม่รู้หนังสือและมิได้มีฐานะทางสังคมใดๆเขาจึงถูกส่งไปทำงานโม่ข้าวเป็นแป้งในโรงนาของวัดโดยแทบไม่มีโอกาสฝึกนั่งสมาธิหรือว่าเรียนธรรมะใดๆที่เป็นคำสอนจากในวัดเพิ่มเติมเลยการได้เคยใช้แรงงานในทุ่งนามาก่อนมีส่วนทำให้ร่างกายของฮุ่ยเหนิงแข็งแรงบึกบึนเมื่อเขาถูกส่งให้มาทำงานโม่ข้าวซึ่งเป็นอิริยาบถซ้ำซากโดยต้องโม่ข้าวถึงวันละสิบชั่วโมงและมีเวลาได้ฝึกนั่งสมาธิช่วงสั้นๆในช่วงตอนเช้ากับตอนเย็นเท่านั้นเขาก็ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่โดยไม่เคยปริปากบ่น


ในช่วงแรกๆการหมุนหินโม่ข้าวของฮุ่ยเหนิงที่เพิ่งเริ่มหัดโม่ข้าวยังไม่คล่องและกินแรงอยู่ตัวเขาเองก็ต้องใส่จิตใส่ใจอยู่กับการโม่ข้าวอย่างไรให้ถูกต้องและออกมาดีที่สุดฮุ่ยเหนิงทำการหมุนหินโม่ข้าวอยู่อย่างนี้ทั้งวันอย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่ายหรือท้อถอยเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้าเขายิ่งชำนาญในการโม่ข้าวขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มใส่ใจกับอาการโม่ข้าวน้อยลงเพราะร่างกายเขาเริ่มสามารถหมุนหินโม่ข้าวโดยอัตโนมัติและหันไปใส่ใจกับการทำงานของจิตของเขาในขณะที่หินโม่ข้าวกำลังหมุนไปนอกจากนี้ในช่วงตอนเช้ากับตอนเย็นตัวเขาเริ่มฝึกกำลังภายในแบบเซนของปรมาจารย์ตั๊กม้อในท่านั่งสมาธิที่ได้รับการสืบทอดกันมาอีกด้วย


นานวันเข้าทั้งๆที่ฮุ่ยเหนิงไม่ได้มีโอกาสเรียนธรรมะเพิ่มเติมอีกเลยเพราะต้องทำงานโม่ข้าวทั้งวันแต่จิตของเขากลับกระจ่างยิ่งขึ้นเรื่อยๆเขาสามารถแลเห็นและตระหนักรู้ความคิดและอารมณ์ความรู้สึกอย่างละเอียดประเภทต่างๆที่บังเกิดขึ้นภายในจิตใจของเขาขณะที่ตัวเขากำลังโม่ข้าวอยู่จากนั้นตัวเขาค่อยๆพุ่งเป้าถ่ายเทความฃิดอารมณ์ฃวามรู้สึกทั้งหลายทั้งสิ้นทั้งปวงลงในเมล็ดข้าวทั้งหมดที่กำลังถูกโม่


ฮุ่ยเหนิงเริ่มแลเห็นว่าอดีตปัจจุบันและอนาคตแห่งความรู้สึกนึกคิดของเขากำลังผนึกรวมเป็นหนึ่งอยู่ในเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดที่กำลังถูกตัวเขาโม่ฮุ่ยเหนิงโม่เมล็ดข้าวจนกระทั่งแม้แต่อนุสัยหรือกิเลสที่อยู่ลึกตกตะกอนอยู่ในก้นบึงที่ลึกที่สุดของหัวใจเขาก็ยังโผล่ออกมาปรากฏบนเมล็ดข้าวให้เขาแลเห็นพิจารณาและตระหนักรู้


พอถึงตรงนี้ดวงจิตของฮุ่ยเหนิงเริ่มสัมผัสสภาวะที่ปราศจากความคิดปรุงแต่งความว่างปรากฏขึ้นอย่างเป็นไปเองในใจเขาจิตของเขานิ่งและสงบอย่างสิ้นเชิงแม้ในขณะที่กำลังโม่ข้าวอยู่อาจกล่าวได้ว่าทุกๆรอบที่หินโม่ข้าวหมุนไปนั้นมันได้ปล่อยเปลื้องตัวเขาให้เข้าถึงความสงบศานติอย่างยิ่งไปในตัว


ฮุ่ยเหนิงทำการหมุนหินโม่ข้าวนับเป็นล้านๆเที่ยวจนกระทั่งเมล็ดข้าวก็คือเมล็ดข้าวจิตสติของเขาก็คือจิตสติของเขาอย่างสิ้นเชิงไม่มีการสับสนเจือปนกันเลยแม้แต่น้อยการหมุนโม่หินข้าวเป็นจำนวนหลายล้านรอบของฮุ่ยเหนิงในขณะเดียวกันก็เป็นการบดขยี้สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้ของเขาให้หลุดหมดไปจากตัวเขาอย่างสิ้นเชิงขณะนี้ฮุ่ยเหนิงหลงเหลือแต่จิตสำนึกที่บริสุทธิ์ล้วนๆอยู่กับตัวเขาการโม่ข้าวของฮุ่ยเหนิงกลับกลายเป็นการฝึกจิตที่ให้ผลอันน่าทึ่งแก่ฮุ่ยเหนิงไปโดยปริยาย


วันหนึ่งท่านอาจารย์ฮุงเจ็นปรมาจารย์เซนรุ่นที่ห้าและเป็นเจ้าอาวาสวัดหวางเม่ยที่ฮุ่ยเหนิงเป็นลูกวัดอยู่ได้สั่งให้ศิษย์ทั้งหลายของท่านแต่งบทโศลกออกมาเพื่อสำแดงระดับของการรู้แจ้งของแต่ละคนเฉินซิ่วศิษย์เอกของท่านที่แม้จะศึกษาพระสูตรมามากมายก็จริงแต่ยังไม่ได้ประสบการณ์อันล้ำลึกเกี่ยวกับการรู้แจ้งได้เค้นสมองทั้งคืนเขียนบทโศลกต่อไปนี้ออกมาบนกำแพงในโบสถ์ของวัด


กายคือต้นโพธิ์
จิตดุจกระจกใส
ที่ต้องหมั่นเช็ดถู
มิให้ฝุ่นละอองจับ

เช้าวันรุ่งขึ้นท่านอาจารย์ฮุงเจ็นกล่าวชมบทโศลกอันนี้ของเฉินซิ่วต่อหน้าศิษย์คนอื่นทั้งหมดแต่ก็ยังสั่งให้เฉินซิ่วไปเขียนบทโศลกอันใหม่อีกเพราะบทโศลกอันนี้ของเขายังมิได้แสดงความรู้แจ้งของเขาออกมาเลยฮุ่ยเหนิงเมื่อได้ฟังบทโศลกของเฉินซิ่วที่เพื่อนลูกวัดของเขาช่วยอ่านให้เพราะเขาอ่านไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้เขาก็แต่งบทโศลกของเขาขึ้นมาเองทันทีโดยขอให้เพื่อนลูกวัดของเขาช่วยเขียนให้บนกำแพงโบสถ์เช่นกันว่า


โพธิ์ไม่เหมือนต้นไม้
กระจกใสมิได้ตั้งอยู่ที่ใด
ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่จริง
แล้วจะให้ฝุ่นไปเกาะที่ไหน?”


ศิษย์คนอื่นชมบทโศลกนี้ของฮุ่ยเหนิงแต่ท่านอาจารย์ฮุงเจ็นกลับลบบทโศลกนี้และกล่าวว่าฮุ่ยเหนิงก็ยังห่างไกลจากการรู้แจ้งแต่ความจริงนั้นไม่ใช่เพราะคืนถัดมาท่านอาจารย์ฮุ่งเจ็นได้เรียกฮุ่ยเหนิงเข้าพบท่านเป็นการลับมอบบาตรและสังฆาฏิของปรมาจารย์ตั๊กม้อให้แก่เขาเป็นเครื่องหมายว่าเขาคือผู้สืบทอดพุทธธรรมรุ่นที่หกต่อจากท่านพร้อมกับสั่งให้ฮุ่ยเหนิงข้ามแม่น้ำแยงซีหลบหนีไปอยู่ภาคใต้ในคืนนั้นเลยเพื่อหลีกหนีความริษยาของเฉินซิ่วและการตามล่าของศิษย์คนอื่นๆที่คงทำใจยอมรับให้เด็กลูกวัดที่ไม่รู้หนังสือและมีอายุแค่ยี่สิบสี่ปีมาเป็นปรมาจารย์เซนรุ่นที่หกสืบต่อจากท่านอาจารย์ฮุงเจ็นไม่ได้หากคราวนั้นฮุ่ยเหนิงไม่สามารถรอดชีวิตหลบหนีการไล่ล่าได้บางทีประวัติศาสตร์การสืบทอดพุทธธรรมแบบเซนคงสิ้นสุดแค่นั้นแต่โชคดีที่ไม่ใช่เพราะเซนของจีนกลับรุ่งเรืองที่สุดในยุคของฮุ่ยเหนิงและของเหล่าศิษย์ของเขาหลังจากนั้น
 






Powered by MakeWebEasy.com