35. วัชรเซน

35. วัชรเซน



วัชรเซน

 
 
วัชระแปลว่า “สายฟ้า” ในยามใดที่โลกอยู่ในความมืดมิดมืดมนหม่นหมองแห่งราตรีกาลอันมืดสนิทสายฟ้าที่ปรากฏขึ้นมาเพียงแวบหนึ่งในห้วงนภากาศมาดว่าไม่เจิดจ้าส่องประกายจรัสแสงดุจดวงอาทิตย์ขนาดชี้นำอภิมรรคหรือวิถีทางให้แก่ผู้คนได้ตลอดกาลนานก็ตามแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลยเพราะอย่างน้อยในชั่วขณะนั้นมันก็ยังพอขจัดความมืดมิดไปได้บ้างพอทำให้แลเห็นเส้นทางหรือวิถีข้างหน้าได้บ้างแม้จะไม่ค่อยแจ่มชัดนักก็ตาม


“สายฟ้า” เองก็มิใช่ปรากฏขึ้นได้บ่อยครั้งนักในท่ามกลางประวัติศาสตร์แห่งความมืดบอดทางจิตวิญญาณและภูมิปัญญาของมนุษยชาติบุคคลผู้เป็น “มหาบุรุษ” หรือ “บรมคน” หรือ “บรมครู” ผู้ปรากฏกายขึ้นมาในช่วงๆหนึ่งซึ่งสั้นมากเมื่อเทียบกับอายุขัยของโลกหรือจักรวาลเพื่อชี้ทางสว่างหรือทางหลุดพ้นจากอวิชชาจึงไยมิใช่เหมือนกับ “สายฟ้า” ?


จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ในธิเบตคำว่า “สายฟ้า” หรือ “วัชระ” จึงกลายมาเป็นอีกพระนามหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงอุบัติขึ้นมาในโลกนี้เพื่อแสดงบอกบัญญัติเปิดเผยอธิบายทำให้ง่ายซึ่งพระสัทธรรมอันเป็นหลักปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นในพุทธศาสนาในความหมายแคบ “สายฟ้า” ย่อมหมายถึงพระพุทธเจ้าแต่ในความหมายกว้างเราจะหมายถึงบุคคลผู้เป็นมหาบุรุษทำนองนี้ที่อุบัติขึ้นมาในสังคมที่เขาถือกำเนิดเพื่อแสดงบอกบัญญัติเปิดเผยพระสัทธรรมหรือพุทธธรรมของพุทธศาสนามิให้อันตรธานไปสำหรับสังคมญี่ปุ่นเมื่อ 800 ปีก่อนมหาบุรุษผู้เป็นดุจ “สายฟ้า” ที่ว่านี้คือโดเง็นปรมาจารย์เซนผู้เป็นอัจฉริยะทางจิตและปัญญาญาณที่ยากจะหาใครทัดเทียมได้นั่นเอง


โดเง็นเกิดในตระกูลขุนนางเมื่อปีค.ศ.1200 เมื่อเขาอายุได้แค่ 2 ขวบบิดาของเขาก็เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันจากการถูกลอบวางยาพิษในท่ามกลางบรรยากาศต่อสู้ทางการเมืองเพื่อแย่งชิงอำนาจกันระหว่างพวกเจ้ากับพวกขุนศึกอย่างเอาเป็นเอาตายในสมัยนั้นพอโดเง็นอายุได้ 7 ขวบมารดาของเขาก็จากไปอีกคนทิ้งให้เขามีชีวิตอย่างเดียวดายตามลำพังโดเง็นผู้มีสติปัญญาเกินวัยคงเห็นซึ้งถึงความเป็นอนิจจังของโลกนี้และของชีวิตคนเราตั้งแต่ตอนนั้นจนทำให้เขาบังเกิดความเบื่อหน่ายต้องการที่จะแสวงธรรมเพื่อความหลุดพ้น


โดเง็นตัดสินใจบวชตั้งแต่อายุ 13 ขวบและออกจากบ้านไปศึกษาธรรมะกับอาจารย์ตามวัดต่างๆเมื่ออายุครบก็ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดบนภูเขาฮิเออิแห่งเมืองเกียวโตอันเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาพุทธในสมัยนั้นแต่วงการสงฆ์ที่พระโดเง็นได้เข้าไปสัมผัสถึงวงในก็เสื่อมไม่แพ้วงการการเมืองและสภาพสังคมภายนอกขณะนั้นพระหนุ่มอย่างโดเง็นพยายามปิดตาไม่สนใจกับความเสื่อมของวงการสงฆ์ที่เขาได้เห็นตำตามุมานะศึกษาคำสอนจากคัมภีร์พุทธศาสนาทุกนิกายเท่าที่มีอย่างแข็งขันจนทะลุปรุโปร่งด้วยปรีชาญาณของเขา


แต่ยิ่งโดเง็นศึกษาอ่านคัมภีร์ไปมากเท่าใดตัวเขาก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยในปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติธรรมกับการบรรลุธรรมมากขึ้นเพียงนั้นจนเขาต้องตั้งคำถามกับตนเองว่า


“ทั้งพุทธศาสนาแนวเผยแจ้งและแนวเร้นลับต่างก็พร่ำสอนว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีพุทธภาวะมาตั้งแต่เกิดแล้วซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงเหตุไฉนพระพุทธะทั้งหลายในสามโลกจึงยังต้องตั้งปณิธานแสวงหานิพพานกันอีกเล่า ?”


อาจกล่าวได้ว่าชีวิตทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดของโดเง็นหลังจากนั้นต่างใช้ไปเพื่อตอบปัญหาข้างต้นนี้เพียงข้อเดียวก็ว่าได้และคำตอบที่โดเง็นค้นพบซึ่งได้แก่


“การรู้แจ้งก็คือการฝึกฝนปฏิบัติและการฝึกฝนปฏิบัติก็คือการรู้แจ้ง” หรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างการปฏิบัติธรรมกับการรู้แจ้งนั้นก็ได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งในคำสอนของโดเง็นจนถึงทุกวันนี้


แม้ในยุคปัจจุบันนี้คำถามข้างต้นของโดเง็นก็ยังคงเป็นคำถามที่แหลมคมและมีความหมายอยู่อย่างไม่เสื่อมคลายเพราะนี่เป็นการตั้งคำถามอย่างสงสัยในแก่นสารของชีวิตทางจิตวิญญาณและยังเป็นคำถามที่ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างหรือรอยแยกระหว่างคำสอนที่ว่ามนุษย์มีพุทธภาวะอยู่ในตัวตั้งแต่เดิมกับความจำเป็นของการฝึกฝนปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะการนั่งสมาธิ เพราะถ้าหากมนุษย์มีพุทธภาวะอยู่แล้วทำไมการปฏิบัติธรรมจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นด้วยเล่า?


คำถามข้างต้นของพระหนุ่มโดเง็นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางศาสนาแบบเซนเพราะเซนเป็นความพยายามที่จะทำให้คำสอนทางศาสนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประสบการณ์โดยตรงของมนุษย์ ในบรรดาพระสายเถรวาทของไทยที่ใจกว้างไม่คับแคบและมีความเข้าใจเกี่ยวกับเซนอย่างลึกซึ้งและถูกต้องซึ่งไม่มีใครเกินท่านพุทธทาสภิกขุผู้ล่วงลับไปแล้วท่านได้กล่าวถึง “เซน” เอาไว้อย่างน่าฟังมากว่า


“การศึกษาธรรมจะต้องไม่ศึกษาอย่างนักปราชญ์แต่ต้องศึกษาอย่างนักธรรมหรือนักปฏิบัติ.....เซนคือพุทธศาสนาที่ถูกนำเข้าไปสู่ประเทศจีนซึ่งมีพื้นเพแห่งความฉลาดของลัทธิขงจื้อและเต๋าของเหล่าจื้อเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว”


“ดังนั้นจึงต้องปรับปรุงรูปแบบวิธีการศึกษาจึงทำให้มันดูแปลกหูแปลกตาสำหรับผู้ที่เคยชินอยู่แต่กับพุทธศาสนาในรูปแบบเถรวาทแบบเดิมๆ”


“เพราะเซนได้รวมปริยัติเข้ากับการปฏิบัติและรวมสมถะเข้ากับวิปัสสนาประพฤติกระทำเพียงอย่างเดียวก็ได้ผลทั้งสองอย่างพร้อมกันไปในตัวโดยวิธีที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างฉลาดทำให้เกิดความรวดเร็วดุจสายฟ้า(วัชระ) ผ่าเปรี้ยงและยิงทีเดียวได้นกสองตัวหรือหลายตัว”


“คือรู้ธรรมะและก็มีความแหลมคมทางปัญญามีสมาธิพร้อมกับปัญญาควบกันไปเซนนิกายโดเง็นเป็นลูกหลานเซนในเมืองจีน”


“การศึกษาเซนจึงมิใช่การศึกษาโดยการอ่านเขียนหรือฟังจดไว้แต่ต้องทำด้วยความรู้สึกที่เกิดมาจากการปฏิบัติแบบนั้นให้มันพุ่งออกมาจากจิตที่ถูกบีบคั้นเข้าโดยวิธีการอันพิเศษแบบหนึ่ง”


“เซนจึงเป็นวิธีการฝนสติปัญญาให้แหลมคมโดยธรรมชาติตามวิธีธรรมชาติแล้วนำสติปัญญานั้นไปใช้กับเรื่องที่เราต้องการโดยวิธีพิเศษอีกต่อหนึ่งซึ่งถือได้ว่าดีที่สุดมีประโยชน์ที่สุดมีความเหมาะสมที่สุดที่จะผนวกเข้ากับการศึกษาของพุทธบริษัทไทย”
 






Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้