37. คำสอนของยอดคนสำหรับยอดคน

37. คำสอนของยอดคนสำหรับยอดคน




คำสอนของยอดคนสำหรับยอดคน 


    
อาบแสงจันทร์เต็มเรือยามกลับบ้าน...”


โดเง็นเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นในปี..1227 โดยกลับมาแต่ตัวมิได้ขนตำราหรือคัมภีร์ใดๆกลับมาด้วยเลยแม้แต่เล่มเดียวจะมีก็แต่จิตวิญญาณของเซนเท่านั้นที่เขานำกลับมาด้วย


ช่วง 3 ปีแรกหลังจากที่โดเง็นเดินทางกลับจากประเทศจีนเขายังทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะนิกายเซนยังเป็นนิกายใหม่ในญี่ปุ่นไม่มีอิทธิพลและผู้สนับสนุนมากนักตัวโดเง็นเองก็ยังเป็นพระหนุ่มในวัยไม่ถึงสามสิบปีด้วยซ้ำ


ในปี..1231 โดเง็นเริ่มเขียนเบ็นโดวะ” (เรื่องเล่าเกี่ยวกับอภิมรรคของเซน) ออกมาเพื่อเผยแพร่เซนออกสู่วงกว้างแต่งานเขียนที่สะท้อนความเป็นอัจฉริยะของโดเง็นออกมาคือโชโบเก็นโซซึ่งเขาเริ่มเขียนตั้งแต่ปี..1233 เป็นตอนๆจวบจนปี..1246 มีทั้งหมด 75 บทด้วยกันโชโบเก็นโซหรือคลังปัญญาจักษุแห่งพระสัทธรรมนี่แสดงให้เห็นถึงความลึกล้ำและล้ำลึกในสภาวะจิตแห่งพุทธธรรมของตัวเขาได้เป็นอย่างดีจะว่าไปแล้วชีวิตทั้งชีวิตของโดเง็น (..1200-1253) ผู้มีปัญญาเป็นเลิศท่านนี้เกิดมาเพื่อเขียนโชโบเก็นโซให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาก็เห็นจะไม่ผิดนัก


ในที่นี่จะขอยกข้อความบางตอนในเก็นโจโคอาน” (การปรากฏขึ้นแห่งสภาวะธรรม) ที่เป็นบทต้นๆของโชโบเก็นโซที่โดเง็นเขียนออกมาในวัย 33 ปีเท่านั้น


การรู้แจ้งของมนุษย์
เปรียบได้กับภาพสะท้อนของดวงจันทร์บนผิวน้ำ
ดวงจันทร์นั้นไม่เปียกและผิวน้ำก็ไม่แยกจากกัน
แม้ว่าดวงจันทร์จะทอแสงคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล
แต่ดวงจันทร์นั้นก็ยังคงแน่นิ่งอยู่ในห้วงน้ำอันน้อยนิด
ดวงจันทร์ทั้งหมดทั้งดวงท้องฟ้านภากว้างมาสงบนิ่ง
อยู่ในหยดน้ำค้างบนใบหญ้าเพียงหยดเดียว.....”


การรู้แจ้งจึงมิได้ทำลายมนุษย์เหมือนอย่างที่
ดวงจันทร์ไม่ได้เจาะรูเพื่อมาปรากฏบนผิวน้ำ
ตัวมนุษย์เราจึงมิได้กีดขวางการรู้แจ้งเช่นเดียวกับที่
ตัวหยดน้ำค้างก็ไม่ได้ขัดขวางดวงจันทร์และท้องฟ้า
ด้วยเหตุนี้แหละความล้ำลึกของที่หนึ่งจะเป็น
เครื่องวัดความสูงส่งของอีกแห่งหนึ่งได้


ต้องไม่ลืมว่าโดเง็นเขียนงานเขียนอย่างเก็นโจโคอานที่มีความลึกล้ำออกมาภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมของญี่ปุ่นในขณะนั้นที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อและความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาพุทธว่าเป็นสิ่งที่ใช้ตอบสนองความต้องการทางโลกของพวกชาวบ้านอย่างการรักษาโรคภัยไข้เจ็บการสะเดาะเคราะห์การเสริมดวงการเสริมโชคชะตาหรือเพื่อการไปเกิดในสวรรค์แดนสุขาวดีเท่านั้น


เท่านี้ก็เห็นได้แล้วว่าโดเง็นพยายามเสนอแก่นแท้ของพุทธธรรมออกมาภายใต้สภาพแวดล้อมและความเชื่อทางศาสนาที่ไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลยและตัวเขาต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวเพียงใดในยุคสมัยของเขาคำสอนเซนของโดเง็นจึงได้รับการยกย่องจากผู้ศึกษาเซนรุ่นหลังว่าเป็นไซโจโจ-เซนหรือเซนขั้นสุดยอด” (The Supreme and Ultimate Zen) ที่ข้ามพ้นทั้งหินยาน (เถรวาท) และมหายานเพราะคำสอนเกี่ยวกับเซนของโดเง็นเป็นคำสอนสำหรับพุทธะเพื่อพุทธะโดยพุทธะเท่านั้น


โดยโดเง็นสอนให้ผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพุทธะจงลืมตนเองละตัวตนและข้ามพ้นแนวคิดแบบทวิภาวะทั้งปวงไม่ว่าดี-เลวถูก-ผิดบรรลุ-ไม่บรรลุโดยผ่านการปฏิบัติธรรมและการฝึกสมาธิสายปัญญาแบบเซนที่รวมสมถะกับวิปัสสนาเข้าด้วยกันผู้ที่ต้องการจะศึกษางานโชโบเก็นโซของโดเง็นจะเริ่มอ่านจากบทไหนเพื่อเข้าถึงหัวใจและจิตวิญญาณของโดเง็นก็ได้ขึ้นอยู่กับวาสนาและบารมีธรรมของตัวผู้ศึกษาเองเป็นหลักเพราะโชโบเก็นโซของโดเง็นมิได้เขียนอย่างเป็นระบบที่ค่อยๆสะสมองค์ความรู้ทีละบทๆขึ้นไปแต่เป็นงานเขียนที่บทแต่ละบทเป็นเอกเทศในตัวมันเองมีความลึกล้ำสุดหยั่งคาดในแต่ละบทเองและพูดถึงปัญหารากเหง้าของชีวิตโดยตรงโดยไม่มีการอ้อมค้อมทุกบทและไม่มีบทไหนที่ประนีประนอมกับคนอ่านที่เป็นปุถุชนเลย  


เพราะคำสอนของโดเง็นเป็นคำสอนสำหรับคนส่วนน้อยคือเป็นคำสอนสำหรับยอดคนด้วยกันอ่านเท่านั้นคำสอนสำหรับยอดคนเป็นเช่นไรและต่างจากคำสอนสำหรับชาวบ้านตรงไหน ? คำสอนสำหรับยอดคนเป็นคำสอนที่ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยแรงจูงใจจากความกลัวหรือความคาดหวังที่จะได้รับสิ่งตอบแทนทั้งจากโลกนี้หรือโลกหน้าคำสอนชนิดนี้จึงไม่จำเป็นต้องเอาใจคนส่วนใหญ่ให้มาศรัทธาอุ้มชูบริจาคคำสอนชนิดนี้จึงเป็นคำสอนสำหรับคนส่วนน้อยที่ต้องการเป็นผู้บรรลุโดยเฉพาะจึงไม่มีการออมชอมในเรื่องหลักการแนวทางปฏิบัติใดๆ


 






Powered by MakeWebEasy.com