52. ลมปราณล้างไขกระดูก

52. ลมปราณล้างไขกระดูก



ลมปราณล้างไขกระดูก

 
 
ขั้นต้นของการฝึกลมปราณล้างไขกระดูกนี้ทางเต๋าใช้วิธีการหายใจแบบทำให้อัดแน่นในการฝึกโดยฝึกหายใจแบบทำให้อัดแน่นนี้ในท่ายืนเซนหรือยืนสมาธิของมวยไท้เก๊กวิธีฝึกกระทำดังต่อไปนี้


ก่อนอื่นผู้ฝึกต้องผ่อนคลายร่างกายทั่วร่างสงบจิตสายตามองไปไกลโดยไม่เพ่งศีรษะเหมือนแขวนด้วยเส้นด้ายหูตั้งใจฟังข้างในชี่จมและรวมตัวที่จุดศูนย์ตันเถียนผู้ฝึกต้องชักนำชี่ให้ไหลอย่างสะดวกให้มันโคจรไปทั่วร่างกายโดยหายใจยาวๆช้าๆลึกๆอย่างเป็นจังหวะและต่อเนื่อง (หายใจด้วยท้องแบบปฏิภาค)


เมื่อผู้ฝึกรู้สึกถึงกระแสของชี่ที่ไหลอย่างเป็นอิสระภายในร่างกายแล้วต่อไปก็ให้ผู้ฝึกเพ่งจิตไปที่แขนทั้งสองข้างในขณะที่กำลังยืนสมาธิผู้ฝึกต้องพยายามรู้สึกถึงส่วนที่เป็นกระดูกของท่อนแขนตนโดยต้องละเลยไม่ไปใส่ใจส่วนอื่นของแขนไม่ว่าจะเป็นผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ


กล่าวคือผู้ฝึกต้องจินตนาการว่าขณะนี้ตัวเขามีแต่โครงกระดูกเท่านั้นจากนั้นในตอนหายใจเข้าให้เขาจินตนาการว่าลมหายใจเข้าของเขาได้ดันกระดูกแขนของเขาจนอัดแน่นเข้าไปข้างในจนเข้าไปถึงไขกระดูกผู้ฝึกจะต้องฝึกลมหายใจแบบอัดแน่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งตัวผู้ฝึกสามารถรู้สึกราวกับว่าโครงกระดูกของเขาถูกอัดให้แน่นและจมลึกลงไปทุกครั้งที่ตัวเขาหายใจเข้า (ดูรูปที่ 7 ประกอบ)




รูปที่ 7 เคล็ดในการฝึก ลมปราณแบบอัดแน่นของมวยไท้เก๊ก ซึ่งเป็นขั้นต้นของวิชาลมปราณล้างไขกระดูก



หลังจากที่ผู้ฝึกประสบความสำเร็จในการฝึกหายใจแบบทำให้อัดแน่นที่แขนทั้งสองข้างได้แล้วก็ให้เขาขยายการฝึกนี้ไปที่ส่วนอื่นของร่างกายคือโครงกระดูกสันหลังกะโหลกศีรษะและกระดูกขารวมทั้งกระดูกส่วนอื่นของร่างกายผู้ฝึกจะต้องฝึกแบบนี้จนกระทั่งตัวผู้ฝึกสามารถรู้สึกราวกับว่าโครงกระดูกร่างกายของเขาเหมือนถูกแขวนอยู่โดยไม่ต้องใช้กล้ามเนื้อใดๆพยุงเลย


 
ขณะที่ผู้ฝึกหายใจเข้าและทำสมาธิในท่ายืนนี้เขาจะต้องบีบรัดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายรอบๆโครงกระดูกทั้งหมดของเขาเพื่ออัดลมปราณเข้าไปในไขกระดูกพร้อมกับใช้จิตสำนึกจินตนาการตามไปด้วยแต่เขาจะต้องผ่อนคลายทั่วร่างขณะที่หายใจออกช้าๆผู้ฝึกจะต้องรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเขากำลังสะสมพลังงานทั้งหมดทั่วร่างกายของเขาเข้าสู่ไขกระดูกในทุกครั้งที่ตัวเขาหายใจเข้าและจะต้องรู้สึกผ่อนคลายทั่วร่างในทุกครั้งที่ตัวเขาหายใจออก (ดูรูปที่ 8 ประกอบ)


 
 รูปที่ 8 การฝึกลมปราณล้างไขกระดูก



สรุปสั้นๆก็คือในขั้นแรกผู้ฝึกจะต้องฝึกโคจรลมปราณให้ไหลไปทั่วร่างกายอย่างต่อเนื่องให้ได้เสียก่อนโดยเริ่มจากวงจรจุลจักรวาลแล้วจึงขยายไปถึงสองแขนและสองขาจากนั้นผู้ฝึกถึงค่อยเริ่มฝึกการหายใจแบบทำให้อัดแน่นนี้ด้วยการใช้จิตของตนไปกำหนดบีบรัดลมปราณหรือชี่ให้ไหลซึมเข้าไปในกระดูกจนถึงไขกระดูกจนเกิดพลังงานที่เข้มข้นคล้ายกับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆขึ้นภายในร่างกายของตนขั้นต่อไปหลังจากนั้นก็คือการที่ผู้ฝึกจะต้องบ่มเพาะสะสมพลังงานที่เข้มข้นนี้ให้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆภายในร่างกายของตน


สิ่งนี้แหละคือตัวตนที่แท้จริงของสิ่งที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อของกำลังภายในหรือพลังภายในซึ่งผู้นั้นสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างไม่ว่าจะใช้ในการต่อสู้เพิ่มพูนสมรรถนะของร่างกายเพิ่มความสามารถของพลังสมองการรักษาโรคให้แก่ตัวเองและผู้อื่นการใช้พลังจิตรวมทั้งการใช้ในการยกระดับจิตวิญญาณของตนเพื่อการรู้แจ้งซึ่งต่อมาเป็นที่รู้กันในนามของเซนที่มีปรมาจารย์ตั๊กม้อแห่งวัดเส้าหลินเป็นผู้บัญญัติ
 







Powered by MakeWebEasy.com