คมดาบซากุระ 2 : เสรีชน โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (7 สิงหาคม 2556)

คมดาบซากุระ 2 : เสรีชน โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (7 สิงหาคม 2556)


เสรีชน

โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย

7 สิงหาคม 2556




      คนไทยคงต้องเลือกว่าต่อจากนี้ไป
      จะเป็นเสรีชนหรือขี้ข้าทักษิณ


       
       ความพยายามในการนำร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของวรชัยมาพิจารณาถือได้ว่าเป็น “ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา” ของคนไทยภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์
       


       ประเด็นข้อขัดแย้งของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าวที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสังคมขณะนี้ก็คือเป็นการนิรโทษกรรมในทุกฐานความผิดไม่ว่าจะเป็นความผิดจากการคอร์รัปชัน การหมิ่นสถาบันฯ และคดีอาญาต่างๆ เพราะใช้ช่วงเวลาเป็นตัวกำหนดขอบเขต หาได้ใช้ฐานความผิดเป็นตัวจำกัดขอบเขตว่าจะยกเว้นไม่เอาโทษแต่อย่างใดไม่
       


       จุดนี้จึงเป็นข้อแตกต่างกับการนิรโทษกรรมที่ผ่านมาทั้งในประเทศและประสบการณ์จากต่างประเทศและมีผลทำให้ร่างกฎหมายของนางพะเยาว์ไม่ได้รับการยอมรับผลักดันให้นำมาพิจารณาทั้งๆ ที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียได้รับผลกระทบโดยตรง


       
       ฐานความผิดมันสำคัญตรงที่ หากเป็นความผิดที่เกิดจาก “ความเชื่อ” ทางการเมืองจนนำไปสู่การกระทำผิดที่ไม่ได้ละเมิดชีวิตและทรัพย์สินของเอกชนอื่นๆ เช่น ความผิดในการเข้าร่วมชุมนุมของคนเสื้อแดงในขณะมีการใช้กฎหมายความมั่นคงในปี 2553 อย่างนี้ก็พอให้อภัยได้
       


       แต่มิใช่ความผิดจากการคอร์รัปชันหรือกระทำผิดทางอาญาที่มีการวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อน เช่น การเผาศาลากลางจังหวัด หรือการเผาห้างฯ เพราะ “ความเชื่อ” ทางการเมืองมิใช่ใบอนุญาตให้การทำ “ความผิด/ความชั่ว” แต่อย่างใด ดังนั้นหมาตัวที่บอกว่าให้เตรียมน้ำมันมาคนละขวด กทม.จะกลายเป็นทะเลเพลิงจึงมิใช่ทำไปเพราะเป็น “ความเชื่อ” ทางการเมืองหากแต่เป็น “ความผิด/ความชั่ว” โดยแท้


       
       ในช่วงปี พ.ศ. 2544-49 ความผิดจากฐานความผิดคอร์รัปชันที่สำคัญล้วนเกิดจากการทุจริตเชิงนโยบายของทักษิณ ชินวัตร ครอบครัวของเขา และยิ่งลักษณ์ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน


       
       กลไกง่ายๆ ก็คือ “การซุกหุ้น” หรือการอำพรางความเป็นเจ้าของโดยเฉพาะในกิจการที่เป็นคู่สัญญากับรัฐไทย ทำทีเป็นโอนหุ้นไปให้ ลูก พี่เขย และยิ่งลักษณ์น้องสาว ซึ่งในภายหลังศาลได้ตัดสินในคดียึดทรัพย์แล้วว่า ทักษิณยังคงความเป็นเจ้าของในกิจการที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ
       


       การแก้ไขกฎหมายการถือครองหุ้นในกิจการโทรคมนาคมให้คนต่างด้าวสามารถถือครองเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 49 โดยใช้เสียงข้างมากในสภาฯ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นรูปธรรมของการทุจริตเชิงนโยบาย ที่ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการของตนเองซึ่งนำมาสู่การยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทในเวลาต่อมา
       


       ความผิดที่สำคัญจากการคอร์รัปชันของทักษิณ ชินวัตรอีกกรณีหนึ่งก็คือ การซื้อที่ดินรัชดาฯ ที่ “เมียซื้อแต่ผัวติดคุก” ซึ่งก็ถูกต้องแล้วหากเมียเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็คงติดคุกตามไปด้วยแน่นอน
       


       เหตุก็เพราะกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 100 ห้ามเอาไว้เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำเท่สำเนาบัตรข้าราชการการเมืองตำแหน่งนายกฯ ไปรับรองให้เมียซื้อที่ดินเป็นคู่สัญญากับรัฐ ทำให้ศาลพิพากษาตัดสินจำคุก 2 ปีจนต้องหนีคดีหนีคุกไม่ยอมเป็นนักโทษชายไปอยู่ต่างประเทศจนถึงวันนี้
       


       ส่วนคดีที่เข้าสู่ศาลแต่ยังมิได้พิจารณาเพราะจำเลยทักษิณหนีศาลไปเสียก่อนที่น่าสนใจก็คือ คดีที่อนุมัติให้พม่ากู้ยืมเงินที่เป็นเงินของประชาชนคนไทยมาซื้อสินค้าจากกิจการของตนเอง รวมถึงการแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จอีก 13 ครั้งที่มีโทษครั้งละ 3 ปีรวม 39 ปีที่รอการกลับมาของทักษิณอันเป็นผลสืบเนื่องจากการคดี “ซุกหุ้น” ที่ชี้ขาดไปแล้ว
       


       เห็นแล้วหรือยังว่าใครจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการนิรโทษกรรมแบบสิ้นคิดทำร้ายชาติของวรชัยและส.ส.พท.
       


       ถ้าอยากจะเป็นเหมือนรัฐบุรุษเหมือนเช่นที่ไปถ่ายรูปคู่กับนายเนลสัน แมนเดลล่าที่ยอมติดคุก 27 ปี ก็ต้องยอมรับอำนาจอธิปไตยของประชาชนชาวไทยผ่านทางศาล อย่าใช้เสียงข้างมากในสภาฯ ในทางที่ผิดออกกฎหมายล้างผิดให้กับตนเอง


       
       ในโลกนี้ไม่มีประเทศใดออกกฎหมายล้างผิดไม่เอาโทษคนโกงชาติ ไม่เอาโทษคนวางแผนเผาศาลากลาง เผาห้างฯ ฆ่าทหารและผู้บริสุทธิ์ ไม่มีจริงๆ
       


       การออกมาต่อต้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของวรชัยจึงเป็นการกระทำของเสรีชนโดยแท้ จะมาร่วมน้อยหรือมากก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับความมีเหตุและผล
       


       คำถามง่ายๆ ก็คือจะมีผู้ที่มี “ความเชื่อ” ทางการเมืองต้องโทษเหลืออยู่ให้ใช้กฎหมายนิรโทษกรรมสักกี่คน ที่เห็นมีอยู่ก็คือ ผู้ที่มี “ความชั่ว/ความผิด” เพราะตั้งใจกระทำการก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง ฆ่าคน ซึ่งพยายามจะหนี “กรรม” ที่ตนเองได้กระทำลงไปต่างหากที่จะได้รับประโยชน์
       


       ยิ่งลักษณ์ในวันนี้ได้พิสูจน์ตนเองแล้วว่า นอกจากการด้อยซึ่งความรู้ความสามารถในตำแหน่งนายกฯ แล้ว ตัวเธอเองยังไม่ได้เป็น เสรีชน แต่อย่างใด ไม่มีพฤติกรรมใดเลยนับจากการให้การโกหกต่อหน้าศาลในคดียึดทรัพย์ที่บ่งชี้ว่าเป็นอิสระจากพี่ชายตนเอง มุ่งมั่นที่จะรักษากฎหมายและรับผิดชอบในการกระทำโดยปราศจากวาระซ่อนเร้น
       


       เพราะเสรีชนไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ไม่รอใครนำ ไม่มีใครบงการ สามารถตัดสินใจได้โดยอิสระ
       


       เพราะเสรีชน เชื่อว่าการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในสังคมจำเป็นต้องมี “ขื่อ-แป” ไว้เป็นหลัก มิใช่ใช้แต่เพียงเสียงข้างมากในสภาฯ มาตัดสินความผิดถูกแทนศาล หาไม่แล้วจะแตกต่างจากฝูงวัว-ควายในป่า หรือสังคมโจรได้อย่างไร
       


       เสรีชน จึงมีจมูกเล็กไม่สามารถสนตะพายเหมือน ส.ส.ที่โหวตรับร่างกฎหมายนี้ได้ หรือไม่ได้เป็น ขี้ข้าในศตวรรษใหม่ ที่มุ่งหวังเพื่อตำแหน่งลาภยศเหมือนข้าราชการไทยบางส่วน
       


       เสียงข้างมากจึงไม่ใช่ความถูกต้องเสมอไป เฉกเช่นเดียวกับการเลือกตั้งที่อาจเลือกได้มาทั้ง ควาย และขี้ข้า เท่าๆ กับ ส.ส.ตัวแทนของประชาชน
       


       ประเทศไทยจะไม่เสื่อมถอยมาถึงจุดนี้ได้เลยหากยิ่งลักษณ์และ ส.ส.พท.เป็นเสรีชน ไม่อยู่ภายใต้การบงการของผู้ใด
       


       ความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐจากการเป็นรัฐบาลจึงไม่มีอีกต่อไปหากผ่านกฎหมายที่ทำลายหลักนิติรัฐของบ้านเมืองโดยการอ้างเสียงข้างมากแต่เพียงลำพัง




 
       

 

Powered by MakeWebEasy.com