15. ยุคอภิมหาโกลาหล

15. ยุคอภิมหาโกลาหล



ยุคอภิมหาโกลาหล
      


“เรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่ามนุษย์ทุกคนสามารถแปรเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเองได้ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากอายุเท่าไหร่ก็ตามไม่ว่าจะเป็น 50 ปี 60 ปีหรือ 70 ปีถ้าหากคนผู้นั้นสามารถเปลี่ยนนิสัยตนเองปรับปรุงเซลล์สมองตัวเองให้มีความฉลาดปราดเปรื่องยิ่งขึ้นกว่าเดิมเขาก็จะสามารถมีชีวิตสมประสงค์ดังใจที่ตัวเองปรารถนาได้


“หลักวิชา “วัชรเซนที่ตัวเราได้ค้นคว้าปฏิบัติและรับการถ่ายทอดมาเป็นระบบการฝึกที่ทำให้มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองและนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างน้อยเราก็มีความเชื่อเช่นนั้น”


ถ้อยคำของเมทัทสุเหล่านี้ซึ่งสันติชาติรับฟังมาโดยตลอดนั้นได้สร้างความฉงนสนเท่ห์ใจให้แก่ตัวเขาไม่น้อยเลยมีคำถามมากมายผุดขึ้นในใจเขาและต้องการคำตอบที่กระจ่างแจ้งโดยเร็วสันติชาติเลือกถามคำถามแรกซึ่งเป็นคำถามที่เขาสงสัยมากที่สุดก่อนว่า


“ท่านเมทัทสุครับก่อนอื่นผมขอขอบพระคุณท่านมากที่ท่านเมตตาคิดจะถ่ายทอดหลักวิชาของท่านให้แก่ตัวผมแต่ตัวผมยังมีข้อสงสัยอยู่หลายข้อภายหลังจากที่ได้ฟังท่านเล่าประวัติของท่านมาเมื่อครู่ไม่ทราบว่าผมจะขอเรียนถามข้อสงสัยเหล่านั้นของตัวผมก่อนจะได้หรือไม่ครับ”


เมทัทสุพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า


“ได้สิพ่อหนุ่มจากประเทศไทยผู้มีวิชาแห่งตะวันออกเหมือนกับตัวเราแต่คนละสายเรายินดีจะตอบข้อข้องใจทั้งหมดของเธอถ้าหากการทำเช่นนั้นจะช่วยให้เธอมีความรุดหน้าในวิชาได้”


“ทำไมท่านถึงเชื่อว่าโลกนี้กำลังจะเผชิญกับยุคอภิมหาโกลาหลในอีกไม่นานนี้ครับ?” นักวิชาการหนุ่มถามคำถามแรก
เมทัทสุยิ้มแล้วตอบว่า


“ในช่วงระหว่างปีค.ศ.1972-1974 ที่เราฝึกฝนวิชารหัสนัยหรือวัชรเซนที่ธิเบตอยู่กับท่านอาจารย์คูทัทสุและท่านอาจารย์ปู่สิทธะผู้ซึ่งมีอายุกว่า๑๒๐ปีนั้นท่านอาจารย์ทั้งสองได้พาเราไปสังเกตดวงดาวบนท้องฟ้าเกือบทุกคืนพร้อมกับถ่ายทอดให้เราฟังว่าความเคลื่อนไหวของดาวต่างๆบนท้องฟ้าไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ต่างๆล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลที่ทรงพลังต่อโลกใบนี้ทั้งหมด


ตำแหน่งของดาวเคราะห์ที่เคลื่อนย้ายถ่ายเทไปย่อมทำให้กระแสคลื่นประเภทต่างๆที่ดวงดาวเหล่านี้เปล่งออกมาสู่โลกย่อมแตกต่างไปจากเดิมไม่มากก็น้อยด้วยกระแสคลื่นที่ดวงดาวต่างๆบนท้องฟ้าจักรวาลปล่อยมาสู่โลกใบนี้นั้นย่อมมีอิทธิพลต่อสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้ไม่ว่าคนหรือสัตว์


พืชหรือสิ่งของทั้งปวงจะถูกกระแสคลื่นเหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของมันทั้งสิ้นพูดง่ายๆก็คือประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติและโลกใบนี้ล้วนเป็นผลพวงที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายของตำแหน่งดวงดาวก็ไม่ผิดนัก”


“เท่าที่ผ่านมาผมคิดว่าเรื่องราวของอิทธิพลดวงดาวที่มีต่อชีวิตมนุษย์เป็นความงมงายเสียอีกนะครับ” สันติชาติบอกความในใจของเขาออกไป


เมทัทสุตั้งใจอธิบายต่อไปว่า


“ถูกแล้วพวกมนุษย์สมัยใหม่มักไม่ค่อยยอมเชื่อกันหรอกว่าการเคลื่อนย้ายของตำแหน่งดวงดาวที่อยู่ไกลโพ้นจากโลกใบนี้จะมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อมนุษย- ชาติและโลกใบนี้ได้แต่จริงๆแล้วไม่ใช่หรอกเธอรู้มั้ยว่าโลกที่พวกเราอาศัยอยู่ใบนี้ได้รับรังสีคอสมิกหรือรังสีจักรวาลจากเอกภพอยู่ตลอดเวลาทุกวินาทีโดยไม่เคยขาดตอนเลยมานับเป็นล้านๆปีแล้ว


เธอรู้มั้ยว่ากว่าที่รังสีคอสมิกจะพุ่งมาถึงตัวพวกเราได้รังสีนี้จะต้องปะทะกับมวลโมเลกุลในบรรยากาศโลกมามากขนาดไหนจนทำให้รังสีพลังของมันอ่อนตัวลงแต่ถึงกระนั้นรังสีคอสมิกอันนี้ก็ยังส่งมวลธาตุออกมาสู่ตัวมนุษย์ในเวลา 1 นาทีต่อพื้นที่ 1 ตารางเซนติเมตรมีจำนวนมากถึง 650,000 มวลธาตุ


พูดง่ายๆก็คือในแต่ละขณะร่างกายของเธอได้รับมวลธาตุที่เล็กมากจนมองไม่เห็นจากรังสีคอสมิกที่ทรงพลังจนสามารถทะลุผ่านตัวเธอและสิ่งกีดขวางทั้งปวงลงไปจนถึงก้นทะเลลึกที่มีความลึกไม่ต่ำกว่า 1,000 เมตรอยู่ตลอดเวลา”


เมทัทสุหยุดอธิบายสักครู่หนึ่งพอเห็นสันติชาติกำลังตั้งใจฟังจึงกล่าวต่อว่า


“รังสีคอสมิกนี้มีอิทธิพลต่อร่างกายมนุษย์ 2 เรื่องใหญ่ๆเรื่องแรกคือมันสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในดีเอ็นเอ (DNA) หรือพันธุกรรมในตัวมนุษย์ได้เรื่องที่ 2 คือมันสามารถทำลายองค์สร้าง (Organization) ในร่างกายมนุษย์ได้


อนึ่งอิทธิพลของรังสีคอสมิกจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยได้ผ่านการเคลื่อนย้ายตำแหน่งของดวงดาวในเอกภพเพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงในการเคลื่อนย้ายตำแหน่งของดวงดาวในจักรวาลที่มีต่อมนุษย์และโลกจึงกระทำผ่านรังสีคอสมิกนี้แหละพ่อหนุ่ม”


“ผมพอจะเริ่มเข้าใจแล้วครับท่านแล้วคราวนี้การเปลี่ยนแปลงในการเคลื่อนย้ายตำแหน่งของดวงดาวในจักรวาลเกิดขึ้นเช่นไรครับถึงจะทำให้เกิดสิ่งที่ท่านกำลังวิตกอยู่ว่าจะเป็นยุคอภิมหาโกลาหลหรือกลียุคในอีกไม่นานนี้ครับ” สันติชาติอดถามไม่ได้เรื่องเช่นนี้นับว่าสอดคล้องกับคำทำนายโบราณที่เขาได้รับทราบมาจากบาทหลวงฟิลิปที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปีค.ศ.1993


“คัมภีร์โบราณอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดียที่เขียนไว้เมื่อหลายพันปีก่อนได้บอกแก่พวกเราว่าจักรวาลจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงวัฏจักรเป็นระยะๆและการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลอันนี้ไม่ว่ามนุษยชาติหรือโลกใบนี้ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงพ้น


เราอยากจะบอกเธอว่าขณะนี้พวกเรากำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพื้นพิภพและการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะทำลายอารยธรรมเก่าที่เป็นสมบัติทั้งปวงของพวกเราในอดีตแต่ก็จะสร้างอารยธรรมใหม่ขึ้นมาแทนที่เช่นกัน” เมทัทสุตอบ


 
สันติชาติพอฟังถึงเรื่องการสร้างอารยธรรมก็หวนนึกไปถึงเรื่องคำทำนายโบราณจากประเทศเปรูของบาทหลวงฟิลิปอีกครั้งคำทำนายนั้นก็กล่าวถึงเรื่องทำนองนี้เช่นเดียวกันเพียงแต่ว่าใช้วิธีการอธิบายที่ต่างกันจากนั้นก็ได้ยินเสียงท่านเมทัทสุอธิบายต่อไปว่า


“ขณะนี้พวกเรากำลังเผชิญกับช่วงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อันเป็นวัฏจักรถึง 2 ชั้นด้วยกันวัฏจักรแรกคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงทำลายอารยธรรมเก่าที่จะเวียนมาบรรจบในทุกรอบ 2 แสนปี


เมื่อ 2 แสนปีก่อนหน้านี้ทวีปแอตแลนติสได้จมลงสู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติกโดยนำอารยธรรมที่เจริญจนถึงขีดสุดแล้วจมตามลงไปด้วยและเราได้เคยอ่านคัมภีร์พยากรณ์ยุคโบราณในระหว่างที่เราฝึกวิชาอยู่ในธิเบตว่ายุคนี้คือการกลับมาตามกฎแห่งกรรมของการจมลงสู่ใต้ทะเลของอารยธรรมแอตแลนติสส่วนวัฏจักรแห่งการทำลายอันที่ 2 ที่เวียนมาบรรจบพร้อมกันในยุคนี้นั้นเกิดจากอิทธิพลของราศี Aquarius ที่จะเวียนมาในรอบ 27,500 ปี…”


นักวิชาการหนุ่มถึงกับตกตะลึงที่เมทัทสุผู้ศึกษาวิชาตะวันออกก็ยังกล่าวถึงเรื่องอารยธรรมแอตแลนติสซึ่งมันก็มีความใกล้เคียงกับอารยธรรมอินคาอันเป็นต้นตอของคำทำนายโบราณของบาทหลวงฟิลิปมาก


เมทัทสุกล่าวต่อไปว่า


“เธอรู้มั้ยพ่อหนุ่มจากประเทศไทยว่าในช่วง 2,500 กว่าปีหรือช่วงตั้งแต่พระพุทธเจ้ากับพระเยซูถือกำเนิดมานั้นเรากำลังอยู่ในราศี Pisces ตามตำราโหราศาสตร์พลังทำลายของราศี Aquarius ที่จะปรากฏหรือเริ่มปรากฏแล้วนั้นจะทำลายอารยธรรมในยุค Pisces ที่มนุษยชาติสร้างมาในช่วง 2,500 ปีนี้


ขณะเดียวกันก็จะผลักดันให้มนุษย์ต้องรวมตัวกันร่วมมือกันเป็นเอก- ภาพกันในการสร้างอารยธรรมใหม่ที่คุณค่าแห่งจิตใจเหนือกว่าคุณค่าทางวัตถุอย่างสิ้นเชิง”


สันติชาติพอเข้าใจถึงคำอธิบายเรื่องการสิ้นอารยธรรมหนึ่งไปสู่การเริ่มต้นอารยธรรมใหม่แต่ว่าเขาไม่มีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ดังนั้นจึงเอ่ยถามเมทัทสุอีกว่า


“ท่านเมทัทสุครับผมยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายและบทบาทของราศี Aquarius กับราศี Pisces ที่ท่านเพิ่งกล่าวมาเท่าไหร่นักขอความกรุณาท่านช่วยขยายความให้ผมกระจ่างขึ้นกว่าเดิมได้มั้ยครับ”


เมทัทสุหัวเราะเล็กน้อยจากนั้นจึงกล่าวว่า


“ได้ซิในตำราโหราศาสตร์ของเรานั้นเส้นโคจรที่ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และดาวเคราะห์เคลื่อนผ่านจะถูกแบ่งได้ออกเป็น 12 ราศีซึ่งได้แก่ราศี Aries (เมษ) ราศี Taurus (พฤษภ) ราศี Gemini (เมถุน) ราศี Cancer (กรกฎ) ราศี Leo (สิงห์) ราศี Virgo (กันย์) ราศี Libra (ตุลย์) ราศี Scorpio (พิจิก) ราศี Sagittarius (ธนู) ราศี Capricorn (มังกร) ราศี Aquarius (กุมภ์) และราศี Pisces (มีน) ซึ่งรวมแล้วครบรอบ 360 องศาพอดี


1 รอบของ 12 ราศีนี้ใช้เวลาในการเคลื่อนที่ 25,800 ปีถึงจะครบรอบเพราะฉะนั้นใน 1 ราศีกว่าที่ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และดาวเคราะห์จะเคลื่อนผ่านจึงกินเวลาประมาณ 2,150 ปี (เอา 25,800 ปีหารด้วย 12) ซึ่งหมายความว่าราศีหนึ่งๆจะมีอิทธิพลต่อมนุษยชาติและโลกใบนี้เป็นเวลาถึง 2,150 ปีก่อนจะเปลี่ยนไปสู่ราศีอื่น”


เมทัทสุหยุดพักเล็กน้อยจากนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า


“ปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังเคลื่อนผ่านราศี Pisces ไปสู่ราศี Aquarius ในช่วง 2,000 ปีมานี้โลกนี้อยู่ใต้อิทธิพลของราศี Pisces


“ลักษณะเด่นของราศี Pisces นี้คืออะไร? มันคือศาสนาความเร้นลับและญาณพิเศษ (Intuition) เธอไม่เห็นรึว่าในต้นยุคแห่งราศี Pisces นี้นั้นศาสนาหลักของโลกได้ถือกำเนิดและพัฒนาขึ้นมาทั้งสิ้นไม่ว่าศาสนาพุทธศาสนาคริสต์ศาสนาฮินดูศาสนาอิสลาม


ศาสนาได้สร้างแบบทางจริยธรรมสังคมให้แก่ประชาชนผู้คนต่างรับรู้ในการดำรงอยู่ของจิตวิญญาณและกระหายใคร่รู้ในสิ่งเร้นลับครั้นพอมาถึงปลายยุคของราศี Pisces อย่างในยุคปัจจุบันผู้คนที่ขาดปัญญาก็จะมาลุ่มหลงงมงายในวิชาไสยศาสตร์แทน
ส่วนในยุคแห่งราศี Aquarius ที่จะมีอิทธิพลต่อโลกใบนี้ในอีก  2,000 ปีข้างหน้านี้เล่ามีลักษณะเด่นเป็นอะไร?


มันคือการขบถต่อต้านต่ออำนาจ (Authority) และการนวัตกรรม (Innovation) มันคือความคิดเชิงสร้างสรรค์เสรีและการเคารพในปัจเจก... มันคือการสูงขึ้นและขยายใหญ่ขึ้นของจิตและพลังแห่งจิตมันคือการประดิษฐ์คิดค้นและวิทยา- ศาสตร์... มันคือการทำลายและการเปลี่ยนแปลงลักษณะเด่นต่างๆเหล่านี้แหละจะเกิดขึ้นในต้นยุคแห่งราศี Aquarius”
 


ลักษณะเด่นต่างๆของราศี Aquarius ที่ท่านเมทัทสุกล่าวมานี้ใช่หรือไม่ว่าเริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1960 แล้วสันติชาติรำพึงในใจ


การเกิดขึ้นของกลุ่มบุปผาชนหรือฮิปปี้ในประเทศตะวันตกรวมทั้งขบวนการนักศึกษาทั่วโลกตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมาหนุ่มสาวชาวตะวันตกจำนวนมากได้มาแสวงหา “ตะวันออก” เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิตและจักรวาลให้กับตนเองแล้วเริ่มกลับไปเผยแพร่หลักวิชาของตะวันออกในประเทศตะวันตกในทศวรรษที่ 1970 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน


ขบวนการนักศึกษาที่มีจุดเริ่มต้นจากการต่อต้านสงครามเวียดนามและระบบเผด็จการทหารก็ได้สร้าง “ปัญญาชนรุ่นหนึ่งขึ้นมาซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นปัญญาชนแห่งยุคราศี Aquarius ก็คงไม่ผิดนักยังไม่นับการนวัตกรรมทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะทางข่าวสารโทรคมนาคมซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าโลกใบนี้ให้เป็นโลกที่ไร้พรมแดนภายในช่วงไม่กี่สิบปีนี้เท่านั้นเอง...


คราวนี้เมทัทสุอธิบายอย่างยืดยาวว่า


“อันที่จริงถึงราศี Aquarius จะมีลักษณะเด่นเป็นเช่นนี้ก็ใช่จะหมายความว่ามันจะทำให้เกิดกลียุคหรืออภิมหาโกลาหลอย่างแน่นอนหรอกปัญหามันอยู่ที่ว่าต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นบนพื้นพิภพผืนนี้พวกผู้นำยุคปัจจุบันโดยเฉพาะพวกนักการเมืองได้ทำอะไรไปบ้าง?


การเมืองของมนุษย์ชาติในช่วง 3,000 ปีมานี้กล่าวได้ว่าคือต้นตอของภัยพิบัติและโศกนาฏกรรมทั้วปวงโดยแท้!เธอลองย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์การเมืองของมนุษยชาติดูซิพ่อหนุ่มหลายศตวรรษมานี้การเมืองคือเรื่องของการเข่นฆ่าทำลายล้างผู้คนโดยแท้


และตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานของการเมืองของมนุษยชาติก็คือประวัติศาสตร์ของอาชญากรและฆาตกรโดยแท้ทำไมหรือ? ในช่วง 3,000 ปีมานี้พวกนักการเมืองได้ก่อให้เกิดสงครามไม่ต่ำกว่า 5,000 ครั้งใต้ก้นบึ่งแห่งจิตใจของพวกนักการเมืองนั้นคือสัญชาตญาณดิบและเถื่อนที่แลเห็นการทำลายล้างการครอบงำปกครองผู้คนคือความสุขสุดยอดของชีวิตตน”


................”


ในช่วง 2,000 ปีมานี้ศาสนาได้ช่วยยกระดับจิตสำนึกของมนุษย์ให้ไปถึงจุดสูงสุดศาสนาได้สร้างบรมคนให้แก่โลกนี้ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระเยซูเล่าจื่อพระโมฮัมหมัดฯลฯแต่การเมืองได้สร้างใครให้แก่โลกนี้? เจงกีสข่าน? นโปเลียน? สตาลิน? ฮิตเล่อร์? มุสโสลินี? ผู้นำเผด็จการทหารในประเทศของเธอ?


คนพวกนี้ควรจะเรียกว่าเป็นอาชญากรมากกว่าผู้นำประเทศเพราะความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเหลือน้อยเต็มทนสถานที่ที่คนเหล่านี้ควรอยู่คือโรงพยาบาลประสาทหาใช่ทำเนียบรัฐบาลไม่! เพราะความกระหายอำนาจอย่างรุนแรงของพวกเขานั้นเกิดจากอาการป่วยทางจิตโดยแท้สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการโดยด่วนคือความสงบทางจิตสมาธิความรักความเมตตาการเห็นคุณค่าคนอื่นซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้หาไม่ได้จากการเมืองแต่จะหาได้จากการปฏิบัติธรรมเท่านั้น”
“.....”
 
พวกนักการเมืองได้สร้างความเสียหายให้แก่มนุษยชาติมาโดยตลอดและขณะนี้พวกนี้กำลังพามนุษย์ชาติให้ไปสู่การฆ่าตัวตายรวมหมู่ในระดับโลกด้วยการสร้างโรงงานไฟฟ้าปรมาณูระเบิดนิวเคลียร์การทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยาภายใต้นามของการพัฒนาเศรษฐกิจ


การหลอกลวงประชาชนกลายเป็นวิญญาณของนักการเมืองไปเสียแล้วพวกเขาไม่ได้หลอกลวงประชาชนเท่านั้นพวกเขากำลังหลอกลวงตัวเองด้วยด้วยการเพิกเฉยต่อภาวะวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันราวกับตัวเองเป็นนกกระจอกเทศที่คิดว่าถ้าหากเอาหัวตัวเองมุดเข้าไปอยู่ใต้ท้องทรายก็จะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาและวิกฤตการณ์ต่างๆได้


พวกเขามีความเชื่อมั่นผิดๆว่าจะเป็นนักการเมืองที่ฉลาดได้จะต้องมีเล่ห์เหลี่ยมสารพัดพิษและวิชามาร


การเมืองเป็นแค่กลไกอำนวยความสะดวกอย่างหนึ่งของสังคมมนุษย์เท่านั้นแต่การเมืองหาช่วยทำให้มนุษย์มีจิตใจสูงส่งยิ่งขึ้นเหมือนศาสนาหรือเหมือนการปฏิบัติธรรมไม่


และการเมืองก็ไม่มีวิธีที่จะทำให้มนุษย์มีจิตใจสูงส่งขึ้นด้วยเพราะฉะนั้นก่อนที่การเมืองและนักการเมืองจะทำลายโลกนี้ให้ย่อยยับลงกับมือในลักษณะของการฆ่าตัวตายรวมหมู่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ไม่ใช่นักการเมืองอย่างพวกเราจะต้องตระหนักและค้นพบพระเจ้าหรือพุทธะในดวงจิตของแต่ละคนให้ได้เสียก่อนถึงจะสามารถหยุดยั้งความหายนะที่กำลังคืบคลานมาสู่โลกใบนี้ได้


จงอย่าฝากความหวังไว้กับพวกนักการเมืองและจงอย่าหวังพึ่งพวกเขาในการแก้ไขวิกฤติรอบด้านที่กำลังรวมตัวเป็นพลังโน้มถ่วงที่จะฉุดโลกนี้สู่หายนะเพราะพวกเขาเองก็ยังไม่สำนึกเลยว่ากำลังนำพาผู้คนไปสู่ความมืดมิดไปสู่ความวิบัติฉิบหายครั้งใหญ่หลวง


จะมีก็แต่จิตใจที่สำนึกขอบคุณต่อการได้มีชีวิตดำรงอยู่จะมีก็แต่หัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตาจะมีก็แต่จิตสำนึกที่เป็นฌานเป็นสมาธิและเป็นปัญญาเท่านั้นที่จะเป็นพลังให้มนุษยชาติเอาชนะด้านที่เป็นมารของการเมืองและของนักการเมืองได้”


สันติชาตินั่งฟังคำอธิบายของเมทัทสุเสียยืดยาวนักวิชาการหนุ่มซึ่งยังเป็นทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างเขาก็พอจะซึมซับคำสอนข้างต้นของท่านเมทัทสุได้อย่างฝังแน่นและเข้าใจได้ดีเพราะเขาเองก็ได้ผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬและได้ประจักษ์ถึงความล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพของพวกผู้นำที่เป็นนักการเมืองและข้าราชการประจำของประเทศตนเองมาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน






 

Powered by MakeWebEasy.com