เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ ตอนที่ 7 (2/3/2554)

เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ ตอนที่ 7 (2/3/2554)

 



เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ ตอนที่ 7

(2/3/2554) 




“สจฺจํ เว อมตา วาจา” ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย และต้องกล้าพูดความจริง



     ในคติความเชื่อของพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่า แผ่นดินเป็นสิ่งค้ำจุนสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกใบนี้ แผ่นดินจึงเปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงโลก ทำให้เกิดการยกย่องเทพที่เป็นเพศหญิงเรียกขนานนามว่า พระแม่ธรณีผู้ที่เปรียบเสมือนเป็นผู้ค้ำจุนโลกนั่นเอง
       


       รูปลักษณ์ที่พบเห็นอยู่บ่อยครั้งคือการใช้มวยผมรองรับน้ำจากการกรวดน้ำหรือที่รู้จักโดยทั่วไปว่าพระแม่ธรณีบีบมวยผม มีหลายคำอธิบายถึงรูปลักษณ์ดังกล่าวตามความเชื่อที่แต่ละคนมีอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นข้อคิดจากการที่พรรคการเมืองเช่นพรรคประชาธิปัตย์นำมาเป็นสัญลักษณ์ของพรรคก็คือ พระแม่ธรณีน่าจะเป็นตัวแทนของผู้ที่คอยเฝ้าอุปถัมภ์ค้ำจุนประชาชนประดุจมารดาถนอมกล่อมเลี้ยงลูก คอยรับรู้สุขทุกข์บุญกุศลที่ลูกทำผ่านการใช้มวยผมรองรับการกรวดน้ำ
       


       พรรคประชาธิปัตย์ใช้รูปสัญลักษณ์เป็นพระแม่ธรณีบีบมวยผมพร้อมกับคำขวัญด้านล่างที่ว่า “สจฺจํ เว อมตา วาจา” น่าจะเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เมื่อมีบทบาททางการเมืองเป็นฝ่ายค้านทำหน้าที่ได้ดีกว่าเมื่อเป็นฝ่ายรัฐบาล เพราะเมื่อเป็นฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์พูดแต่ความจริง แต่เมื่อเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มักไม่พูดความจริง การค้ำจุนประชาชนจึงไม่เกิด
       


       กรณีปราสาทพระวิหารในครั้งนี้ก็เช่นกัน อภิสิทธิ์และคนของเขาไม่พูด ไม่กล้า และขลาดที่จะฟังความจริง ว่าจุดยืนของอภิสิทธิ์เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อได้เป็นรัฐบาล
       


       อภิสิทธิ์อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสมัครว่าสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว และยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 หรือแผนที่ฝรั่งเศสที่สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้ก็เนื่องจากบันทึกความเข้าใจฯ พ.ศ. 2543 ให้ใช้เป็นแผนการพัฒนาบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์รอบปราสาทพระวิหารว่าจะทำให้ไทยเสียสิทธิเหนือดินแดนรอบปราสาทพระวิหาร จนนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตยของชาติ (คำพูดในวงเล็บเป็นของผู้เขียน)
       


       “ผม(อภิสิทธิ์)ถามว่าทิศเหนือกับทิศตะวันตกของตัวปราสาท (ที่อยู่นอกรั้วที่กั้นอาณาบริเวณปราสาทเอาไว้) เป็นเขตไทยไหมครับ . . . ก็ของเรานี่ครับ แต่จำได้ใช่ไหมครับเวลาเขาบันทึกมาถึงเรา เขาไม่ได้แม้แต่เรียกว่าทับซ้อนนะครับ เขาบอกของเขา แล้วท่านก็ไปเขียนแถลงการณ์ร่วมอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่ตัวขอบปราสาทแล้วนะครับ ปัญหาก็คือว่า การบริหารจัดการพื้นที่ซึ่งไทยถือว่าเป็นของไทยในปัจจุบันตามสันปันน้ำต่อไปนี้ เขามีสิทธิ์เข้ามาร่วมบริหารจัดการและบริหารจัดการอย่างไร ยูเนสโกคุยกับกัมพูชาครับ ไม่ต้องคุยกับไทย”
       


       ในวันที่อภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ กลับไม่สามารถรู้ได้ว่า “เขตแดนไทย” ข้างต้นอยู่ที่ใด ทั้งที่พร่ำบอกต่อหน้าสาธารณชนเสมอๆ ว่ายึดหลักสันปันน้ำ แต่กลับปล่อยให้ฝ่ายกัมพูชาเข้ามายึดพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารดังกล่าวข้างต้นและบริเวณใกล้เคียง (ภูมะเขือ) มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารให้กัมพูชาสามารถยิงโจมตีด้วยอาวุธหนักเข้ามาถึงบ้านภูมิซรอลที่อยู่ห่างเข้าไปในเขตประเทศไทยกว่า 8 ก.ม.ได้ ทำไมอภิสิทธิ์ไม่อ้างอิงเขตแดนไทยว่าอยู่ที่ใดเพื่อใช้เป็นหลักฐานตอบโต้ว่ากัมพูชารุกรานดินแดนไทยในหลายๆ กรณีเมื่อมีโอกาส เช่น การประชุมคณะมนตรีความมั่นคงที่สหประชาชาติ หรือการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่จาการ์ตาภายหลังจากเหตุการณ์ปะทะกัน
       


       หากจะอ้างเพียงว่า ถ้ายืนยันเขตแดนก็ต้องแสดงอธิปไตย ใช้กำลังผลักดัน และอาจต้องรบกันเสียเลือดเนื้อ แต่นี่คือตรรกะที่ทำให้ชาวยิวหลายล้านคนยอมจำนนให้ฮิตเลอร์นำตัวไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 มิใช่หรือ อภิสิทธิ์ทำไมไม่ให้ทหาร ตำรวจเขาทำหน้าที่ เป็นเพราะอะไร?
       


       จุดยืนอีกประการหนึ่งที่เปลี่ยนไปของอภิสิทธิ์ก็คือ การไม่ยอมถอนตัวออกจากภาคีมรดกโลกโดยอ้างแต่เพียงว่าหากถอนตัวฝ่ายไทยจะเสียเปรียบเพราะคณะกรรมการมรดกโลกจะฟังข้อมูลฝ่ายกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่แต่เดิมมีจุดยืนคัดค้านการขึ้นทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียว
       


       วันนี้เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ นายโคอิชิโรทูตพิเศษยูเนสโกแถลงที่กัมพูชาเมื่อ 28 ก.พ. 54 ว่า เคยบอกอภิสิทธิ์และกษิตไปแล้ว (เมื่อก่อนหน้ามากัมพูชา) ว่า ถอนพระวิหารจากมรดกโลกไม่ได้เพราะมีคุณค่าเป็นสากลโดดเด่น ย้ำปราสาทอยู่ในความรับผิดชอบของยูเนสโกซึ่งดูแลคณะกรรมการมรดกโลก แสดงว่ากัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวไปแล้ว และกำลังนำเอาพื้นที่โดยรอบปราสาทที่เป็นของไทยที่อยู่ในการครอบครองของกัมพูชาในปัจจุบันไปบริหารจัดการอีกด้วย ข้อคัดค้านขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยกัมพูชาของอภิสิทธิ์จึงไม่เป็นผลเพราะเขาไม่ฟังใช่หรือไม่ แถมยังจะมีอำนาจเหนืออธิปไตยไทยที่จะนำพื้นที่ไทยไปบริหารจัดการเองได้ เพราะเขาอ้างแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ที่แนบท้ายบันทึกความเข้าใจฯ พ.ศ. 2543 ทุกครั้ง ดินแดนในเขาพระวิหารจึงเป็นของกัมพูชาทั้งหมด ทำไมไม่พูดความจริง?
       


       อภิสิทธิ์กล่าวเมื่อเป็นฝ่ายค้านช่วงที่มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลหุ่นเชิดของทักษิณว่า “ประชาชนจะหนึ่งคนหรือแสนคน เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตย การบริหารแผ่นดินของราชการอาจบกพร่องผิดพลาด ทุจริตคอร์รัปชัน แน่นอนปัญหาเหล่านี้มีกระบวนการทางกฎหมาย แต่ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เขาไม่รอให้กฎหมายจัดการ คนที่เป็นผู้นำต้องมีสำนึกความรับผิดชอบสูงกว่าคนธรรมดา”
       


       แต่อภิสิทธิ์ที่เป็นนายกฯ ในปัจจุบันกลับขอมติ ครม.ใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงเพียงเพื่อขัดขวางการชุมนุมที่เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร และการเสียดินแดนภายใต้ข้ออ้างการขอช่องจราจรเพียง 2 ช่องทางซึ่งไม่ว่าจะมองในมุมใดก็ไม่เป็นความมั่นคงของชาติแต่อย่างใด
       


       แต่อภิสิทธิ์กลับไม่ขัดขวางการชุมนุมที่ราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดง แถมยังให้นักธุรกิจราชประสงค์ไปเจรจากับคนเสื้อแดงโดยตรงในเรื่องการเปิดปิดถนนสาธารณะเสียอีก
       


       เป็นอภิสิทธิ์ที่ออกมติครม.เพื่อสนับสนุนชี้นำศาลอนุญาตให้แกนนำเสื้อแดงผู้ถูกกล่าวหาว่าเผาบ้านเผาเมืองมา 2 ครั้งได้ประกันตัวออกจากคุก
       


       เป็นอภิสิทธิ์ที่ให้ราชการใช้เงินหลวงเพื่อประกันผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายที่หน่วยราชการภายใต้การกำกับของตนเองเป็นผู้ไปจับกุมมาได้ แล้วอนาคตใครจะยอมทำงานให้อีก
       


       เป็นอภิสิทธิ์ที่ปล่อยให้รองนายกฯ ไปเจรจากับทักษิณที่ต่างประเทศ ไปขึ้นศาลเป็นพยานฝ่ายคนเสื้อแดงเพื่อให้ได้การประกันตัวจากศาล
       


       เป็นอภิสิทธิ์ที่ปล่อยให้ รมต.ต่างประเทศ อนุมัติเงินภาษีประชาชนเพื่อไปจ้างนักวิชาการกลุ่มหนึ่งทำรายงานบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้คนในสังคมคิดว่าดินแดนบนปราสาทพระวิหารไม่ใช่ของไทย ดังนั้นหากจะเสียไปก็ไม่เป็นไร
       


       เป็นอภิสิทธิ์หรือไม่ที่บอกว่าหากจะแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ แต่กลับฝืนมติพรรคตนเองที่ลงมติไม่แก้ในครั้งแรกมาขอมติพรรคอีกครั้งในเรื่องเดียวกันอย่างน่าอับอาย
       


       อภิสิทธิ์กล่าวกับกลุ่มที่ออกมาคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลก เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2553 ว่า “อยากให้พี่น้องประชาชนทราบว่า เราไม่ได้คิดต่างกัน รวมทั้งไม่ได้มีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝงนอกจากผลประโยชน์ของชาติ และขอยืนยันว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเอาแผ่นดินไทยไปแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อื่น ถ้าผมทำเช่นนั้น ไม่เพียงไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ควรที่จะอยู่แผ่นดินนี้ด้วยซ้ำ และขอยืนยันว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านที่อภิปรายในสภาไว้อย่างไร จุดยืนวันนี้ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ยังเหมือนเดิมทุกประการ”
       


       วันนี้ประชาชนคิดต่าง ความจริงกำลังไล่ล่าอภิสิทธิ์อย่างบ้าคลั่ง
       


       ถึงเวลาแล้วใช่ไหมที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องทำตามคำขวัญและเป็นผู้ค้ำจุนประเทศชาติให้สมกับสัญลักษณ์ของพระแม่ธรณีที่นำมาใช้ อย่าปล่อยให้อภิสิทธิ์และคนของเขาหลอกลวงประชาชนอีกต่อไปอีกเลย “ในทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่รอให้กฎหมายจัดการเพราะคนที่เป็นผู้นำต้องมีสำนึกความรับผิดชอบสูงกว่าคนธรรมดา” แม้อภิสิทธิ์จะเป็นหัวหน้าพรรคและมีผู้ค้ำจุนสุเทพเป็นเลขาฯ พรรค แต่ก็มิได้มีอำนาจเหนือพรรคแต่อย่างใดไม่ ดูตัวอย่างหลายพรรคในหลายประเทศก็ได้ว่าผู้นำพรรคเขามีสำนึกและแสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง หากพรรคประชาธิปัตย์ยอมจำนนปล่อยให้อภิสิทธิ์บริหารต่อไปก็เท่ากับว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ทรยศต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้
       


       การปล่อยให้หัวหน้าหรือเลขาฯ มีอำนาจเหนือพรรคก็ไม่ต่างอะไรกับพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย ชาติไทย ที่พรรคขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ไม่มีความเป็นสถาบัน และมิได้ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตนแต่อย่างใด การให้ส.ส.สังกัดพรรคจึงเพื่อเป็น “ทาส” ที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนของหัวหน้าพรรค
       


       หากปล่อยไปเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงมิได้เป็นผู้ค้ำจุนโลกแต่อย่างใดเนื่องจากพรรคปล่อยให้หัวหน้าพรรคและเลขาฯ พรรคไม่พูดความจริง การค้ำจุนประชาชนจึงไม่เกิด แล้วจะหวังให้ใครมาสนับสนุนต่อไป









Powered by MakeWebEasy.com