บูรพาไม่แพ้

บูรพาไม่แพ้

 


"หลวงปู่ครับ ผมเพิ่งไปทำงานที่บอกใครไม่ได้มาครับเป็นงานช่วยชาติ ขอให้หลวงปู่อ่านจิตผมเอาเองนะครับ เมื่อหลวงปู่อ่านจิตผมแล้ว ขอความกรุณาหลวงปู่ช่วยแนะนำผมด้วยนะครับว่าผมควรจะทำยังไงเพื่อให้งานชิ้นนี้สำเร็จ เนื่องจากผมต้องสัมพันธ์กับคนที่มีอิทธิพลมากระดับโลก"

"ข้อสำคัญมันเป็นเรื่องของวิธีการและหลักการ กับเหตุผลความหมายที่เราจะทำ และผลประโยชน์อันพึงได้รับ ระยะเวลาในการตอบแทน ฉันกำลังมองว่าคนไทยจะเพิ่มหนี้ขึ้นหรือเปล่า"
"ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ มันจะล่มทั้งระบบนะครับ"

"กูยังเชื่อสายตาที่กูมองประเทศสยามนะ คำว่าล่มทั้งระบบ มันล่มที่คนชั้นไหน มันล่มที่คนชั้นกลางขึ้นไป สังคมคนไทยนี้มีคนชั้นต่ำถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ว่าคนชั้นต่ำไม่กระทบ แต่น้อยมาก เพราะว่าบรรพบุรุษของเขาได้ถ่ายทอดสายเลือดของนักสู้ ปากกัดตีนถีบมาแล้ว เขารู้ว่าเขาจะต้องทำอย่างไรในเวลาที่คนไล่เขาออกจากงาน"

"หมายความว่า หลวงปู่คิดว่า ผมไม่ควรช่วยประเทศนี้หรือครับ"
"ไม่ใช่ไม่ควรช่วย ควรช่วย แต่ต้องคำนึงถึงวิถีทาง หลักการ และเหตุผล ทำอย่างไรให้สิ่งที่เราได้มานั้นอกมาเป็นรูปธรรมให้คนทั้งหลายไม่ใช่เป็นการสร้างปัญหาให้เขาอย่างที่ผ่านมา"
"ในส่วนของความสามารถที่ผมมี ผมคงทำตามที่หลวงปู่พูดเมื่อครู่นี้ แต่ว่าผมก็ต้องสัมพันธ์กับกลุ่มอื่น เงินนี้เราก็ต้องคืนเขา เพราะไม่ใช่เงินบริจาค"
"กูรู้ เขาให้เวลา 20 ปี"
"หลวงปู่ทราบได้อย่างไรครับ ?"
"อ้าว ก็มึงให้กูอ่านจิตมึงมิใช่หรือ"

"ชีวิตของผมอาจต้องเปลี่ยนไปอีกมากเลย ผมไม่อยากเปลี่ยนครับ ผมมีความสุขที่จะอยู่แบบนี้ ได้รับใช้หลวงปู่และพระศาสนา หลวงปู่จะให้ผมทำยังไงครับ"
"กูจะให้มึงทำยังไง ก็จงหาวิธีที่จะพัฒนาเงินก้อนนั้นให้เป็นระบบที่สามารถสร้างศักยภาพให้กับคนไทย มึงมันพวกชั้นปัญญาชน กูมันชั้นปัญญาอึ่ง คงไม่สามารถแนะนำได้มากกว่านี้ แต่บอกได้ว่าที่ผ่านมาเรามีปัญหาตกค้างมากมาย ตั้งแต่เศรษฐกิจเฟื่องเป็นเสือ เดี๋ยวนี้เหมือนแมวขี้โรคเชื่อง ๆ จะตายมิตายแหล่ เมื่อก่อนเราไม่ใช่เสือหรอก เราเป็นสัตว์ทุกประเภทที่พร้อมจะอยู่รอด"

"แต่ผมไม่อยากกลับไปเกลือกกลั้วกับวงการนั้นอีกแล้ว หลังจากที่ผมได้พบหลวงปู่"
"คนเราะไม่เข้าไปอยู่ในกองขี้ เราก็ไม่รู้จักหนอนขี้ แล้วจะไปช่วยสัตว์ที่อยู่ในกองขี้ให้หลุดพ้นได้อย่างไร หากคิดจะเป็นพระพุทธเจ้า คิดจะเป็นพระโพธิสัตว์ นำสัตว์ทั้งปวงเข้าสู่เป้าหมาย ไม่ลงนรก จะช่วยสัตว์นรกได้หรือ ถ้าคนเรากลัวความลำบากยากแค้น กลัวการมีปัญหา กลัวการบีบคั้น ชาตินี้ทั้งชาติเราจะเรียนรู้อะไรไม่ได้ กูไม่ใช่ผู้กล้า แต่กูไม่กลัว"

"หลวงปู่ครับ คนที่มีอำนาจในโลกนี้ เขาต้องการช่วยประเทศสยามของเราครับ หลวงปู่คิดว่าสิ่งที่ผมได้ทำลงไป ผมทำถูกหรือเปล่าครับ"
"ให้ความร่วมมือน่ะถูก ให้ความช่วยเหลือก็เป็นเรื่องดี ถึงเรามีใจที่คิดดี แต่เราก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราทำด้วย กูรู้อนาคตของประเทศนี้ กูรู้อนาคตของชีวิตกู กูรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในโลก ในจักรวาล ว่ามันมีจุดจบแค่ไหน มันไม่ใช่สั้นแค่ 2 ปี อย่างที่เขาว่ากันหรอก ทำไปเหอะ ถ้าเอ็งอยากทำก็ทำ"


2
"ตอนนี้เอ็งทำสมาธิพระโพธิสัตว์ไปถึงไหนแล้วล่ะ"
"ผมหัดจนรู้สึกว่าจักรต่าง ๆ หมุน และพลังที่ใจกลางฝ่ามือก็หมุนเป็นวงกลมได้แล้วครับ"
"ต่อไปก็ต้องใช้นิ้วควบคุมการใช้นิ้วให้ดูดพลังหรือปล่อยพลังออกมามันจะเป็นการขับเคลื่อนพลังภายใน แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่พลัง มันเป็นปริศนาธรรมแต่ละขั้น วิชาสมาธิพระโพธิสัตว์นี้ จะเรียนรู้ถึงจุดสำคัญของมันได้ เราจะต้องมีจิตแห่งพุทธะ ซึ่งโดยสามัญสัตว์แล้วก็ไม่น่าจะมีได้มาก นี่เป็นเคล็ดวิธีของการเข้าถึงวิชาสมาธิพระโพธิสัตว์"

"อยากให้หลวงปู่ขยายความอีกนิดครับว่า ทำไมการเข้าถึงสมาธิพระโพธิสัตว์ถึงต้องมีจิตแห่งพุทธะ"
"ก็หว่านเมล็ดพืชแห่งพุทธะให้มันเบ่งบาน เจริญงอกงาม ผลิดอกออกใบ แตกกิ่งก้านสาขาจนเป็นร่มเงา ให้ความอบอุ่นในจิตวิญญาณของเราให้ได้แล้ว เราก็จะเข้าใจสมาธิพระโพธิสัตว์ได้เอง แต่ตราบใดที่เรายังไม่มีเมล็ดพืชแห่งพุทธะให้ผลิดอกออกใบ เพราะเรายังไม่ได้ลงไม้ลงมือหว่านมัน แต่รอให้คนอื่นมาปลูกให้ เราจะไม่เข้าใจสมาธิพระโพธิสัตว์"

"หลวงปู่ครับ ที่หลวงปู่เพียรสอนมานี้ มีใครบรรลุความเป็นพุทธะบ้างหรือยังครับ"
"ความเป็นพุทธะไม่ใช่การบรรลุ แต่เป็นการเต็มอกเต็มใจที่จะเป็น เต็มอกเต็มใจที่จะทำ ไม่ใช่หวังการบรรลุ ความหมายของความเป็นพุทธะคือการพลีกาย พลีใจ และจิตวิญญาณของตนให้เป็นสะพาน เพื่อให้สรรพสัตว์ได้เดินไปสู่ฟากโน้น นี่คือความหมายของพุทธะ ไม่ใช่การที่เราจะข้ามจากฟากนี้ไปสู่ฟากโน้น"

"แต่นิยามอย่างนี้ไม่เหมือนกับนิยามของคนทั่วไปนี่ครับ"
"ไม่รู้สิ กูไม่รู้ว่าคนทั่วไปเขาคิดอย่างไร มึงก็รู้อยู่แล้วว่า กูไม่เหมือนคนอื่นเขา แต่กูรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านมีวิญญาณแบบนี้"
"ถ้าอย่างนั้น จิตของพระพุทธเจ้ากับจิตของพระโพธิสัตว์ก็เป็นอันเดียวกันสิครับ"
"คงใช่มั้ง เพราะความหมายของพุทธะมันเป็นเรื่องราวของการช่วยเหลือ ไม่ใช่การแสวงหา มันเป็นเรื่องของการแบ่งปัน เอื้ออาทร ให้ ดังนั้นความรู้ของพระพุทธะจึงค่อนข้างกว้างขวางและยิ่งใหญ่ เพราะต้องสร้างเสริมประสบการณ์เพื่อการช่วยเหลือ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ของตนให้แกร่งและกล้า เพื่อบรรเทาและแบ่งปันความทุกข์เดือดร้อนของสรรพสัตว์ มันจึงไม่มีตัวบรรลุ"

"กระบวนการที่ช่วยเหลือผู้อื่น ก็คือกระบวนการแห่งการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ใช่มั้ยครับ"
"ใช่ คนเราต้องยืนให้ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ใช่จำจากคนอื่น"
"แต่จิตอันเป็นพุทธะนี้ คนที่มีเขาก็มี คนที่ไม่มีเขาก็ไม่มีนี่ครับ ผมคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะถ่ายทอดให้กันได้หรอกครับ"
"ใช่ แต่มันหว่านให้กันได้ หน้าที่ของคุรุคือหว่านเมล็ดพันธุ์ของพุทธะออกไป ส่วนมันจะขึ้นหรือไม่ก็อยู่ที่ว่ามันเป็นดินหรือหิน"
"อย่างนี้ถ้าเป็นหิน เราจะเปลี่ยนให้เป็นดินอันอุดมได้หรือไม่ครับ"
"ไม่มีใครเขาเปลี่ยนชีวิตเราได้หรอก ถ้าเราไม่ต้องการเปลี่ยน สำคัญมันอยู่ที่ตัวเองทั้งนั้นแหละ เราจึงต้องทำจิตวิญญาณของเราเอง ถ้าเรารู้ว่าความทุกข์เดือดร้อนของสรรพสัตว์มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยแบ่งเบาและบรรเทาให้มันเบาบางลง ถ้าเราแบ่งปันได้ด้วยความรู้สึกอยู่ร่วมและอยู่รอดโดยไม่เห็นแก่ตัว รู้จักเสียสละ เอื้ออาทร มีน้ำใจ เหล่านี้มันเป็นบ่อเกิดของพุทธะทั้งนั้นแหละ นี่คือการทุบดินของตนที่แข็งกระด้างให้มันร่วนซุยขึ้นแล้วฝนแห่งน้ำตาพุทธะก็จะตกลงมารดให้ดินเรานั้นมีอินทรีย์วัตถุเป็นดินอุดมได้ มีปุ๋ยอันมหาศาลได้ การมีชีวิตอยู่อย่างนี้มันเป็นชีวิตที่เราต้องสมัครใจอยู่ บังคับกันไม่ได้"


3
"หลวงปู่ครับ เราควรฝึกตนให้บรรลุก่อนแล้วจึงไปช่วยเหลือผู้คนหรือว่าควรช่วยเหลือผู้คนพร้อม ๆ กับการฝึกตนให้บรรลุครับ"
"คนเรามี สามไม่รู้ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ คือ ไม่มีใครรู้ว่าวิถีชีวิตของตนเองมีอายุยาวเท่าไร ไม่มีใครรู้ว่าการดำรงชีวิตอยู่จนบรรลุได้นั้นต้องใช้เวลาเท่าไร และไม่มีใครรู้ว่าทิศทางไหนคือหนทางแห่งการบรรลุของตนเพราะคนเราไม่รู้ 3 ประการนี้แหละ คนเราจึงมีความเป็นอยู่อย่างเนิ่นช้าและไร้สาระตลอดมา แต่คนเราสามารถรู้ได้อย่างหนึ่งว่า การที่เราได้มีโอกาสเอื้ออาทรคนอื่น คนอื่นก็ย่อมเอื้ออาทรต่อเรา ถ้าเราทำดีต่อคนอื่น คนอื่นย่อมทำดีต่อเรา เราเชื่อกันว่าเมื่อเราปลูกต้นมะม่วง สิ่งที่ออกมาคือผลมะม่วงให้เราได้กิน ถ้าเรารดน้ำพรวนดิน เมื่อเราเชื่ออย่างนี้ เราก็ไม่ควรเสียเวลาค้นหาเรื่องแคบ ๆ เฉพาะตนเอง แต่ควรค้นหาเรื่องที่มันใหญ่กว่านั้น เพื่อให้คนอื่นร่วมกันค้นหาด้วย สรุปสั้น ๆ ก็คือ หากเราคิดว่าเรารอให้มีกำลังก่อนจึงคิดช่วยคนอื่น รอให้เราอิ่มก่อนแล้วจึงทำให้คนอื่นอิ่มตามเรา ก็ต้องถามกลับไปว่า จะรู้ได้อย่างไรว่า มื้อนี้เราอิ่ม เพราะข้าวยังไม่เห็นกับข้าวยังไม่มาแต่บางทีคนอื่นเขามีกับข้าวรออยู่ข้างหน้า และเราช่วยไปบอกเขาว่าคุณกินเสียให้อิ่ม จะไม่เป็นการดีกว่าหรือ อย่างน้อยเราก็ทำให้คนอื่นอิ่ม และเราได้ช่วยบรรเทาความทุกข์เดือดร้อนของโลกให้มันลดลง สังคมก็อยู่กันอย่างไม่แร้นแค้น แก่งแย่งชิงดี เราก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้หนึ่งในการช่วยบรรเทาความทุกข์ของสังคม เพราะฉะนั้น คนเราจงมีสาระในการเป็นอยู่ อย่าคิดเพียงสั้น ๆ ว่าฉันจะอยู่เอาตัวรอด"

"วิธีนี้ไม่ทำให้บรรลุช้าหรือครับ"
"มันอาจไม่ช้าและมันอาจไม่เร็ว แต่เราไม่มีใครรู้ เมื่อเราไม่รู้ใน สามไม่รู้นี้มันจึงเป็นเหตุให้เราต้องมีชีวิตอยู่อย่างไร้สาระตลอดเวลา ทั้ง ๆที่เราเดินผ่านคนที่ลำบากจะตาย แต่เรากลับบอกกับตัวเองว่าไม่เอาละฉันไม่ช่วยแกแล้ว ฉันจะไปหาทางหลุดพ้น เราปล่อยให้คนเหล่านั้นตาย เอารัดเอาเปรียบเขา ถึงไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น ก็เอารัดเอาเปรียบความเป็นพุทธะในตัวเรา มิหนำซ้ำเราก็ไม่รู้อีกว่าทางที่เราเดินไปนั้นมันสลัดความเห็นแก่ตัวได้ เพราะฉะนั้น จงเป็นอยู่ด้วยความรู้สึกสลัดหลุด อย่าเป็นอยู่ด้วยความรู้สึกตะกละละโมบ แม้จะเป็นความละโมบในการบรรลุก็ตาม"


4
จะว่าไปแล้ว งานเขียนชุดมังกรจักรวาลทั้งหมดของผม รวมทั้งงานเขียนอื่น ๆ ของผมในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เป็นต้นมานี้ คืองานเพื่อการเอาชนะ ความไม่รู้ เหล่านี้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะความไม่รู้ว่าทิศทางไหนคือหนทางแห่งการบรรลุของคนเราในช่วงหลายปีมานี้ผมได้ พลีกาย พลีใจ พลีจิตวิญญาณของผมให้กับการเอาชนะความไม่รู้อันนี้ และแบ่งปันความรู้ภูมิธรรมที่ผมกับลูกศิษย์สำนักยุทธธรรมได้ร่วมกันค้นหามาให้แก่คนอื่นด้วยความเต็มอกเต็มใจเสมอมา

หนังสือมังกรจักรวาล ภาค 6 "บูรพาไม่แพ้" เล่มนี้เป็นสุดยอดแห่งความภาคภูมิใจของผมอีกเล่มหนึ่งในการรับใช้ผู้อ่านและสังคมนี้ เพราะวิชาทางจิตคือสุดยอดวิชาของมวลมนุษย์และเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ ให้ความเชื่อมั่นได้ว่า วิถีแห่งตะวันออกของพวกเราไม่มีวันพ่ายแพ้เป็นอันขาด บูรพาไม่มีวันแพ้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ มากมายเพียงใดก็ตาม หนังสือ "บูรพาไม่แพ้" เล่มนี้เป็นภาคต่อของหนังสือมังกรจักรวาล ภาค 5 "ริ้วรอยเทพยดา" ของผม ทางที่ดีท่านผู้อ่านควรอ่านควบคู่กันไปเพราะจะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด แต่ถึงอ่านหนังสือเล่มนี้เพียงโดด ๆ ผมก็มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าคุณค่าของหนังสือเล่มนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน เพราะวิชาสมาธิของหลวงปู่ฤาษีเวชยันต์ผู้เป็นคุรุของท่านอาจารย์แอ๊ด เกจิอาจารย์ทางด้านธาตุกายสิทธิ์และสมาธิแห่งยุคเพิ่งได้รับการเปิดเผยในหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งแรกในโลกรวมทั้งเรื่องมหัศจรรย์ทั้งหลายด้วย

วิชาลม 7 ฐานและวิชาสมาธิพระโพธิสัตว์ ที่ได้รับการเปิดเผยใน "ริ้วรอยเทพยดา" ก็ดี วิชาธาตุกายสิทธิ์, วิชาเจาะเวลาผ่านมิติ และวิชาสมาธิแบบหลวงปู่ฤาษีเวชยันต์ ที่ได้รับการเปิดเผยในหนังสือเล่มนี้ก็ดี คือ คุณูปการอันใหญ่หลวงที่ประเทศนี้ได้มอบไว้ให้แก่ชาวโลกทั้งปวงในศตวรรษที่ 21 นี้ อย่างแน่นอน


ด้วยจิตคารวะ
สุวินัย ภรณวลัย

 
...............................................



จากปรากฏการณ์พระธาตุเสด็จมาที่บ้านของอาจารย์สุวินัยในวันพระที่ 12 มกราคม 2541 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อาจารย์สุวินัยและลูกศิษย์ได้หันมาค้นคว้าเรื่องธาตุกายสิทธ์อย่างจริงจัง นำมาซึ่งศาสตร์และความรู้ในอีกมิติหนึ่ง ถึงขนาดทำให้อาจารย์สุวินัยพูดได้อย่างเต็มปากว่า ประเทศนี้เป็นส่วนหนึ่งของชมพูทวีป และเป็นดินแดนที่ศักดิ์สิทธิ์มากด้วย

อาจารย์สุวินัยได้บอกเล่าไว้ใน "ริ้วรอยเทพยดา" ว่า ได้เห็นด้วยตาตนเองในการใช้พลังจิตตัดปลายเหล็กไหลออกจากกัน ได้เห็นเหล็กไหลเงินยวงสามารถดูดธาตุทุกชนิดได้โดยการอธิษฐานจิต ได้เห็นการใช้พลังจิตทำให้หินจากบาดาลเรืองแสงขึ้นมาได้ และเห็นการจับปรอทจากหมอกซึ่งเป็นธาตุกายสิทธิ์นำมาเลี้ยงด้วยแผ่นทองคำเปลว แล้วใช้จิตเสกให้ปรอทแข็งตัวเป็นรูปพระเครื่อง รวมทั้งพระธาตุ 4 องค์ขนาดเท่าครึ่งเล็บนิ้วก้อยได้เสด็จมาที่ห้องพระของท่านอีกครั้งในวันที่ 29 มีนาคม 2541

ผู้ที่ติดตามงานเขียนของอาจารย์สุวินัยบางคนอาจตั้งคำถามในใจว่า อาจารย์สุวินัยและชมรมมังกรธรรมกำลังเข้าไปเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์หรือไม่? หนังสือ "ริ้วรอยเทพยดา" และ "บูรพาไม่แพ้" อาจเป็นจุดพลิกผันต่อความเข้าใจผิดในตัวอาจารย์สุวินัยอีกครั้งหนึ่ง แต่อาจารย์สุวินัยผู้มีเลือดของนับรบแห่งวิถีบูรพา ก็ไม่เคยหวั่นไหวต่อความเข้าใจผิด
จากการติดตามอ่านงานเขียนของอาจารย์หลายเล่ม คุณสมบัติที่เด่นมากด้านหนึ่งของอาจารย์สุวินัยในฐานะนักวิชาการ คือการเปิดกว้างทางความคิดและวิธีการศึกษาที่หยั่งลึก ดังที่อาจารย์เคยสะท้อนความคิดไว้ในบทนำ "เทพอวตาร" ว่า "ผมหวังว่าพวกท่านจะอ่านมันด้วยจิตที่ปราศจากอคติหรือมีทิฐิใดตั้งไว้อยู่ในใจก่อนแล้ว……." นี่เองที่เป็นเหตุให้เรื่องราวอันเป็นประสบการณ์ที่เร้นลับได้วิ่งเข้าไปหาอาจารย์อย่างรวดเร็วภายในเวลาปีเศษอันเป็นเหตุให้หนังสือชุด "มังกรจักรวาล" มีจำนวนมากกว่าที่ตั้งใจไว้ใจตอนแรก และได้ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งถึงเป็นภารกิจก่อนสิ้นศตวรรษที่ 20 ดังที่อาจารย์ได้ตั้งปณิธานไว้

ก่อนที่ผู้เขียนจะได้มาสัมผัสกับหนังสือชุดมังกรจักรวาล ผู้เขียนยอมรับว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในผู้คนจำนวนมากที่มีทัศนคติที่ไม่เปิดกว้างในการรับรู้เรื่องราวที่มากมายหลายแง่หลายมุมในโลกนี้เพราะอัตตาที่ฝังแน่นอยู่ในตัว ความคิดที่ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งนี้ถูกต้องที่สุดเป็นความคิดที่ปิดกั้นความรับรู้ของตนเอง การน้อมใจศึกษาเป็นคุณสมบัติของนักปราชญ์แต่นักปราชญ์ผุ้มีสัมมาทิฐิจะเลือกใช้ความรู้ชนิดใจเพื่อพัฒนาตนเองนั้น นั่นเป็นความเหมาะสมที่มีในแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ความเหมาะสม ณ.เวลาหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะสมเมื่อเวลาเปลี่ยนไป คำว่าทางสายกลางสำหรับคนหนึ่งก็ไม่ใช่ทางสายกลางสำหรับอีกคน นี่คือสัจธรรมที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

หนังสือชุด "มังกรจักรวาล" ได้ชักนำให้ผู้เขียนได้เข้าไปศึกษาเอาตัวเองเข้าไปทดลองศาสตร์บางศาสตร์ ทำให้สัมผัสได้ด้วยตนเองว่าศาสตร์นั้น ๆ มีจริง แต่จะสำเร็จได้ด้วยความเพียร ทำให้ย้อนคิดว่าสมัยก่อนเราเคยคิดว่าศาสตร์ลึกลับเป็นเรื่องเหลวไหล เมื่อได้ประจักษ์ด้วยตนเองจึงเข้าใจแล้วว่า ความรู้เร้นลับในโลกนี้ที่ยังไม่เปิดเผยมีอยู่มากมาย อย่างเพิ่งด่วนปฏิเสธว่าไม่มี สิ่งที่ไม่รู้ สัมผัสไม่ถึง แต่มีอยู่นั้นมีมาก เพียงแต่ว่าเราจะศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ทางใด และเป้าหมายชีวิตของตนเองนั้นคืออะไร และนั่นย่อมนำมาซึ่ง ทางเลือก ของแต่ละคน

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำใบไม้สีสปาที่ร่วงอยู่ตามพื้นดินขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
"ภิกษุทั้งหลาย! เธอทั้งหลายเข้าใจว่าอย่างไร ใบไม้สีสปาที่เรากำขึ้นหน่อยหนึ่งนี้มาก หรือใบไม้สีสปาที่ยังอยู่บนต้นเหล่านั้นมาก?"
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ใบไม้ที่พระผู้มีพระภาคทรงกำขึ้นหน่อยหนึ่งนั้น เป็นของน้อย ส่วนใบไม้ที่ยังอยู่บนต้นสีสปาเหล่านั้นย่อมมีมาก"

"ภิกษุทั้งหลาย! ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมะส่วนที่เรารู้ยิ่งด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วไม่กล่าวสอนนั้น มีมากกว่าส่วนที่นำมากล่าวสอน ภิกษุทั้งหลาย! เหตุไรเล่า เราจึงไม่กล่าวสอนธรรมะส่วนนั้น ๆ ? ภิกษุทั้งหลาย! เพราะเหตุว่าธรรมะส่วนนั้น ๆ ไม่ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ที่เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวสอน" (จากพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ - พุทธทาสภิกขุ)

พระองค์ทรงกล่าวต่อพระภิกษุว่า ธรรมะที่พระองค์ทรงนำมาสั่งสอนคือทุกข์และการดับทุกข์เท่านั้น
"จากใจสำนักพิมพ์" นี้ได้สื่อความคิดบางอย่างที่สำคัญมาถึงท่านผู้อ่านแล้ว โอยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านที่ติดตามหนังสือชุดนี้มาตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคที่สี่
"บูรพาไม่แพ้" มีเรื่องราวที่น่าสนใจและสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันไป
ความรู้สึกซาบซึ้งในความยิ่งใหญ่ทางจิตใจขององค์พระพุทธเจ้าเป็นเอกบุรุษที่ไม่มีผู้ใดเสมือน จากเรื่อง ชัยชนะของลูกผู้ชายคนหนึ่ง
ความรู้สึกประทับใจในความรักวัยหนุ่มสาว ความเข้าใจในความต้องการของตนเอง รักที่บริสุทธิ์เป็นเช่นไร จากเรื่อง รักแรกของ ติช นัท ฮันท์ (ปัจจุบันท่านยังคงปฏิบัติภารกิจของการเป็นพุทธสาวกที่ดี เป็นที่รู้จักในหมู่พุทธศาสนิกชนทั่วโลก)

ความรู้สึกสนใจอยากศึกษาวิชาเจาะเวลาผ่านมิติ และการฝึกจิตเพื่อความสำเร็จทางจิต จากเรื่องบูรพาไม่แพ้ เจาะเวลาผ่านมิติ และจะสำเร็จทางจิตได้อย่างไร?
ความรู้สึกแปลกใจและทึ่ง ในประสบการณ์ที่เกิดจากการทำสมาธิของหมอกบ ซึ่งได้เข้ามาศึกษาวิชาเร้นลับได้ไม่ถึงปี แต่ได้ประสบกับเหตุการณ์ที่พลักผันชีวิตตนเอง จากเรื่อง ประสบการณ์เร้นลับจากโลกที่ซ่อนเร้น
และ ความรู้สึกยินดี ต่อการเกิดขึ้นของสำนักอิสระธรรม จากเรื่องสำนักอิสระธรรม

ยิ่งไปกว่าความรู้สึกต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ได้จาก "บูรพาไม่แพ้" คือการรู้แนวทางของการหาคำตอบว่า เกิดมาเพื่ออะไร มันควรเป็นคำตอบที่ไม่ใช่จากคำสั่งสอน ไม่ใช่คำตอบว่า "แล้วไปคิดทำไมว่าเกิดมาเพื่ออะไรเพราะมันเกิดมาแล้ว" คำตอบ เกิดมาเพื่ออะไร จะต้องเป็นคำตอบที่รู้ด้วยใจของตนเอง และยอมรับอย่างหมดจิตหมดใจ คำตอบนี้จึงจะนำมาซึ่งพลังต่อการกระทำตามบทบาทหน้าที่ของตนในชาติเกิดนี้ เพื่อไม่ให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

 

Powered by MakeWebEasy.com