ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ

ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ


คำนิยม "ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ" โดย เวทิน ชาติกุล

 

1.
" ชายคนหนึ่งจะต้องเดินไปบนถนนกี่สาย กว่าที่ผู้คนจะเรียกขานเขาว่า " ลูกผู้ชาย " บ็อบ ดีเลน ถาม
" 42 " เคน วิลเบอร์บอกว่านั่นเป็นคำตอบของดักกลาส อดัม
" แล้วชายอีกคนหนึ่ง จะต้องหยั่งลึกลงไปเท่าไหร่กว่าจะถึงใจตน? " บ็อบ ดีเลน ไม่ได้ถาม
" 100 เซี๊ยะ " สุวินัยเคยตอบไว้

2.
อาจารย์สุวินัย ระบุมาให้ผมเป็นคนเขียน "คำนิยม" ของหนังสิอเล่มนี้
" แต่อาจารย์…..ผมยังไม่ได้อ่านมังกรคู่สู้สิบทิศ เลยนะครับ " ผมพยายามชี้แจงคุณสมบัติที่ " ไม่ครบองก์ " ของตนเอง ทั้งๆที่รู้ดีว่าคำชี้แจงนั้นไม่อาจหยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลบ่ายเบี่ยง
ผมมีทางเลือกอยู่ไม่มาก……มีอยู่ 2 ทาง
หนึ่ง…ไปทำตัวเองให้ได้อ่าน " มังกรคู่ฯ " ทั้ง 21 เล่ม ให้จบโดยเร็วพลัน
สอง….ทางอื่นๆที่ไม่ใช่ข้อหนึ่ง
ผมตัดสินใจเลือกทำมันทั้งสองทาง

3.
แรกสุด ก็บรรจงหยิบเอา " มังกรคู่ฯ " เล่มแรกขึ้นมาเสพอรรถรส….ครั้นอ่านไปได้ 4-5 บท ก็ต้องหยุด!
มิอาจฝืนใจอ่านต่อ !!
นั่นเพราะความมันที่ปรากฏ เมื่อหยั่งคำนวณแล้วเล็งเห็นได้ว่าชะตากรรมของตน ณ เล่มสุดท้ายจะอยู่ในสภาพใด จึงต้องสะบั้นความมันของตนไว้เพียงแค่นั้น
มีคำกล่าวในยุทธภพ " อยากอ่านต้องไม่วาง อยากวางต้องไม่อ่าน "
….คำกล่าวนี้ย่อมเป็นจริง
เมื่อทางเลือกแรกไม่อาจบรรลุผล ทางเลือกอื่นย่อมต้องปรากฏ
แต่ถึงจะเลือกทางเลือกใด ผมย่อมไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อหนึ่ง
ความจริงที่ว่า " ผมยังไม่ได้อ่านมังกรคู่ฯ "….ซึ่งนำพาผมไปสู่ความจริงข้อสอง
" เมื่อยากปฏิเสธ ก็จำต้องกลมกลืน "

4.
จะว่าไปตอนที่นาม " หวงอี้ " ลือลั่นในยุทธจักรนิยายกำลังภายในบ้านเรา นำเอาความคึกคักกลับมาอีกครั้ง ผมเองซึ่งมิได้เสพทั้ง " เจาะเวลาหาจิ๋นซี " และ " มังกรคู่สู้สิบทิศ " ก็มิได้ล้างมือจากวงการห่างหายไปไหนบังเอิญว่าตอนนั้นผมอยู่ในโลกยุทธภพอีกแบบหนึ่งแทน

ยุทธภพในโลกการ์ตูน

การรุกคืบของ " การ์ตูนจีน " ในตลาดการ์ตูนที่เดิมที " ญี่ปุ่น " เป็นเจ้าอยู่นั้น เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่อาจมองข้ามในแง่ความสำเร็จของการปันส่วนแบ่งตลาด รวมถึงความตื่นตัวที่เกิดขึ้นทั้งในหมู่คนที่นิยมอ่านการ์ตูนและหมู่คนที่นิยมยุทธนิยาย
ข้อได้เปรียบของการ์ตูนจีน ก็คือมีเนื้อเรื่องที่ " คลาสสิก "รับประกันความสนุกอยู่ก่อนแล้วประมาณ "มังกรหยก" " ลูกมังกรหยก " " ดาบมังกรหยก " "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" " เซียวฮื่อยี้ " ฯลฯ ใครที่เคยอ่านนิยายของปรมาจารย์ "กิมย้ง " หรือ " โกวเล้ง " มาก่อนแล้วเมื่อมาเห็นฉบับนิยายภาพอยู่บนแผงคงมีน้อยคนที่จะปฎิเสธไม่ลองหยิบขึ้นมาลิ้มลอง โดยเฉพาะในบรรดาคนรุ่น X รุ่น Y ที่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกกับหนังสือการ์ตูนเช่นคนรุ่นน้ารุ่นพ่อ
ถ้าจำไม่ผิด….ก็เป็นค่ายเนชั่น ที่ประเดิมตลาดด้วยการ์ตูน " ลูกมังกรหยก " (ฉบับสิงคโปร์) ที่มีลายเส้นสวย สะอาด แต่ดูละเมียดไปทางการ์ตูนผู้หญิง ก็สร้างความแปลกใหม่ได้พอสมควร
ค่ายที่ทำให้การ์ตูนจีน " บูม " ในบ้านเราได้จริงๆเห็นจะเป็นค่ายบูรพัฒน์ ที่ได้ลิขสิทธิ์นิยายภาพ (ฉบับฮ่องกง) ที่ดัดแปลงมาจากงานของ " กิมย้ง " หรือ " โกวเล้ง " อยู่ในมือเป็นกระบุง ประเดิมด้วย " แปดเทพอสูรมังกรฟ้า " (จบชุดแล้ว) ตามด้วย " ดาบมังกรหยก " (จบชุดแล้ว) ต่อด้วย " เซียวฮื่อยี้ " "เล็กเสี่ยวหงส์ " (จบชุดแล้ว) ติดตามมาด้วย "มังกรหยก " " ลูกมังกรหยก " " วีรบุรุษไร้น้ำตา " " อุ้ยเสี่ยวป้อ " " กระบี่เย้ยยุทธจัก "
จะมีก็เพียง " ฟงอวิ๋น " เรื่องเดียวเท่านั้นที่โดดเด่นขึ้นเทียบรัศมีรุ่นใหญ่ได้ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นนิยายดังมาก่อน
ค่ายสยามอินเตอร์คอมมิกส์ซึ่งเป็นผู้นำเอานิยายของ " หวงอี้ " มาสร้างความฮือฮา ก็ไม่รีรอที่จะปล่อยการ์ตูน " เจาะเวลาหาจิ๋นซี " และ " มังกรคู่ฯ "ออกมาประกบ
ตอนนั้นยุทธจักรในโลกการ์ตูนนับว่าคึกคักมีสีสันยิ่ง เรียกว่าเดือนหนึ่งนั้นซื้อหามาอ่านกันแทบไม่ทันด้วยเหตุนี้เองที่ผมจึงยังมิได้คิดที่จะอิ่มเอมกับการกลับมาอีกครั้งของยุทธภพในโลกหนังสือ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมห่างเหินกับเรื่องดังทั้งสองเรื่องของ "หวงอี้ " มากนักแม้ว่าอรรถรสที่ตนได้รับจะเป็นคนละอย่างกับการอ่านนิยาย

5.
ความจริง (ข้อสาม) ที่ต้องยอมรับกันก็คือ นิยายภาพมีน้อยเรื่องที่ "ยอดเยี่ยม" กว่านิยายอักษร
ยิ่งนิยายภาพที่มีที่มาจากนิยายด้วยแล้ว อย่างดีก็แค่เสมอตัวแต่ส่วนมากแล้วจะด้อยกว่า
ที่อ่านมาก็เห็นมีเพียง "มังกรหยก" ของ "หลี่จื้อชิง" เท่านั้นที่อ่านแล้วได้อรรถรสและอารมณ์มากกว่า ตอนที่อ่านนิยายฉบับแปลมีหลายฉากหลายตอนที่ทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงด้านลึกของตัวละครได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ที่ผมชอบมากก็เช่นฉากที่พบว่าคนอย่าง "เอี้ยคัง" นั้นแท้จริงแล้วคือคนหนุ่มที่ลังเลสับสนระหว่าง "ความมักใหญ่ใฝ่สูง" ของตนกับ "ความรัก" ที่เขามีกับ "มกเนี่ยมชื้อ" ซึ่งในที่สุดแล้วเขาก็เลือกผิด ในแง่นี้ "เอี้ยคัง" หาใช่ "ผู้ร้าย" สุดชั่วเลวอย่างที่ผู้อ่านเคยเข้าใจกัน หากแต่เป็น "มนุษย์" คนหนึ่ง มนุษย์ที่มีความผิดพลาดได้ เหมือนกับเรา ๆ ท่าน ๆ ภาพตัวละครต่าง ๆ ในการ์ตูน "มังกรหยก" ของ "หลี่จื้อชิง" จึงนับได้ว่าได้ถูกพัฒนาไปจากที่ "กิมย้ง" ได้ให้ไว้อีกหนึ่งกระบวนท่า
และนับเป็นกระบวนท่าที่ปิดสกัดจุดอ่อนที่เคยปรากฏมีในต้นฉบับเดิมได้อย่างหมดจด
เสียดายที่ "นิยายภาพ" น้อยเรื่องที่กล้าทำ….และทำได้เยี่ยงนี้

6.
ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่นิยายภาพส่วนใหญ่มิได้คำนึงถึงความจริง(ข้อสี่) ที่ว่าด้วย "จินตนาการ" และ "ความเป็นจริง"
…ใครที่ดูภาพยนตร์ "ฮีโร่" ของ "จางอี้โหมว" คงประจักษ์ดีว่าผู้กำกับนั้นมีความกระจ่างในเรื่องนี้ยิ่งฉากการต่อสู้ที่สุดพิศดารพันลึก ที่เราอ่านกันจนเห็นเป็นธรรมดาหรือดูกันจนชินในนิยาย(หนัง)กำลังภายในทั่วไป ล้วนเป็นฉากที่ปรากฏเพียงใน "เรื่องเล่า" หรือ "จินตนาการ" ของตัวละครแทบทั้งสิ้น
ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด!
ยุทธนิยายนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นเรื่อง "เหนือจริง" เมื่อมันถูกสื่อด้วย "อักขระ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการสื่อความประเภทหนึ่ง มันอาจไปกระตุ้นเร้าเซลล์สมองโบราณในส่วนรับสัมผัส "ตำนาน" หรือ "ปกรนัมภ์" ให้โลดแล่นบรรเจิด จินตนาการสร้าง "ภาพ" ในความคิดฝันขึ้นมาต่าง ๆ นานา แน่นอนว่า "ภาพ" เหล่านี้ล้วนเป็นไปโดย "ส่วนตัว" ของผู้อ่านแต่ละคน นับเป็นเรื่อง "ภายใน" และไม่มีใครคิดใส่ใจนำมันไปเทียบเคียงกับโลกแห่งความเป็นจริงภายนอก เราจึงสนุกกับเรื่องเหนือจริงอย่างยุทธนิยายโดยมิได้รู้สึกแปลกแยกไปจากโลกที่เป็นอยู่รอบตัว
แต่ความรู้สึกเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นเมื่อมันถูกสื่อด้วย "ภาพ"
ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ "ไม่ใช้สลิง" หรือ "ไม่ใช้ตัวแสดงแทน" แต่กลับอยู่ที่ "ภาพ" ที่คนเรารับรู้อยู่ว่า "เป็นจริง" นั้นล้วนถูกกำหนดด้วยกรอบเกณฑ์อย่างหนึ่ง
สำหรับการประลองยุทธ์เหนือผิวน้ำแบบใช้วิชาตัวเบากระโจนใส่กันเหมือนอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักหรือการตวัดใช้ปราณกระบี่ขับเคลื่อนใบไม้พุ่งใส่คู่ต่อสู้แทนคมดาบ หรืออีกนับร้อยพันฉากที่พระเอกและผู้ร้ายในยุทธนิยายแต่ละเรื่องได้แสดงสุดยอดวิชาฝีมือ ผู้ที่แยกแยะไม่ออกว่ามันเป็นไปได้จริงหรือเป็นเพียงจินตนาการก็เห็นจะมีเพียง ทารกทาริกาที่ยังไร้เดียงสาหรือไม่ก็เป็นผู้ที่สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เท่านั้น
การต่อยตีในความเป็นจริงถ้าทำได้ประมาณ "เฉินหลง" หรือ "พยม ยีรัมย์" ก็ถือว่าโครตเก่งแล้ว

7
ยุทธนิยายเมื่อถูกสื่อด้วยภาพแทนอักขระ จินตนาการที่เคยฟุ้งกระจายก็จะถูกฉายให้รับรู้อยู่ในกรอบการรับรู้แบบหนึ่ง
…กรอบแห่งความเป็นจริง
การ์ตูนกำลังภายในส่วนมากไม่ค่อยสนใจในเรื่องนี้ (อาจเพราะคิดว่ากลุ่มผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นเด็ก) ไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ที่ปรากฏตามท้องเรื่อง (เช่น เครื่องแต่งกาย อาวุธ อาคารบ้านเรือน ฯลฯ) มากนัก จึงสรรค์สร้างภาพตัวละครและฉากเหตุการณ์ออกมาเหมือน "วีดีโอเกม" ไม่มีผิดเพี้ยน ซึ่งดูแล้วกลับยิ่งขัดกับ "ภาพ" ที่เคยปรากฏขึ้นเมื่อครั้งที่อ่านนิยายตัวอักษรยิ่ง
แต่ในทางกลับกันถ้าจะวาดการ์ตูนหรือสร้างหนังกำลังภายในที่เหมือนจริงมาก ๆ มันอาจพาลกลายเป็นที่สุดแห่งความน่าเบื่อมาก ๆ ก็เป็นได้
มันก็เหมือนอะไรหลายอย่างในชีวิตจริง ๆ นั่นแหละ…เมื่อใดก็ตามที่ประกายไฟแห่งจินตนาการมันใกล้ดับมอด ภาพสุดพิศดารในความคิดคำนึงถูกลดทอนลงเหลือเพียงภาพความเป็นจริงแห่งโลกวัตถุ ความรู้สึกที่อาจหลงเหลืออยู่ก็อาจเป็นเพียงความจืดชืด แห้งแล้งและไร้รสชาติ
ในวัยหนึ่งเราอาจไม่ต่างไปจากคนโบราณ เสพส้อง "ตำนาน" อิ่มเอมอยู่ในโลกจินตนาการ มิคิดแยแสโลกภายภาพภายนอก
เมื่อเติบโตขึ้น เราพบว่าตัวเองไม่ต่างจากผู้คนปัจจุบัน กักขังตนเองมีเสรีล้นแต่สิ้นอิสระอยู่ในการรับรู้โลกแห้งแล้ง ไร้มิติอื่นใดที่หาใช่กายภาพที่เราขนานนามมันว่า "ความเป็นจริง"
ฤาการเสพอรรถรสเหนือจริงแห่งยุทธนิยาย แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงการหลบลี้ เติมความโรยล้าของชีวิตไร้มิติให้เต็มไปด้วยความฟุ้งฝันที่เคยมีชั่วครู่ยาม เหมือนคนที่ซื้อ "อากาศบริสุทธิ์ - สำเร็จรูป" มาสูดดมสัก 20 - 30 นาทีก่อนที่จะออกไปรับกลิ่นไอควันพิษกันต่อ !

8.
เรื่องราวของ "วีรชน" "วีรบุรุษ(และสตรี)" "ผู้กล้า" "ฮีโร่" กระทั่งถึง "ยอดคน" ที่ปรากฏในยุทธนิยายแต่ละเรื่องนั้นอาจเป็นเพียง "ภาพจินตนาการ" ที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาตามอุดมการณ์หรืออุดมคติบางประการของสังคมหนึ่ง
แม้ว่าชื่อพระเอกอย่าง "ก๊วยเจ๋ง" "เอี้ยก้วย" "เหล็งฮู้ชง" ฯลฯ จะมิได้ปรากฏอยู่ในหนังสือวิเคราะห์วีรบุรุษสุดคลาสสิก "A Hero with Thousand Faces" ของ "โจเซฟ แคมป์เบล" ก็ตาม แต่เราก็มองได้ว่าไม่ว่ายุคสมัยจะผ่านพ้นไปกี่มากน้อย ไม่ว่าจะอยู่ในอารยะธรรมใด เรื่องราวของ "ยอดคน" ก็ยังคงถูก "ผลิตซ้ำ" อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า…ดังกระแสธารที่ไหลเนื่องมิเคยขาดสาย
แล้วมันเป็น "อุดมการณ์" ใดเล่าที่ทุก ๆ สังคมคนเราต้องสร้างเรื่องปั้นแต่งฟุ้งฝันขึ้นมาเพื่อรับใช้มันมิหยุดหย่อน
แค่เพียงมุ่งหวังหลอกหลบ กลบซากชีวิตว่ามิได้อยู่ในโลกแห้งแล้ง เพื่อมิให้ "ความหวัง" ที่นับวันจะเลือนลางนั้นดับสูญ?
หรือมุ่งนำพาสู่อะไรอื่นที่เป็นแก่นแท้โดยสารัตถะ?
ที่ใครก็ตามไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง

9.
"ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ" ของสุวินัย ภรณวลัย เล่มนี้อาจนับเนื่องได้ว่าเป็นหนังสือในชุด "ปรัชญาอภิมนุษย์" ที่เคยได้เขียนไว้เมื่อสิบปีก่อน
ในห้วงเวลาที่ "มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า" ได้ปรากฏโฉมและนาม "จอมยุทธ์ท่าพระจันทร์" ท่านนี้เริ่มกระฉ่อน…มาจนถึงปัจจุบันกาล ผมยังไม่พบเห็นใครในประเทศนี้ที่มุมุ่งพูดถึง "ศักยภาพแฝงเร้น" ในความเป็นมนุษย์ได้ต่อเนื่องยาวนานเช่นผู้เขียนหนังสือเล่มที่ท่านถืออยู่นี้
งานเขียนทุกเล่มไม่อาจแยกออกจากชีวิตของผู้ประพันธ์
การสูญเสียแทบทุกสิ่งที่สั่งสมเมื่อหลายปีก่อน มันควรที่จะทำให้เขาเข็ดขยาด และเลิกใยดีกับบางสังคมที่เห็นความต่ำต้อย ตกต่ำของคนคนหนึ่งเป็นเพียงความแสบสัน สะใจรวมหมู่ของผู้คน
แน่นอนครับ เขาเองก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน หรือหน้าด้านชาหนาเหมือนกลุ่มคนบาง "พันธุ์" ในบางประเทศ ที่ไม่ยอมรู้สึกรู้สาไปกับข้อครหานานาประการ หลายครั้งที่ได้พบเจอกันเขาพูดกับผม(ซึ่งเป็นเพียงศิษย์คนหนึ่ง) บอกเล่าถึงความเจ็บปวดในใจ
ความเจ็บปวดของ "จอมยุทธ์"
ความเจ็บปวดที่ยากที่ใครสักคนจักเข้าใจ
อีกทั้งใครคนนั้นอาจไม่นับรวมแม้ตัวเขาเอง
เขาเร้นกายอยู่ใน "เรือนมังกรซ่อน" พบปะมิตรสหายน้อยหน้า สลัดวางแทบทุกสิ่ง สมานใจด้วยการค้นหาศึกษาบูรณาการศาสตร์เพียงลำพัง
ค่อย ๆ เก็บเอา "ส่วน" ที่แตกร้าว "เสี้ยว" ที่แหลกสลายไป กลับประกอบขึ้นมาอีกครั้ง
ด้วยความปวดร้าว

10.
ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้พูดเอาไว้ แต่คนคนนั้นบอกว่าไม่มีการสร้างสรรค์ใดที่ไม่แฝงไว้ซึ่งความทุกข์ตรมของผู้ที่รังสรรค์มันขึ้นมา
ผมไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด
แต่ยากปฏิเสธว่าในภาพเขียนของแวนโก๊ะนั้นไม่ซุกซ่อนความหิวโซของเขาอยู่
หรือ ในทฤษฏีสัมภัทธภาพอันลั่นโลกของไอนส์ไตน์จะไร้ร่องรอยปัญหาแห่งรักและความพลัดพรากที่เขาประสพพบเจอในวัยหนุ่ม
หรือใน" REPUBLIC " ของมหาปราชญ์เพลโตจะไม่แฝงไว้ซึ่งความสิ้นหวังทางการเมืองของตัวผู้ประพันธ์ เช่นเดียวกับคัมภีร์ "เต๋า" ของ เหล่าจื้อ ที่อาจเป็นการประชดเสียดสีความเสื่อมต่ำแห่งยุคสมัยตน
ก็เหมือนกับบทบันทึก "Meditations" ของจักรพรรดิ์มาร์คัส ออเรลิอัสที่ระบุไว้ถึงความเซ็งยามตื่นขึ้นมาพบเจอกับพวกโกหกปลิ้นปล้อนกะล่อนตอแหลรอบตัว
ดนตรีของโมชาร์ต หรือ เพลงดาบของมูซาชิ ล้วนบ่งชี้ถึงความสับสน ท้อแท้สิ้นหวังครั้งแล้วครั้งเล่าของผู้เป็นเจ้าของ
วัจนะของเหล่าศาสดาเองมีไม่น้อยที่บอกถึงใจที่โรยล้าเหนื่อยอ่อนยามประกาศ "สัจจะ"
การเติมเต็มความสุขปัจจุบันอาจมีที่มาจากความทุกข์ในอดีตที่ถูกปูลาดไว้เป็นทางยาว
สำหรับผมแล้ว "ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ " ไม่อาจหลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้(ข้อที่เท่าไหร่แล้วล่ะ)

11.
" ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ " ยังคงต่อสานความพยายามของชายคนหนึ่งที่ยังหวังดีกับสังคมที่เคยประนามหยามเหยียดเขา มุมุ่งบอกเราให้ค้นลึกลงไปในความเป็นเรา มองหา "ศักยภาพ" แห่งความเป็นคนที่คงมีมากกว่ามุ่งเสพสุขไปวัน ๆ
"สุวินัย ภรณวลัย" ขอให้ตัวละครมากมายใน "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ไม่ว่าจะเป็น "โค่วจง" "ฉีจื่อหลิง" ฯลฯ มาช่วยเป็นพรีเซ็นเตอร์ แยะแยกความสมจริงแห่งยุทธนิยายที่ซึ่งจินตนาการคลุกเคล้าประสานไปกับความเป็นจริง
ใคร ๆ ต่างก็รู้ นิยาย การ์ตูน หนัง ละคร ล้วนเป็น "มายา"
เป็น "ความสมจริง" มิใช่ "ความเป็นจริง"
น่าแปลกใจยิ่ง (สำหรับคนที่เพิ่งรู้) ว่าในภูมิปัญญาตะวันออกแทบทุกสายพันธุ์ล้วนยืนยันในมายาการณ์แห่ง "โลก" และ "ชีวิต" สิ่งที่ "ปรากฏ" ต่อผัสสะการรับรู้ของเรานั้นโดยแก่นสารสาระแล้วล้วนเป็น "ความสมจริง" หาใช่ "ความเป็นจริง" อย่างที่เราคิดกันไม่
แต่ที่น่างงงวยกว่านั้นก็คือ "ความสมจริง" นี้แม้มันจะมิใช่ "ความเป็นจริง" แต่มันก็หาใช่จินตนาการหรือความฟุ้งฝันของเด็กไร้เดียงสาหรือคนบ้าเช่นกัน
กลับมี "ความเป็นจริง" แฝงเร้นอยู่ใน "ความสมจริง" แห่งละครโลกด้วย !
ดั่งในความลึกล้ำพิศดารของ "ยอดคน" ในยุทธนิยายนั้นหาใช่เพียงจินตนาการไร้รากแต่อย่างใด
แต่ยิ่งไปกว่านั้น "ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ" อาจมีความหมายมากขึ้นไปอีกหนึ่งกระบวนท่า

12.
ผมชื่นชอบหนังสือเล่มนี้เฉกเช่นการ์ตูน "มังกรหยก" ของ "หลี่จื้อชิง"
"ยอดคนในมังกรคู่สู้สิบทิศ" นับเป็นงานเขียนของสุวินัยที่เติบโตขึ้นมากกว่า "ปรัชญาอภิมนุษย์" เล่มก่อนๆ มันมิใช่ผลงานที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจาก "อุดมคติ" เท่านั้น หากแต่เบ้าแห่งการก่อกำเนิดของมันคือ "ความเป็นจริง" ของตัวผู้ประพันธ์
การหาตำแหน่งลงตัวระหว่าง "อุดมคติ" กับ "ความเป็นจริง" ของเราแต่ละคนอาจมิใช่เรื่องง่าย
ไม่มีความปวดร้าวใดเป็นเรื่องง่าย
จาก "มายา" แห่งยุทธนิยายเรื่องหนึ่ง สุวินัยบอกว่ามันซุกซ่อนไว้ซึ่ง "ความจริง" อันหลายหลาก
จากระดับ "รูปธรรม" จับต้องได้ไปจนถึง "นามธรรม" ที่ดูยากหยั่ง
จากระดับ "โลกธรรม" ผิวพื้นไปจนถึงอะไรก็ตามที่ล้ำลึกลงไปในทะเลใจ
…100 เซี้ยะ…

เวทิน ชาติกุล
บ้านท่าโพธิ์…ต้นปี 2546


........................................

 


"สุวินัย ภรณวลัย" สกัดจุดยุทธจักรนิยาย "มังกรคู่สู้สิบทิศ"

เมืองไทยในช่วงระยะเวลา ๒-๓ ปีที่ผ่านมานี้ กระแสวรรณกรรมแนวยุทธจักรกำลังภายในกำลังพุ่งขึ้นมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยซบเซามานานนับสิบปี จะเห็นได้จากการที่ในหมู่คนหนุ่มสาวได้หันมาสนใจอ่านหนังสือแนววรรณกรรมยุทธจักรกำลังภายในมากขึ้นเมื่อบริษัท "สยามอินเตอร์คอมมิกส์" ได้จัดพิมพ์วรรณกรรมแนวกำลังภายในเรื่องใหม่ออกมา ๒ เรื่อง คือ "เจาะเวลาหาจิ๋นซี" และ "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ซึ่งเป็นผลงานของผู้ประพันธ์คนเดียวกันนาม "หวงอี้" โดยมีการพิมพ์เรื่อง "เจาะเวลาหาจิ๋นซี" ออกมาก่อนมีจำนวน ๘ เล่ม และได้รับความนิยมอย่างสูงแม้แต่ในฮ่องกงก็มีการสร้างเป็นละครโทรทัศน์และเข้ามาแพร่ภาพในเมืองไทยอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นทางสำนักพิมพ์จึงได้พิมพ์ "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ซึ่งเป็นเรื่องยาวถึง ๒๑ เล่มออกมาและเพิ่งจะออกเล่มอวสานไปเมื่อไม่นานนี้

ชื่อของ "หวงอี้" เป็นชื่อใหม่ในวงการนิยายกำลังภายในบ้านเรา แต่การตอบรับผลงานของเขานับว่ามาแรงกว่าวรรณกรรมกำลังภายในที่ออกมาในระยะเวลาไล่เลี่ยกันมาก นี่ต้องแสดงถึงความไม่ธรรมดาของวรรณกรรมในแบบฉบับของ "หวงอี้" อย่างแน่นอน

บ่ายอ่อนๆ ณ มุมหนึ่งของเมืองหลวง "ดร.สุวินัย ภรณวลัย" ได้อธิบายให้ "อาทิตย์" ฟังเกี่ยวกับ "สาระสำคัญ" ที่แฝงอยู่ภายในผลงานวรรณกรรมของ "หวงอี้" โดยเฉพาะในเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ซึ่งนับว่ามีความโดดเด่นที่สุด และแตกต่างจากวรรณกรรมกำลังภายในเรื่องอื่นๆ ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้เลยทีเดียว...

๑) จุดเด่นของวรรณกรรมหวงอี้
งานเขียนแบบวรรณกรรมของ หวงอี้ นี่ท้าทายมากเพราะคนจีนนี่เขารู้เรื่องหมดแล้ว อย่างในทีวีเขาก็มีเรื่อง "ศึกลำน้ำเลือด" ซึ่งเป็นเรื่องราวอันเดียวกัน หรือผลงานของหวงอี้เรื่อง "เจาะเวลาหาจิ๋นซี" คนจีนเขารู้กันหมดแล้วแต่เขาก็เอามาเขียนเป็นนิยายใหม่ได้ นี่เป็นจุดเด่นของวรรณกรรมแบบหวงอี้ ที่เห็นเป็นข้อแรกคือเขาทำนิยายแบบ พาราเรลฮิสตอรี่ หรือ พาราเวลเวิลด์ ซึ่งก็คือ "โลกในคู่ขนาน" คือมันมีความจริงของประวัติศาสตร์อยู่ แต่คุณเข้าไปในโลกแห่งความฝัน ความฝันของความฝันอีกทีหนึ่ง เราต้องจินตนาการว่าเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นี้ เรารู้ประวัติศาสตร์อยู่แล้ว แต่ต้องมาประลองปัญญากับหวงอี้ดูว่า เขาจะทำให้เราเชื่อได้หรือเปล่า เพราะนิยายของหวงอี้เน้นเรื่องเล่าเป็นหลัก ซึ่งต่างกับของโกวเล้ง อย่างเรื่อง "ฤทธิ์มีดสั้น" นี่เรื่องทางประวัติศาสตร์น้อย แต่โกวเล้งเขาเล่นกับอารมณ์เป็นธีมหลักๆ โดยเฉพาะ เรื่อง "ฤทธิ์มีดสั้น" ซึ่ง "ฤทธิ์มีดสั้น" นี้เขาเขียนออกมา ๑,๒๐๐ หน้า แต่คุณอาจไม่มีทางทนเพื่อจะอ่านความร้าวรันทดของ "ลี้คิมฮวง" และความร้ายกาจของ "ลิ้มเซียนยี้" ที่โกวเล้งพรรณาได้ถึงจำนวนหมื่นหน้าเหมือนอย่างเรื่อง "มังกรคู่ฯ" หวงอี้เขาเขียนในเรื่องที่คนรู้อยู่แล้วโดยเฉพาะคนจีนแล้วทำอย่างไรให้เกิดเป็นประวัติศาสตร์คู่ขนานได้ราวกับว่ามันมีตัวตนอยู่จริง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาณ ๑,๓๐๐ ปีก่อน ในช่วงที่หลวงจีนตั๊กม้อเดินทางมาเผยแพร่พุทธศาสนาแบบเซนได้ไม่นาน ไม่เกินสองร้อยปี เพราะในเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ" จะปรากฎชื่อของสังฆปรินายกรุ่นที่ ๔ คือ "เต้าซิ่น" โผล่ออกมารวมอยู่ใน ๔ หลวงจีนศักดิ์สิทธิ์ และมาประลองกับพวกพระเอก ใครที่ตามอ่านเรื่องเกี่ยวกับเซนจะตกใจว่าปรมจารย์เซนมาโผล่ในเรื่องนี้ด้วย

เราจะเห็นว่าบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ในเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศนี้มีบทบาทมาก เช่น "หลี่ซื่อหมิน" "หลี่มี่" "หวังซื่อชง" ขนาดที่ว่าถ้าคุณไปอ่านเรื่อง "ดาบมังกรหยก" หรือ "มังกรหยก" ก็ดี บุคคลที่มีบทบาททางประวัติศาสตร์จริงมีบทบาทเป็นแค่ตัวประกอบเท่านั้นเอง คือผู้แต่ง "กิมย้ง" เวลาเขาเขียนเรื่องนิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์ก็ยังไม่สะใจเท่ากับหวงอี้ เพราะหวงอี้เขาเล่นกับประวัติศาสตร์โดยตรงนี่คือจุดเด่นของวรรณกรรมหวงอี้ที่ทำให้คนตามอ่านได้ถึง ๒๑ เล่ม

อีกประการหนึ่งก็คือผมอ่านแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ" เป็นงานวรรณกรรมทางการเมืองแบบบูรณาการ ในความหมายที่ว่าตัวหวงอี้เขาได้เสนอ "วิชั่น" ทางการเมืองมุมมองและประเด็นทางการเมืองที่ประกอบได้ด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์ในขณะนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วนักรัฐศาสตร์ควรจะอ่าน มีคนพูดว่าถ้าไม่อ่าน "สามก๊ก" ก็ไม่สามารถสำเร็จงานใหญ่ได้ แต่ผมว่าถ้าไม่อ่าน "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ก็ไม่สำเร็จงานใหญ่เช่นกันเพราะในด้านนี้เขาเหนือกว่า "กิมย้ง" อีกนะเพราะว่ากิมย้งเขามองแบบองค์รวมที่ไม่ได้เน้นปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่เราอ่านนิยายกำลังภายใน คนหนึ่งคนมีความร่ำรวยมาได้อย่างไรเราจะไม่รู้เลย หรืออย่าง "ฤทธิ์มีดสั้น" ตัวละครยิ่งไม่สมจริงใหญ่ เพราะ "โกวเล้ง" เป็นคนที่สร้างคาแรคเตอร์ตัวละครออกมาแล้วทำลายทิ้งมาก ในเรื่อง "ฤทธิ์มีดสั้น" ผมอ่านเฉพาะในสองบทแรกคนตายไปสามสิบคนแล้ว แทบไม่มีบทบาทเลยแต่เอ่ยชื่อออกมาเยอะไปหมด ขณะที่ "หวงอี้" เขาเป็นคนที่รักษาตัวละครดีมาก ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าฝีมือเขียนในเชิงมหากาพย์ของเขาเหนือกว่าคนอื่นมากใน "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็เขียนไว้ชัดเจนมาก และมีการบอกที่มาขุมกำลังต่างๆ ที่เข้ามาช่วงชิงแผ่นดิน เพราะนี่คือวรรณกรรมเรื่องการช่วงชิงแผ่นดินในช่วงกลียุค ในเรื่องนี้เราจะเห็นว่าบางคนค้าขนแพะ บางคนค้าเกลือ ผู้ร้ายนี่ค้าผู้หญิงกับเปิดบ่อน

อย่างที่สอง คนจะทำงานใหญ่มันต้องมีเครือข่าย พระเอก "โค่วจง" นี่ไต่เต้ามาจากนักเลงอันธพาลระดับกระจอกในเมืองหยางโจวจนขึ้นมาเป็นผู้นำที่สามารถเป็นคู่แข่ง "หลี่ซื่อหมิน" ได้นี่เพราะเขาได้สร้างเครือข่าย คือชนะมาแล้วก็เพราะน้ำใจ เพราะว่านี่เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการช่วงชิงแผ่นดิน ใน "มังกรคู่ฯ" เราจะเห็นได้ว่าพระเอก "โค่วจง" ไต่เต้าขึ้นมาได้อย่างไร

อย่างที่สามเรื่องเทคโนโลยี ในเรื่องนี้มีนวัตกรรมที่ใช้ในการสู้รบมาก ถ้าได้อ่านดูประการที่สี่เขาพูดเรื่อง "ลีดเดอร์ชิพ" ความสามารถในการเป็นผู้นำแบบ "หลี่ซื่อหมิน" หรือความสามารถในการเป็นผู้นำแบบ "โคว่จง" มีการวิพากษ์การเป็นผู้นำแบบ "หวังซื่อชง" และ "หลี่มี่" มันน่าสนใจมากและก็พูดถึงเรื่องการจัดองค์กรซึ่งก็เล่าตั้งแต่พระเอกเริ่มสร้างพรรคมังกรคู่เพื่อเตรียมการช่วงชิงแผ่นดิน จนมาถึงการสร้างกองทัพขุนพลน้อย มันสมจริงมากในแง่นี้ ถ้าเราอ่านก็จะได้ความรู้พวกนี้

ประการต่อมานี่ ไม่ใช่ว่า "กิมย้ง" ไม่ได้เขียนวรรณกรรมทางการเมือง นิยายของเขาเรื่อง "ยิ้มเย้ยยุทธจักร" นี่ก็จัดเป็นวรรณกรรมทางการเมืองที่เยี่ยมยอดที่สะท้อนการวิจารณ์การปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนในสมัยนั้น เพราะเราบอกได้เลยว่าถ้าเราตัดฉากบู๊และเรื่องกำลังภายในที่เป็นเหมือนผงชูรสออกมันก็คือเรื่องการเมืองสมัยใหม่นั่นเอง เพียงแต่ว่าทัศนทางการเมืองของ "กิมย้ง" เป็นการเมืองแบบ "เนกกาตีฟ" ที่ผมเรียกว่า "การเมืองแบบเก่า" ซึ่งทำให้คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก น่ารังเกียจไม่น่าแตะต้อง เราอ่านมาจะได้ความรู้สึกแบบนั้นแต่พออ่านการเมืองของ "หวงอี้" โดยเฉพาะเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ผมอ่านแล้วยิ้ม ดูแล้วมีความหวัง รู้สึกว่ามันเป็นการเมืองแบบ "ข้ามพ้นตัวตน" ทำให้เรามองการเมืองแบบ "โพสซิตีฟ" ให้ความหวังในการสร้างชาติซึ่งเป็นประเด็นที่ชัดเจนมาก ในฉากหนึ่งของเรื่องมีผู้ถามว่า ทำไม "หลี่ซื่อหมิน" ควรได้เป็นฮ่องเต้ โดยเฉพาะตอนที่ "โค่วจง" สนับสนุน "หลี่ซื่อหมิน" และพาไปพบ "ดาบสวรรค์ซ่งเสวีย" ก็เพราะ "หลี่ซื่อหมิน" มีทัศนเปิดกว้างกับคนนอกด่าน อันนี้แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจนว่า การขจัดปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยในจีนอย่างธิเบตนี่คุณต้องให้เกียรติเขา มันเป็นเรื่องล้ำยุคมาก ในขณะที่เราไปอ่านของกิมย้งในเรื่อง "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" มันน่าเศร้ามากเพราะพระเอกของเรื่อง "เซียวฮง" ต้องฆ่าตัวตายเพราะตนเองเป็นคนต่างชาติจริงๆ แล้ว "หลี่ซื่อหมิน" ก็เป็นลูกครึ่ง แม่เป็นชนชาติหู แต่ "โค่วจง" ได้สนับสนุนเพราะว่าเขาเหมาะสมที่สุด แต่ "ดาบสวรรค์" ติดอยู่ที่ว่าอยากให้ฮ่องเต้เป็นชาวฮั่นแท้ คืออยากให้คนจีนทางตอนใต้เข้ามาปกครอง ซึ่ง "โค่วจง" เห็นว่าถ้าทำเช่นนั้นก็ต้องรบกันอีกยาวคนที่ทุกข์ยากก็คือประชาชน วิชั่นแบบ "โค่วจง" นี้คือมันต้องทำการเมืองแบบข้ามพ้นตัวตน "โค่วจง" เป็นผู้ยอมเสียสละเพราะดูแล้ว "หลี่ซื่อหมิน" เหมาะกว่าเพราะว่าเขามีนโยบายหลังการยึดอำนาจรัฐที่ชัดเจน คือจัดระเบียบชัดเจนซึ่งตอนแรก "โค่วจง" เขายอมรับไม่ได้ เพราะเขาเป็นนักผจญภัยไม่ใช่ผู้บริหาร หรือเรียกว่ามันเป็นเรื่องท้าทาย แต่พอหมดความท้าทายเขาก็หมดความสนใจแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นวรรณกรรมทางการเมืองแนวใหม่ที่น่าสนใจมาก

ประการสุดท้ายนี่วรรณกรรมเรื่องนี้ได้เสนอ "ฮีโร่พันธุ์ใหม่" หรือวีรบุรุษแนวใหม่ในนิยายกำลังภายในที่ไม่มีมาก่อน ถ้าเทียบกับ "เซียวฮง" จาก "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" ที่มีจุดจบเป็นโศกนาฏกรรม แต่เรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ" นี้เป็นฝ่ายให้เพราะพระเอกเรื่องนี้มีสองคน คนหนึ่ง "โค่วจง" เป็นสุดยอดของโลกียะ อีกคนหนึ่งคือ "ฉีจื่อหลิง" นี่จะเป็นแบบโลกุตระ เป็นเหมือนด้านจริยะของคนเรา เพราะสองคนนี้ไม่เคยหักหลังกันเลย ถ้าอ่านนิยายกำลังภายในนี้ในที่สุดแล้วต่อให้จะปลีกวิเวกเขาก็จะทำเมื่อหลังจากเสร็จงานใหญ่ จุดจบไม่ได้จบแบบ "เตียบ่อกี้" ในเรื่อง "ดาบมังกรหยก" ที่เป็นผู้นำพรรคมารแล้วก็ถูก "จูหยวนจาง" หักหลังแล้วขึ้นมาครองราชย์เป็นฮ่องเต้ราชวงศ์หมิง แต่ "มังกรคู่สู้สิบทิศ" เขาทำได้ดีคือพอสำเร็จงานใหญ่แล้วพวกพระเอกก็ปลีกตัวออกมา แล้ว ๑๐ ปีให้หลังก็กลับมาดูว่า "หลี่ซื่อหมิน" รักษาสัจจะวาจาตามที่ให้ไว้หรือเปล่า

๒) สรรพวิชา หรือภูมิปัญญาตะวันออกในเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ"
เมื่อเปรียบเทียบกับ "ฤทธิ์มีดสั้น" ของ "โกวเล้ง" แล้วจะมีอยู่แค่ฉากเดียวเท่านั้นเองคือฉากที่ "ลี้คิมฮวง" เผชิญหน้าเป็นครั้งแรกกับ "เซี่ยงกัวกิมฮ้ง" และกำลังจะดวลกัน ปรากฎว่า "ผู้เฒ่าเทียนกี" ซึ่งถือเป็นอันดับหนึ่งออกมาเตือนสติเพราะว่า "ลี้คิมฮวง" ได้ถามว่าอาวุธของท่านล่ะอยู่ที่ไหน "เซี่ยงกัวกิมฮ้ง" ตอบว่ามือไร้ห่วงแต่ใจมีห่วง แล้ว "ผู้เฒ่าเทียนกี" ที่จะมาช่วย "ลี้คิมฮวง" ก็พูดว่าแค่มือไร้ห่วงคิดไปว่าตัวเองเก่งแค่ไหนเพราะว่าที่สูงสุดก็คือต้องไร้คน ไร้ห่วง "เซี่ยงกัวกิมฮ้ง" ก็เลยช็อกไป ในที่สุดก็ไม่ได้ดวลกัน เลยต้องไปดวลกันวันหลังคือในตอนจบของ "ฤทธิ์มีดสั้น" มีอยู่แค่นี้เอง เพราะฉะนั้น "โกวเล้ง" เขาเสนอภูมิปัญญาของเซนแบบผิวเผินนิดหน่อย เพราะไปอ้างของ "ลักโจ้ว" คือสังฆปรินายกองค์ที่หกที่ไปเขียนบทโศลกแข่งกันจนได้ตำแหน่งมา เราจะเห็นว่า "โกวเล้ง" เขาเก่งในเรื่องนิยายแบบปัจเจก แต่ความลุ่มลึกในด้านภูมิปัญญาเขาสู้ "กิมย้ง" และ "หวงอี้" ไม่ได้

แต่ว่าเมื่อไปอ่านเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ" นี่จะพบว่า การประลองยุทธนี่คือการประลองปรัชญา ปรัชญาในการต่อสู้มันลึกซึ้งและซับซ้อนลึกเข้าไปเรื่อยๆ อ่านแล้วสนุกมากและได้ภูมิปัญญา

อันแรกเคล็ด "จันทร์ในบ่อ" อันนี้มาจากหลักของเซนและ "ซ็อกเจน" ของทางธิเบต อาจกล่าวได้ว่าในนิยายกำลังภายในที่ผมอ่านมา "หวงอี้" เป็นคนแรกที่เอาเรื่องเซนเข้ามาใช้อย่างจริงจัง เพราะตอนที่เขาบรรยายฉากคิวบู๊เปรียบเทียบกับของ "กิมย้ง" แล้วกิมย้งเขาไม่ค่อยใช้ปรัชญาเท่าไหร่ บางเรื่องก็คือจินตนาการล้วนๆ แต่ของ "หวงอี้" เขาจะมีหลักอยู่ อันแรกเคล็ดจันทร์ในบ่อก็ตรงกับ "ซ็อกเจน" ภาษาอังกฤษเรียกว่า "self perfection stage" หรือ "ภาวะความสมบูรณ์พร้อม" มีปรากฎอยู่ในเรื่องตลอดมา โดยเฉพาะปรากฎอยู่ในตัวละคร "ชอนแชอิม"

ต่อมาเคล็ด "กระบี่หมากล้อม" นี่เอาเรื่องหมากล้อมมาเป็นเคล็ดวิชา เป็นของ "ชอนแชอิม"

เคล็ด "วิชาลมปราณอมตะ" ของเต๋า ที่มาที่ไปนี่เกิดจากการที่พระเอกเขาไปเจอคัมภีร์เต๋าเล่มหนึ่ง ซึ่งในเรื่องถือเป็น "เคล็ดวิชาอมตะ" พระเอกสองคนนี้ได้มาและฝึกสำเร็จ คนที่วิเคราะห์เรื่องเต๋าเขาเรียกว่า Taoist canon จริงๆแล้วมันมีกว่า ๓,๐๐๐ ม้วน ที่มีอยู่ในปัจจุบันนะเป็นภาษาโบราณ "หวงอี้" ก็หยิบมาม้วนหนึ่งที่เป็นภาษาโบราณ ตอนนี้ก็ยังมีการแกะภาษาอ่านกันอยู่ เพราะมันมีศัพท์ทางวิชาต่างๆ มากถ้าถามว่ามันเป็นไปได้มากแค่ไหน ก็มีจุดพลังที่ออกมาจากยอดศีรษะคือจุด "ไป่ฮุ่ย" และจุดที่มีพลังออกมาจากฝ่าเท้าคือจุด "หย่งเฉวียน" ซึ่งจะมีกระแสไฟฟ้าวิ่งอ่อนๆ อันนี้มีอยู่จริง ตอนที่ได้วิชานี้ จุดที่เท้าก็ได้จากท่านอนเพราะจะฝึกได้ง่าย ส่วนจุดที่หัวก็ฝึกจากท่านั่งได้ง่าย อันนี้มีจริงแน่นอน และถ้าหากถามว่า "พลังรูปเกลียว" นี่มีอยู่ไหม ก็มีจริงเหมือนกันแต่ไม่โอเวอร์ถึงขนาดนั้น ศัพท์ทางวิชาเรียกว่า "ฉันซือจิ้ง" เป็นเคล็ดพลังรังไหมของมวยไทเก็กสายเต๋า

เพราะฉะนั้นในเคล็ดวิชาลมปราณอมตะของเต๋ามันมีมูลความจริงอยู่บ้าง แต่ประสิทธิภาพไม่ได้เหมือนในเรื่องขนาดนั้น เพราะวิชาจริงเขาเรียกว่า "ถงจื่อกง" คือวิชาพลังกุมารเท่านั้นเอง ทำให้มีสุขภาพดี อายุยืน แต่ไม่ได้มีพลังเหนือมนุษย์ขนาดนั้น

วิชาต่อไปคือวิชา "กระบี่ใจกระจ่าง" ของ "ซือเฟยเซวียน" จาก "เรือนฌาณเมตไตรย" อันนี้เป็นเซนชัดเจนมาก คือสายพุทธนะ และบทสนทนาที่ "ซือเฟยเซวียน" จะเตือนสติ "ฉีจื่อหลิง" ก็น่าสนใจมาก ถ้าใครสนใจเรื่องเคล็ดวิชาก็ต้องอ่านเล่ม ๙ ของภาคหนึ่งและภาคสอง (ภาคสมบูรณ์) จะสนุกที่สุดคือในสิบเล่มแรกที่รวมสรรพวิชามากก็คือเล่มเก้า พอสิบเอ็ดเล่มหลังก็เป็นเล่มเก้าเหมือนกัน

"วิชาเปลี่ยนพระอาทิตย์" วิชานี้เป็นกุณฑาลินีโยคะของอินเดียที่ผู้แต่งเอามาใช้

"เคล็ดวิชาตัวตนกับพรหมมัน" คิดว่าผู้แปลน่าจะแปลผิด เพราะน่าจะใช้คำว่า "อาตมัน" เขาเขียนไว้ว่า "อาตมัน" กับ "พรหมมัน" เป็นหนึ่งเดียวอันนี้เป็น "ราชาโยคะ" ของ "ปตัญชลี" และยังมีท่าที่ใช้ในการต่อสู้นี้ก็เป็นเหมือน "หธะโยคะ"

"เคล็ดวิชาเก้าคำศักดิ์สิทธิ์" นี่คือวิชา "มนตรายาน" นั่นเองเรื่องนี้ผมเคยไว้ในหนังสือ "คัมภีร์มังกรวัชระ" ที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "มิกเคียว" มันแปลกมาก เพราะคำศักดิ์สิทธิ์ที่ "ฉีจื่อหลิง" ได้มามันเป็นสถานการณ์ในตอนที่เขาไปพบพระพุทธรูป นิยายกำลังภายในเขาจะเอาสิ่งที่ไม่เป็นวิทยายุทธ มาเป็นวิทยายุทธหมด ก็เลยใช้ปางมือ ซึ่งภาษาทางวิชาการเราเรียกว่า "มุทรา" มีคำอยู่เก้าคำที่เอามาจากคัมภีร์ของเต๋า ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ริน เปียว โต ฉะ ไค จิน เรสุ ไซ เซ็น" มี ๙ คำ แปลได้ว่า "เมื่อทั้งหมดเผชิญหน้ากับทหารก็จัดเรียงแถวข้างหน้า" แต่ละท่าก็จะมีท่าของมัน คือ "ปางนอก" "ปางใน" ฯลฯ วิชานี้ยังตกทอดอยู่ถึงปัจจุบัน หวงอี้นี่เป็นคนแรกที่เอาเรื่องเหล่านี้มาใช้ แต่ในเรื่องนี้เคยมีหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเอามาใช้อยู่ ในนิยายกำลังภายในถือว่าเป็นของใหม่ แต่ถ้าในการ์ตูนนั้นมีคนเอามาใช้นานแล้ว

"วิชาท่าร่างมายา" ของ "เทพอาถรรพณ์" เมื่อวิเคราะห์แล้วก็พบว่าเขาใช้วิธีสะกดจิต พลังจิต คล้ายกับ "วิชาพรหมสี่หน้า" ของเมืองไทยคือทำให้เห็นเป็นหลายร่าง ต้องใช้พลังจิตบวกกับท่าเท้า

"เคล็ดห้วงขณะในยามนี้" ของ "ปาฟงหัน" ที่เขาฝึกมาจากในทะเลทราย อันนี้เป็นเซน ดูลึกซึ้งมากลองไปอ่านดูได้

"เคล็ดรับดาบ ได้ดาบ แล้วลืมดาบ" ของ "ดาบสวรรค์ซ่งเสวีย" อันนี้ไม่ทราบว่าได้รับอิทธิพลจาก "มูซาชิ" หรือเปล่าก็ไม่ทราบ เพราะบุคลิกของ "ดาบสวรรค์ซ่งเสวีย" คล้ายมากกับของโกวเล้งที่เขียนก็จะมี "บุรุษชุดขาว" ถ้าใครสนใจเรื่องนี้ก็ลองไปอ่านภาคผนวกของหนังสือ "มูซาชิ" ที่ผมเขียนจะมี "คัมภีร์อจลนาถ" คือเคล็ด "ไร้ดาบ" อันนี้มีจริงอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นของสายตระกูล "ยางิว" มีการแปลฉบับเต็มเป็นภาษาอังกฤษด้วย

ส่วนเคล็ดของ "ผู้วิเศษกำจาย" ส่วนใหญ่จะอิงจากหลักของ "จวงจื้อ" มากกว่า "เล่าจื้อ" มีคนไทยได้แปลออกมาตั้งหลายเวอร์ชั่นลองไปหาอ่านดูได้

แล้วที่เหลือก็จะมีวิชาของทางนอกด่าน เช่น "วิชายิงธนู" "วิชาคนกับม้าหลอมรวมเป็นหนึ่ง" "เคล็ดการพนัน" คือได้การพนันและลืมเลือนการพนัน ก็เอาจากเคล็ดวิชาดาบมาใช้ เมื่อดูบรรยากาศเราจะรู้ว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ได้รวมเอาสุดยอดของฉากแอ็คชั่นในหนังที่เราเคยได้ดูมายกเว้นหนังแบบอวกาศอย่างเรื่อง "เอเลี่ยน" เท่านั้นเอง ถ้าใครชอบภาพยนตร์แอ็คชั่นแล้ว วรรณกรรมเรื่องนี้ก็ไม่น่าผิดหวัง นอกจากนี้ก็ยังมีวิชาสะกดรอย ดูท้องฟ้า ใช้เหยี่ยวสืบข่าว การทำสงคราม เรื่องของเรือ การทำห้องลับ การจัดสวน การทำอาหารเป็นต้น มีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษคือ ตอนที่พระเอกทั้งสองคนไปที่สถานปศุสัตว์เลี้ยงม้า แล้วไปเจอยอดคน "หลู่เมี่ยวจื่อ" รวมแล้ววิชามีเยอะมากเมื่อเราจับมาแยกแยะทีละอัน อาจจะไม่ผิดหวังถ้าได้อ่านเรื่องนี้ และจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ศึกษาเรื่องเหล่านี้เข้าไปอย่างลึกซึ้งได้จริงๆ แล้วมันน่าจะมีฟุตโน้ตของมังกรคู่ฯ ด้วยซ้ำไป เพื่อว่าคนที่อ่านเรื่องนี้จะสามารถเข้าลึกทางความลึกได้

๓) เหล่ายอดคนในเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ"
คนแรก "โค่วจง" คนที่อ่านเรื่องนี้จะพบว่าหวงอี้สร้างโมเดลให้เขาเป็นวีรบุรุษ เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในระดับสุดยอดของเรื่องทางโลก เท่าที่วีรบุรุษจะสามารถกระทำได้ เขาเป็นผู้นำอุดมคติในช่วงกลียุค ถ้าเป็นสมัยนี้ก็เหมือนพี่เสกสรรค์ ประเสริฐกุล คือมันดึงดูดให้ผู้คนร่วมสู้กับเขาด้วย มีน้ำใจ

แต่ "โค่วจง" หลังจากที่หมดภาระแล้วเป็นยังไง ต้องดูว่าคนเหล่านี้สำเร็จภารกิจในอายุวัย ๒๖ เท่านั้นนะ "หลี่ซื่อหมิน" ยึดอำนาจได้ตอนอายุ ๒๖ ซึ่งนับเวลา ๙ ปีจึงสำเร็จ "โคว่จง" ตอนแรกเพิ่งอายุ ๑๗ ตอนจบนี่ "ฉีจื่อหลิง" อายุ ๒๕ ปีเท่านั้น ชีวิตหลังจากนั้นมันคงน่าหดหู่มาก "โค่วจง" คงจะกลายเป็น "ก็อดฟาเธอร์" คือสามารถคุมสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องทำอะไร แค่ส่งคนไปบอกเรื่องก็เงียบ ในแง่นี้ผมเสียดาย "โค่วจง" เพราะว่าเขาจะไปไม่ได้ไกลเท่ากับ "ฉีจื่อหลิง" เพราะในระดับทางจิตแล้ว "ฉีจื่อหลิง" สูงกว่า "โค่วจง" ในใจผมถ้าเป็นตอนหนุ่มๆ ผมคงจะชอบ "โค่วจง" ผมยังเคยถามลูกชายของเพื่อน เขาก็ยังตอบว่าชอบ "โค่วจง" ผมไม่แปลกใจเลย แต่ถ้าเป็นตอนนี้ผมชอบ "ฉีจื่อหลิง" มากกว่า

แล้ว "ฉีจื่อหลิง" มีบุคลิกอย่างไร ทั้ง "โค่วจง" และ "ฉีจื่อหลิง" มีบุคลิกไม่เหมือนกัน "โค่วจง" เป็นคนร่าเริง แต่ "ฉีจื่อหลิง" เป็นคนเงียบไม่ค่อยแสดงความรู้สึกของตัวเอง และไม่ค่อยเปิดเผยความในใจ เขาเป็นคนที่มีความสำเร็จเข้าสู่กระแสโลกุตระ เป็นคนเหนือโลก แล้ว "ฉีจื่อหลิง" หลังจากนั้นเป็นอย่างไร เขาก็อยู่กับ "สือชิงเสวียน" ที่หุบเขาพนาเร้นลับ ผมคิดว่าระดับของเขาต้องไปต่อได้ไม่แพ้ "ผู้วิเศษกำจาย" เพราะสถานภาพของเขาในเรื่องก็คือเป็น "ผู้พิทักษ์ธรรม" ของสถาบันสงฆ์ ความสัมพันธ์ที่เขามีตอนแรกๆ กับ "ซือเฟยเซวียน" กับ "เรือนฌาณเมตไตรย" หรือ "สี่หลวงจีนศักดิ์สิทธิ์" ก็ดีจะทำให้เขาก้าวหน้าในทางธรรมด้วยซ้ำไป แม้เขาจะมีวิชาอมตะที่เป็นสายเต๋าแต่ความสำเร็จของเขาเป็นสายพุทธ

"ดาบสวรรค์ซ่งเสวีย" เคล็ดสุดยอดของเขาคือ "นอกจากดาบแล้ว ไม่มีอย่างอื่นอีก" อันนี้สำคัญมากถ้าหากใครต้องการสำเร็จในวิถีของตนนะ เช่นนอกจากการเมืองไม่สนใจเรื่องอื่นอีก คือมองทุกอย่างให้เป็นการเมืองให้ได้ แล้วยังมีเคล็ดอีกอันหนึ่งคือ พอได้การเมืองแล้วลืมการเมือง หรือ นอกจากพุทธะแล้วไม่มีอย่างอื่นอีก ถ้าหากทำได้สำเร็จอรหันต์แน่นอน หรือ นอกจากดนตรีแล้วไม่มีอย่างอื่นอีก นี่คือเคล็ดของดาบสวรรค์ที่เราสามารถเอามาใช้ได้ในชีวิตความเป็นจริง

นอกจากนี้เขายังเป็นจอมดาบที่เป็นผู้นำทางการเมืองด้วย นี่น่าสนใจมาก เพราะจอมดาบอย่าง "มูซาชิ" จะคล้ายๆ ว่าไม่มีความเข้าใจทางการเมือง แต่ดาบสวรรค์เขาเป็นนักยุทธศาสตร์ตัวยง ถ้าชีวิตของเขาไม่ได้เจอกับ "โค่วจง" ก็คงสิ้นหวังแล้วล่ะ เพราะการที่เขาได้พบ "โค่วจง" มันทำให้เขามีโอกาสได้พลิกสถานการณ์ หรือทำให้สามารถลงไปเล่นการเมืองได้ เพราะเขามาจากตระกูลขุนนางชั้นสูง คือเมื่อรวยแล้ว อีกด้านหนึ่งเป็นนักดาบ ที่เข้าถึงปรัชญาได้อย่างลึกซึ้ง เขาจึงฉลาดมาก รอบรู้ไปหมด และหันมาสนใจการเมือง แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้สนใจเรื่องการเมือง พระสงฆ์ หรือ "ผู้วิเศษกำจาย" ก็เข้าใจเรื่องการเมือง อ่านวรรณกรรมเรื่องอื่น การเมืองเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ แต่นี่เขาเข้าใจการเมืองด้วยสถานการณ์และก็มาดูว่าใครจะมาเป็นผู้นำ พอมองแบบองค์รวมก็ดูว่าใครเหมาะสมที่สุด รายละเอียดเขาไม่คุยกันหรอก ยอดคนเขาคุยกันเป็นภาพใหญ่ๆ ทั้งนั้น แล้วมันก็มีระบบการทำงานในทีมงานของมันเองมารองรับ

"ผู้วิเศษกำจาย" คนนี้มีบทออกมาน้อย แต่เขาเป็นแบบอย่างของนักพรตเต๋า คือเต้าหยินทั้งหลายก็จะเป็นแบบนี้ และเขาก็มีสไตล์เหมือน "จวงจื้อ" คือถ่อมตน ปล่อยวาง และอยู่กับธรรมชาติ มากกว่า "เล่าจื้อ"

อีกคนที่ผมชอบมากคือ "ปาฟงหัน" ถึงขนาดที่อยากจะให้หวงอี้แยกไปเขียนเป็นอีกเรื่องต่างหาก เขาเป็นมือสังหารผู้ไร้ใจ และกลายเป็นวีรบุรุษเต็มตัวเพราะได้รับอิทธิพลจาก "โค่วจง" และ "ฉีจื่อหลิง" ทั้งสามคนสาบานเป็นพี่น้องกัน ในที่สุดแล้ว "ปาฟงหัน" ปลดปล่อยตัวเองได้จากความขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์ คือคนรักของเขาเป็นศัตรูทางชนชาติ คือเป็นชาว "ถูเจี๋ย" ซึ่งฆ่าชนเผ่าของเขา แล้วเขาก็ไปท้ารบกับ "ราชันย์บู๊" แต่ในที่สุดเขาก็ยอมไม่ท้าสู้อีกเป็นครั้งที่สาม แสดงว่าเขาปลดเปลื้องตัวเองจากวิถีบู๊ที่เป็นเหมือนชีวิตของเขา ในแง่นี้ "ปาฟงหัน" เหนือกว่า "ดาบสวรรค์ซ่งเสวีย" คือเข้าถึงมรรคาดาบและก็พ้นมรรคาดาบได้ และยังเหนือกว่า "โคว่จง" ด้วยซ้ำไปในความคิดผมนะ เราเห็นชัดเจนมากว่าตอนจบเรื่องนี้ "ปาฟงหัน" เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นคนพูดเล่น พูดตลกได้

เรื่องนี้มีตัวละครที่ผมชอบหลายคนมาก นี่คือเสน่ห์ของหวงอี้หากเทียบกับเมื่อเราอ่าน "ฤทธิ์มีดสั้น" ก็จะชอบแค่ "อาฮุย" หรือไม่ก็ "ลี้คิมฮวง" แต่ของหวงอี้นี้ผมชอบหลายคนมาก

อีกคนหนึ่งคือ "คุณชายมากรัก" ที่แปลว่า "มากรัก" นี่น่าจะแปลว่า "มากน้ำใจ" มากกว่าเขาเป็นผู้ที่เข้าถึงความงามพร้อมด้วยศิลปะ เป็นวิธีของศิลปินและ "ตันตระ" เขาจะมองโลกจากมุมมองของความงามโดยเฉพาะความงามของผู้หญิง เขาจะเหมือนเพลย์บอยในอีกความหมายหนึ่งแต่เป็นเพลย์บอยแบบชั้นสูง เพียงแต่บทบาทในเรื่องนี้หวงอี้ให้บทบาทเขาไม่เท่า "ปาฟงหัน" แต่จะเน้นไปในทางบุ๋นซะเยอะกว่า

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ "เทพอาถรรพณ์" ผมนิยามว่าเขาเป็น "อัจฉริยะผู้ป่วยใจ" เพราะคนๆ นี้เก่งที่สุด หวงอี้ให้บทบาทเขาถึงขนาดว่าสามารถล้มล้างราชวงศ์ของสุยหยางตี้ได้ คือเป็นขุนนางชั้งสูงและเตรียมการจนจะกลายเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไปได้ถ้าหากไม่มี "โค่วจง" กับ "ฉีจื่อหลิง" มากพลิกล็อกวางหมากซ้อน โดยใช้เครือข่ายมาช่วย

สุดท้ายคนๆ นี้เหมือน "องคุลิมาล" คือดวงตาเห็นธรรม ความป่วยของเขาเกิดจากสองสาเหตุที่บอกแก่ "ฉีจื่อหลิง" อันแรกคือเขาต้องการค้นหาความจริง แต่เขาบอกว่าศาสนาเป็นเรื่องงมงาย ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องสมัยนี้เลย เพราะเรื่องนี้กำลังทำให้คนงมงายอย่างเรื่องที่เกิดขึ้นวันที่ ๑๑ กันยา "เทพอาถรรพณ์" เขามองทุละหมด เขาก็ศึกษาพระธรรมมา ในเรื่องนี้ที่เรียกว่าเป็นฝ่าย "อธรรม" ที่จริงก็มีความหมายว่า "ไม่ติดกรอบ" อย่าไปคิดว่า "อธรรม" นี่คือชั่วร้ายเพียงแต่ว่าเขาไม่เชื่อในธาตุแท้ดีงามของมนุษย์ ผมเข้าใจว่าอย่างนั้นเพราะ "เทพอาถรรพณ์" ต่างกับฝ่ายอธรรมคนอื่นทั้งหมด อันนั้นมันเลวในแง่ของจิตใจ แต่ "เทพอาถรรพณ์" เป็นอัจฉริยะแลเห็นสันดานมนุษย์ แล้วอาจารย์ก็ปลูกฝังมาว่าเมื่อเป็นอัจฉริยะก็น่าจะลงเล่นทางการเมือง คือน่าจะได้นั่งบันลังก์ฮ่องเต้ แต่จุดที่เปลี่ยนเขาก็คือเขาไปหลงรัก "ปี้สิ้วซิน" ที่เป็นศิษย์เอกของ "เรือนฌาณเมตไตรย" แล้ว "ปี้สิ้วซิน" เป็นตัวแทนของความดีงาม สุดท้ายเหมือนกับว่าเป็นการทำร้าย "ปี้สิ้วซิน" จนตายกับมือตัวเอง เลยทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย คือมีสองบุคลิก จนเมื่อลูกสาวยอมเรียกว่าพ่อ ในแง่นี้มันก็มองได้ว่าเรื่องนี้เป็นการต่อสู้กันของพลังธรรมะกับพลังอธรรมของ "เทพอาถรรพณ์" เอง ตั้งแต่เล่ม ๙ ของภาคแรกก็จะผูกเรื่องกับ "เทพอาถรรพณ์" มาตลอด

"ชอนแชอิม" คนนี้ผมก็ชอบเขานะ เขามีอายุร้อยกว่าปีแล้ว ที่น่าสนใจมากก็คือเขานอนกลางวันแต่ตื่นตอนกลางคืน ชอบดมกำยาน ผมก็ชอบเพราะมันให้ในด้านลึก เขาแสวงหาความสมบูรณ์พร้อมคล้ายกับเรื่อง "จันทร์ในบ่อ" ชอบในศิลปะและราตรีกาล ฐานะของเขาเหมือนกับ "ราษฎรอาวุโส" ในเกาหลี แต่ในที่สุดแล้วก็ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะจริงๆ เขาก็ไม่ไว้ใจคนจีน (จงหยวน) เพราะแดนจงหยวนเคยไปรุกรานเกาหลีหลายครั้ง แต่ตัวหลานศิษย์ก็คือ "โค่วจง" ได้อธิบายว่า "หลี่ซื่อหมิน" มีความใจกว้างต่อคนชาติอื่นด้วย "ชอนแชอิม" ถึงยอม เพราะตอนแรกเขาคิดว่าความวุ่นวายของจงหยวนก็คือสันติสุขของเกาหลี เรื่องนี้แสดงว่าความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เสียดายที่ "ชอนแชอิม" เขาโผล่ออกมาในเรื่องเล่มท้ายๆ เท่านั้น ตอนที่เขาถกกันเรื่องมองดูดาวและพูดถึงความลับของจักรวาลก็น่าสนใจ กิมย้งไม่ค่อยพูดถึงเรื่องอย่างนี้ในนิยายกำลังภายใน โกวเล้งยิ่งไม่ต้องพูดถึง

๔) ผู้หญิงในเรื่องมังกรคู่ฯพูดถึงเรื่องผู้หญิงในมังกรคู่ฯ คนที่ผมชอบจะมีอยู่ ๕ คน ด้วยกัน คนแรกคือ "ซือเฟยเซวียน" หรือ นางเซียนแปลง คนนี้เป็นอุดมคติ คือมันเหมือนกับว่าถ้าหากมีนางฟ้าจุติลงมาจริงๆ ก็คงเป็นแบบเค้านี่แหละ ซึ่ง "ซือเฟยเซวียน" ก็เหมือนกับแม่ชีเพราะว่าเค้าฝักใฝ่ในวิถีแห่งฟ้า แล้ว "ฉีจื่อหลิง" ก็เป็นเหมือนสิ่งสะกิดใจเล็กๆ น้อยๆ ของเค้าในวิถีนี้เท่านั้นเอง

ฉากที่โรแมนติกที่สุดของเรื่องนี้ก็คือตอนที่ "ฉีจื่อหลิง" บอกรักกับ "ซือเฟยเซวียน" และตอนที่ "ซือเฟยเซียน" บอก "ฉีจื่อหลิง" ว่านอกจากอาจารย์ของเค้าซึ่งเป็นคุรุทางจิตวิญญาณแล้ว ก็มี "ฉีจื่อหลิง" เท่านั้นที่เป็นประสบประการณ์อันตรึงตราที่สุดในชีวิต นี่เป็นคำพูดที่ดีมาก ถ้าผู้ชายคนหนึ่งได้ฟังคำพูดนี้จากปากของผู้หญิงที่สูงส่งขนาดนี้ ก็ถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว

แล้วบทสนทนาการถกปรัชญาในเรื่องนี้ก็น่าสนใจ เพราะตอนที่เค้ารู้ว่า "ฉีจื่อหลิง" หลงรักตน "ซือเฟยเซวียน" ก็ได้เล่านิทานจีนตอนหนึ่งเรื่อง "คนเฝ้าเตา" ซึ่งเป็นนิทานเซนมาสอน "ฉีจื่อหลิง" ซึ่งที่สุดแล้วมันก็เป็นการสู้กันทางความคิดทั้งสิ้นว่าถ้าจะเรียกว่า "การบรรลุธรรม" กับเรื่องมี "ความรัก" นี่อะไรคือจุดเปลี่ยนแปร แต่ตัวของ "ซือเฟยเซวียน" เองก็ต้องเดินทางออกนอกด่านจึงกล้าปลดเปลื้องตัวเองออกจากกรอบของธรรมะ คือกล้ามีประสบการณ์ของความรักอย่างเต็มตัว

คนที่ชอบต่อมาคือ "วาวา" เค้าเป็นตัวร้าย คล้ายๆ ว่าเราดูได้แต่อย่าสัมผัส แต่เรื่องนี้เค้าไม่ร้ายเท่า "ลิ้มเซียนยี้" ใน "ฤทธิ์มีดสั้น" คือถ้าไม่มี "วาวา" เรื่องนี้จะจืดชืดไปเยอะเลย

อีกตัวหนึ่งที่ผมชอบมากเลยคือกุนซือหญิง "เสิ่นลั่วเอียน" เค้าเป็นนักวางแผนจะเห็นได้จากตอนแรกๆ ที่เค้าอยู่กับ "หลี่มี่" ผมว่าเค้าฉลาดกว่า "โค่วจง" อีก ถ้ามองในแง่ของการเป็นกุนซือนะ เพราะว่าเค้ารู้ทันสามารถวางแผนดัก "โค่วจง" ได้ และก็ยังมีฉากที่เซ็กส์ซี่คือในฉากที่ "ฉีจื่อหลิง" เข้ามาหานี่ "เสิ่นลั่วเอียน" จะแต่งตัวโป๊มากเพราะผู้หญิงคนนี้เค้ารัก "ฉีจื่อหลิง" มากและก็ยังได้จูบ "ฉีจื่อหลิง" เป็นคนแรกในเรื่องนี้นะ แล้ว "ฉีจื่อหลิง" ก็ยอม ทั้งๆ ที่เค้าเป็นคนที่ไม่สนใจผู้หญิง "เสิ่นลั่วเอียน" เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความรัก แต่ว่า "ซือเฟยเซวียน" นี่เป็นคนแรกที่ทำให้ "ฉีจื่อหลิง" รู้สึกว่าตนเองมีความรักเป็นครั้งแรกเพราะ "ฉีจื่อหลิง" เขาเหมือน "พระ" ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เขาเป็นคนไม่กระตือรือร้นกับชีวิต อันนี้ต่างกับ "โค่วจง" คือถ้าเขาไม่เจอกับ "โค่วจง" เขาก็ยังคงเป็นอันธพาลอยู่ที่เมืองหยางโจว มีข้าวกินไปวันๆ ก็พอแล้ว

อีกคนหนึ่งคือ "สั้งสิ้วฟาง" เป็นคนเล่น "กู่เจิง" คนนี้เค้ามีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ขอแค่ความรักแบบ "ข้ามคืน" กับ "โค่วจง" เพราะชีวิตของเค้านั้นมีอยู่ตอนหนึ่งที่เค้าได้บอกว่าต้องการที่จะเข้าถึงความจริงด้วยศิลปะดนตรี และเค้าก็เป็นคนรักสันติ ในเรื่อง "มังกรคู่ฯ" นี้ผู้หญิงจะเป็นคนรักสันติแทบทุกคน "สั้งสิ้วฟาง" รัก "โค่วจง" เพราะเค้าฝากความหวังไว้กับ "โค่วจง" มากว่า "โค่วจง" จะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นและยุติการสู้รบ สงครามที่เกิดขึ้นเพื่อ "โค่วจง" เค้ายอมทุกอย่างได้ แต่ "โค่วจง" นี่ก็มีข้อเสียคือชอบรักสาวไฮโซฯ ดูคล้ายๆ เด็กมีปมด้อย เป็นคนจนแต่อยากไปรักดอกฟ้ามันก็เป็นปัญหาขึ้นมา

อีกคนหนึ่งคือ "สือชิงเสวียน" คนนี้มีศิลปะอยู่สองอย่างคือ เป่าขลุ่ย และก็เรื่องสมุนไพร เค้าเป็นลูกสาวที่อาภัพของ "เทพอาถรรพณ์" แต่เรื่องดนตรีของเค้านี่เหมือนเป็น "อาณาจักรเซนแห่งคีตากาล" คือเสียงขลุ่ยของ "สือชิงเสวียน" ต่างกับของ "สั้งสิ้วฟาง" เพราะ "สั้งสิ้วฟาง" จะเป็นดนตรีแบบทางโลก แต่ของ "สือชิงเสวียน" นี่จะใช้ขลุ่ยแบบสปิริตชวลมิวสิก (Spiritual music) คือถ่ายทอดความในใจออกมาและก็ให้ลืมเพื่อข้ามพ้น วิชานี้เค้าได้มาจากแม่คือ "ปี้สิ้วซิน" ซึ่งเป็นศิษย์ของ "เรือนฌานเมตไตรย" ในตัวของ "ฉีจื่อหลิง" นี่ถ้าหากไม่มาเจอ "สือชิงเสวียน" ก็คงจะไม่แต่งงาน จะว่าไปแล้ว "สือชิงเสวียน" ก็เหมือนเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ "ซือเฟยเซวียน" ผมว่า "หวงอี้" แต่งได้ดีมากเพราะถ้าหากเขียนให้ "ซือเฟยเซวียน" ทิ้ง "วิถีแห่งฟ้า" และมาแต่งงานกับ "ฉีจื่อหลิง" มันก็ดูไม่สมควร

๕) ความรักในมังกรคู่สู้สิบทิศ
ความรักของเรื่อง "มังกรคู่ฯ" นี่มันจะมีแกนหลักอยู่คืออันแรก ทุกคนผิดหวังหมด ถ้าไปดูจากเล่มแรกมาถึงเล่ม ๑๘ นี่เป็นเหมือนกันหมด เพราะวีรบุรุษนี่ส่วนใหญ่จะ "Lucky in Game" แต่จะ "Unlucky in Love" อีกอันหนึ่งจะเป็นแบบ "Spiritual Love" ของ "ฉีจื่อหลิง" ส่วน "โค่วจง" จะเป็นแบบ "ดอกฟ้ากับยาจก"

"ซิ่วหนิงกงจู้" นี่เค้าเป็นรักแรกของ "โค่วจง" เค้าเป็นน้องสาวของ "หลี่ซื่อหมิน" และ "โค่วจง" ก็ผิดหวังเพราะในตอนนั้นเขายังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ก็กลายเป็นพลังผลักดันให้ "โค่วจง" ถีบตัวขึ้นมาเพื่อแข่งกับ "หลี่ซื่อหมิน" ส่วน "ซ่งอี้จื้อ" เป็นพลังที่เหนือกว่าคือทำให้ "โคว่จง" หันกลับมาช่วย "หลี่ซื่อหมิน" แสดงให้เห็นว่าความรักยิ่งใหญ่กว่าอำนาจ

ยังมีรักอีกอันหนึ่งคือ "รักที่เป็นหนี้รัก" ระหว่าง "โค่วจง" กับ "สั้งสิ้วฟาง" เราต้องเข้าใจว่าบุคลิกแบบ "โค่วจง" ก็ต้องมีเรื่องเช่นนี้ในบางด้าน คนที่เขารักมากที่สุดน่าจะเป็น "สั้งสิ้วฟาง" ถ้าถามผมนะ ในฉากตอนจบมีอยู่ที่กล่าวว่า "สั้งสิ้วฟาง" ได้รอ "โค่วจง" อยู่ตอนที่เวลาผ่านไป ๑๐ ปี แล้วตอนนั้น "โค่วจง" เพิ่งอายุ ๓๖ ปีเท่านั้น

๖) การเมืองในเชิงบูรณาการจากเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศ
คำว่า "บูรณาการการเมือง" หมายความว่าการเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาของชาติโดยพิจารณาปัจจัยสำคัญทุกชนิดทั้งหมดโดยไม่ละเลยปัจจัยไหนเลย นี่คือวิธีเข้าใจการเมืองแบบบูรณาการ อย่างที่เห็นชัดเจนมากคือ "หลี่ซื่อหมิน" เขาใช้คนเก่า บางทีการ "ปฏิรูป" มันดีกว่าการ "ปฏิวัติ" เพราะการ "ปฏิวัติ" มันต้องขุดรากถอนโคนอำนาจเก่า แต่ว่า "หลี่ซื่อหมิน" เขาไม่ได้ทิ้งคนเก่าและใช้คนตามความสามารถ แต่เรื่องนี้หลักการต้องแม่นยำ และมี "วิชั่น" ที่พร้อม

หลักการในเชิงบูรณาการนี่บังเอิญผมก็สอนในระดับปริญญาเอกในชื่อว่า "ปรัชญาบูรณาการ" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มันมีองค์ประกอบอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน

อันแรกคือ จตุภาค ของการเข้าใจความจริง ซึ่งมีอยู่ ๔ ภาค ในด้านซ้ายบนกับซ้ายล่าง เขาเรียกว่าด้านใน และด้านซ้ายบนนี้เกี่ยวกับด้านในของจิต ดังนั้นทุกเรื่องของปรากฎการณ์ในโลกนี้จะมี ๔ ด้านเสมอ ด้านในของจิตถ้าเป็นเรื่องการเมืองคือจิตสำนึกของนักการเมืองอยู่ในระดับใด เพราะว่าการค้นคว้าตามหลักวิชาการที่ล่าสุดของทางตะวันตกปัจจุบันจะมีอยู่ ๙ ระดับ แล้วคนทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ในระดับ ๕ ถ้าเป็นผู้นำก็น่าจะอยู่ในระดับ ๖ ที่เรียกว่า Vision Logic ส่วนคนธรรมดานี่เรียกว่า Formal Logic แต่การเมืองไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับ Formal Logic ส่วนอย่างนายกฯ ทักษิณนี่จะอยู่ในระดับ Vision Logic คือสามารถที่จะคิดแบบนอกกรอบได้ และสามารถนำความคิดอันหลากหลายมาผสมกับด้านทฤษฎีได้ ดูที่กุนซือของเขาเช่นคุณพันศักดิ์ก็เป็นแบบ Vision Logic อย่างชัดเจน เพราะ Vision Logic เป็นสุดยอดของระดับภูมิปัญญาแบบโลกียชน ไม่ได้สนใจเรื่อง Make Money อย่างเดียว แต่ว่ามองในเชิงหลักการด้วย ไม่เถรตรงแบบบ้ากฎหมาย หรือตามระบบราชการ เพราะนั่นเป็นระดับแค่ Formal Logic คือระดับ ๕ แต่ระดับที่เป็นยอดคนคือ ๗-๙ อย่าง "ฉีจื่อหลิง" มันข้ามพ้นตัวตน เริ่มเข้าสู่กระแสโลกุตระแล้ว พูดง่ายๆ คือชอบปฏิบัติธรรม

ด้านซ้ายล่าง เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม คือความเข้าใจเรื่องความเชื่อ และระบบคุณค่าของคน นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จต้องเข้าใจเรื่องนี้ เช่น ค่านิยมคืออะไร ผู้คนที่มารวมตัวกันได้นี่มันมีระบบความเชื่อค่านิยมร่วมกัน ก็ต้องเข้าใจในประเด็นนี้โดยไม่ละเลย

ด้านขวาบน คือการเข้าใจพฤติกรรมจากภายนอก เป็นพฤติกรรมของปัจเจกจากภายนอก แล้วขวาล่างนี่เป็นเรื่องของระบบ คนที่เข้าใจการเมืองโดยที่ไม่เข้าใจระบบเขาจะเข้าถึงความจริงได้เพียง ๑ ใน ๔ เท่านั้นเอง แต่การเข้าใจความจริงนี่เราต้องรู้ทั้งด้านใน ระดับปัจเจก ระดับรวมหมู่ ส่วนที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์นี่คือด้านขวาบนและขวาล่างที่เรียกว่า "It Language" หรือ "ภาษามัน" คือการวิเคราะห์ในเชิงภาวะวิสัย แต่การวิเคราะห์ความจริงในเชิงอัตวิสัยมันเป็นด้านซ้ายบนกับซ้ายล่าง แล้วศาสตร์แบบองค์รวมนี่จะต้องครบทั้งสี่ด้านมันจึงจะสามารถเป็นนโยบายชั้นสูงและสามารถดึงคนได้ ไม่เช่นนั้นมันจะล้มเหลว

เราก็เอามาดูว่านโยบายที่ถกเถียงกันในแต่ละเรื่องนี่มันครอบคลุมทุกปัจจัยไหม ถ้าสนใจเฉพาะเรื่องระบบ มันก็ไม่ครบ อย่างปัญหาเรื่องการปฏิรูประบบราชการนี่ไง มันเกี่ยวกับความเชื่อค่านิยมที่ล้าหลัง จิตสำนึกของข้าราชการ และยังมีพฤติกรรมของนักการเมืองซึ่ง เราจะควบคุมอย่างไรและทำให้เกิดเป็น "ธรรมาภิบาล" ได้ในภาพรวม

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของ Level หรือ ระดับการเข้าใจในการแก้ปัญหานี่ เนื่องจากว่าปัญหาเกิดจากหลายสาเหตุ ประการแรกในสังคมที่เราอยู่กันนี่มีระดับจิตของคนที่หลากหลาย ลองดูตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่อง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ นี่ก็จะเห็นชัดเจน มีคนเชื่อเรื่องพญานาค มีคนเชื่อแบบนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทำให้เรื่องการแก้ปัญหามีความซับซ้อน เพราะว่ามันสื่อสารกันไม่ได้ มันเป็นคนละ "วาทกรรม" คล้ายๆ กับว่า "วาทกรรม" เกิดขึ้นมาจากการที่ระดับจิตไม่เท่ากัน ถ้ามีระดับจิตห่างกันเกินกว่าหนึ่งชั้นก็จะมีปัญหามาก อย่างเช่นความขัดแย้งเรื่อง "๑๑กันยา" ในอเมริกาเกิดขึ้นก็เพราะเหตุผลนี้ มีระดับจิตที่ห่างกันประมาณ ๒-๓ ชั้น เขาเรียกว่าระดับแถบสี คือมันจะแบ่งระดับจิตเป็นสีๆ คือ สีเบต ม่วง แดง น้ำเงิน ส้ม สีส้มนี่คือชนชั้นกลางในเมืองไทยคือจะสนใจเรื่อง Make Money และสีเขียว ก็คือพวก NGO แต่ในอเมริกานี่เขาออกสีส้มอมเขียว ส่วนอัฟกานิสถานหรือตาลีบันนี่ยังสีแดงอยู่ สีแดงหมายถึงยังอยู่กับเรื่องในปัจจุบัน เฉพาะหน้า คือต้องเอาชีวิตรอดก่อน และไม่คิดหน้าคิดหลัง ระดับที่ห่างกันอย่างนี้ถึงทำการก่อการร้ายได้ และก็แก้ปัญหาไม่ได้ มันเกิดเป็น Clash of Civilization แน่นอน ความต่างกันในเรื่องความขัดแย้งในระดับจิตนี่ต้องให้มีช่องว่างเหลือไม่เกิน ๑ ชั้น และทำอย่างไรให้นโยบายนี้มันมีความหลากหลาย คือให้มันผ่านไปได้

แต่สังคมไทยเราเป็นแบบ ๒ สังคม คุณทักษิณก็รู้ดีในเรื่องนี้ ดังนั้นการปฏิรูปสังคมก็คือการทำอย่างไรให้ระดับชั้นทางจิตไม่แตกต่างกันมาก เพราะคนที่นำนี่ต้องระดับเป็นสีเขียว คือเป็นแบบโลกาภิวัฒน์ที่เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย การเข้าใจอย่างนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากในแง่ของการเมือง ถ้าเอามาเชื่อมโยงกับเรื่อง "มังกรคู่ฯ" ก็คือ วิธีคิดของ "หลี่ซื่อหมิน" ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดก็คือในเรื่องนโยบายการต่างประเทศ อันอื่นผมดูแล้วก็ไม่โดดเด่นเท่าไหร่ แต่หลังจาก "หลี่ซื่อหมิน" มาแล้วก็แก้ปัญหากันไม่ได้ เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาพันกว่าปียังแก้ไม่ได้ ในปัจจุบันเรายังแก้ไม่ได้เลยคือเรื่องความรุนแรงระหว่างชาติพันธุ์ ผมว่าน่าจะอีกประมาณ ๒๐๐ ปี ถ้าหากเศรษฐกิจนี่ถึงขั้นทำให้คนอยู่ดีกินดีมันถึงจะแก้ได้

ประการที่ ๓ ต้องเข้าใจเรื่อง Line คือ สภาวะทางจิต หรือระดับทางจิตวิทยา มันจะมีเส้นวิวัฒนาการทางจิตอยู่ประมาณ ๒๑ เส้นด้วยกัน ในนั้นมีเส้นหลักๆ อยู่ ๑๐ เส้น เช่นเรื่องของ Emotion, Moral , Interpersonal และ Intrapersonal คืออารมณ์ ระดับของศีลธรรม ความสามารถในการสื่อสารกับคนอื่น และความสามารถในการเข้าใจตนเอง ถ้าทั้ง ๔ อย่างนี้ขาดความสมดุลย์จะมีปัญหามาก และนักการเมืองที่เราเห็นก็คือเขามีปัญหาเรื่อง Moral มาก หรือไม่มีความสามารถในการถ่ายทอดให้คนเข้าใจเป็นต้น เราจะใช้เรื่องเหล่านี้ในการวิเคราะห์คน

ประการที่ ๔ เรื่อง Stage คือภาวะทางจิต และอารมณ์ คือคนจะทำงานสำเร็จในยามตื่นนี่เขาตื่นตัวได้แค่ไหน หรือปลุกเร้าตัวเองได้ไหม มีไฟเต็มร้อย หรือว่าเฉื่อยชา ซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์

เรื่องที่ ๕ Type หรือเรื่อง ประเภทของคน เพราะวิธีคิดของผู้ชายและผู้หญิงไม่เหมือนกัน ผู้ชายนี่ชอบอัตโนมัติ อิสระ ส่วนผู้หญิงชอบแบบแครริ่ง คือความผูกพันธ์ เอาใจใส่ เพราะฉะนั้นนโยบายแบบองค์รวมต้องเข้าใจวิธีคิดแบบผู้ชายและผู้หญิงด้วย นี่ยังไม่ได้นับประเภทของ Kind of Knowing ที่มี ๓ ประเภท ของการเข้าใจแบบเป็นเหตุเป็นผลคือ Prerational , Rational และTransrational เพราะฉะนั้นถ้าภาษาไม่เหมือนกันจะคุยกันไม่รู้เรื่อง และที่สุดยอดก็คือแบบ Transrational เพราะลักษณะวิวัฒนาการทางจิตนี่จะถึงขั้นก้าวข้ามและหลอมรวม

ดังนั้นถ้าคุณเข้าใจบูรณาการในมุมมอง ๕ ประการนี้คุณก็สามารถวิเคราะห์ได้เกือบทุกเรื่อง และจะเห็นได้ชัดเจนว่าปัญหาอยู่ที่ไหน

ความเป็น "หลี่ซื่อหมิน" ของคุณทักษิณ ประการแรกเราต้องยอมรับว่าเขาสร้างปรากฎการณ์ใหม่ๆ ขึ้นในเมืองไทยหลายอย่าง เราจะวิจารณ์ว่าเค้าผูกขาดอำนาจนี่ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าอย่าง "หลี่ซื่อหมิน" เข้าขึ้นครองอำนาจเราต้องดูนโยบายของเขาว่ามันได้ผลไหม หรือทักษิณโนมิค ๖ เรื่องของทักษิณมันได้ผลหรือเปล่า หรือได้ผลแต่มีผลกระทบในแง่ไหน ในระยะยาวถ้าแผนนี้ดำเนินการไปได้ถึง ๘ - ๑๒ ปีแล้วจะมีผลเลวร้ายที่เกิดขึ้นตามมาหรือเปล่า ถ้าหากว่าเขาใช้ประชานิยมในระดับ Globalization นี่ผมก็ไม่เห็นด้วยนะ แต่เข้าใจว่าเขาคงใช้ในระดับรากหญ้าเพื่อแก้ปัญหาภายในประเทศเป็นต้น ผมเองค่อนข้างแฮปปี้กับเขานะ ในการเมืองรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าเราเป็นนายกฯ ก็คงทำไม่ได้มากเท่ากับเขาในเงื่อนไขขนาดนี้ เพราะสิ่งที่เขาทำนี่เราคิดกันมาก่อนแล้ว

แต่อยากจะเตือนว่าต้องไม่ระแวงคน พออยู่กับอำนาจนานที่ตามมาก็คือความหวาดระแวง และความหลงตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เขาต้องมีทีมงาน อย่างตัว "หลี่ซื่อหมิน" ก็ยังมีคนที่กล้าแย้งเขาดังนั้นคุณทักษิณก็ต้องมีคนที่กล้าแย้ง ไม่เกรงใจเขากล้าบอกว่าท่านผิด คืออยากให้คุณทักษิณใจกว้างๆ สักหน่อย อย่าไประแวง แต่ความสามารถในการสื่อสารเขาดีมาก

(จากนิตยสารอาทิตย์รายสัปดาห์ ฉบับที่ 1250 วันที่ 9-15 ธ.ค. 2545)

Powered by MakeWebEasy.com