(19) วิกฤตพลังงานกับวิชันพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) (ต่อ) (10/8/53)

(19) วิกฤตพลังงานกับวิชันพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) (ต่อ) (10/8/53)

วิชันพันธมิตรฯ กับอัจฉริยะแห่งจิต

19. วิกฤตพลังงานกับวิชันพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) (ต่อ)


 อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อโลกร้อนขึ้น 4 องศา? (จากหนังสือ “6 องศาโลกาวินาศ” ของมาร์ก โลนัส)

(1) ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงกว่าปัจจุบันครึ่งเมตรขึ้นไป

ในโลกที่ร้อนขึ้น 4 องศา ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงกว่าปัจจุบันครึ่งเมตรเป็นอย่างน้อย ในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งจะสร้างความเสียหายแก่แม่น้ำไนล์ของประเทศอียิปต์เป็นอย่างมาก ผู้คนหลายล้านคนจะไร้ที่อยู่ เมื่อน้ำทะเลเริ่มรุกขึ้นมาบนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์มากขึ้นเรื่อยๆ ชายหาด ชายเลน และพื้นที่เกษตรกรรมจะจมน้ำทั้งหมด ทำให้บริเวณซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจอียิปต์ได้รับความเสียหาย

นอกจากอียิปต์จะประสบภัยจากปรากฏการณ์ระดับโลกของน้ำทะเลที่สูงขึ้นแล้ว ประเทศบังกลาเทศจะสูญเสียพื้นที่ไปหนึ่งในสามส่วน คนหลายสิบล้านคนจะต้องอพยพออกจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเมชนาอันอุดมสมบูรณ์ เมืองอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำตั้งแต่มุมไบถึงเซี่ยงไฮ้ ก็จะถูกคุกคามจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นนี้ด้วยเช่นกัน

สังคมจะถูกกดดันอย่างหนัก เมืองที่อยู่ด้านในทวีปจะประสบปัญหาผู้ลี้ภัยจากชายฝั่งทะเลที่หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ซึ่งอาจมาถึงพร้อมกันเป็นจำนวนมากเมื่อพายุใหญ่เข้าโจมตี ประเทศที่เป็นเกาะจะประสบภัยคุกคามรุนแรงที่สุด เพราะในหลายๆ เกาะพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ที่สุด มักอยู่เหนือระดับน้ำทะเลนิดเดียว ดังนั้น แหล่งอาหาร และน้ำจะประสบภัยเมื่อน้ำทะเลรุกเข้ามาในแหล่งน้ำใต้ดิน และทำให้พืชผลล้มตาย

(2) แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกละลาย

ในโลกที่ร้อนขึ้น 4 องศา แผ่นน้ำแข็งของแอนตาร์กติกตะวันตกจะเริ่มละลาย และทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างรวดเร็วบริเวณแนวชายฝั่งทั่วโลก แต่การสลายตัวของแผ่นน้ำแข็งทางแอนตาร์กติกตะวันตกยังไม่น่าวิตกเท่ากับแผ่นน้ำแข็งทางแอนตาร์กติกตะวันออก ซึ่งหนากว่า แต่ก็ซ่อนความเปราะบางเอาไว้ เพราะมันเองก็มีฐานอยู่ใต้ระดับน้ำทะเลเช่นกัน

หากแผ่นน้ำแข็งทางแอนตาร์กติกตะวันออกละลาย จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่า 50 เมตร แม้มันอาจจะใช้เวลาหลายศตวรรษก็ตาม อย่างไรก็ดี แค่การล่มสลายของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ของแอนตาร์กติก ก็จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณหนึ่งเมตรทุกยี่สิบปี ซึ่งก็มากกว่าขีดความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์แล้ว

(3) วิกฤตทุนนิยมจีน

ต่อให้จีนไม่เผชิญกับภาวะโลกร้อน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ประเทศจีนก็กำลับประสบกับปัญหาสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการเร่งรีบพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสุดขั้วอยู่แล้ว เพราะการพัฒนาแบบนี้เป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายให้แก่ความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิมของประเทศนี้ให้ตกอยู่ในอันตรายถึงหนึ่งในห้าส่วน ขณะที่ทะเลสาบสามในสี่ส่วนเกิดมลพิษเพราะน้ำเสียจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ส่วนแม่น้ำเหลืองก็มีปริมาณน้ำลดลง และเน่าเสียในช่วงปลายน้ำส่วนใหญ่ทุ่งหญ้าประมาณ 15,000 ตารางกิโลเมตร เสื่อมโทรมลงทุกปี เพราะการเลี้ยงปศุสัตว์มากเกินไปและภัยแล้ง

นอกจากนี้ยังมีฝนกรดในเมืองต่างๆ ถึงหนึ่งในสี่ส่วน เป็นที่เห็นได้ชัดว่า ขนาดอันใหญ่โต และประชากรที่มากมายของจีนทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสุดขั้วของจีนเป็นการสร้างภาระให้แก่โลก หากจีนยังคงมุ่งหน้าไปสู่ทุนนิยมสุดขั้ว และมุ่งบริโภคตามมาตรฐานตะวันตก เหมือนเช่นที่ผ่านมา โดยใช้ทรัพยากรแทบทุกชนิดจนเกินกำลังที่โลกจะตอบสนองได้ เพราะทรัพยากรรวมของโลกได้ถูกใช้อย่างเต็มพิกัดเสียแล้ว

จีนจะประสบกับปัญหาความเสียหายของระบบนิเวศ การเสียหน้าดิน การลดลงของแหล่งน้ำใต้ดิน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศไปพร้อมๆ กัน โดยจะปรากฏออกมาในรูปของวิกฤตอาหาร เพราะในโลกที่ร้อนขึ้น 4 องศา ผลผลิตการเกษตรของจีนจะตกต่ำลงมาก ผลผลิตพืชผลหลัก เช่น ข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพดจะลดลงเกือบ 40% บางทีอาจมากกว่านั้น หากน้ำสำหรับชลประทานหมดไป มิหนำซ้ำ แหล่งอาหารจากเกษตรกรรมทั่วโลก จะมีผลผลิตลดลงเพราะเมื่อถึงเวลานั้น พื้นที่เหล่านี้จะเริ่มผลิตอาหารไม่ได้ทีละแห่ง รวมทั้งพื้นที่สำคัญในภาคตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ชายฝั่งแปซิฟิกของอเมริกาใต้ แอฟริกาใต้ และซีกตะวันตกของอนุทวีปอินเดีย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ น้ำในแม่น้ำลดลง และทะเลทรายขยายตัว นอกจากนี้ ยังไม่มีพื้นที่ใดในทวีปออสเตรเลีย (อาจยกเว้นด้านเหนือสุด และแทสมาเนีย) ที่จะปลูกพืชผลสำคัญได้ในโลกที่ร้อนขึ้น 4 องศา

ทั้งนี้เพราะ คลื่นความร้อนและปริมาณฝนที่ลดลง เพราะต่อให้ชาวโลกสามารถหาพื้นที่เพาะปลูกใหม่ในเขตกึ่งขั้วโลกที่แคนาดา และรัสเซียมาชดเชยผลผลิตที่ขาดแคลนบางส่วนได้ แต่มันไม่อาจชดเชยการสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมหลักส่วนใหญ่ของโลกได้ ทำให้ ความอดอยากครั้งใหญ่จะเป็นอันตรายถาวร สำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในโลกที่ร้อนขึ้น 4 องศา

(4) ทะเลทรายขยายตัวในยุโรป

ในโลกที่ร้อนขึ้น 4 องศา วิกฤตระบบนิเวศจะเกิดขึ้นทั่วโลก ที่ผ่านมา เมื่อเกิดวิกฤตของระบบนิเวศขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง การอพยพหลบภัยไปยังสถานที่อื่น คือ การปรับตัวตามธรรมเนียมของมนุษย์ยามวิกฤต แต่ ครั้งนี้จะไม่มีที่ให้หลบภัยอีกเพราะมันเกิดขึ้นทั่วโลก การล่มสลายของอารยธรรมจะขยายวงไปทั่วโลก ในขณะที่กลไกป้องกันตามธรรมชาติก็ได้รับความเสียหายอยู่ แล้วจากกิจกรรมของมนุษย์เอง ด้วยการตัดไม้ทำลายป่า และสร้างมลพิษให้แก่มหาสมุทร ทั้งๆ ที่ในช่วงนั้นโลกต้องการระบบเหล่านี้มากที่สุด

เมื่อถึงเวลาที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียส กระบวนการล่มสลายจะเริ่มขึ้น ในยุโรปใต้จะเกิดทะเลทรายแห่งใหม่ๆ เพราะเขตภูมิอากาศกึ่งเขตร้อนที่ปัจจุบันอยู่ในแอฟริกาเหนือ จะย้ายขึ้นสู่ใจกลางยุโรป ทำให้โปรตุเกสและสเปนกลายเป็นประเทศที่กลายเป็นทะเลทราย ยุโรปตะวันออกเฉียงเหนือ และเมดิเตอร์เรเนียนกลายเป็นพื้นที่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งใหญ่ ฤดูร้อนจะกลายเป็นสิ่งที่คนยุโรปกลัวมากที่สุด

เมื่อผู้คนอพยพขึ้นเหนือหนีความร้อนรุนแรงของยุโรปใต้ที่ทัดเทียมทะเลทรายซาฮารา อากาศที่เย็นกว่าในอังกฤษจะทำให้เกาะที่แออัดนี้ตกเป็นสถานที่พึงปรารถนาที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่อังกฤษก็จะเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่จากพายุกระหน่ำแทน ขณะที่หิมะในเทือกเขาแอลป์จะละลายไปถึงหนึ่งในสามใน ค.ศ. 2070 ในฐานะที่เทือกเขาแอลป์เป็น “หอคอยน้ำแห่งยุโรป” ผลจากการเปลี่ยนแปลงของหิมะที่ปกคลุมยอดเขา และการหายไปของธารน้ำแข็งจะส่งผลกระทบไปทั่วทวีปยุโรป เพราะแม่น้ำหลักๆ อย่างแม่น้ำไรน์และดานูบ ล้วนมีต้นน้ำจากภูเขานี้

ในสวิตเซอร์แลนด์เอง 60% ของไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบันมาจากไฟฟ้าพลังน้ำ แหล่งพลังงานนี้อาจหมดไปในช่วงฤดูร้อนเมื่อลำธารและแม่น้ำเหือดแห้ง หากปราศจากน้ำจากหิมะละลายพืชก็จะเหี่ยวแห้งเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวให้กลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ เมื่อภัยแล้งรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ผิวดินทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของฝนในโลกที่ร้อนขึ้น 4 องศา คลื่นความร้อนก็จะรุนแรงเกินนึกฝันเผาผลาญพื้นผิวโลก เมื่อเสบียงอาหารของโลกลดลงอย่างรวดเร็ว อนาคตของมนุษยชาติก็จะยิ่งไม่แน่นอนมากขึ้น

(5) เมื่อพื้นที่น้ำแข็งในไซบีเรียละลาย

ในโลกที่ร้อนขึ้น 4 องศา พื้นที่กว้างใหญ่ของไซบีเรีย อะแลสกา แคนาดา และแม้แต่กรีนแลนด์ด้านใต้จะกลายเป็นพื้นที่ที่น้ำแข็งละลายทำให้ดินที่ไม่มั่นคงใต้ถนน บ้าน และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ เคลื่อนและทรุดลง เมืองหลายแห่งในภาคตะวันออกไกลของรัสเซียอาจตั้งบนพื้นที่ทรายดูด เส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียอาจเผชิญกับดินยุบตัวในวงกว้างขวางตามแนวราง

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อโรงงานนิวเคลียร์ที่บิลิบิโนด้วย รอบมหาสมุทรอาร์กติกจะมีการกัดเซาะจากพายุเพิ่มขึ้น และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะทำลายหมู่บ้าน และถิ่นฐานตามชายฝั่ง ภัยคุกคามใหม่จะโผล่ออกมาจากดินของอาร์กติกที่น้ำแข็งละลายไป เพราะมันจะไปเร่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพื้นดิน ซึ่งจะไปเร่งภาวะโลกร้อนอีกจนกลายเป็นวังวนที่ขมวดปมแน่นขึ้นทุกที กลายเป็น ปฏิกิริยาสะสมที่อันตรายที่สุด




 

Powered by MakeWebEasy.com