(20) วิกฤตพลังงานกับวิชันพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) (ต่อ) (17/8/53)

(20) วิกฤตพลังงานกับวิชันพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) (ต่อ) (17/8/53)

วิชันพันธมิตรฯ กับอัจฉริยะแห่งจิต

20. วิกฤตพลังงานกับวิชันพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) (ต่อ)


อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อโลกร้อนขึ้น 5 องศา? (จากหนังสือ “6 องศาโลกาวินาศ” ของมาร์ก โลนัส)

(1) โลกที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ในโลกที่ร้อนขึ้น 5 องศา ดาวเคราะห์ดวงนี้จะแทบไม่เหมือนกับโลกที่เรารู้จักทุกวันนี้เลย เพราะในที่สุด แผ่นน้ำแข็งที่ยังคงเหลืออยู่ ก็หลุดจากทั้งสองขั้วโลก และป่าฝนก็ถูกเผาราบเป็นจุณไปหมดแล้ว ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเอ่อท้นท่วมเมืองแนวชายฝั่ง และเริ่มไหลบ่าลึกเข้าไปในแผ่นดินจนถึงตอนกลางทวีป

ความแห้งแล้ง และน้ำท่วมซึ่งเป็น วิกฤตคู่แฝด จะขับต้อนมนุษย์ให้เข้าไปอยู่ในเขตอยู่อาศัยที่หดเล็กลงมาก เนื่องจากปริมาณความร้อนในโลกที่ร้อนขึ้น 5 องศาได้เพิ่มสูงขึ้นมหาศาลในชั้นบรรยากาศ ทำให้การระเหยกลายเป็นไอ และการกลั่นตัวเป็นน้ำจากอากาศในรูปแบบต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นด้วย ในเขตร้อนจะเกิดพายุฝนชุก ทำให้กระแสน้ำในแม่น้ำคงคา และแม่น้ำพรหมบุตรสูงขึ้นเกือบ 50% ขณะเดียวกัน มรสุมเอเชียตะวันออกที่ฟื้นคืนชีพจะเพิ่มปริมาณน้ำอีกเกือบ 1 ใน 3 ให้แด่แม่น้ำแยงซี และแม่น้ำฮวงโห

แม้ปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้นในภูมิภาคที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ แต่ความแห้งแล้งในบริเวณซึ่งขาดน้ำอยู่แล้วก็จะเพิ่มขึ้นด้วย จะมีบริเวณที่เกิดทะเลทรายใหม่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ความแห้งแล้งอย่างรุนแรงจะมีขึ้นตลอดครึ่งล่างของสหรัฐอเมริกา ตลอดครึ่งล่างของยุโรป เอธิโอเปีย อินเดียตอนใต้ อินโดจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และแปซิฟิกตอนใต้ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากระดับพื้นผิวของน้ำบาดาลได้ลดลงอย่างรวดเร็ว หรือน้ำจืดที่อยู่ในชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดินใกล้จะหมดลงทุกที สงครามรุกรานประเทศอื่นเพื่อแย่งชิงแหล่งน้ำ และแหล่งอาหารย่อมเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์เช่นนี้

(2) โลกซึ่งมีคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศจนถึงขีดอันตราย

ในโลกที่ร้อนขึ้น 5 องศา มีความเป็นไปได้สูงว่า น้ำแข็งแห้งมีเทน (methane hydrate) ซึ่งมีลักษณะคล้ายน้ำแข็งแห้งที่ประกอบด้วยก๊าซมีเทนและน้ำ ซึ่งก่อตัวภายใต้ความเย็นและความดันเข้มข้นของน้ำทะเลลึกจะถูกปลดปล่อยออกมา หรือถูกเปลี่ยนสภาพจากน้ำแข็งเป็นก๊าซ เพราะอุณหภูมิของมหาสมุทรร้อนขึ้น และความดันลดลง ทำให้เกิดการพ่นก๊าซมีเทนจำนวนมหึมาออกจากมหาสมุทร ซึ่งเป็นการอัดก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลเข้าสู่บรรยากาศ

นี่คือโลกซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมีระดับสูงขึ้นจนถึงขีดอันตราย เพราะในโลกที่ร้อนขึ้น 5 องศาเป็นโลกซึ่งมหาสมุทรเป็นกรด ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขั้วโลกทั้งสองปราศจากน้ำแข็ง และเป็นโลกซึ่งทั้งชุ่มชื้น และแห้งแล้งอย่างสุดขั้วไปพร้อมๆ กัน และนี่ยังเป็นโลกที่เรากำลังมุ่งหน้าไปหาในศตวรรษที่ 21 นี้ เพราะเราได้มาบนเส้นทางสายนี้ได้ถึงครึ่งทางของการเผาโลกทั้งโลกให้ราพณาสูร ดุจไฟบรรลัยกัลป์ด้วยคลื่นความร้อนอันเนื่องมาจากการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล

แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อกันผิดๆ ว่า ถ้า “พวกเรา” พร้อมใจร่วมกันถอนเท้าออกจาก “คันเร่ง” คาร์บอนแล้ว อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นก็จะชะลอตัวลงเอง นี่เป็นความจริงของขั้นตอนปัจจุบันนี้เท่านั้น เพราะถ้าหากการละลายของน้ำแข็งมีเทนในปริมาณพอสมควรเริ่มเกิดขึ้นในแอ่งมหาสมุทรอาร์กติก คันเร่งก็อาจจะค้าง ทำให้เราไม่สามารถลดความเร็วของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศลงได้ จะเห็นได้ว่า ยิ่งพวกเราล่าช้าในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างพร้อมใจกันทั่วโลกมากเท่าไร โอกาสที่จะเปิดปัญหา “คันเร่งค้าง” ก็จะมีมากเพิ่มขึ้นเพียงนั้น

(3) ภัยจากสึนามิ

ในโลกที่ร้อนขึ้น 5 องศา มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการถล่มอย่างวินาศสันตะโรของแผ่นดินใต้ทะเล เพราะ ความไม่เสถียรของน้ำแข็งแห้งมีเทนกับแผ่นดินถล่มใต้ทะเลมักเกิดเคียงคู่กันไป บริเวณซึ่งเกิดการปลดปล่อยน้ำแข็งแห้งมีเทนในวงกว้าง จะทำให้ก้นมหาสมุทรลาดเอียงเกิดภาวะไม่เสถียรทำให้ลาดทวีปในขอบเขตทั่วโลกพังทลายลงได้ เมื่อเกิดแผ่นดินถล่มใต้มหาสมุทร มันจะเข้ามาแทนที่น้ำปริมาณมหาศาลทำให้เกิดคลื่นกระแทกรุนแรงพุ่งออกมาจากบริเวณที่เกิดความปั่นป่วน กลายเป็น สึนามิ ที่จะถาโถมเข้าใส่ผู้อยู่อาศัยตามแนวชายฝั่งทะเลส่วนใหญ่

4. ปัญหาความอยู่รอดของมนุษยชาติ

ในโลกที่ร้อนขึ้น 5 องศา ลักษณะสองสุดขั้วคือ เป็นโลกซึ่งทั้งชุ่มชื้น และแห้งแล้งอย่างสุดขั้วไปพร้อมๆ กัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า พาเลโอซีน-อีโอซีน เทอร์มาล แม็กซิมัม (Palaeocene-Eocene Thermal Maximum) หรือ PETM ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็น ปรากฏการณ์ PETM ซึ่งเริ่มแห้งแล้งและร้อนแต่เพียงอย่างเดียวในที่สุด

ทั้งนี้ก็เพราะว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในโลกที่ร้อนขึ้น 5 องศานั้น มันจะใช้เวลาแค่ไม่กี่สิบปีเท่านั้น มิใช่เวลาเป็นหมื่นปี เหมือนอย่างปรากฏการณ์ PETM ในยุคอดีตอันไกลโพ้น ซึ่งจะทำให้ก้าวย่างของภาวะโลกร้อนรวดเร็วเกินกว่าจะปรับตัวได้ทัน ไม่ว่าระบบนิเวศทางธรรมชาติหรืออารยธรรมมนุษย์ เพราะครั้งนี้มันอาจจะเป็นการร้อนขึ้นของภูมิอากาศในวงกว้างอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในโลก รวดเร็วยิ่งกว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอันเป็นเหตุให้เกิดการสูญพันธุ์ขนานใหญ่ในอดีตด้วยซ้ำ

เพราะเมื่อเขตร้อนมันร้อนเกินกว่าพืชพันธุ์ธัญญาหาร ส่วนใหญ่จะงอกงามได้ และเขตกึ่งร้อนก็ไม่สามารถเพาะปลูกได้เนื่องจากความแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนานภูมิภาค ซึ่งอารยธรรมในวงกว้างของมนุษย์จะดำรงอยู่ได้หรือเป็น “เขตอยู่อาศัยได้” ก็จะเหลืออยู่แค่ที่บริเวณขั้วโลกเท่านั้น เพราะไม่ว่าบนบกหรือในทะเลก็ใช้เป็นที่อยู่อาศัยไม่ได้เหมือนกัน เนื่องจากในทะเลเกิดพังพินาศของแนวปะการัง และอุณหภูมิที่สูงขึ้นของมหาสมุทรจะทำลายสิ่งมีชีวิตในน้ำส่วนใหญ่ไปหมด ทั้งในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน

สำหรับมนุษยชาติในโลกที่ร้อนขึ้น 5 องศา มีแนวโน้มว่าจะเกิดยุคใหม่ของลัทธิท้องถิ่นนิยมแกมบังคับ เมื่อกระบวนการโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ และผู้คนหวนกลับไปยึดติดกับอัตลักษณ์ของตนอย่างเคร่งครัดยิ่งขึ้น ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของเราเชื่อมโยงกันไปทั่วโลก ปริมาณการค้ามากมายมหาศาลเกิดขึ้นระหว่างดินแดนที่ห่างไกลกัน

แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น 5 องศา ผู้ที่เคยเป็นลูกค้าตามเมืองแนวชายฝั่งทะเลที่ประสบภัยพิบัติ จะไม่สามารถซื้ออะไรได้อีกต่อไป ในขณะที่ผู้ผลิตในเขตกึ่งร้อนที่ประสบกับความแห้งแล้งถาวร ก็ไม่มีอะไรจะขายต่อไปอีกเช่นกัน แต่ก่อนที่สถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้น ตลาดทุนที่ผันผวนและอ่อนไหวคงล่มสลายลงก่อนหน้านั้นแล้ว

ในท่ามกลางการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจทั่วโลกมันเป็นเรื่องยากลำบากมากที่สังคมต่างๆ จะปรับตัวเข้ากับแรงกดดันเช่นนั้นได้ ความวุ่นวายต่างๆ ทางสังคมและการเมืองจะตามมาอย่างแน่นอน และผู้คนคงจะหันไปคลั่งไคล้ลัทธิการเมืองแบบหัวรุนแรงสุดโต่งกันมากขึ้น เมื่อถึงตอนนั้น ยุคของความช่วยเหลือด้านอาหารและความช่วยเหลือระหว่างประเทศคงจบลงเพราะแต่ละประเทศต่างก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของประเทศตนเหมือนกันหมดทั่วโลก

ขณะเดียวกัน เมื่อเผชิญกับความล่มสลายของแผ่นดินเกิด คงมีการอพยพประชากรไปอยู่บริเวณใกล้ขั้วโลกเพื่อหนีให้พ้นความอดอยากขาดแคลน และความขัดแย้งภายใน หรือไม่ก็ต้องอพยพไปอยู่บริเวณที่ราบสูงในภูเขาหรือตามหุบเขาลึก ซึ่งยังเพาะปลูกได้หรือง่ายต่อการป้องกันตัวจากผู้รุกรานที่เข้ามาปล้นสะดม แต่ทว่าผืนแผ่นดินเหล่านั้นคงไม่เพียงพอที่จะรองรับปริมาณ ผู้หนีภัยภูมิอากาศ ซึ่งตอนนั้นอาจจะมีถึงหลายร้อยล้านคนเลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าจะอพยพไปอยู่ที่ไหน ผู้อพยพจะได้รับคำแนะนำให้สร้างชุมชนใหม่ในที่ปลอดภัยห่างไกลจากแนวชายฝั่ง เพราะ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นคงจะเปลี่ยนให้เมืองชายฝั่งจำนวนมากกลายเป็นเมืองร้างท่ามกลางคลื่นซัดกระแทกไม่หยุดหย่อน เศษซากตึกแตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ถูกพายุแต่ละลูกซัดมายังชายหาด ระดับน้ำที่สูงขึ้นคงไหลบ่าเข้าท่วมแผ่นดินอีกเป็นร้อยๆ ปีหลังจากนั้น พร้อมกับสึนามิที่จะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้สิ่งมีชีวิตไม่ว่าที่ไหนก็ไม่ปลอดภัย หากไม่ได้อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไปหลายสิบเมตร

นี่คือภาพที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน เมื่อโลกร้อนขึ้น 5 องศา แต่นี่ยังไม่ใช่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด เพราะความอยู่รอดของมนุษย์ในฐานะสายพันธุ์หนึ่งของสิ่งมีชีวิตจะถูกคุกคามโดยเหตุการณ์โลกาวินาศขั้นสูงสุด นั่นคือ เมื่อโลกร้อนขึ้น 6 องศา





 

Powered by MakeWebEasy.com