(22) วิกฤตพลังงานกับวิชันพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) (ต่อ) (31/8/53)

(22) วิกฤตพลังงานกับวิชันพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) (ต่อ) (31/8/53)

วิชันพันธมิตรฯ กับอัจฉริยะแห่งจิต

22. วิกฤตพลังงานกับวิชันพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) (ต่อ)

หลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือ “6 องศาโลกาวินาศ” ของมาร์ก โลนัส ผมถึงกับตะลึงกับข้อมูล และการคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ ภาวะโลกร้อน ผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านที่ติดตามข้อเขียนของผมชุดนี้มาถึงตรงนี้ ก็คงรู้สึกไม่ต่างไปจากผมเช่นกัน มาร์ก โลนัส ยังบอกอีกว่า ถ้าชาวโลกไม่ตัดสินใจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในสองสามปีหลังจากนี้ หรือหลังจากปี ค.ศ. 2007 ที่หนังสือของเขาได้เขียนออกมา ชะตากรรมของชาวโลกก็จะเป็นไปอย่างที่กำหนดไว้แล้ว และเส้นทางสู่นรกของชาวโลก ก็คงจะไม่เปลี่ยนเป็นอื่น แม้ว่ามันอาจจะกินเวลาอีกหลายสิบปีข้างหน้ากว่าจะถึงเหตุการณ์นั้นก็ตาม

บัดนี้ เวลาที่มาร์ก โลนัส บอกสองสามปีนั้นได้ผ่านไปแล้ว ถึงแม้ว่าผู้คนจะตื่นตัวในเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นกว่าเดิมก็จริง แต่ ความพยายามในการที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกกลับมิได้มีมากอย่างที่ควรจะเป็น ในที่ประชุมนานาชาติ รัฐบาลส่วนใหญ่พูดราวกับยอมรับในโลกที่ร้อนขึ้นกว่าเดิมอีก 2 หรือ 3 องศาได้ในปี ค.ศ. 2100 ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผมเห็นว่าอันตราย และสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก ผมขอให้พวกเราลองย้อนกลับไปอ่านข้อเขียนก่อนหน้านี้ของผมอีกครั้งว่า อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อโลกร้อนขึ้นอีก 2 หรือ 3 องศาในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

ถ้าพวกเราไม่หลอกตนเอง พวกเราก็ต้องยอมรับว่า จุดจบของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม มันจะต้องเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน และหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อโลกร้อนขึ้นกว่าเดิม 3 องศา หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้น มันอาจจะเกิด การล่มสลายของอารยธรรมในปัจจุบัน ของพวกเราด้วยซ้ำ ถ้าหากพวกเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจของพวกเราให้เป็น ระบบเศรษฐกิจหลังทุนนิยม ได้ทันก่อนที่โลกจะร้อนถึง 3 องศา

วิธีคิดที่อันตรายและสุ่มเสี่ยงที่สุดของรัฐบาลทั่วโลก และผู้คนส่วนใหญ่เกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อนก็คือ การงอมืองอเท้า ไม่ยอมทำอะไรอย่างจริงจัง ทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้นแน่นอนในวันข้างหน้า เพียงแค่เพราะเหตุผลที่ว่า เหตุการณ์ที่มันจะเกิดยังอยู่ห่างไกลถึงอีก 2-3 ชั่วคนข้างหน้า มันจะทำให้ชะตากรรมของชาวโลกในอนาคตอันใกล้ก็จะเป็นไปอย่างที่กำหนดไว้แล้ว และเส้นทางสู่นรกของชาวโลกคงจะไม่เปลี่ยนเป็นอื่น และจะยิ่งทำให้ชาวโลกสิ้นไร้ซึ่งอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของเรื่องเล่าอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้

ผมคิดว่าคนไทยทั้งประเทศเพิ่งได้เห็นกับตาถึง กระบวนการไปสู่ “นรกทั้งเป็น” ในระดับย่อส่วน ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากเหตุการณ์กลุ่มกบฏเสื้อแดงได้ทำการ “เผาบ้านเผาเมือง” ในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 มาแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทั้งๆ ที่สื่อภาคประชาชนอย่าง ASTV ได้เตือนรัฐบาลล่วงหน้ามานานอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วว่า “ขบวนการล้มเจ้า” ภายใต้การชี้นำของกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจของระบอบทักษิณ มีแผนที่จะก่อการร้ายด้วยกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งพร้อมที่จะเผาบ้านเผาเมืองให้ลุกเป็นไฟจริงๆ และมีการสะสมอาวุธสงคราม ตระเตรียมผู้คนเป็นจำนวนมากเพื่อเตรียมก่อการจลาจล และก่อการร้ายได้ทุกเมื่อ แต่รัฐบาลไทยกลับไม่ได้กระทำอะไรที่เป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” หรือเตรียมการรับมืออะไรที่เป็นการป้องปรามเลยแม้แต่น้อย

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นความหายนะอย่างใหญ่หลวงของบ้านเมือง เพราะกลุ่มกบฏเสื้อแดงได้ทำการเผาบ้านเผาเมืองจนพินาศย่อยยับขึ้นมาจริงๆ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้อยู่แล้ว และสามารถระงับหรือป้องปรามไม่ให้มันเกิดขึ้นมาได้ นี่คือ โศกนาฏกรรมอย่างหนึ่ง และเป็น โศกนาฏกรรมที่เกิดจากสันดานมนุษย์ ที่อยู่ในอำนาจ แต่กลับเห็นแก่ตัว มองแค่ระยะสั้น คิดแต่เอาตัวรอด และไม่ยอมทำหน้าที่อันพึงกระทำของตัวเองอย่างจริงจัง

ถ้าหากชาวโลกยังใช้วิธีคิดอันเห็นแก่ตัวคับแคบ ไม่มองการณ์ไกลอย่างนี้มาจัดการหรือเผชิญหน้ากับปัญหาภาวะโลกร้อนเหมือนอย่างที่รัฐบาลไทยได้ปล่อยปละละเลย ปัญหาขบวนการล้มเจ้า หรือ ปัญหากลุ่มกบฏเสื้อแดง ให้ลุกลามจนกระทั่งเกิดการเผาบ้านเผาเมือง สร้างความพินาศย่อยยับอย่างมหาศาลแล้ว เส้นทางสู่นรกของชาวโลก คงจะไม่เป็นอื่น และคงสิ้นไร้อำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้เหมือนอย่างที่คนไทยทั้งประเทศสิ้นไร้อำนาจที่จะยับยั้งเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองของกลุ่มกบฏเสื้อแดง เพราะวิธีคิดที่คับแคบและผิดพลาดของรัฐบาลไทยที่ไม่ตัดไฟเสียแต่ต้นลม

ถ้าเช่นนั้น พวกเราสมควรทำยังไงดีเพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ของเรื่องเล่าอันน่าสะพรึงกลัวในระดับโลกนี้? ผมคงบอกได้แต่เพียงว่า พวกเราต้องมี “จิตสำนึกแห่งทางเลือก” เพื่อพร้อมใจกันลุกขึ้นมาทั่วโลกร่วมมือร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนเสียแต่บัดนี้ สำหรับ การปลูกฝังจิตสำนึกแห่งทางเลือกที่เปี่ยมพลัง และทำให้รู้สึกอยู่นิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง ในความเห็นของผมคือ การอ่านหนังสือ “ล่มสลาย : ไขปริศนาความล่มจมของสังคม และอารยธรรม” (Collapse : How Societies Choose to Fail or Succeed) ของ จาเร็ด ไดมอนด์ (Jared Diamond) (ฉบับแปลภาษาไทย พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Oh My God, พ.ศ. 2552)

หนังสือเล่มนี้ผมเห็นว่าเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่พวกเราชาวพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และชาวพรรคการเมืองใหม่จะ “ต้องอ่าน” นอกเหนือไปจากหนังสือ “เศรษฐกิจไฮโดรเจน” และ “6 องศาโลกาวินาศ” ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว เพราะหนังสือทั้งสามเล่มนี้ เมื่อพวกเราอ่านร่วมกัน มันจะช่วยก่อร่างสร้าง จิตสำนึกแห่งทางเลือก ที่จะลุกขึ้นมา “ยับยั้ง” เส้นทางไปสู่นรกที่ชาวโลก และลูกหลานของพวกเราต้องเผชิญในอนาคต อันเนื่องมาจากปัญหาภาวะโลกร้อนได้ เพราะเมื่อ 5 ปีก่อน พวกเราก็เคยลุกขึ้นมา “ยับยั้ง” และ “โค่นล้ม” ระบอบทักษิณด้วย จิตสำนึกแห่งทางเลือก มาแล้วฉันใด คราวนี้พวกเราก็ต้องลุกขึ้นมาสร้างขุมพลังทางการเมืองภาคประชาชนที่เข้มแข็ง และช่วยกันสร้างพรรคการเมืองใหม่ของพวกเราให้เติบใหญ่จนสามารถเข้ามาบริหารชี้นำประเทศเพื่อ “ยับยั้ง” ปัญหาภาวะโลกร้อนให้จงได้ฉันนั้นด้วย วิชันของพวกเรา

เนื่องจาก หนังสือ “ล่มสลาย” เล่มนี้มีความหนาเกือบ 800 หน้า ผมจึงทำการคัดกรองแก่นและสาระของหนังสือที่ไม่มีวันล้าสมัยที่เขียนโดยนักเขียนเจ้าของรางวัลพูลิต เซอร์ เล่มนี้ เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าถึงในวงกว้างได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะ จาเร็ด ไดมอนด์ ผู้เขียนหนังสือ “ล่มสลาย” เล่มนี้ได้เขียนถึง เรื่องราวความล่มสลายของอารยธรรมต่างๆ ทั่วโลก ได้อย่างน่าทึ่ง โดยใช้ศาสตร์ต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโบราณคดี มานุษยวิทยา บรรพชีวินวิทยา พฤกษศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฯลฯ มาทำการ สังเคราะห์ภาพใหญ่

จากผลงานวิจัยเจาะลึกในพื้นที่ และชุมชนที่หลากหลายทั่วโลก จนทำให้เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนี้จบลง เราต้องอดรู้สึกกังขาไม่ได้ว่า พวกเรากำลังเดินไปตามเส้นทางเดียวกับบรรดาอารยธรรมต่างๆ ที่ล่มสลายไปแล้วนี้หรืออย่างไร และพวกเราต้องร่วมมือกันทำอะไรบางอย่างตั้งแต่บัดนี้ เพื่อพิทักษ์ผืนพิภพของเราไว้ หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด วิกฤตแห่งการล่มสลาย เช่นนั้นอีก เพราะอนาคตของลูกหลานของพวกเราขึ้นอยู่กับการที่คนรุ่นเรา...พวกเราได้อ่าน และทำความเข้าใจสาเหตุแห่งการล่มสลายของอารยธรรมต่างๆ เสียตั้งแต่บัดนี้ เพราะยุคนี้ซึ่งเป็นยุคของพวกเราถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษยชาติต้องเผชิญกับวิกฤตความล่มสลายด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ หากพวกเรามีความรู้ความเข้าใจบทเรียนการล่มสลายของอารยธรรมต่างๆ ในอดีต พวกเราย่อมมีความเข้าใจในหนทางที่จะหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันมืดมนของสังคมในอดีตเหล่านั้น ที่ล้วนล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สังคมนั้นเผชิญอยู่ได้

ความน่าตระหนกและน่าทึ่งของหนังสือ “ล่มสลาย” เล่มนี้ อยู่ที่การนำเสนอหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากสังคม และอารยธรรมซึ่งเคยเจริญรุ่งเรือง แต่กลับต้องล่มจมหรือสูญสลายไป พร้อมกับเชื่อมโยงให้เห็นเหตุปัจจัย และโครงสร้างของปัญหาอันนำไปสู่ความฉิบหายของสังคมเหล่านั้น ว่ามีความคล้ายคลึงหลายประการกับสถานการณ์ของโลกปัจจุบันอย่างยิ่งอย่างไรบ้าง โดยชี้ให้เห็นว่า หลายสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วในอดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นเหตุให้หลายสังคมต้องล่มสลายมาแล้ว หากหนังสือ “6 องศาโลกาวินาศ” เคยพาเราเข้าไปชม ประตูสู่นรกแห่งอนาคตทีละองศา มาแล้ว หนังสือ “ล่มสลาย” เล่มนี้ก็จะพาเราไปชม ประตูสู่นรกแห่งอดีต นั่นเอง






 

Powered by MakeWebEasy.com