(3) คนลวงโลก (9/12/52)

(3) คนลวงโลก (9/12/52)

คนลวงโลก

รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง , รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“คนผู้หนึ่ง ไฉนต้องรอถึงวินาทีสุดท้าย
จึงเข้าใจเรื่องที่สมควรเข้าใจแต่แรก”
จาก หงส์ผงาดฟ้า ตอน บ่อนพนันเบ็ดเงิน
ของโกวเล้ง
แปลโดย น.นพรัตน์


ท่านทราบหรือไม่ว่า สุดยอดของคนลวงโลก คือ คนประเภทใด ข้าพเจ้าขอบอกกับท่านว่า สุดยอดของคนลวงโลกคือคนที่หลอกตัวเอง อย่างสิ้นเชิงแล้วใช้ความเชื่อที่เกิดจากการหลอกตัวเองโดยสนิทใจนั้นไปหลอกลวงคนทั้งโลก ณ วันนี้ไม่มีใครเป็นสุดยอดของคนลวงโลกเท่ากับอดีตนายกฯ หน้าเหลี่ยมคนนี้อีกแล้ว!

เต็งเฮียงอี้ กล่าวอย่างจริงใจกับ เล็กเซี่ยวหงส์ ก่อนตายว่า “เราหลอกลวงท่าน แต่มันหลอกลวงเรา ในชีวิตแต่ละคนคล้ายถูกกำหนดแน่ว่า ต้องถูกคนผู้หนึ่งหลอกลวง ท่านว่าใช่หรือไม่?”…อนิจจา ในโลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วย คนลวงโลก มากมายเหลือเกิน

อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เคยกล่าวเมื่อ 25 เมษายน 2551 ในเรื่องที่เกี่ยวกับการล้มทุน ล้มปืน ล้มเจ้าว่า

“...เมืองไทยจริงๆ มันมีขบวนการไม่หวังดี ขบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า มีมากน้อยเท่าไร ไม่รู้ ไม่พูดกันดีกว่า แก้ปัญหาของชาติ ให้ได้ เพื่อให้ประชาธิปไตยตอบสนองประชาชนได้อย่างแท้จริง”

ผู้เข้าร่วมฟังถามให้ พล.อ.ชวลิต ขยายความเกี่ยวกับขบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ ย้ำว่า ขบวนการสาธารณรัฐยังมีอยู่ และยังมีขบวนการอื่นๆที่เราห้ามไม่ได้ การเอาชนะคนคือการเอาชนะความคิดดีที่สุด หากทุกคนทำเพื่อแผ่นดินก็จะไม่มีปัญหา สรุปคือขบวนการนี้มีอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่ต้องระงับเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นเท่านั้น

เมื่อถามว่า ใครจะทำให้สองฝ่ายหยุดปัญหาความขัดแย้งได้ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ที่ตนเสนอโซ่ข้อกลางเพราะเห็นว่าไม่สามารถเสนอหนทางอื่นแล้ว และหนทางที่ตนเสนอคือ หากจะแก้ไขข้อขัดแย้งที่ดีที่สุด คือการเข้าไปเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเลย และทำให้ฝ่ายนั้นปฏิเสธความขัดแย้งจะง่ายที่สุด ซึ่งตนได้กระทำตรงนี้แล้ว และประสบความสำเร็จมาแล้ว

กาลเวลาผ่านไปเพียง 1 ปีเศษให้หลัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เข้าไปร่วมกับพรรคเพื่อไทยที่มีบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามล้มล้างสถาบันฯ มากที่สุด และเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้นำสารของความขัดแย้งจากกัมพูชามาสู่ไทย จากการแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทยของกัมพูชาด้วยการให้ที่พักพิงไม่ยอมส่งตัวทักษิณ ชินวัตร จำเลยหนีคำพิพากษา ผู้ที่ถูกกล่าวหามากที่สุดว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี โดยไม่แยแสต่อกฎหมายไทยแม้แต่น้อย คล้ายดั่งจะเป็นแผนการช่วยทักษิณ ชินวัตรให้พ้นผิด

แต่น่าเสียดายที่ทุกผู้คนต้องมีวันคำนวณผิดพลาด ไม่ว่าจะเคยปราดเปรื่องแค่ไหนมาก่อน

ความขัดแย้งดังกล่าวได้กลับกลายมาเป็นหอกทิ่มแทงทั้งฝ่ายฮุนเซนและทักษิณเมื่อสังคมเริ่มรับรู้ความจริงว่า เป็นเรื่องของ “คนลวงโลก” สองคนที่พยายามกุเรื่องขึ้นมาหลอกใช้ซึ่งกันและกัน และเป็นที่มาของการสร้างวีรบุรุษลวงโลกของทักษิณ ชินวัตรและพวก

ภาพและข่าวของ นางสิมารักษ์ ณ นครพนม ผู้เป็นมารดา นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรของบริษัท บริการการเดินอากาศกัมพูชา (Cambodia Air Traffic Services) ที่ถูกรัฐบาลกัมพูชาจับในข้อหาจารกรรมข้อมูลทางการบินของทักษิณ ชินวัตรที่ไปปรากฏตัวที่พรรคเพื่อไทยเพื่อขอบคุณ นายนพดล ปัทมะที่ให้การช่วยเหลือลูกชาย และที่ร่ำไห้เรียกหาผู้รับผิดชอบเมื่อลูกชายถูกศาลกัมพูชาตัดสินว่ามีความผิดต้องโทษจำคุก 7 ปี

ไม่รู้ว่านางสิมารักษ์จะรับรู้ด้วยหรือไม่ว่าละครเรื่องนี้ ทักษิณ ชวลิต และฮุนเซนได้วางจุดจบไว้แล้วอย่างแน่นอนล่วงหน้าว่า ต้องมีผู้กระทำผิด เพื่อให้มีการลงโทษ และเพื่อให้มีโอกาสสร้างวีรบุรุษจากการขออภัยโทษ เนื้อเรื่องจึงดำเนินมาเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อไปสู่จุดจบที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น...

การเป็นทองไม่รู้ร้อนของบริษัท บริการการเดินอากาศกัมพูชาที่เป็นนายจ้าง ข่าวของการรับสารภาพ การขอเปลี่ยนทนายที่ทางฝ่ายรัฐบาลไทยจัดให้ ไม่ยอมประกันตัว แต่พยายามที่จะให้มีการตัดสินให้เร็วที่สุด ไม่สนใจจะสู้คดีทั้งๆ ที่นายศิวรักษ์ก็ไม่ยอมรับผิด การตระเตรียมขออภัยโทษต่อกษัตริย์กัมพูชาล่วงหน้าโดยคำแนะนำของพรรคเพื่อไทยทั้งที่ยังไม่ทราบคำตัดสินเลยว่าจะออกมาอย่างไรและที่สำคัญยังไม่ได้รับโทษแม้แต่น้อย

เป็นการกระทำเช่นเดียวกับที่แกนนำเสื้อแดงได้ดำเนินการมาเมื่อก่อนหน้านี้แล้วในประเทศไทย ในการขออภัยโทษให้ทักษิณโดยมิได้สนใจขื่อแปของบ้านเมืองที่มีอยู่แต่อย่างใด

เป็นเสมือนวิธีการที่ระบอบทักษิณใช้เสมอมาคือ สนใจแต่ผลที่จะได้รับ แต่มิได้สนใจวิธีการว่าจะใช้วิธีใด ดุจดังผู้ที่อยากร่ำรวยมีเงินโดยไม่คำนึงถึงว่าจะได้มาเพราะไปปล้นหรือโกงแต่อย่างใด

สิ่งเหล่านี้คือบทพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนถึงละครน้ำเน่าที่วางพล็อตตอนจบเอาไว้อย่างไม่แนบเนียน จนคนทั้งบ้านทั้งเมืองสงสัยว่าทำไมรัฐมนตรีกัมพูชาจึงสละเวลาบริหารบ้านเมืองมาต้อนรับแม่ของจารชนที่ประเทศตนเองกล่าวหา หรือนี่ก็เป็นการบริหารบ้านเมืองแบบหนึ่งด้วย

หากนางสิมารักษ์ต้องการผู้รับผิดชอบก็ควรคิดไตร่ตรองดูให้ดีก่อนว่า ขนาดอดีตนางเอกชื่อดังอย่าง แอน สิเรียม ก็ยังต้องพลาดท่า เพราะไปคบคนพาล แล้วในขณะนี้ตัวคุณเองกำลังอยู่ในแวดล้อมของคนประเภทใดอยู่ และอย่าลืมว่าเหตุที่กัมพูชากล่าวหาลูกคุณจนกระทั่งต้องโทษก็เพราะกัมพูชาถือว่าทักษิณเป็นพลเมืองกัมพูชา ดังนั้นการเปิดเผยข้อมูลการบินของพลเมืองเขาจึงถือว่าผิด แต่ใครเล่าที่สนับสนุนและทำเรื่องให้ทักษิณกลายเป็นพลเมืองกัมพูชาไปได้ ถ้ามิใช่ทักษิณ ชวลิต ฮุนเซน และพวกพรรคเพื่อไทยที่แวดล้อมคุณอยู่ตอนนี้ดอกหรือ?

ซึ่งไม่ต่างไปจาก เหมยยะเยียบ ไผ่ขจี และสนเดียวดาย ผู้เป็นบัณฑิตชราสามสหายวัฒนะ ที่เป็นผู้อาวุโสพิทักษ์กฎแห่งพรรคอสูรประจิม ในเรื่องหงส์ผงาดฟ้า ตอน บ่อนพนันเบ็ดเงิน ที่ทั้งสามยอมทรยศต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง

เหมยยะเยียบ คิดตั้งตัวเป็นประมุขพรรคเสียเอง เนื่องเพราะไม่ยอมแก่เฒ่า ไม่ยอมรับความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว มีชีวิตอย่างจืดชืดไร้รสชาติ ฉกฉวยโอกาสที่ยังมีชีวิตอยู่ก่อการทรยศหักหลัง

ไผ่ขจี ผู้โดดเดี่ยวทระนง เฉกเช่นกับไผ่ยืนต้นบนยอดเขาเย็นยะเยียบต้นหนึ่ง แม้เป็นมือกระบี่ที่หาผู้ทัดเทียมได้ยาก แต่ก็ยัง “ไม่เข้าใจและไม่เข้าถึง” คำพูดของ ไซมึ้งชวยเซาะที่กล่าวถึงการเอาชนะเพลงกระบี่ “เซียนเหินฟ้า” ของเจ้านครเมฆขาว ที่เฉกเช่นฟ้าครามเมฆขาว ไร้ตำหนิ ไร้ธุลี ไม่มีผู้ใดทำลายท่าเซียนเหินจากเหนือฟ้าของมันได้ว่า

เพราะ “แก่นแท้ของพลังกระบี่ อยู่ที่ความ “สัตย์ซื่อจริงใจ” ในใจของคนผู้หนึ่งหากบังเกิดธุลี ไหนเลยที่ไม่พ่ายแพ้ได้”

ดังนั้นเหตุที่ไผ่ขจีพ่ายแพ้ จึงเป็นเพราะในใจบังเกิดธุลี อันเนื่องมาจากความไม่ซื่อสัตย์จริงใจ กระบี่จึงอ่อนแอ ในขณะที่ไซมึ้งชวยเซาะได้ก้าวข้ามเหนือกว่าอีกขั้นหนึ่งแล้วเพราะปราศจากธุลีในใจ การรุดมาช่วยเล็กเซี่ยวหงส์จึงมิใช่มันติดค้างน้ำใจ หากแต่เพราะความเป็นสหาย

“กระบี่ของเรา (ไซมึ้งชวยเซาะ) อยู่ในมือของท่าน (ไผ่ขจี) กระบี่ของท่านเป็นกระบี่ของเรา” กระบี่ของไซมึ้งชวยเซาะจึงอยู่ทุกที่ ทุกแห่ง นี่จึงเป็นการบรรลุถึงขอบเขตขั้นสูงของเพลงกระบี่ ไผ่ขจีในวาระสุดท้ายจึงได้แต่จับจ้องมองไซมึ้งชวยเซาะอย่างแตกตื่น คล้ายไม่เชื่อว่าเป็นความจริง

สนเดียวดายแม้เข้าใจในคำพูดของไซมึ้งชวยเซาะ แต่ก็ไม่สามารถขจัดธุลีในใจออกไปได้เช่นเดียวกัน ชิงมีเปรียบลอบจู่โจม ซึ่งจะช้าหรือเร็วย่อมต้องมีเวลาผิดพลาด

การพ่ายแพ้ของบัณฑิตชราสามสหายวัฒนะ เป็นเพราะความไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง มี “ธุลี” เกิดขึ้นมาในใจ หากเป็นผู้สันโดษถืออุเบกขาจริงแล้ว ไฉนเข้าสังกัดพรรคอสูรประจิม

ก่อนที่ พล.อ.ชวลิต จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อเดือน ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีผู้ใหญ่ในฐานะกัลยาณมิตรได้ออกมาบอกเตือน พล.อ.ชวลิต ว่า จะทำอะไร ขอให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ

ดังนั้นจะเป็นจริงหรือไม่มิได้อยู่ที่คำพูด หากแต่อยู่ด้วยประจักษ์พยานที่ปรากฏ ซึ่งใน พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมานับตั้งแต่เข้าพรรคนี้ ตัวท่านก็อยู่ในแวดวงของผู้ทรยศต่อชาติแทบทั้งสิ้น อนิจจาอดีต “ขงเบ้ง” แห่งกองทัพไทยผู้เคยเกรียงไกร ท่านกลายเป็น “คนลวงโลก” เหมือนทักษิณไปตั้งแต่เมื่อไหร่ จุดจบของท่านจะเป็นเหมือนบัณฑิตชราสามสหายวัฒนะคนใดกันแน่ ขอให้ตัวท่านลองไตร่ตรองพิจารณาดูให้รอบคอบเถิดว่ามี “ธุลี” เกิดขึ้นมาในใจหรือไม่ เพราะวัยอย่างท่านไม่มีเวลาแก้ตัวอีกแล้ว




 

Powered by MakeWebEasy.com