(5) สุนัขจนตรอกกับสื่ออย่าง “มติชน” (23/12/52)

(5) สุนัขจนตรอกกับสื่ออย่าง “มติชน” (23/12/52)

สุนัขจนตรอกกับสื่ออย่าง “มติชน”


รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง , รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล แต่เส้นทางของคนบางคนกลับคับแคบ ตีบตัน เสียเหลือเกินอย่างน่าอนาถใจนัก. . .

พฤติกรรมของทักษิณ ชินวัตร ณ เวลาปัจจุบันช่างคล้ายกับ “สุนัขจนตรอก” เป็นอย่างยิ่ง

จากเดิมที่หนีคดีไปต่างประเทศไม่มาฟังคำพิพากษาเพราะความเมตตาของศาลที่ให้ประกันตัว แต่กลับทำตัวเป็นลิงหลอกเจ้าหลบหนีอยู่ที่อังกฤษคิดทำร้ายประเทศตนเองจนถูกเฉดหัวออกนอกประเทศในลักษณะของบุคคลไม่พึงปรารถนา จนต้องมาอาศัยอยู่ที่ดูไบ และกัมพูชาในที่สุด

คนเสื้อแดงควรจะถามว่าแกนนำของพวกคุณว่า ถ้าไม่จนตรอกแล้วจะมาอยู่กัมพูชาทำไม? มีอีกสักกี่ประเทศที่สามารถไปอยู่ได้? หรือ เป็นเพราะถูกไล่ล่าหรืออย่างไร?

คำตอบง่ายๆ ก็คือ “เขา” ผู้นี้ไม่ได้รักประเทศไทย ไม่ได้รักพระเจ้าอยู่หัวเหมือนที่คนไทยรักกัน

การยุยงให้มีการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ต้องล้มการประชุมไป นอกจากนั้นคำให้สัมภาษณ์สื่อ TIMES ONLINE และการชักศึกเข้าบ้านโดยร่วมกับฮุนเซนทำการยั่วยุประเทศไทย ก็เป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนสนับสนุนคำตอบข้างต้น เพราะถ้า “รัก” และ “จงรักภักดี” อย่างที่ตัวเขาพูดอยู่เสมอ ทำไมเขาจึงทำเช่นนั้น

การนำเอาต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย เป็นผลทำให้ความมั่นคงของประเทศถูกคุกคามอย่างชัดเจน หนังสือลับมากที่มติชนและลิ่วล้อทักษิณนำมาเผยแพร่เรื่อง “แนวทางการดำเนินการกับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ของกระทรวงการต่างประเทศที่แนะนำนายกฯ อภิสิทธิ์จึงมิใช่เรื่องที่ทางฝ่ายรัฐบาลกระทำเกินเลยไปแต่อย่างใด

เพราะประชาชนทั่วไปได้ทราบเป็นอย่างดีแล้วว่า ฝ่ายกัมพูชาโดยฮุนเซน พยายามที่จะยั่วยุฝ่ายไทยโดย ทำเรื่องความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้เป็นปัญหาส่วนตัวระหว่าง ฮุนเซน กับ อภิสิทธิ์และกษิต ทั้งที่สถานการณ์ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาในปัจจุบันเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐ ทั้งเรื่องปราสาทพระวิหารก็ดี พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลก็ดี หรือแม้แต่การปฏิเสธการส่งตัวทักษิณในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนตามสัญญาที่มีอยู่ระหว่างกันของรัฐทั้งสองก็เป็นเรื่องของประเทศที่ฝ่ายไทยจำเป็นต้องดำเนินการเพราะไทยเป็นประเทศที่มีนิติรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์หรือไม่ก็ต้องดำเนินการเช่นนี้ และแตกต่างจากที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นอยู่ เนื่องจาก “ฮุนเซน คือ รัฐ” และ “รัฐ คือ ฮุนเซน” ดังนั้นจะดำเนินการอะไรก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเป็นสำคัญ

แต่สื่ออย่าง “มติชน” จากบทนำเมื่อ 21 ธ.ค. 52 กลับมีวาทะที่อันตรายว่า เพราะทักษิณ เป็นอันตรายแค่ต่อรัฐบาลไทย หรือเป็นอันตรายแค่ต่อพรรคประชาธิปัตย์ แต่มิได้เป็นอันตรายต่อประเทศไทย เพราะรัฐบาลมิใช่ประเทศ ดังนั้นความมั่นคงของรัฐบาลจึงมิใช่ความมั่นคงของประเทศแต่อย่างใด

ช่างน่าอดสูและอเนจอนาถต่อสื่ออย่างมติชนที่มีความคิดช่วยคนหน้าเหลี่ยมอย่างไม่ลืมหูลืมตามาโดยตลอด แม้จนบัดนี้

ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่ามีความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยและคนไทยทุกคน มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีคำแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา (Joint Communiqu?) และแผนที่แนบท้าย อันเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย เพราะเป็นการเปลี่ยนจุดยืนของฝ่ายไทยที่รักษามาโดยตลอดกว่า 40 ปี

เป็นนายนพดลที่ถูก ป.ป.ช.กล่าวหาว่า รู้อยู่แล้วถึงผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดขึ้นจากการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก คือการโต้เถียงกันในเรื่องเส้นเขตดินแดน ซึ่งจะเพิ่มทวีขึ้นจนถึงขนาดเกิดความแตกแยกกันในด้านความคิดเห็นของคนในสังคมของทั้งสองประเทศและอาจก่อให้เกิดวิกฤตแก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา

เป็นนพดล ปัทมะเช่นกันที่ดำเนินการในลักษณะปิดบังอำพรางต่อสาธารณชนไม่โปร่งใสและมีมูลเหตุจูงใจอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ ดังจะเห็นได้จาก ในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่16 มิถุนายน 2551 ที่ได้เสนอต่อที่ประชุมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อ่อนไหวต่อมวลชนทั้งในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษและประเทศกัมพูชา..............ขอความกรุณาให้สภาความมั่นคงแห่งชาติถือเรื่องนี้เป็นเรื่องลับ

ไม่เข้าใจว่าสื่ออย่างมติชน ทำไมจึงแยกไม่ออกระหว่างความมั่นคงของรัฐบาลกับความมั่นคงของรัฐว่าแตกต่างกันหรือไม่ เพราะระหว่างกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ เป็นแนวทางรับมือเพื่อความมั่นคงของประเทศ กับกรณีที่รัฐมนตรีในรัฐบาลทรยศต่อประเทศชาติโดยยกดินแดนให้กับต่างชาติเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของใครบางคน ว่ากรณีใดเป็นความมั่นคงของประเทศซึ่งเป็นเรื่องส่วนรวมกับเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว และรัฐบาลต่างชาติจะชอบรัฐบาลไทยแบบใด คงเดาได้หรือไม่ว่า ทำไมฮุนเซนจึงไม่มีความสุขเมื่อต้องทำงานร่วมกับอภิสิทธิ์และกษิต

อย่าลืมว่า จุดประสงค์สุดท้ายที่ต้องการของหนังสือลับมากฉบับดังกล่าว ที่ทั้งมติชนและลิ่วล้อของคนหน้าเหลี่ยมพยายามโจมตี ก็คือ การปรับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาสู่ปกติ ไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองในกัมพูชา เหมือนที่คนหน้าเหลี่ยมเคยพยายามกระทำมาแล้วในอดีตแต่ไม่สำเร็จ เพราะเหตุของปัญหามาจากการที่ทักษิณมุ่งทำลายความอยู่รอดของรัฐบาล ดังนั้นการจัดการกับปัญหานี้จึงต้องมุ่งที่ต้นตอของปัญหา เป็นความผิดของรัฐบาลหรือในการรักษาความมั่นคงให้กับประเทศ (รัฐ) ไทย

ทำไมสื่ออย่างมติชนถึง “ดูดาย” ให้จำเลยหนีคำพิพากษา ที่ไม่เคารพยำเกรงกระบวนการยุติธรรมไทย และที่สำคัญไม่รักประเทศไทยเหมือนที่คนไทยรัก มาทำการล้มล้างรัฐบาลของประเทศไทย ที่เป็นของมติชนด้วยเช่นกันโดยอาศัยทั้งความร่วมมือของรัฐบาลต่างชาติที่อาจกระทำการอุกอาจถึงขั้นตั้งรัฐบาลไทยพลัดถิ่นในต่างแดน เช่น กัมพูชา โดยมติชนถึงกับกล่าวว่า ความมั่นคงของรัฐบาลไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐ และทักษิณไม่ใช่ศัตรูของรัฐในเรื่องนี้

ทำไมมติชน “ผู้รอบรู้” จึงไม่สำเหนียกว่า ทักษิณกำลังจนตรอก ยินดีทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด แม้แต่ยอมเข้าสวามิภักดิ์ เป็นข้ากษัตริย์กัมพูชา ยอมทิ้งความเป็นพลเมืองไทยที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอันเป็นที่สุดที่พึงมีได้เพียงเพื่อไม่ต้องกลับมารับโทษตามคำพิพากษา เอาต่างชาติมากดดันประเทศเกิดเพียงเพื่อหวังจะให้มีการเจรจายอมความ และที่สำคัญหากเขาดำเนินการสำเร็จได้กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง จะมีระบบกษัตริย์แบบใดเพราะระบอบทักษิณคงจะไม่หยุดเพียงแค่ “มีหรือไม่มี” องคมนตรีแต่เพียงประเด็นเดียวเป็นแน่

อย่าลืมว่าเขาก็เห็น ตัวแบบของกัมพูชา ว่า หากนายกฯ ฮุนเซนชี้ไม้ว่าเป็นนก กษัตริย์กัมพูชาที่อยู่ภายใต้อำนาจของฮุนเซนจะบอกเป็นสิ่งอื่นใดเล่า ไม่เชื่อก็ดูกรณีการพระราชทานอภัยโทษที่เพิ่งเกิดขึ้นมาโดยปราศจากหลักการใดๆ ก็ได้ คิดหรือว่าเขาจะไม่อยากได้และอยากเป็นเช่นนั้น

ไม่รู้ว่ามติชนมีหุ้นที่ถูกถือโดย หนังสือพิมพ์ “เรียะซะเมียกัมปูเจีย” (รัศมีกัมพูชา) บ้างหรือไม่? อยากทราบจริงๆ

ดังนั้น การกดดันด้วยความรุนแรงแล้วบีบให้มีการเจรจายอมความ จึงเป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ทักษิณกระทำมาโดยตลอด ภายใต้วาทกรรมของ “การสมานฉันท์” “หยุดทำร้ายประเทศไทย” หรือ “หยุดเพื่อพ่อ” เพื่อที่จะให้ทักษิณบรรลุถึงยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ ว่า (1) จะต้องกลับมาอย่างไม่มีความผิด (2)ได้เงินที่ถูกอายัด 76,000 ล้านบาทคืน และ(3) สามารถกลับสู่การเมืองได้อีกครั้ง ไม่ใช่กลับมาแบบตัวแถมอย่างแน่นอน

จะมีใครในประเทศที่ปกครองโดยนิติรัฐเช่นประเทศไทยจะสามารถไปเจรจายอมความทั้งคดีที่ตัดสินไปแล้วและคดีที่อยู่ในศาลที่ยังมิได้ตัดสินอีกมาก เช่น คดีอายัดเงิน 76,000 ล้านบาท กับทักษิณได้ แม้จะอ้าง “การสมานฉันท์” อย่างลมๆ แล้งๆ เป็นแมงโม้ไปวันๆ

เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว หากทักษิณ เคารพ ในกระบวนการยุติธรรมและจงรักภักดี อย่างที่พูดก็เพียงเข้ามารับโทษและต่อสู้คดีที่มีอยู่ก็ชัดเจนแล้ว อย่าลืมว่าตัวแบบแห่งความซื่อสัตย์มิใช่มีแต่ เปาบุ้นจิ้น หรือ กวนอู ในตำนานของจีนแต่เพียงลำพัง แต่วีรบุรุษไทย เช่น พันท้ายนรสิงห์ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาสัตย์ยิ่งชีพ ไม่ต้องจบโรงเรียนนายร้อยแต่ลูกเสือก็ทำ ทักษิณ ชินวัตรจะไม่เลือกที่จะเป็นวีรบุรุษในช่วงสุดท้ายของชีวิตบ้างเชียวหรือ

เพราะไม่มีใครในประเทศไทยจะสามารถทำได้ยกเว้นแต่ในกัมพูชา เพราะที่นั่นเขาตัดสินและยกคดีกันเอง อย่าบิดเบือนกันอีกเลย





 

Powered by MakeWebEasy.com