(10) วิบากกรรมของราชสีห์ (3/2/2553)

(10) วิบากกรรมของราชสีห์ (3/2/2553)

วิบากกรรมของราชสีห์


รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง , รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


กฎแห่งกรรมนั้นเที่ยงตรงเสมอ ไม่เคยละเว้น และไม่เคยมาสาย

ใครประกอบกรรมใดก็ย่อมได้รับกรรมที่ก่อไว้

ดุจดังหว่านเมล็ดพืชใดก็ย่อมได้พืชนั้น

ผู้เขียนเคยกล่าวไว้นานแล้วว่า กระบวนการ “ล้มปืน” ก็เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองอันหนึ่งของกระบวนการ “ล้มทุน ล้มปืน ล้มเจ้า” ที่มีจริงและได้เกิดขึ้นจริงเช่นกัน โดยที่กระบวนการ “ล้มปืน” เป็นผลอีกอันหนึ่งที่รัฐบาลทักษิณได้กระทำในช่วงที่ตนเองได้ครองอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินและในระหว่างที่หลบหนี โดยผ่านการสร้างรัฐตำรวจขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือข่มขู่ฝ่ายตรงกันข้ามฝ่ายต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการเมืองแบบเก่าที่ “ผู้ชนะกินรวบ” หรือ winner takes all ของทักษิณ ชินวัตร

ผลจากการผูกขาดทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสามานย์ที่ใช้เงินเป็นใหญ่หรือธนาธิปไตยของทักษิณ ชินวัตร ทำให้ทักษิณสามารถ “ล้มทุน” ได้อย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การ “ล้มปืน” ได้กลายมาเป็นเป้าหมายต่อมาของระบอบทักษิณเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของทั้ง 3 “ล้ม”

วิธีการ “ล้มปืน” ด้วยทุนสามานย์ของระบอบทักษิณได้มีการกระทำอย่างแนบเนียนด้วยการใช้เงินเข้าซื้อจิตวิญญาณความภักดีของทหารบางคน ทำให้ความฮึกเหิมอาจหาญของเหล่าทหารหาญเสื่อมถอยลงด้วยการปรนเปรอ ลาภ ยศ สรรเสริญ

ปรากฏการณ์การยืนเคียงข้าง (ศพ) ประชาชนของ ผบ. “ปืน” คนปัจจุบันที่ให้การสนับสนุนนายกฯ หุ่นเชิดของทักษิณ ชินวัตรทั้ง 2 คนที่ผ่านมาโดยอาศัยตรรกะของความเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด

หรือการออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “ไม่มีความเห็น” เมื่อมีการถวายฎีกา “แดง” อันเป็นการกดดันสถาบันเพื่อให้มีการอภัยโทษกับ ทักษิณ ชินวัตร

จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทำให้มองเห็นกระบวนการ “ล้มปืน” ของรัฐบาลทักษิณที่ได้ดำเนินมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน เพราะการ “เป็นกลาง” โดยไม่ยอมทำอะไรขณะที่ฝ่ายตำรวจกำลังเข่นฆ่าประชาชนอย่างเมามันก็คือการเลือกข้างอยู่แล้วว่าตนเองสนับสนุนฝ่ายใด

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกประหลาดใจอันใดที่ ผบ. “ปืน” ในปัจจุบันจะถูกทักษิณ ชินวัตรเอาคืน “เช็กบิล” โดยอาศัยพล.อ.รองเท้ากอล์ฟ และพล.ต.คนหนึ่งเป็นตัวเดินเกมทำลายความน่าเชื่อถือ ว่า นอกจากจะ “เป็นกลาง” แบบไม่เข้าท่าแล้ว ยัง “เป็นกลวง” ที่ปราศจากความสามารถอีกด้วย แม้จะคุ้มครองที่ทำงานตนเองก็ยังทำไม่ได้แล้วจะปกปักรักษาประเทศไว้ได้อย่างไร

การออกมาตบเท้าของผู้ใต้บังคับบัญชาบางกลุ่มเพื่อแสดงความสนับสนุน ผบ.ของตนจึงกลายเป็นเรื่องที่สามารถมองได้เช่นกันว่าเป็นการสนับสนุน “ตัวบุคคล”มากกว่าการปกป้อง “ปืน” ที่เป็นสถาบัน

“ปืน” โดย ผบ.คนปัจจุบัน อาจเป็นราชสีห์โดยตำแหน่ง แต่ได้ทำอะไรบ้างให้กับสถาบันหรือประชาชนที่เขามีหน้าที่ปกป้อง

ในทางตรงกันข้ามเป็นเพราะการปล่อยปละละเลยของท่านหรือไม่ที่ทำให้ “ปืน” ที่เป็นสถาบันต้องถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ปล่อยให้พวกที่ท่านบอกว่าไม่มีระเบียบวินัยทำตามอำเภอใจ ไม่เคารพยำเกรงกฎหมายบ้านเมือง มาเป็นเวลานานจนกระทั่งวันหนึ่งท่านก็มาประสบด้วยตัวเองว่าพวกนั้นก็ไม่ได้เคารพยำเกรงท่านเช่นกัน

บาปกรรมตามทันจริงๆ

อย่าลืมว่า ท่านมาแล้วก็ไป แต่สถาบัน อุดมการณ์ และหน้าที่ของ “ปืน” ต้องอยู่ตลอดไป

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในปัจจุบัน

สภาวะการบริหารและการเป็นผู้นำที่ผ่านมาอาจจะเปรียบได้กับแพลูกบวบ ที่แม้ไม่จมน้ำแต่ก็วางใจนั่งอย่างสบายอารมณ์ไม่ได้เพราะก้นเปียกน้ำ ต้องคอยให้ผู้โดยสารลุ้นอยู่เป็นประจำว่าแพนี้จะจมหรือไม่

การเป็นหัวหน้ารัฐบาลผสมที่เสียงปริ่มน้ำ ไม่ได้เป็นเสียงข้างมากอย่างท่วมท้นเช่นรัฐบาลทักษิณก็ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อแก้ตัวได้ตลอดไป เพราะมีหลายครั้งหลายคราวที่ท่านดูเหมือนจะเป็นราชสีห์ เช่น เมื่อช่วงหลังปราบจลาจลหลังสงกรานต์เมื่อปีที่ผ่านมา หรือช่วงต้นปีนี้กับการปรับคณะรัฐมนตรี หรือการมองอนาคตและคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ไม่ยอมรับคำขู่ขอข่มขืนแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันโดย “เตี้ย ปากมัน” และพวก แต่นอกจากนี้แล้วส่วนใหญ่เขาว่าท่านเป็นราชสีห์โดยตำแหน่งมากกว่า

สิ่งที่เป็นหลักฐานสนับสนุนก็คือ สุเทพ และพรรคร่วมที่ท่านกำลัง “อุ้ม” อยู่ เพราะคนแรกไม่มีข้อพิสูจน์อันใดเลยที่สนับสนุนว่ามีความรู้ความสามารถในการดูแลความมั่นคงของประเทศได้ หรือท่านคิดว่าจะลองพิสูจน์ด้วยชีวิตท่านอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่พลาดพลั้งมาแล้วทั้งที่พัทยาและมหาดไทย และล่าสุดที่บ้านท่านเอง อย่าลืมความจริงว่าท่านมิใช่แมวที่มีเก้าชีวิต ส่วนพรรคร่วมก็มีบทพิสูจน์แล้วเช่นกันว่ากำลังอิ่มหมีพีมันไม่ได้สนใจท่านเลยว่าจะมี “กฎเด็ก” สักกี่ข้อ

บาปกรรมตามทันจริงๆ

การปาอึเข้าบ้านนายกฯ แม้มิใช่ระเบิดแต่ก็ดังและมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนทั่วไปให้ต้องกังวลต่อชีวิตว่าขนาดนายกฯ ยังไม่สามารถป้องกันหรือจับตัวใครมาลงโทษได้ แล้วความปลอดภัยของประชาชนที่ท่านอาสาเข้ามาดูแลจะอยู่ที่ไหน

นี่เป็นการส่งสัญญาณหรือโหมโรงของทักษิณก่อนการตัดสินพิพากษายึดทรัพย์ที่กำลังจะถึงบทสุดท้ายในปลายเดือนนี้

ยุทธศาสตร์ของทักษิณไม่เคยเปลี่ยน ต้องการกลับบ้านอย่างผู้บริสุทธิ์ ต้องการทรัพย์สินที่ถูกอายัดคืน และต้องการโอกาสทางการเมืองคืน แม้ยุทธวิธีเมื่อเดือนเมษายนและตลอดปีที่ผ่านมาจะไม่สำเร็จ แต่การเรียนรู้ความผิดพลาดทำให้ยุทธวิธีในปีใหม่ในช่วงก่อนคำพิพากษายึดทรัพย์เปลี่ยนไป

ไม่ต้องการมวลชนมากเพราะต้องจ่ายมากแต่ได้ผลน้อย หันมาเน้นการทำลายความน่าเชื่อถือของผู้นำสูงสุดทั้งทางการเมือง ทางทหารโดยตรง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเห็นว่าผู้นำเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถคุ้มครองตัวเองได้ และที่สำคัญการจิกหัวบริภาษโดยอาศัยวาทกรรมเรื่องอำมาตย์ต่อองคมนตรีที่ปัจจุบันเผยแพร่ออกอากาศอย่างไม่สามารถที่บรรยายได้ก็เป็นอีกยุทธวิธีหนึ่งที่ฝ่ายทักษิณกระทำเพื่อสร้างความกดดันเพื่อให้เกิดความรุนแรงในสังคม

การเที่ยวไปป่าวร้องต่อต้านการปฏิวัติกับฝ่ายทหารอย่างเปิดเผยทั้งที่ฝ่ายตนเองน่าจะอยู่เบื้องหลังเพราะได้ประโยชน์มากที่สุด ดูจะเป็นเรื่องของการผายลมในลิฟต์แต่กลับมองคนอื่นราวกับว่าคนนั้นเป็นผู้ผายลมเสียเอง

อย่าลืมว่าในขณะนี้ ความต้องการของทักษิณตามยุทธศาสตร์ข้างต้นไม่สามารถที่จะบรรลุได้หากไม่ใช้ วิธีพิเศษ เพราะวิธีธรรมดาไม่ว่าจะเป็นด้านรัฐสภาโดยแก้รัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็ดี หรือซื้อศาลก็ดี ไม่สามารถจะใช้ได้ผลทันต่อเหตุการณ์อีกต่อไปแล้ว

ทักษิณจึงไม่แตกต่างกับพัชรวาทที่ต้องอาศัยมติผิดกฎหมายอย่างหน้าด้าน ก็เพื่อกลับความผิดตนเองที่ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดแล้ว ต่างคนจึงต้องอาศัย วิธีพิเศษ ไม่สามารถดำเนินการไปตามปกติได้เพราะใกล้วาระสุดท้ายเข้ามาทุกทีแล้ว

การก่อความรุนแรงโดยกลุ่มเสื้อแดงในอนาคตอันใกล้นี้จึงเป็น วิธีพิเศษ อันหนึ่งเพื่อสร้างความกดดันให้ฝ่ายรัฐต้องหันมาเจรจา หรือเพื่อให้เกิดการยึดอำนาจโดยการปฏิวัติรัฐประหารหากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ หรือเพื่อให้มีรัฐบาลแห่งชาติที่กำลังมีใครบางคนกำลังเตรียมการในขณะนี้ เพราะรัฐบาลแห่งชาติย่อมหมายถึงพรรคทุกพรรคสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารหรืออักนัยหนึ่งคือการแย่งอำนาจนายกฯ โดยไม่ต้องปฏิวัติจากอภิสิทธิ์ภายใต้ข้ออ้างสมานฉันท์ก็อาจเป็น วิธีพิเศษ อีกอันหนึ่งที่ฝ่ายทักษิณอยากให้เกิดขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะรออีกต่อไปไม่ได้แล้ว ผีกำลังจะถูกหามขึ้นเมรุเผาแล้ว

ในช่วงเวลา 1-2 เดือนนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทยที่สำคัญจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติและเป็นบทพิสูจน์ถึงวิบากกรรมของราชสีห์ เพราะในฐานะนายกฯ ท่านมีศาตราวุธอันวิเศษในมือที่จะนำมาแก้ไขปัญหาของชาติอันได้แก่ศรัทธาของประชาชนที่สนับสนุนท่าน แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่าหากไม่มีจิตใจที่กล้าแกร่งที่จะใช้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวม และจะเป็นเช่นเดียวกับทักษิณ ชินวัตรที่แม้จะเตรียมการมานาน มีเงื่อนไขทุกอย่างพร้อมที่จะก่อความวุ่นวายเพื่อหลีกหนีบาปกรรมที่ได้กระทำไว้ แต่ก็จะประสบความล้มเหลวอันเนื่องมาจากใจมีราคี ไม่ได้มุ่งดี

บาปกรรมตามทันจริงๆ




 

Powered by MakeWebEasy.com