(17) จิตสำนึกที่หลงผิดของคนเสื้อแดง (25/3/53)

(17) จิตสำนึกที่หลงผิดของคนเสื้อแดง (25/3/53)

จิตสำนึกที่หลงผิดของคนเสื้อแดง


รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง , รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


การประกาศในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดงของแกนนำอย่างขึงขังว่าการชุมนุมนี้เป็นการทำสงครามชนชั้นระหว่างชนชั้นล่างที่เรียกตัวเองว่า “ไพร่” กับ ชนชั้นสูง หรือ “อำมาตย์” หากดูเผินๆ จะเป็นวาทกรรมหรือเป็นเหตุผลที่ชอบธรรมที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม

แต่หากใคร่ครวญดูให้ดีจะพบข้อบกพร่องในวาทกรรมข้างต้นได้โดยง่าย เพราะ “ไพร่” ได้ถูกยกเลิกไปพร้อมๆ กับทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่มีการเกณฑ์แรงงานไปทำงานฟรีเพื่อรับใช้ขุนนางหรืออำมาตย์ใดอีกแล้ว เช่นเดียวกับระบบอำมาตย์ที่ถูกเรียกว่าเป็น “อำมาตยาธิปไตย” ที่น่าจะหมายถึงระบบการปกครองที่ข้าราชการเข้ามาใช้อำนาจรัฐเช่นเดียวกับนักการเมืองที่ในปัจจุบันก็ถูกห้ามโดยรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นฉบับปี พ.ศ. 2540 หรือ 2550 ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หากจะสื่อความหมายไปถึงการเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นคนรากหญ้ากับคนชั้นสูง ก็น่าจะเป็น จิตสำนึกที่หลงผิด (false consciousness) ของคนเสื้อแดง เป็นสำนึกจอมปลอมที่แกนนำเสื้อแดงใช้มอมเมาให้คนเสื้อแดงมองไม่เห็นธาตุแท้ของการที่คนเสื้อแดงถูกทักษิณ ชินวัตร แกนนำเสื้อแดง และนักวิชาการบางคนทั้งที่รู้จริงแต่พูดความจริงครึ่งเดียวกับพวกนักวิชาการที่รู้ไม่จริงทั้งหลาย หลอกลวงว่ามีความเท่าเทียมกันในหมู่คนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วคนเสื้อแดง “ถูกกดขี่ขูดรีด” โดยหัวหน้าไพร่แดงเช่นกัน

หวยบนดินในสมัยทักษิณเป็นนายกฯ น่าจะเป็นตัวอย่างของการขูดรีดคนจนที่ชัดเจน เพราะคนจนซื้อหวย ขณะที่คนจนถูกหวย กำไรที่ได้แม้จะอ้างว่าไปเป็นเงินทุนนักเรียน แต่ทั้งหมดก็เป็นเงินของคนจนทั้งนั้น ไม่มีเงินของคนรวยมาจุนเจือเลย แถมยังโดนหักค่าต๋งอีกต่างหาก

มันเป็นตลกร้ายที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนที่คนชั้นรากหญ้าหวังพึ่งหาความเป็นธรรมจากนายทุนผูกขาดอย่างทักษิณ ชินวัตร จงอย่าลืมว่าระบอบทักษิณคือการปกครองที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรรวบทุกอำนาจไว้กับตัวเองและใช้อำนาจที่มีอยู่ในลักษณะที่ลิดรอนหลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญ และหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ว่าจะเป็น สิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินภายใต้การปกครองอย่างกว้างขวางและโจ่งแจ้งกว่า 5 ปีที่ผ่านมาเพราะระบอบทักษิณเป็นสมบูรณาญาสิทธิของ “ทุน” ที่อาศัยคราบประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้งเพื่อเข้ามาสู่อำนาจ

นโยบายหรือโครงการประชานิยมอาจถือได้ว่าเป็น “ยาบ้า” ชนิดหนึ่งที่มีผลทำให้จิตสำนึกที่หลงผิดของคนเสื้อแดงเกิดขึ้นได้โดยง่ายว่าทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณสามารถอำนวยความเป็นธรรมให้กับคนเสื้อแดงได้ ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้วทักษิณได้เข้ามา “กอบโกยและขูดรีด” ประเทศชาติ ดังเช่นที่ศาลได้มีอรรถาธิบายในคำพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวที่ผ่านมาว่ากระทำทุจริตต่อเศรษฐกิจของประเทศในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ อย่างไร เงินที่ถูกโกงไปเป็นของทุกคนรวมทั้งของคนเสื้อแดงด้วย

สงครามชนชั้นที่ทักษิณและแกนนำเสื้อแดงเรียกร้องโหยหาจึงเป็นวาทกรรมที่หลอกลวงคนเสื้อแดง เป็นแนวคิดที่ผิดพลาดทั้งในเชิงทฤษฎี เพราะสังคมมีหลายชนชั้นที่เป็นมากกว่าไพร่กับอำมาตย์ การเรียกร้องให้ “เห็นหัวคนจน” จึงอาจ ไม่ต้องได้มาซึ่งอำนาจรัฐด้วยการปฏิวัติ (โดยประชาชน) เสมอไป แต่เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับ หรือสร้างกติกา ค่านิยมใหม่เพื่อปกป้องตนเองจากการก้าวก่ายแทรกแซงของรัฐท่ามกลางระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่มองไม่เห็นหัวสามัญชนมากกว่าการต่อสู้เพื่อแย่งชิงหรือปกป้องผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ตามแนวคิดฝ่ายซ้ายตกยุคที่ครอบงำจิตใจของแกนนำเสื้อแดง

กรณีมาบตาพุดเป็นตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นว่า การมีนิติรัฐ ประชาชนในชุมชนมีสิทธิที่จะออกมาปกป้องตนเองจากรัฐที่เข้ามาแทรกแซงชีวิตความเป็นอยู่โดยยัดเยียดโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษออกมา ใช้การต่อสู้ภายใต้ “กติกาที่มีอยู่” ที่จำกัดอำนาจรัฐโดยให้สิทธิเสรีภาพของประชาชน มีศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระเป็นผู้กำกับเส้นว่าสิทธิใดเป็นของประชาชนที่รัฐไม่สามารถเข้ามาก้าวก่าย โดยไม่ต้องไปคิดเพ้อฝันแย่งชิงอำนาจรัฐหรือทำสงครามปฏิวัติ “กติกาที่มีอยู่” นี้ก็คือกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ที่ทักษิณ ชินวัตรและแกนนำเสื้อแดงบอกกว่าไม่ดี

ในข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ แม้หากทำสงครามชนชั้นสำเร็จก็ไม่สามารถขจัดความไม่เท่าเทียมกันให้หมดไปได้ เอาแค่ระหว่างสหายที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์กับที่ไม่เป็นก็มีความแตกต่างกันอย่างสุดโต่งแล้ว แต่แกนนำที่เคยเข้าป่ายังคงฝันถึงอยู่ตลอดเวลาและสบช่องในครั้งนี้ที่จะนำเอามาจุดเป็นกระแส“ยุทธศาสตร์ พ.ค.ท. คืนชีพ” ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

การปฏิวัติรัสเซียและการปฏิวัติจีนต้องสังเวยผู้คนไปเท่าใดจึงจะทำให้การสงครามชนชั้นบรรลุเป้าหมาย แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถดำรงความเท่าเทียมกันตามอุดมการณ์ที่ต้องการได้ จีนได้ตระหนักถึงข้อผิดพลาดเกี่ยวกับจิตสำนึกที่ผิดพลาดในการปฏิวัติวัฒนธรรมและหันมาสู่ระบบทุนนิยมเพราะสนองตอบต่อความต้องการของคนได้ดีกว่า ในขณะที่สหภาพโซเวียต หลังการปฏิวัติ ค.ศ. 1917 ปฏิเสธไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจึงทำให้สหภาพโซเวียตถึงแก่กาลล่มสลาย ในกรณีของจีน ลองคิดดูก็ได้ว่าหากยอมให้แก๊ง 4 คนที่นำโดยนางเจียง ชิง ภรรยาสาวของประธานเหมา เจ๋อตุงขึ้นมามีอำนาจหลังการปฏิวัติวัฒนธรรมภายใต้กองกำลังเรดการ์ด (พิทักษ์แดง) ที่บ้าคลั่ง ประเทศจีนจะสามารถก้าวหน้าอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้หรือ

กัมพูชาก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปลุกกระแสสงครามชนชั้น เขมรแดงที่มีจิตสำนึกที่หลงผิดโดยผู้นำเขมรแดงที่คลั่งลัทธิเหมา เจ๋อตุงได้ปลุกปั่นให้คิดว่าพวกตนที่เป็นไพร่ไม่ได้รับความเท่าเทียมเช่นเดียวกับคนเมืองหรือคนชั้นสูงที่เอาเปรียบ ภายหลังการเอาชนะการต่อสู้กับฝ่ายลอน นอล ในปี พ.ศ. 2518 สิ่งแรกที่เขมรแดงกระทำหลังจากได้รับอำนาจ คือ การกวาดต้อนประชาชนกัมพูชาทั้งหมดออกจากกรุงพนมเปญและเมืองสำคัญอื่นๆ มาบังคับให้ทำการเกษตรและใช้แรงงานร่วมกันในพื้นที่ชนบท เพื่อจำแนกประชาชนที่ถือว่าเป็น “ศัตรูทางชนชั้น” ไม่ว่าจะเป็น ทหาร ข้าราชการ เชื้อพระวงศ์ ผู้มีการศึกษา หรือผู้มีวิชาชีพเฉพาะในด้านต่างๆ ออกมาเพื่อขจัดทิ้ง

การกระทำดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ประชาชนชาวกัมพูชาต้องเสียชีวิตจากการถูกสังหาร ถูกบังคับใช้แรงงาน และความอดอยาก เป็นจำนวนประมาณ 850,00 ถึง 3 ล้านคน ซึ่งเมื่อเทียบอัตราส่วนของประชาชนที่เสียชีวิตต่อจำนวนประชาชนกัมพูชาทั้งหมดในขณะนั้น (ประมาณ 7.5 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2518) ถือได้ว่าระบอบการปกครองของเขมรแดงเป็นหนึ่งในระบอบที่มีความโหดเหี้ยมที่สุดอันหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 20

ที่สำคัญ จงอย่าลืมว่าผู้นำเขมรแดงไม่ว่าจะเป็น พล พต เอียง สารี เขียว สัมพันธ์ ซอน เซน ฯลฯ ต่างก็เป็นปัญญาชนที่คลั่งไคล้ลัทธิลัทธิมาร์กซิสต์-ลัทธิเลนินนิสต์ และความคิดเหมา เจ๋อตุง ซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรกับแกนนำเสื้อแดงที่เคยเข้าป่าและออกมาอยู่กับทักษิณแต่ประการใด ผู้นำเขมรแดงส่วนใหญ่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลกัมพูชาให้มาศึกษาต่อในกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ได้ร่วมกันจัดตั้งขบวนการคอมมิวนิสต์ ลัทธิมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ของตนเองขึ้น และเป็นกำลังสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์เขมร การปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลลอน นอล ของกลุ่มเขมรแดงในเวลาต่อมาได้นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือที่รู้จักในภาพยนตร์ชื่อทุ่งสังหาร (Killing Field)

กัมพูชาในปัจจุบันมีสภาพเป็นอย่างไร แม้จะขจัดเขมรแดงออกไปได้ แต่มีความเท่าเทียมกันหรือไม่ระหว่าง ฮุน เซนเพื่อนสนิทของหัวหน้าไพร่แดง กับประชาชนส่วนใหญ่ของเขา

คนเสื้อแดงลองคิดดูว่าสงครามชนชั้นที่แกนนำของท่านเรียกร้องให้ท่านไปตายแทนเพื่ออนาคตที่เท่าเทียมกันนั้นมีอยู่และเป็นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่การปลุกกระแสเพื่อเป้าหมายล้มล้างระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่ไปไกลเกินกว่าการให้ยุบสภา

ข้อเรียกร้องให้ยุบสภาหากบรรลุได้ ประชาชนชาวไทยมิใช่เฉพาะแต่คนเสื้อแดงก็จะได้ตัวแทน ส.ส.และ ส.ว.ที่แตกต่างไปจากเดิมมากหรือไม่ ก็คงไม่ แล้วตัวแทนเหล่านั้นที่ผ่านมามีพฤติกรรมเห็นหัวสามัญชนที่เลือกเขาหรือไม่

อาจกล่าวได้ว่าอาชีพที่น่ารังเกียจที่สุดในสังคมไทยปัจจุบันมิใช่โสเภณีหรือคนล้างส้วม แต่อาจเป็นอาชีพนักการเมือง เพราะส่วนใหญ่นักการเมืองมิได้เป็นนักการเมืองอาชีพแต่มีอาชีพเป็นนักการเมือง ทำให้ขาดสัมมาอาชีวะไม่เคารพและซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนเอง ที่ประชุมสภาจึงไม่สามารถเป็นเวทีเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติได้อย่างที่ควรจะเป็น แล้วจะเรียกร้องให้ยุบสภาไปทำไม

คนเสื้อแดงจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามทักษิณ ชินวัตรไปให้พ้นเหมือนดังเช่นที่แกนนำ 3 เกลอของพวกคุณกำลังจะก้าวข้ามผ่านเขาไปอย่างเงียบๆ

คนเสื้อแดงในปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่าง “เขาควาย” ที่ขยับตัวไปทางด้านใดก็จะถูกทิ่มแทง เพราะหากไม่พึ่งพาเงินสนับสนุนจากทักษิณ ชินวัตรก็ไม่สามารถรวมกลุ่มได้ แต่ในขณะเดียวกันหากพึ่งพาก็มีผลทำให้ข้อเรียกร้องหรือการแสวงหาความเป็นธรรม การหาที่ยืนในสังคม การยอมรับนับถือ จากสังคม ไม่สามารถทำได้

ทางเลือกทางหนึ่งของคนเสื้อแดงก็คือการแสวงหา “จุดร่วม” ที่มิใช่สินจ้างระหว่างคนเสื้อแดงด้วยกันเองโดยไม่ต้องพึ่งพาให้นายทุนมาชักนำเอาเป็นพวกอีกต่อไป สลัดความเป็นม็อบจัดตั้งด้วยเงินออกไปเสีย

ทางออกในปัจจุบันของคนเสื้อแดงเพื่อก้าวข้ามทักษิณ ชินวัตรอาจทำได้หลายๆวิธี เช่น ไม่ยอมรับพวกที่นิยมความรุนแรงมาเป็นแกนนำ ไม่ยอมให้คนเหล่านั้นขึ้นเวทีปราศรัย ไม่ยอมรับแกนนำที่พูดเท็จ หรืออาจจะยุติการชุมนุมก่อน 7 วันที่ทักษิณร้องขอเพื่อแสดงความเป็นอิสระต่อการชี้นำของทักษิณ ชินวัตร

การถอนตัวหรือยุติการชุมุนมของคนเสื้อแดงเพื่อก้าวให้พ้นทักษิณและแกนนำที่กระหายเลือดในครั้งนี้จึงมิใช่ความพ่ายแพ้หรือเสียหน้าแต่ประการใด แต่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงก็สามารถทำการเมืองใหม่เช่นเดียวกับคนเสื้อเหลืองได้


 

Powered by MakeWebEasy.com