(21) ข้อเสนอปรองดองของอภิสิทธิ์ ผู้ชนะคือเนวิน (5/5/53)

(21) ข้อเสนอปรองดองของอภิสิทธิ์ ผู้ชนะคือเนวิน (5/5/53)

ข้อเสนอปรองดองของอภิสิทธิ์ ผู้ชนะคือเนวิน


รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง , รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


“กระบี่ของเจ้าละ...”

“กระบี่ของข้าอยู่ทุกหนแห่ง กระบี่ของเจ้าก็เป็นกระบี่ของข้า” ไซ้มึ้งชวยเสาะ มือกระบี่อันดับหนึ่งในยุทธภพกล่าวเอาไว้

กระบี่หรือดาบวิเศษจึงขึ้นอยู่กับคนใช้ นายกฯ อภิสิทธิ์แม้จะมีกระบี่วิเศษ แต่ก็กลายเป็นเพียงฟืนท่อนหนึ่งหากไม่รู้จักวิธีใช้และไม่มี”ธรรม”นำหน้า


ในที่สุดประชาชนผู้เป็น “พลเมืองเข้มแข็ง” ก็ได้ประจักษ์ถึง ความปราชัยของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากข้อเสนอเพื่อความปรองดองเมื่อคืนวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมาที่เสนอให้มีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ในช่วงกลางเดือน พ.ย. 53 เนื่องจากข้อเรียกร้องแต่แรกของกลุ่มคนเสื้อแดงก็คือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างหลังจากช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา แต่สาระสำคัญของข้อเรียกร้องก็คือการยุบสภาก่อนหมดวาระ ดังนั้นการยุบสภาไม่ว่าจะภายใน 15 วันหรือ 5 เดือน แต่หากได้กระทำก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะสลายการชุมนุมก็ต้องบอกว่า อภิสิทธิ์ยอมตามข้อเรียกร้อง ไม่มีทางพิจารณาเป็นอื่น

สิ่งที่อภิสิทธิ์ได้ทำลงไปจึงเป็น “การเมืองที่ล้มเหลว” อย่างสิ้นเชิง เพราะการเมืองที่ “ซูเอี๋ย” ตกลงหรืออ้างว่าปรองดองกันโดยไม่คำนึงถึงหลักการเอาแต่ความอยู่รอดแต่เพียงอย่างเดียวคือ การเมืองที่ล้มเหลว อภิสิทธิ์เคยรับปากว่าจะมาแก้ไขการเมืองที่ล้มเหลวแต่ตัวเองกลับล้มเหลวทางการเมืองอย่างไม่เป็นท่า ช่างน่าอเนจอนาถใจยิ่งนัก

อาจมีผู้ถามว่า ทำไมอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจึงทำอย่างนี้ โดยไม่สนใจกลุ่มคนหลากสีหรือกลุ่มคนอื่นๆ ที่เป็นผู้สนับสนุนให้กำลังใจ กลุ่มพลังต่างๆ เหล่านี้จะเป็นคนส่วนใหญ่หรือไม่นั้นยังไม่สำคัญเท่ากับเขาและเธอเหล่านั้นสนับสนุนความถูกต้อง มิให้มีการใช้กฎหมู่มาข่มขู่ข่มเหงให้รัฐบาลทำตามอำเภอใจได้ คำตอบที่อาจเป็นความจริงที่น่าเกลียดสำหรับแม่ยกอภิสิทธิ์ แต่ก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธได้ยากที่นายกฯ อภิสิทธิ์ได้ทอดทิ้งประชาชนเหล่านี้เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ปัจจุบันโดยไม่ไยดีแต่อย่างใด

แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงแม้จะดำเนินการชุมนุมมาเป็นเวลากว่า 30 วันที่ราชดำเนินใช้การกดดันทุกรูปแบบ แต่ก็ไม่สามารถทำให้อภิสิทธิ์ยอมตามคำเรียกร้องได้แต่อย่างใด เพราะไม่ได้ใช้ “ธรรม” นำหน้า หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ แนวทางการเมืองผิดพลาดไม่สามารถหาแนวร่วมในข้อเสนอที่ตนเองเรียกร้องได้เพราะเป็นการเรียกร้องที่เป็น “ประชาธิปไตยส่วนตัว” เพื่อคนเพียงคนเดียวและมุ่งหวังไปถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังนั้นเมื่อการดำเนินงานทางการเมืองล้มเหลวแกนนำคนเสื้อแดงจึงใช้การทหารแทนการเมือง มีการใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยเพื่อเป้าประสงค์ที่จะให้ยอมตามคำเรียกร้องของฝ่ายตนเองโดยใช้คนไทยและเศรษฐกิจไทยเป็นตัวประกัน

คนเป็น “ผู้กระทำ” แต่ฟ้าเป็น “ผู้ลิขิต” ผล อาจมิใช่เป็นคำกล่าวที่เกินเลยไปนัก ดังนั้นแม้ฝ่ายแกนนำคนเสื้อแดงจะใช้กลยุทธ์ของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่เคยใช้ในหลายๆ แห่งของโลกเพื่อสร้างสถานการณ์ “การปฏิวัติประชาชน” ขึ้นมาในใจกลางกรุงเทพฯ เป็นการกระทำที่อาจเรียกได้ว่าในยุคพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) เรืองอำนาจก็ไม่สามารถก้าวมาได้ถึงจุดนี้ แต่ผลของการกระทำ ก็เป็นเรื่องของ ฟ้าเป็น “ผู้ลิขิต” โดยแท้ เพราะผลมิได้เป็นไปตามที่คนเป็น “ผู้กระทำ” ได้คาดเอาไว้แต่อย่างใดเลย

จุดที่ทำให้วิกฤตในครั้งนี้ไม่เป็นไปตามที่คาดและทำให้การใช้การทหารแทนการเมืองล้มเหลวน่าจะมีอยู่ 2 ส่วนก็คือ “ความตาย” ของทักษิณ ชินวัตร และการปิดโรงพยาบาลจุฬาฯ

“ความตาย” ของทักษิณ ชินวัตรแม้จะมิได้มีการยืนยัน แต่ก็มิได้เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายว่าหากตายจริงก็ต้องมีการปิดข่าว เพราะด้วยวิทยาการในโลกปัจจุบัน รูปถ่ายพร้อมหนังสือพิมพ์เพื่อแสดงเวลาจะเป็นหลักฐานเพื่อแก้ข่าวลือเรื่องความตายของทักษิณ ชินวัตรได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ปรากฏทั้งๆ ที่จะเป็นขวัญกำลังใจให้กับแกนนำและคนเสื้อแดงได้เป็นอย่างดีว่าคนจ่ายเงินที่ตนเองสู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ทำฟรีแน่นอน

การคุกคามโดยพฤตินัยจนทำให้โรงพยาบาลจุฬาฯ ต้องปิดทำการของแกนนำคนเสื้อแดงเป็นการกระทำที่หวังผลในทิศทางหนึ่งแต่กลับกลายมาเป็นผลในอีกทางหนึ่งที่เป็นผลร้ายสำหรับกลุ่มคนเสื้อแดง การเข้ามาตั้งมั่นในจุดยุทธศาสตร์ เช่น ที่สี่แยกศาลาแดงนี้ นอกจากจะใช้เป็นหน้าด่านป้องกันที่ชุมนุมที่ราชประสงค์แล้ว ยังคุกคามโรงพยาบาลจุฬาฯ แล้วยังคุกคามบริเวณสำคัญของกรุงเทพฯ หลายแห่งไม่ว่าจะเป็น สีลม สาทร หรือแม้แต่บริเวณเยาวราช

ผลทั้ง 2 ประการนี้ฟ้าเป็น “ผู้ลิขิต” โดยแท้ จนทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่สามารถใช้ปฏิบัติการทางทหารแทนการเมืองได้เหมือนอย่างเคย เป็นความปราชัยที่ชัดเจน รอเพียงแต่ว่าเมื่อใดฝ่ายรัฐบาลจะนำกำลังเข้ามาเอาชนะเพื่อประกาศชัยเท่านั้น คล้ายดั่ง “น้ำหลาก” ที่ไหลมาท่วมฝ่ายพม่าที่มาปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่ฝ่ายที่อยู่ในกรุงศรีฯ ก็มิได้เปิดประตูออกมาเอาชนะแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ไม่พยายามเอาชนะทั้งๆ ที่ด้วยกำลังอำนาจทางการทหารและความชอบธรรมทางการเมืองที่มีอยู่ของอภิสิทธิ์อย่างเต็มเปี่ยม

เพื่อเอาชนะ เพียงแค่แสดงแสนยานุภาพกำลังที่มีอยู่ก็อาจไม่ต้องเสียลูกปืนแม้แต่นัดเดียวก็เป็นได้ แต่นี่กลับไปยื่นข้อเสนอเพื่อปรองดองกับฝ่ายที่แพ้แล้ว จึงเป็นความปราชัยของอภิสิทธิ์อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมยิ่ง

การที่ปล่อยให้การชุมนุมกลายเป็นการก่อการร้ายและยืดเยื้อเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนที่ใจกลางกรุงเทพฯ นั้น เป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า อภิสิทธิ์ไม่สามารถจัดการในเรื่องการตั้งรัฐไทยใหม่ที่เป็นความพยายามก่อกบฏเปลี่ยนแปลงการปกครองของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อล้มล้างรัฐไทยที่มีอยู่เดิมได้

นอกเหนือจากความไร้ความสามารถของอภิสิทธิ์แล้วสาเหตุหลักน่าจะอยู่ที่ “กลุ่มอำนาจใหม่” ภายใต้เสื้อสีน้ำเงินที่ใช้กลยุทธ์ “เลี้ยงไข้” คนเสื้อแดงเอาไว้ฆ่าอภิสิทธิ์ เพราะยิ่งมีอนาธิปไตยโดยกลุ่มคนเสื้อแดงเกิดขึ้นนานวันเท่าใดอภิสิทธิ์ก็แพ้ไข้ “คนเสื้อแดง” มากขึ้นเท่านั้นและอาจเป็นทวีคูณเนื่องจากนายกฯ อภิสิทธิ์เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง แต่ไม่สามารถใช้อำนาจที่ตนเองมีอยู่ได้ กระบี่วิเศษในมืออภิสิทธิ์จึงกลายเป็นท่อนฟืน ทำให้อภิสิทธิ์ตายตกไปตามกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยกันในที่สุด

เรื่องนี้มิใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น หากแต่มีพร้อมๆ กับการเป็นนายกฯ ของอภิสิทธิ์ ดังจะเห็นได้จาก การย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรัฐมนตรีกลาโหมผู้ไม่สังกัดพรรคและไม่มี ส.ส.ในมือแม้แต่คนเดียว กลับคืนสู่ตำแหน่งผบ.ตร.หลังจากที่ถูกนายสมชายย้ายไปสำนักนายกฯ ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ด้วยคำสั่งของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่สังกัดพรรคพลังประชาชน ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้รับตำแหน่งนายกฯ เมื่อ 4 วันก่อนหน้านี้ ทำไมไม่ให้นายกฯ ตัวจริงย้ายกลับมาเอง?

การโยกย้ายดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพราะการไม่สนองนโยบายปราบปรามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ของนายสมชาย เนื่องจากพล.ต.อ.พัชรวาทก็ถูกชี้มูลความผิดทางอาญาโดย ป.ป.ช.ว่ามีความผิดร้ายแรงจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของพธม.ที่หน้ารัฐสภาเมื่อ 7 ต.ค. 51 หากเป็นเพราะมีการกล่าวหาเรื่องทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ในสมัยดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร. และก็เป็นข้าราชการที่สร้างปัญหากับนายกฯอภิสิทธิ์มาโดยตลอดในขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในการรักษาความสงบการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยาหรือการลอบฆ่านายสนธิ ลิ้มทองกุลในขณะที่มีการประกาศกฎอัยการศึกโดยคดีไม่คืบหน้าไม่สามารถจับคนร้ายได้แม้แต่คนเดียว

การที่นายกฯ อภิสิทธิ์ปล่อยปละละเลยไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่แทนพล.ต.อ.พัชรวาทตามที่ตนเองเสนอได้ทั้งๆ ที่เป็นอำนาจของนายกฯ จึง เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่านายกฯ ไม่มีอำนาจหรือไม่กล้าใช้อำนาจที่มี เป็นวิบากกรรมที่ส่งผลกระทบมาถึงประชาชนในปัจจุบันเพราะไม่สามารถสั่งการตำรวจให้ทำหน้าที่ นอกเหนือไปจากการท้าทายอำนาจโดยรับตำรวจที่ถูกชี้มูลโดย ป.ป.ช.กลับเข้าทำงาน ตำรวจจึงกลายเป็นกองกำลังของฝ่ายสีน้ำเงินเนื่องจากมีคนในรัฐบาลที่มิใช่นายกฯ หนุนหลังนอกเหนือไปจากขุนทหารใหญ่ที่ท่านไม่กล้าที่จะปลด มิใช่เพราะนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหากแต่เป็นผู้ที่อภิสิทธิ์ต้องไปสวมกอดเมื่อตอนตั้งรัฐบาลต่างหาก

การที่นายเนวินอยู่ๆ ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธที่แล้วพร้อมๆ กับการเริ่มทำงานของฝ่ายตำรวจที่มีผลงานจับกุมคนร้ายผู้ก่อเหตุความไม่สงบหลายรายจึงมิใช่ความบังเอิญ แต่น่าจะเป็นการตกลงกันเพื่อแลกเปลี่ยนจนทำให้เกิดข้อเสนอเพื่อความปรองดองขึ้นมา

ประเด็นปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยในปัจจุบันหากจะกล่าวโดยสรุปเข้าใจง่ายๆ ก็คือ “จะคงรัฐเดิมเอาไว้ หรือจะให้เขามาตั้งรัฐไทยใหม่”

ข้อเสนอเพื่อความปรองดองของอภิสิทธิ์จึงมิได้ตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าวแต่ประการใดเลย เพราะการตั้งคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปประเทศภายใต้กรอบระยะเวลาอันสั้นก่อนเลือกตั้งไม่กี่เดือนจะได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมานอกจากข้อเสนอสิ้นคิดแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์นักการเมือง ในขณะที่ทุกฝ่ายจะเน้นไปที่การเลือกตั้งมากกว่า ข้อเสนอฯ นี้จะพาประเทศไทยไปสู่ความวิบัติในอนาคต ดุจดังเช่นรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ที่ได้กระทำมาในอดีตเพราะเป็นการเอาตัวรอดของคนบางคนแต่ได้สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกับการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดที่ปรากฏในข้อเสนอฯ ดังกล่าว เพราะในขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์มีอำนาจเต็มยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ ดูเฉพาะคดีพยายามฆ่าที่มหาดไทยเมื่อกว่า 1 ปีที่ผ่านมาของนายกฯ อภิสิทธิ์ที่จนปัจจุบันยังไม่ได้ไปไหน ในภาวะที่อำนาจของนายกฯ กำลังจะเป็นสุญญากาศอันเนื่องมาจากการเลือกตั้งที่กำลังจะมี หวังให้มีการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างไร

หากไม่มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ที่มิใช่ต้องเริ่มต้นจากการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์เฉพาะนักการเมือง การเลือกตั้งที่หากจะมีขึ้นในปลายปีนี้ก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ไร้ความหมายมากสุดครั้งหนึ่ง เพราะไม่รู้จะเลือกตั้งไปเพื่ออะไร จะให้ประชาชนออกเสียงตัดสินประเด็นปัญหาอะไรจากการเลือกตั้ง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณเห็นแก่ตัวได้ถ้วยจริงๆ ครั้งนี้คุณเล่นเอาตัวรอดทางการเมืองเพียงลำพังโดยทอดทิ้งพรรคหรือแม้แต่ประชาชนผู้สนับสนุนคุณอย่างน่าละอาย เชื่อเถอะ! คุณได้พ่ายแพ้ทางการเมืองไปแล้ว และผู้ชนะในเกมนี้คือ เนวิน!




 

Powered by MakeWebEasy.com