1. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 1 ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน 2/5/49

1. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 1 ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน 2/5/49


พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส (ตอนที่ 1)



คำอุทิศ

บุญกุศลใดๆ อันเกิดจากข้อเขียนชุดนี้ ผู้เขียนขออุทิศแด่เหล่าผู้กล้าทั้งแผ่นดินที่พร้อมใจกันลุกขึ้นมาสู้กับระบอบทักษิณอย่างกล้าหาญ และเสียสละเพื่อพิทักษ์แผ่นดินไทยอันศักดิ์สิทธิ์ผืนนี้ให้แก่อนุชนคนรุ่นหลังที่จะได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่อย่างเสรี และเท่าเทียมกันยิ่งกว่าเดิม เนื่องเพราะการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และความเป็นธรรมก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการปฏิบัติธรรม และเป็นอีกมิติหนึ่งของการยกระดับจิตวิญญาณแบบรวมหมู่ในมุมมองของภูมิปัญญาบูรณาการ


บทโหมโรง

อายุขัยของจักรวาฬ ภูมิปัญญาแห่งฟ้า ความอ่อนน้อมของน้ำ ความอ่อนโยนของแผ่นดิน ความมั่นคงของขุนเขา ความร้อนแรงของไฟ ความอิสระของสายลม ความสมบูรณ์ของแมกไม้ และความเบิกบานใจของบุปผา จงปรากฏแด่มวลชนทั้งหลายที่ร้อยใจกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อพิทักษ์ธรรมด้วยเทอญ


1. ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน

"เยาวชนมิใช่เป็นภาชนะสำหรับเติมเต็มความปรารถนาของพวกผู้ใหญ่ แต่เยาวชนคือเทียนที่จะต้องถูกจุดให้สว่าง"

วาทะของมังกรธรรม

ต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926)

เมื่อแปดสิบปีก่อน ในสมัยที่สังคมไทยของเรายังไม่ได้ยกย่องคนรวยเท่ากับนับถือผู้มีคุณธรรม ยังไม่ได้บูชาวัตถุเท่ากับเชิดชูคุณค่าทางจิตใจ ในสมัยที่ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้นไหนก็ยังมีความละอายต่อบาป และยังพอใจกับชีวิตที่กินอยู่อย่างพอเพียง อันเป็นยุคสมัยแห่ง "อดีต" ที่อาจไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว

ณ หมู่บ้านกลาง ตำบลพุมเรียง จังหวัดไชยา (สุราษฎร์ธานีในปัจจุบัน)

เย็นวันนั้น หนุ่มเงื่อม ปลีกตัวจากงานค้าขายของที่บ้าน มานั่งพักกายพักใจ ณ มุมสงบ ริมบึงอันเป็นที่ประจำของเขา เพื่อครุ่นคิดปัญหาชีวิตบางประการที่ตัวเขายังคิดไม่ตก

นับตั้งแต่ที่ พ่อเซี้ยง เตี่ยของเขาได้เสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน ด้วยโรคลมปัจจุบันตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน เด็กหนุ่มก็จำต้องออกจากโรงเรียนกลางคันในขณะที่ตัวเขากำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่สาม โดยเขาเพิ่งมีอายุแค่สิบหกปีเท่านั้น เขาจำต้องออกมาช่วย แม่เคลื่อน มารดาของเขาดูแลธุรกิจร้านค้าของชำที่บ้านแทนมารดาของเขาซึ่งสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก

การที่เด็กหนุ่มอย่างเขาต้องเข้ามารับผิดชอบงานค้าขายของทางบ้านตั้งแต่วัยเริ่มแตกพาน ทำให้เงื่อมต้องเสีย "โอกาสในวัยรุ่น" อย่างที่เด็กหนุ่มรุ่นกระทงทั่วไปพึงมีไปหลายอย่าง

อย่างแรก เขาเป็นคนรักดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ แต่ตัวเขาไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนมันเลย เพราะนอกจากตัวเขาจะไม่มีเวลาฝึกหัดแล้ว มารดาของเขายังห้ามไม่ให้ตัวเขาเรียนดนตรีอีกด้วย เพราะท่านมองว่าดนตรีเป็นของเสื่อม เป็นของที่ทำให้วัยรุ่นใจแตก จนไม่ใส่ใจกับการเล่าเรียนและการงาน

อันที่จริง นิสัยชอบดนตรี รวมทั้งชอบกาพย์กลอนนี้ เงื่อมก็ได้รับอิทธิพลมาจากเตี่ยของเขาซึ่งเป็นลูกจีนแซ่โค้วที่ปู่ของเขาหรือบิดาของท่านมาจากเมืองจีน มณฑลฮกเกี้ยน โดยมีอาชีพเป็นศิลปินช่างเขียนภาพมาก่อน ตัวบิดาของเงื่อมเองก็มีวิญญาณกวี ชอบแต่งโคลงกลอน และยังชอบทำงานช่างเป็นงานอดิเรก แต่ทำการค้าขายเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ ขณะที่มารดาของเงื่อมเป็นคนไทยที่เข้มงวดในการดำเนินชีวิต แม้จะทำอาหารเก่ง แต่ก็ใช้ชีวิตอย่างประหยัด มัธยัสถ์ และกระเหม็ดกระแหม่

นอกจากดนตรีแล้ว เงื่อมยังชอบออกไปตกปลาในทะเล เพราะเขาถือว่า มันเป็นการออกไปผจญภัยอย่างหนึ่ง มันเหมือนกับทำให้ตัวเขาได้หลุดออกไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งเป็นการชั่วคราว ไปพ้นจากโลกในชีวิตประจำวันที่จำเจของเขา แต่เงื่อมก็มีโอกาสออกไป "ผจญภัย" เช่นนี้ได้ไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพราะเขาถูกมารดาของเขาห้ามเด็ดขาด เนื่องจากท่านถือว่า การไปตกปลาเล่นนั้นเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซึ่งเป็นบาปที่ไม่สมควรทำ

เมื่อออกไปตกปลาไม่ได้ เงื่อมจึงหันไปเลี้ยงปลากัดแทน แต่ตัวเขาไม่ได้เลี้ยงปลากัดเพื่อไปแข่งขันหรอก เขาเลี้ยงปลากัดไว้เพื่อชื่นชมมากกว่า เพราะตัวเขาชอบเอาปลากัดมาใส่ขวดดูเพื่อชื่นชม เพื่อความรู้สึกประทับใจในสีสันที่สวยงาม และแปลกตาของมัน

จะว่าไปแล้ว เงื่อมก็เป็นเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่หลงใหลใน ความงามอันละเอียดอ่อนที่เป็นความน่าอัศจรรย์ใจของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นดนตรีหรือสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ เพียงแต่ตัวเขาจนบัดนี้ยังไม่ได้มีโอกาสสัมผัสมันอย่างลึกซึ้ง เพราะข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมของชีวิตที่ตัวเขาต้องยุ่งอยู่กับการทำมาหากินจนไม่เคยมีเวลาว่างเลยเท่านั้น

แม้แต่ เกมกระดาน อย่างหมากรุก เงื่อมก็สนใจและชอบเล่น แต่ทางบ้านหรือมารดาของเขาก็ห้ามเด็ดขาด เพราะท่านมองว่ามันเป็นอบายมุขอย่างหนึ่งที่ทำให้มัวเมาลุ่มหลงได้ ขณะที่ในใจของเงื่อมแอบคัดค้านอยู่ในใจอยู่เงียบๆ โดยไม่กล้าแสดงออกมาว่า หมากรุกเป็นเกมกระดานที่ควรมองว่าเป็นการศึกษาอย่างหนึ่งมากกว่า มองว่ามันเป็นแค่การเล่นฆ่าเวลาที่เปล่าประโยชน์ เพราะเกมหมากรุกนี้จะสอนให้ผู้นั้นฉลาดเฉลียวยิ่งขึ้น คิดเก่งขึ้น และมีไหวพริบ ช่วยฝึกสติสัมปชัญญะของผู้นั้น ให้มีความรอบคอบเป็นนักกลยุทธ์หรือมีหัวเสนาธิการได้ด้วย

แม้แต่เรื่องของความรักเอง เขาก็พอมีบ้างเหมือนกันที่ไปแอบชอบหญิงสาวบางคนอยู่ แต่เงื่อมไม่มีโอกาสไปจีบสาวคนไหนเลย เพราะชีวิตในปัจจุบันของเขามีแต่งาน งาน งาน! เขามีแต่งานที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา จนไม่มีเวลาที่จะไปเจ้าชู้กับใคร หรือแม้แต่จะไปเที่ยวมหรสพ ซึ่งบ้านนอกภาคใต้อย่างที่เขาอยู่นี่ก็นานๆ ครั้งมากถึงจะมีสักทีหนึ่ง

เพราะตัวเขานอกจากจะต้องขายของที่ร้านชำของครอบครัวแล้ว เขายังต้องไปแบกของส่งให้ตามบ้านของคนที่เขามาสั่งซื้อของที่ร้านด้วย เพราะตัวเขาไม่มีลูกจ้างช่วยงานที่ร้าน แม้แต่ฟืนเชื้อเพลิงที่ใช้เผาภายในบ้าน ตัวเขายังต้องเป็นคนเลื่อยเอง ผ่าเองเลย

ชีวิตที่มีแต่งานรัดตัวทั้งวัน วันแล้ววันเล่า จนไม่มีเวลาและโอกาสได้กระทำในสิ่งที่ตัวเขาเองคิดว่า น่าท้าทายและใจรัก จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เงื่อมต้องมานั่งจมจ่อมอยู่คนเดียวริมบึงยามเย็นในขณะนี้

"ชีวิตน่าจะเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่า

การหาเช้ากินค่ำไปวันๆ มิใช่หรือ?"


เด็กหนุ่มเฝ้าถามตัวเองอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน แต่ "อะไรคือความหมายล่ะ?" แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีคำตอบที่แจ่มชัด แม้พอจะมีเค้าเงื่อนรางๆ อยู่บ้าง

สิ่งนั้นก็คือ หนังสือ!

เนื่องจากที่บ้านเขานอกจากขายของชำแล้ว ยังขายหนังสือด้วย หนังสือที่ตัวเขาขายและก็ได้มีโอกาสอ่านเองด้วยนั้น นอกจาก นิยายจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีผู้นิยมซื้ออ่านมากที่สุดในยุคนั้นแล้ว ยังมี หนังสืออ่านสมัยใหม่ ที่เป็นเรื่องแปลจากฝรั่งออกมาประปราย แต่ที่บ้านนอกนี้ขายไม่ค่อยออกนัก

จะมีก็แต่ หนังสือธรรมะ กับ การตั้งวงพูดคุยโต้เถียงกันในเรื่องธรรมะ เท่านั้น ที่เป็นห้วงเวลาเดียวที่ทำให้เด็กหนุ่มอย่างเขารู้สึกว่ามันเป็นห้วงเวลาที่มีสีสันที่สุดสำหรับตัวเขา เพราะมันทำให้ตัวเขาสามารถรู้สึกได้ถึง ความพึงพอใจอย่างล้ำลึก ยินดีกับความหมายของการมีชีวิตมีลมหายใจอยู่ รวมทั้งการได้ตระหนักถึงศักยภาพที่แท้จริง และซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขาเอง

แต่การได้อ่านหนังสือธรรมะ กับการได้คุยธรรมะในตอนนั้น ของเงื่อมก็ยังเป็นแค่งานอดิเรกในยามว่าง ซึ่งก็หาได้ยากในขณะนี้ของตัวเขาเท่านั้น

อย่างน้อย การได้อ่านหนังสือธรรมะของเงื่อมก็ทำให้เด็กหนุ่มในวัยยี่สิบอย่างเขาได้มีโอกาสครุ่นคิด พิจารณา คำถามต่างๆ ซึ่งเขาไม่เคยได้ตั้งคำถาม และครุ่นคิดมาก่อน คำถามต่างๆ ที่ว่านั้นก็คือ

"อะไรคือจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการเกิดมา?"

"ชีวิตที่ดีอย่างแท้จริงคืออะไร?"

"ธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดมา ดีหรือเลวมาแต่กำเนิด?"

บางครั้ง เงื่อมถึงกับต้องปิดหนังสือธรรมะลง หลับตาพริ้มด้วยความรู้สึกปีติจนถึงกับขนลุกซู่ และแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นั่นไม่ใช่แค่เพราะคำพูดหรืออักษรในหนังสือธรรมะที่กระทบใจเขาเท่านั้นหรอก แต่เพราะตัวเขาได้แลเห็น โลกใหม่ ที่เปิดกว้างขึ้นจากการได้อ่านหนังสือเหล่านี้ ราวกับว่าตัวเขาได้ค้นพบ โลกอีกโลกหนึ่งในจิตใจของเขา ซึ่งต่างจาก โลกแห่งการทำมาหากิน ที่เขาจำต้องอยู่กับมันทางกายภาพนี้มากนัก

"กำลังคิดอะไรอยู่หรือหลาน?"

อาเสี้ยงของเขา ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของพ่อเซี้ยงบิดาของเขา เอ่ยทักขึ้นทำให้เด็กหนุ่มต้องตื่นจากห้วงคำนึงหันมาสนทนาด้วย อาของเขาอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง นานๆ จึงจะแวะมาที่นี่สักครั้ง อาของเขาเคยบวชอยู่ที่กรุงเทพฯ พักหนึ่ง ก่อนจะสึกมาเป็นผู้จัดการเดินเรือ

อาคนนี้ของเขาเป็นคนที่เรียนสูงกว่าใครในตระกูล จัดว่าเป็นคนทันสมัยที่ชอบติดตามความเป็นไปของบ้านเมือง ทั้งยังชอบอ่านหนังสือ จึงมักจะเขียนจดหมายมาเล่าความเป็นไปของบ้านเมืองให้เงื่อมได้รับทราบเป็นระยะๆ

จะว่าไปแล้ว เงื่อมสนิทกับอาคนนี้ของเขามากที่สุด ในแง่ของความรู้สึกนึกคิด บางทีอาจจะมากกว่าเตี่ยของเขาด้วยซ้ำ

ดังนั้น เงื่อมจึงไม่ลังเลใจที่จะขอคำปรึกษาปัญหาชีวิตจากอาที่เขาเคารพรักคนนี้ว่า เขาควรจะเลือกทางเดินชีวิตหลังจากนี้อย่างไรดีถึงจะมีความหมายแก่ชีวิตอย่างแท้จริง

"ทำไม เธอไม่ บวช ล่ะเงื่อม? บวชเพื่อที่จะเรียนรู้ธรรมะให้ถึงแก่นจริงๆ ราวกับนักดนตรีที่ศึกษาฝึกฝนศิลปะดนตรีอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจให้จนเชี่ยวชาญ และแสดงโชว์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้คนได้"

"แล้วงานทางบ้านล่ะครับ คุณอา?"

"อย่าไปห่วงเลยเงื่อม ทุกอย่างมีทางออกเสมอ แล้วอาจะพูดกับแม่ของเธอให้เอง อีกอย่าง ยี่เกย น้องชายของเธอก็เริ่มโตพอที่จะช่วยงานทางบ้านแทนเธอได้แล้วด้วย อาคิดว่า เธอควรจะลองบวชสักพรรษาหนึ่งก่อนนะ"

"ครับคุณอา"

"อ้อ เงื่อมหลานรัก แต่อามีข้อแม้ข้อหนึ่งที่อาขอให้หลานรับปากกับอาก่อนนะ หากหลานจะคิดบวช คือ อาขอให้หลานตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างให้เข้าถึงหัวใจของพุทธธรรมจริงๆ จงอย่าบวชแบบครึ่งๆ กลางๆ เหมือนอย่างอาและคนอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก..."

"...อาอยากให้หลานประสบความสำเร็จในสิ่งที่อา และคนเป็นจำนวนมากเคยมีโอกาส แต่กลับทำไม่สำเร็จ นั่นคือการเข้าถึงพุทธธรรม"

สิ้นเดือนกรกฎาคมของปีนั้นเอง หนุ่มเงื่อมก็ได้บวชพระ โดยมีฉายาว่า "อินฺทปัญโญ" ที่แปลว่า ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่

ในขณะนั้น ยังไม่มีใครคาดคิดได้เลยว่า พระหนุ่มบ้านนอกรูปนี้จะก่อให้เกิด "การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก" แก่สังคมไทยครั้งมโหฬารในแค่ไม่กี่สิบปีหลังจากนั้น




 

Powered by MakeWebEasy.com