4. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 4 ตามรอยพระอรหันต์ 23/5/49

4. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 4 ตามรอยพระอรหันต์ 23/5/49


พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส (ตอนที่ 4)



4. ตามรอยพระอรหันต์

"ทุกวันนี้ พระอริยบุคคลที่จะเป็นเนื้อนาบุญไม่มีแล้ว"

เจ้าพระยาทิพากรวงษ์

การขบถและการแสวงหาโดยลำพังของพระหนุ่มอินทปัญโญ เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทแห่งความขัดแย้งระหว่างสองวัฒนธรรมของศาสนาพุทธในเมืองไทยวัฒนธรรมหนึ่งนั้น โน้มเอียงไปในทางเน้นความเป็นเหตุเป็นผล มีเนื้อหาชัดเจน มุ่งผลที่เห็นได้ในชาตินี้ ยึดอิงตำราว่าเป็นหัวใจของการเข้าถึงธรรมะและความจริง ขณะที่ในอีกวัฒนธรรมหนึ่งนั้น ยังเชื่ออย่างฝังหัวในสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผล โดยยอมรับว่ายังมีอีกโลกหนึ่งที่พ้นไปจากโลกนี้ เรียนรู้จากประสบการณ์และผ่านตำนานเรื่องเล่าเชิงอุปมาอุปไมยที่เป็นรูปธรรมหรือบุคลาธิษฐาน อีกทั้งยังเห็นว่าธรรมะกับความบันเทิงไม่ได้แยกออกจากกัน

นี่คือความขัดแย้งทางโลกทัศน์ที่สะท้อนถึงความต่างของระดับจิตของคนเมืองกับคนชนบท ความต่างระหว่างโลกทัศน์แบบเหตุผลนิยม แบบเป็นวิทยาศาสตร์กับโลกทัศน์แบบปรัมปราคติ ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นในรูปของความขัดแย้งระหว่างพระปริยัติจากในเมืองกับพระท้องถิ่นในบ้านนอก ปัญหาของพระหนุ่มอินทปัญโญนั้นอยู่ที่ว่า ตัวเขาไม่สามารถนิยามตัวเองได้ว่าสังกัดอยู่กับกลุ่มใด

จริงอยู่ แม้ตัวเขาจะไม่ค่อยเชื่อในเรื่องโหราศาสตร์และไสยศาสตร์มาตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว เขาจึงมีความโน้มเอียงที่จะไม่ยอมรับ "พุทธธรรมแบบปรัมปราคติ" ของพวกพระท้องถิ่นที่อยู่รอบข้าง นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัวเขาต้องดิ้นรนไปศึกษาต่อที่เมืองหลวงเพื่อค้นหา "พุทธธรรมที่สูงส่งกว่านั้น" เพื่อพบกับความผิดหวังว่า

"พุทธธรรมแบบเหตุผลนิยม" ของพวกพระเมืองที่ย่อหย่อนในการปฏิบัติสมาธิภาวนานั้นน่าผิดหวังยิ่งกว่า การศึกษาอย่างใหม่ในทางโลกและทางศาสนา ทำให้นักเรียนดูถูกพ่อแม่ปู่ย่าตายายว่าโง่เขลาคร่ำครึ การครอบงำของโลกทัศน์แบบเหตุผลนิยมที่มีฐานจากในเมือง โดยได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีและรัฐทำให้ "ความศักดิ์สิทธิ์" ของพุทธศาสนา ซึ่งแต่เดิมมีชุมชนท้องถิ่นเป็นพื้นฐานหาที่ยืนได้ลำบากยิ่งขึ้นทุกที และนับวันก็จะยิ่งรุกล้ำเข้ามาล่วงเกิน แม้กระทั่ง "ความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต"...ของทุกสรรพชีวิตบนโลกใบนี้

อินทปัญโญรู้สึกปวดร้าว แต่มันเป็นความปวดร้าวของค้างคาวที่รู้ตัวเองว่าไม่ใช่ทั้งนกและหนู และไม่อาจสังกัดในกลุ่มหนูหรือกลุ่มนกอย่างยินยอมพร้อมใจได้ การมีชีวิตอยู่อย่างงมงายไปวันๆ โดยไม่คิดแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ใส่ตัว มิใช่ทางเลือกของพระหนุ่มอย่างเขา แต่การยึดถือพุทธศาสนาโดยยึดตำรา และการใช้เหตุผลล้วนๆ จนปฏิเสธ แม้กระทั่งการใช้สมาธิภาวนาเพื่อเข้าถึงความจริงก็เป็นสิ่งที่ตัวเขายอมรับไม่ได้เช่นกัน ตัวเขาจึงต้องออกแสวงหาและทดลองเดินบนเส้นทางแห่ง "ทางเลือกที่สาม" เพียงลำพัง...ทางเลือกที่ศึกษาปริยัติเพื่อรับใช้การปฏิบัติธรรม มิใช่ไร้ปริยัติเหมือนพวกปรัมปราคติ แต่ก็มิใช่ปริยัติเหมือนพวกเหตุผลนิยม

พระหนุ่มอินทปัญโญได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่า จากนี้ไปเขาจะยึดถือ พระพุทธเจ้าเป็นคุรุหรือครูทางจิตวิญญาณของเขาโดยตรง ยิ่งเมื่อตัวเขากลายเป็นพระป่าที่พำนักอยู่คนเดียวตามลำพังในวัดร้างแห่งนี้ จึงมีเวลาอ่านพระไตรปิฎกอย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยตัวเขาอ่านพระไตรปิฎกจากมุมมองที่มุ่งจะค้นหาร่องรอยแห่งการศึกษาค้นคว้า การปฏิบัติและการเป็นอยู่ประจำวัน ตลอดจนวิธีการอบรมสั่งสอนและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ของพระพุทธเจ้า โดยมุ่งจะนำเอาหลักเกณฑ์เหล่านี้มาใช้ในการที่จะทำความเข้าใจโลกภายใน หรือชีวิตด้านในของพระพุทธเจ้า เพื่อที่ตัวเขาจะได้เจริญรอยตามท่าน

ความยากลำบากอยู่ตรงที่เรื่องราวเหล่านี้ในพระไตรปิฎก มิได้รวมอยู่ที่ตอนใดตอนหนึ่งทั้งหมด แต่ไปมีแทรกอยู่ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง และบางแห่งก็มีนิดหน่อยและเร้นลับ ต้องตั้งใจเลือกเก็บกันจริงๆ ถึงจะค้นพบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับตัวเขาที่มุ่งจะสืบค้นหาร่องรอยการปฏิบัติธรรมของพระอรหันต์ที่ยังเร้นลับอยู่ในพระไตรปิฎก

อินทปัญโญมีความเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นไม่คลอนแคลนว่า ชีวิตแห่งความเป็นพระอรหันต์ ในพระพุทธศาสนาคือ บรมธรรมชิ้นเอกที่โลกต้องการ เพราะนี่เป็นสิ่งเดียวที่อาจนำความสุขที่แท้จริงมาให้แก่โลกได้ เพราะนี่คือ วิถีแห่งการทำให้จิตมีอำนาจเหนือโลก เหนือโลกานุวัตร เพื่อไม่ต้องหมุนเวียนไปในกระแสแห่งความทุกข์ทรมานของโลก และเพื่อถึงที่สุดแห่งความสุขอันจะไม่กลับไปเป็นทุกข์อีกต่อไป

วิถีแห่งพระอรหันต์นี้มีพระพุทธเจ้ากระทำสำเร็จเป็นคนแรก แล้วสอนให้ผู้อื่นทำตามบ้าง จนมีพระอรหันต์คือผู้ที่พ้นทุกข์เป็นจำนวนมาก การได้เห็นและศึกษาตัวอย่างจากผู้ที่พ้นทุกข์แล้ว มีใจที่เป็นอิสระจากธรรมชาติฝ่ายต่ำ ไม่ติดขัดดุจท้องฟ้ากลางหาว และสดชื่นเบิกบานได้ถึงที่สุดของใจ เป็นวิธีการเดียวที่จะนำความสุขมาสู่โลกได้แท้จริง โลกมีความจริงเป็นเช่นนี้ แต่มนุษย์ส่วนมากในโลก ไม่ได้ยึดเอาความจริงนี้เป็นหลัก จึงดำเนินชีวิตที่ขัดขวางต่อความจริงของโลกโดยไม่รู้ตัว

อินทปัญโญไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความเชื่อของพวกพระผู้ใหญ่ทั้งหลายในกรุงเทพฯ ที่อ้างว่า พระอรหันต์ไม่มีในโลกแล้ว และจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่เข้าใจว่า ทำไมพวกนั้นจึงพยายามยกเหตุผลต่างๆ มากล่าวอย่างจริงจังเพื่อรองรับความเชื่อข้างต้นราวกับว่า พวกเขาจะได้รับผลดีอะไรบางอย่างจากการกระทำเช่นนี้ เช่น สมณศักดิ์กระนั้นหรือ

ความเชื่อที่หลงผิดเช่นนี้ จะทำให้ไม่มีใครพยายามเพื่อเป็นพระอรหันต์อีกต่อไป และจะทำให้พุทธธรรมอันสูงสุดกลายเป็นคำพูดคำสอนที่เหลวไหล

พระอรหันต์ไม่มีเครื่องหมายภายนอกแสดงให้รู้ จึงยากที่จะรู้จักพระอรหันต์ด้วยรูปร่างภายนอก คนที่เรียนเรื่องพระอรหันต์รู้แล้วแต่ไม่ทำจริงๆ ตามนั้นด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมเป็นโมฆบุรุษหรือคนว่างเปล่า การเรียนจบพระไตรปิฎกก็ไม่ได้ทำให้พ้นจากข้อตินี้ ถ้าไม่ปฏิบัติดูบ้างตามที่เรียนมา

ตัวพุทธศาสนาที่แท้จริง ไม่รู้จักคร่ำคร่าหรือเสื่อมสูญ เพราะพุทธธรรมเป็นกฎที่แท้จริงประจำอยู่ในโลก ย่อมไม่เหลวไหล แต่ผู้คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนานั้นไม่แน่นอน ผู้นั้นอาจเข้าไปเกี่ยวข้องเพื่ออาศัยประโยชน์ส่วนตัวหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝงก็เป็นได้

การเรียนรู้เชิงปริยัติก็ต้องใช้ความบากบั่นอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่อย่าหยุดแค่นั้น จะต้องพยายามต่อไปในขั้นปฏิบัติธรรมด้วย ส่วนปฏิเวธธรรมหรือการเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการทำจริงๆ นั้น ไม่ต้องบากบั่นอะไร เพราะเมื่อมีการทำจริงๆ แล้ว ก็ย่อมหวังได้แน่นอนว่า จะต้องได้รับผลจากความพยายามนั้น

อะไรคือความยากลำบากในการตามรอยพระอรหันต์?

อินทปัญโญเห็นว่า คือความไม่เข้มแข็ง กล้าแข็งของจิตใจของคนผู้นั้น การจะตามรอยพระอรหันต์ได้ คนผู้นั้นจะต้องกล้าที่จะใช้ชีวิตที่เรียบง่ายโดยเต็มใจ ยินยอมที่จะอดทนต่อความยากลำบากอันเกิดจากความพากเพียรค้นหาความจริง ยอมทนต่อการถูกหัวเราะเยาะ ถูกเย้ยหยันของผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องพระอรหันต์ ไม่หวั่นไหวต่อคำชักชวนของสังคมให้กลับทางเดินเพราะด้วยเหตุนี้กระมัง จึงไม่ค่อยมีใครจะสมัครใจเป็นผู้เดินตามพระอรหันต์ด้วยหัวใจอันแท้จริง ยิ่งพุทธธรรมเป็นปัจจัตลักษณะคือ ผู้มีปัญญาจะเห็นได้เฉพาะตน ด้วยแล้ว การจะทำให้สังคมคล้อยตามจึงเป็นเรื่องยาก

แต่ไม่เป็นไรดอก อินทปัญโญปลอบใจตัวเองและให้กำลังใจตัวเอง ตัวเขาซึ่งได้ตั้งจิตปณิธานขอมอบชีวิตและร่างกายนี้ถวายแด่พระพุทธเจ้าดุจเป็นทาสรับใช้ของพระองค์ จนตัวเขายินดีเรียกตัวเองว่าเป็น "พุทธทาส" ในงานเขียนของเขาแล้ว
ต่อโลกภายนอก เขายินยอมให้โลกชนะเขา แต่ภายในแห่งความจริง เขารู้ดีเสมอว่า ธรรมะย่อมเป็นฝ่ายชนะเสมอ และตัวเขาซึ่งเดินตามวิถีแห่งธรรมะนี้ จึงเป็นฝ่ายชนะเสมอเช่นกันในโลกภายในของตัวเขานี้!

การตามรอยพระอรหันต์เป็น วิถีแห่งจิตของนักจิตศึกษา ซึ่งต้องเรียนรู้ธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งด้วยใจของตนเองโดยเฉพาะ จิตศึกษาคือวิชาแห่งความเป็นพระอรหันต์ที่ต้องพยายามทำจริงๆ ตามลำดับที่พระพุทธเจ้าได้ถ่ายทอดเอาไว้ให้ มันจึงเป็น ศิลปะแห่งจิต ที่ประณีตทำยาก แต่จะได้รับผลคุ้มค่าเป็นสุขอย่างแท้จริง อย่างที่ไม่มีวิธีการอย่างอื่นบันดาลให้ได้

ผู้ที่อยากทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นอย่างสูง จึงต้องหันมาร่วมมือกัน รื้อฟื้น ความสุขอย่างสูงสุดอันมีอยู่ในพุทธศาสนานี้แล้ว แสดงให้ประจักษ์แก่โลก โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส เพราะพระพุทธเจ้าทรงรับรองว่า ฆราวาสก็อาจบรรลุมรรคผล คือความสุขทางใจอย่างสูงขึ้นไปตามลำดับได้

การตามรอยพระอรหันต์ คือการปฏิบัติกาย วาจา ใจ ตามอย่างพระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้เคยกระทำมาแล้วและไม่เหลือวิสัยที่คนทั่วไปจะทำตามได้ถ้าตั้งใจจริง

พุทธธรรมชั้นสูงมิได้มีไว้สำหรับหลอกคนเล่น เพราะหลักคิดในพุทธศาสนานี้สอนให้คนเราคิดจนเห็นจริงด้วยตนเองเสียก่อน แล้วจึงเชื่อไม่ต้องเชื่อสิ่งที่ไม่มีตัวตามผู้อื่นบอก พุทธธรรมสอนให้คนเราเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการกระทำของตนเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่สุจริต ถูกต้องต่อภาวะของตนเองไม่ใช่ให้รอคอยรับผลจากผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้วิเศษ

คำสั่งสอนในพุทธธรรมจึงมีบทพิสูจน์กำกับอยู่ด้วยในตัว เพื่อให้ผู้นั้นเห็นได้เองแล้วเต็มใจทำด้วยตนเอง ทำไปตามลำดับๆ ก็จะได้รับผลแห่งความดีนั้นโดยลำดับเช่นกัน เมื่อถึงที่สุดแห่งความดีเมื่อใด เมื่อนั้นก็เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ คือผู้ที่หมดความชั่ว หมดทุกข์อันเป็นผลจากความชั่วมีอวิชชา เป็นต้น เป็นผู้มีความดีเต็มที่ จนข้ามพ้นแม้แต่ความดีนั้น จัดเป็นคนหนึ่งในจำพวกคนที่ดีที่สุดในโลก แต่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งในโลกพระอรหันต์

แม้คนทุกคนจะเป็นพระอรหันต์กันได้ในบัดนี้ ไม่ได้กันทุกคนก็จริง แต่คนเราทุกคนก็ควรพยายามเป็นพระอรหันต์เท่าที่ตัวเองจะสามารถเป็นได้ในชีวิตนี้มิใช่หรือ?

คนเราควรมีชีวิตอยู่อย่างสดชื่นแท้จริงทั้งภายนอกและภายใน มีแววตาสุกใสแสดงนิมิตแห่งความเยือกเย็นอยู่เสมอ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่มนุษย์ผู้มีทุกข์อยู่เต็มอก มีแววตาขุ่นข้นเพราะภายในถูกแผดเผาด้วยอำนาจ ความโลภ ความโกรธ และความไม่ได้ตามใจหวัง

คนเราควรทำตนเป็นตัวอย่างแห่งบุคคลที่มีใจเป็นสุขให้ผู้คนดูอยู่ทุกเวลาจนตลอดชีวิต อบรมผู้คนให้มีเมตตาอารีต่อกัน โดยทำตัวอย่างให้ดูเป็นแบบอย่างของความอดทน ความหนักแน่น และความเพียรที่มุ่งบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่นอย่างสูงสุด โดยไม่หวังผลตอบแทน

คนเราจึงต้องบำเพ็ญด้วยใจ ภายในห้วงแห่งความคิดอันละเอียด และตั้งใจทำจริงๆ ในการตามรอยพระอรหันต์ ซึ่งมีอยู่ 23 ขั้นตอนที่พระหนุ่มอินทปัญโญรวบรวมมาได้จากพระบาลี 3 สูตรคือ บาลีฉวิโสธนสูตร บาลีมหาอัสสปุรสูตร และบาลีสามัญญผลสูตร ดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 "กุลบุตรได้ฟังเทศน์" เกิดศรัทธา และปัญญา

ขั้นที่ 2 "ละสมบัติ" และวงศ์ญาติ ออกบวช

ขั้นที่ 3 "ปาฏิโมกขสังวร" หรือกาย-วจี-มโนสมาจาร

ขั้นที่ 4 "อินทรียสังวร" สำรวมอินทรีย์ทั้งหก

ขั้นที่ 5 "อาชีวปาริสุทธิ" การหาเลี้ยงชีพบริสุทธิ์

ขั้นที่ 6 "ปัจจยปัจเวกขณะ" พิจารณาปัจจัยสี่

ขั้นที่ 7 "หิริและโอตตัปปะ" คือสมุฏฐานแห่งศีลทั้ง 5

ขั้นที่ 8 "สันโดษ" ยินดีด้วยสิ่งของเท่าที่จะหาได้ในที่นั้นๆ

ขั้นที่ 9 "สติสัมปชัญญะ" รู้ตัวรอบคอบทุกอิริยาบถ

ขั้นที่ 10 "ชาคริยานุโยค" ประกอบการตื่น ไม่เห็นแก่นอน

ขั้นที่ 11 "เสพเสนาสนะอันสงัด" และละนิวรณ์ 5

ขั้นที่ 12 "บรรลุปฐมฌาน" ที่ 1

ขั้นที่ 13 "บรรลุทุติยฌาน" ที่ 2

ขั้นที่ 14 "บรรลุตติยฌาน" ที่ 3

ขั้นที่ 15 "บรรลุจตุตฌาน" ที่ 4

ขั้นที่ 16 "ญาณทัศนะ" ปัญญาเครื่องรู้แห่งสภาวธรรม

ขั้นที่ 17 "มโนมยอภินิมมนะ" นฤมิตรูปทางใจ

ขั้นที่ 18 "อิทธิวิธี" วิธีแสดงฤทธิ์ต่างๆ ตามปรารถนา

ขั้นที่ 19 "ทิพโสต" หูทิพย์

ขั้นที่ 20 "เจโตปริยญาณ" รู้ใจผู้อื่นตามที่เป็นอยู่อย่างไร

ขั้นที่ 21 "บุพเพนิวาสานุสสติญาณ" ระลึกชาติได้เป็นอันมาก

ขั้นที่ 22 "จุตูปปาตญาณ" ตาทิพย์

ขั้นที่ 23 "อาสวักขยญาณ" เครื่องมือทำอาสวะให้สิ้น

จะว่าไปแล้ว 23 ขั้นตอนแห่ง "ตามรอยพระอรหันต์" ดังข้างต้นนี้เป็นแค่ โรดแมป หรือแผนที่นำทางชีวิตเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตที่พระหนุ่มอินทปัญโญตั้งเป้าว่าจะเดินตามเท่านั้น โรดแมปนี้มันทำให้ชีวิตของเขาเปี่ยมไปด้วยความหมายมากยิ่งขึ้น ต่อให้เขาจะทำตามโรดแมปนั้นได้จนถึงที่สุดหรือไม่ได้ก็ตาม



 

Powered by MakeWebEasy.com