23. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 23 ตะลุยใต้ 3/10/49

23. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 23 ตะลุยใต้ 3/10/49

พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส (ตอนที่ 23)



23.ตะลุยใต้

"ขอเพียงรู้กระจ่างแจ้ง ก็ถือว่าบำเพ็ญ เซน ไหนเลยมีการแบ่งแยก ว่าผ่านเข้าประตูสงฆ์ หรืออยู่นอกประตูสงฆ์ (ฆราวาส) เมื่อเข้าสู่โลกก็คือ เหนือโลก ผ่านเข้าประตูเท่ากับออกไปอยู่นอกประตู จิตที่ตั้งมั่น คือ จิตแห่งพุทธะ"

คำสอนของเซน
15 มิถุนายน พ.ศ. 2493

พระยาอมรฤทธิ์ธำรง ข้าหลวงภาค 5 (ภาคใต้) ได้นิมนต์ อินทปัญโญ ให้เดินทางร่วมไปตะลุยใต้ตลอดทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้กับเขา ในช่วงระหว่างกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมของปีนั้น โดยตำแหน่งหน้าที่พระยาอมรฤทธิ์ธำรง ต้องไปร่วมการประชุมเผยแพร่ภาคตลอดทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้อยู่แล้ว เขาจึงมีความคิดที่จะเชิญอินทปัญโญไปตระเวนเทศน์ ตลอดทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้ โดยเดินทางไปพร้อมกับเขาเสียเลย พระยาอมรฤทธิ์ธำรงผู้นี้ เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายฆราวาสท่านหนึ่งที่อินทปัญโญให้ความนับถือมาก จนถือว่าเป็นอาจารย์ทางโลกคนหนึ่งของเขา ท่านผู้นี้มีอายุแก่กว่าอินทปัญโญ 5 ปี และเป็นผู้สนับสนุนงานของอินทปัญโญอย่างแข็งขันอีกผู้หนึ่งด้วย...

ทิวทัศน์ที่แปลกตาในหลายจังหวัดภาคใต้ที่อินทปัญโญเพิ่งเคยเห็นได้สร้างความรู้สึกตื่นตัวให้แก่อินทปัญโญ ไม่ว่าม่านหมอกบนทิวเขาเขียวชอุ่ม ความสงบรักสันติของผู้คนที่ใช้ชีวิตผูกพันกับธรรมชาติและท้องทะเล

ทุ่งนาและภูเขา

ล้วนถูกพรมด้วยหยาดฝน

จนชุ่มฉ่ำ


ทิวทัศน์ที่อินทปัญโญได้แลเห็นในระหว่างการเดินทาง มันได้ชักนำให้เขาดื่มด่ำและจดจ่ออยู่กับความงามของธรรมชาติที่อยู่เบื้องหน้า บางครั้งอินทปัญโญชมดูทิวทัศน์อันตระการนั้นอย่างเคลิบเคลิ้ม ด้วยจิตอันสงบนิ่ง จนรู้สึกราวกับว่าจิตใจ จิตวิญญาณของตัวเขาได้หลอมละลายไปในทิวทัศน์นั้น จนกระทั่งไม่มีการแบ่งเขาแบ่งเราอีกในห้วงยามนั้นพริบตานั้น แผ่นดินแผ่นฟ้าคล้ายถูกปกคลุมอยู่ภายใต้กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์จนอิทปัญโญไม่คิดผละจากที่นั้นไปเลย

พุทธธรรม สอนให้อินทปัญโญเคารพต่อธรรมชาติของสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ก้อนหิน ก้อนดิน ตะไคร่ บ่อน้ำ แม่น้ำ ลำคลอง ภูเขา ทะเล ฯลฯ พุทธธรรม ยังสอนให้เขารู้จักเปิดตัวเปิดใจกับ อภิมรรค อันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ โดยปลุกปัญญาภายในของเขาให้ตื่นขึ้นจนสามารถ "เข้ารหัส" กับธรรมชาติเพื่อความกลมกลืนปรองดองกับธรรมชาติได้อย่างเป็นไปเอง

โดยเริ่มจากการเปิดตัวเองให้รู้สึกถึง "ความว่าง" ของทิวทัศน์ธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้า หยุดจิตสำนึกของตัวเองที่พยายามแปรรูปออกมาเป็นคำพูด ยุติคำพูดในใจลงเกือบโดยสิ้นเชิง ถ้าทำได้เมื่อนั้น ผู้นั้นย่อมแลเห็นได้เองตรงๆ เลยว่า สรรพสิ่งในรูปแบบเหลือคณานับ คือการแสดงออกที่แตกต่างกันของ พลังชีวิต เดียวกันทั้งสิ้น แม้ว่า แต่ละสิ่ง แต่ละอย่างจะเติบโต เคลื่อนไหวตามกฎเกณฑ์แห่งชีวิตของมันเองก็ตาม

ความสงบเงียบของทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต

การชื่นชมกับ บรมสันติ ที่เกิดขึ้นตามมา

นี่คือ ความรู้สึกด้านในของเซน และเป็น

ความรู้สึกด้านในของอินทปัญโญ ในห้วงยามนั้น!

ในสายตาของอินทปัญโญ ทุกๆ ทิวทัศน์ที่เขาแลเห็นเบื้องหน้า และหลอมรวมจิตใจจนเป็นหนึ่งเดียวกับมัน ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเติมแต่งความสมบูรณ์พร้อมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์รวมทั้งหมด นี่คือชีวิต และ นี่คือความเป็นจริงของชีวิต ที่สอดคล้องกลมกลืนเมื่อผู้นั้นเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น และอย่างมีอารมณ์ขัน

อินทปัญโญใช้ทิวทัศน์อันกระจ่างตาเบื้องหน้าเขา ทำให้ตัวเขาเกิดความตระหนักรู้อย่างลึกซึ้ง และเกิดความตื่นตัวกับชีวิตอย่างเต็มที่ ด้วยการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทิวทัศน์เบื้องหน้า ในฐานะที่เป็น ประสบการณ์ล้วนๆ อย่างหนึ่งโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดหรือใช้ความคิด ใช้คำพูดในใจ

แม้แต่ภาพที่คุ้นตาดี อันเป็นส่วนหนึ่งของ โลกชาวบ้าน ที่อินทปั
ญโญคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมันเป็นแค่กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน แต่ด้วยการปลุกจิตสำนึกของตัวเขาให้ตื่นตัว และตระหนักรู้ อินทปัญโญย่อมแลเห็น "ฉาก" นั้นด้วยจิตใจที่สงบรำงับได้

สายลม สายฝน

พัดกระหน่ำใบไม้หลุดลอย

กาลเวลากลืนกินสรรพสิ่ง

ยากจะเหนี่ยวรั้งไว้

ปุถุชนชอบสะสมความมั่งคั่งกันเหลือเกิน แต่ต่อให้สะสมมากมายแค่ไหน ก็หาได้มีอำนาจมากพอที่จะต่อต้าน สัจธรรมแห่งชีวิตและกาลเวลาที่กลืนกินสรรพสิ่งได้ ความรุ่งเรืองโดยแท้จริงนั้นวัดกันที่วัตถุภายนอก หรือว่าคุณค่าภายในจิตใจกันแน่? อินทปัญโญหัวเราะให้กับความเขลาของมนุษย์ ด้วยสายตาที่อ่อนโยนอย่างสุดที่จะพรรณนา

คนรวยส่วนใหญ่ ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ มักไม่เข้าใจความจริงในเรื่องนี้ อินทปัญโญนึกในใจ ขณะที่เขามองการใช้ชีวิตของผู้คนในภาคใต้ บางส่วนด้วยสายตาที่ชื่นชม เพราะคนเหล่านี้ใช้ชีวิตอย่าง "พอเพียง" แม้จะดู "ยากไร้" ในสายตาของคนรวย และผู้มีอำนาจ แต่พวกเขาก็ดำรงชีวิตอย่างสอดคล้องกับความเป็นตัวของตัวเอง และมีความพอใจในชีวิต อีกทั้งยังมีความมั่นใจว่าสามารถจัดการกับชีวิตของตัวเองได้ เพราะหมู่เมฆ ทิวเขา ทุ่งนา แม่น้ำ มนุษย์ต่างก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีใครครอบงำใคร หรือถูกใครครอบงำไม่ได้ แยกขาดจากกัน แต่ก็ใช่ว่าจะร่วมกัน ด้วยมุมมองที่ "รู้จักพอ" เยี่ยงนี้ พวกเขาย่อมยืนหยัดอยู่ในโลกนี้ได้โดยไม่อายใคร แหงนหน้าไม่ต้องอายฟ้า ก้มหน้าไม่ต้องละอายดิน เพราะพวกเขาไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้เบียดเบียนธรรมชาติ และไม่ได้เบียดเบียนตัวเองหรือเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง

คน กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปแล้ว ในสายตาของอินทปัญโญ ณ ห้วงยามนั้น คน ต้นไม้ นก ภูเขา ลำคลอง หมู่เมฆ สำหรับตัวเขาแล้ว มันเป็นอยู่เช่นนั้นเอง มันดำรงอยู่ในฐานะที่คน ต้นไม้ นก ภูเขา ลำคลอง หมู่เมฆ มันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ได้มาจากไหน และไม่ได้จะไปไหน ท่ามกลาง มหาสุญญตา อันลึกล้ำสุดหยั่งคาดสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นในรูปแบบสุดคณานับจาก "ความว่าง" และย่อมสลายตัวกลับลงสู่ "ความว่าง" ในที่สุด

ดอกไม้ผลิบานอย่างเงียบเชียบ

ไยมนุษย์จึงกระเสือกกระสนกันเล่า?

นกบินเหนือยอดไม้อย่างสงบ

ปลาผุดว่ายอยู่กลางสายน้ำ


การออกไปตระเวนเทศน์ตลอดทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้ กับพระยาอมรฤทธิ์ธำรงของอินทปัญโญในปีนั้น เขาไปอย่างเป็นทางการ ต้องเทศน์ทุกวัน บางวันต้องเทศน์ถึง 5 ครั้ง แม้เหนื่อยแค่ไหน อินทปัญโญก็เต็มใจทำเพราะในวัยสี่สิบต้นๆ อินทปัญโญยังเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต และรู้สึกสนุกเพลิดเพลินกับการได้เที่ยวไปในที่ต่างๆ ที่ไม่เคยไป แม้บางคราว เขาต้องเทศน์กับผู้ฟังที่เป็นชาวอิสลามล้วน เช่น ที่ปากน้ำจังหวัดสตูล โดยมีพระสมันตรัตนบุรินทร์ช่วยเป็นล่ามแปลให้ มีโต๊ะอิหม่ามเป็นประธานในการเลี้ยงอาหารอย่างสนิทสนม ทำให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาเป็นอันมาก

สิ่งที่อินทปัญโญรู้สึกประทับใจมากเป็นพิเศษ ก็เห็นจะได้แก่การที่ตัวเขาได้มีโอกาสไปแง้มยล โลกน้อยๆ ของชุมชนอิสลาม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โลกน้อยๆ ที่กอปรด้วยความสัมพันธ์เชิงนิเวศอันแสนสมถะชุดหนึ่ง บ้านหลังเล็กๆ ทะเล ท้องฟ้ากว้าง พร้อมกับดวงอาทิตย์และฝนที่ให้ชีวิต ความอดทนของชาวประมงบนเรือกับวิถีชีวิตที่ปกปักรักษาสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีสาเหตุมีความเป็นมา และสาเหตุของสิ่งใดๆ ก็คือทุกสิ่งทุกอย่าง

อินทปัญโญมองดู ทิวเขาที่ดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง แลดูทะเลที่มีแต่ความแปรเปลี่ยน แล้วอดคิดไม่ได้ว่า คนเราไม่จำเป็นต้องกลัดกลุ้มรุ่มร้อนต่อความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์ แต่อย่างใดเลย สรรพสิ่งทุกสิ่ง ล้วนประกอบขึ้นมาจาก ธาตุ ต่างๆ ตัวเขาก็เช่นกัน มันก็สักเป็นแค่ ธาตุ ที่ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง แต่ตั้งอยู่ได้ด้วยเงื่อนไขที่เหมาะสมเพียงชั่วคราวเท่านั้น

จักรุ่มร้อนไปไย จงยิ้มแย้มอย่างเบิกบาน

ต้อนรับวันสดใส ชื่นชมทุกสิ่งด้วยความปลาบปลื้ม

โลกนี้ทั้งใบเป็นบ้านของเรามานานแล้ว






Powered by MakeWebEasy.com