25. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 25 อิสรภาพแห่งมโนนิยม 17/10/2549

25. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 25 อิสรภาพแห่งมโนนิยม 17/10/2549

พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส (ตอนที่ 25)


25. อิสรภาพแห่งมโนนิยม

"มโนนิยมของพุทธบริษัท คือ ความสงบเย็นแห่งจิตใจ"

พุทธทาสภิกขุ

...ปลายปี พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952)...สวนโมกข์

เมื่ออินทปัญโญได้ทราบข่าวว่า คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ และมิตรสหายในวงการหนังสือพิมพ์ถูกทางการจับกุม และขังคุกด้วยข้อหากบฏภายใน และภายนอกราชอาณาจักร อันเป็นการกล่าวหาโดยอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม จิตใจที่เคยสงบนิ่งดุจบ่อน้ำโบราณเสมอมาของอินทปัญโญ กระเพื่อมขึ้นวูบหนึ่งก่อนที่จะกลับมานิ่งสงบตามเดิม เขาตั้งจิตเป็นสมาธิแผ่เมตตาให้ทั้งพวกกุหลาบ และพวกเผด็จการอำนาจนิยม

เป็นที่คาดการณ์ได้ว่า พวกเผด็จการที่กุมอำนาจรัฐไว้ในมือ จะต้องใช้กลไกอำนาจรัฐทั้งหมดที่มีอยู่ ทำการใส่ความ ใส่ร้าย กุหลาบและพวก ทำลายชื่อเสียงอันดีงามที่กุหลาบได้สั่งสมมาชั่วชีวิตให้เป็นที่ดูถูกเหยียดหยามดูแคลนในหมู่ประชาชนที่ถูกปิดหูปิดตา และถูกครอบงำทางความคิดโดยสื่อของรัฐ แม้แต่ตัวอินทปัญโญเอง เขาก็ได้ข่าวมาว่า กำลังถูกทางการเพ่งเล็งอยู่เหมือนกัน

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ "การรักษาชื่อเสียง" ของตนไม่ให้มัวหมองดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่อินทปัญโญก็หาได้วิตกแต่อย่างใดไม่ และไม่ได้ห่วงว่า ชื่อเสียงของกุหลาบจะมัวหมองด้วย เพราะเขาตระหนักรู้แก่ใจเป็นอย่างดีว่า คนบริสุทธิ์แท้จริง ไม่ต้องกังวลในการรักษาชื่อเสียงแม้แต่น้อย จะมีก็แต่คนลวงโลก คนทุจริตเท่านั้นที่พะวงกับ "การรักษาชื่อเสียง" คนเราหากมีจิตใจบริสุทธิ์ เขาก็มีหน้าที่แค่บำเพ็ญความดีอย่างต่อเนื่องไปเท่านั้น แล้วชื่อเสียงก็ย่อมตามมาเองดุจเงาตามตัว ในทุกขณะที่ผู้นั้นกำลังบำเพ็ญความบริสุทธิ์อยู่

คนเราเมื่อตั้งจิตมุ่งมั่นบำเพ็ญความบริสุทธิ์ในกาย-วาจา-ใจ แล้วจะต้องไปห่วงชื่อเสียงทำไม การกระทำใดๆ ที่มีเป้าหมายสร้างภาพเพื่อชื่อเสียงล้วนๆ ย่อมไม่ใช่การกระทำของพุทธบุตร ผู้กระทำเพื่อความบริสุทธิ์เท่านั้น ชื่อเสียงที่ต้องรักษา เป็นชื่อเสียงที่ได้มาโดยทุจริตหลอกลวง รักษาเพื่ออย่าให้ถูกเปิดโปงว่าลวงโลก พุทธบุตรไม่มีการกังวลในการรักษาชื่อเสียง มีกังวลแต่การทำความบริสุทธิ์เท่านั้น การรักษาชื่อเสียงเป็นภาระที่หนักอึ้ง การทำความบริสุทธิ์แจ่มแจ้งใจเป็นของเบาสบาย ชื่อเสียงไม่ใช่ความสุข มันเป็นแค่ "หน้ากาก" อย่างหนึ่ง เท่านั้น

อิสรภาพทางร่างกาย ของกุหลาบและพวกถูกจำกัดเป็นการชั่วคราวแล้ว แต่อินทปัญโญก็ยังมั่นใจว่า ตราบใดที่พวกเขายังเป็นผู้ที่ มีอิสระทางใจ อยู่ พวกเขาย่อมสามารถฝ่าฟันช่วงเวลาแห่งการถูกทดสอบนี้ไปได้ อิสรภาพทางใจ เป็นเรื่องของการเติบโตด้วยตัวเอง ด้วยใจที่เปิดกว้างตื่นตัว และมีความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเองและของผู้อื่น

ลำพังการมีแค่ อิสรภาพทางร่างกาย กับ อิสรภาพทางใจ หรือ ทางความคิด ก็ยังไม่เพียงพอต่อการเป็นมนุษย์ที่แท้ หรือมนุษย์ที่สมบูรณ์ อินทปัญโญมีความเห็นว่า คนเราควรจะเข้าถึง อิสรภาพทางจิตวิญญาณ ด้วย

อิสรภาพทางจิตวิญญาณ คือการตระหนักรู้ว่า "ตัวเรา" ไม่ใช่ กาย นี้ ไม่ใช่ ใจ นี้ ไม่ใช่ ความคิด นี้ ตัวเราเป็นแค่ การตระหนักรู้อันบริสุทธิ์ ที่สามารถ "เห็น" กาย-ใจ-ความคิด ของตนในฐานะ "ผู้ดู" ได้อย่างชัดแจ้ง

อิสรภาพทางจิตวิญญาณ จึงดำรงอยู่ได้ในมิติของปัจเจกเท่านั้น "การรวมหมู่" ไม่ว่าจะเป็นองคาพยพระดับใด ไม่ว่าชาติ สังคม ชุมชน หมู่คณะ ล้วนไม่มีแก่นสาร ไม่มีตัวตนมันเป็นแค่ชื่อที่คนเราสมมติขึ้นมาเท่านั้น มันจึงไม่สามารถมีอิสรภาพทางจิตวิญญาณ โดยตัวของมันเองได้ มันอาจจะรวมตัวกันเหนียวแน่นได้ด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง หรือความเชื่อระบบใดระบบหนึ่ง ถ้าเป็นการยัดเยียดหรือครอบงำแบบรวมหมู่โดยกลไกทางสังคมต่างๆ การดำรงอยู่แม้แต่อิสรภาพทางความคิด ก็ยังกลายเป็นปัญหาได้

"การรวมหมู่" เป็นเพียงถ้อยคำที่สร้างขึ้นมามันไม่เกี่ยวข้องกับอิสรภาพโดยตรง "ชาติ" หรือ "พรรคการเมือง" หรือ "สถาบันศาสนา" จึงอาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายได้ ถ้าถูกผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายที่เห็นต่าง

"การรวมหมู่" จะเป็นอิสรภาพอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อเป็นการรวมตัวกันของปัจเจกบุคคลผู้มีอิสรภาพทางจิตวิญญาณแล้วเท่านั้น

อิสรภาพทางจิตวิญญาณคือ สุดยอดของประสบการณ์ชีวิต มันเป็นเรื่องของความรู้สึกเป็นอิสระที่จะตัดสินใจ ที่จะเลือกกระทำใดๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องของการเต็มใจที่จะได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆ มากมายอย่างพร้อมที่จะรับผิดชอบด้วยตัวเอง อย่างพร้อมที่จะยอมรับ ยอมเผชิญหน้ากับทุกๆ สถานการณ์โดยไม่หลีกหนี

มันไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จหรือความล้มเหลว และไม่ใช่เรื่องของชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ผู้ที่มีอิสรภาพทางจิตวิญญาณอยู่เหนือพ้นเรื่องเหล่านี้ไปแล้ว ล้มเหลวจะเป็นไร ผิดพลาดจะเป็นไร ล้มคะมำจะเป็นไร เขาก็แค่ลุกขึ้นมายืนตรงใหม่อีกครั้ง แล้วมุ่งหน้าต่อไปก็แค่นั้นเอง คนเราพึงเรียนรู้บทเรียนชีวิตจากความผิดพลาด เพื่อที่จะได้ไม่ทำมันซ้ำอีก คนเราควรมีความฉลาดพอที่จะรู้จักปรับเปลี่ยนก้อนหินต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคขวางทางทุกก้อน โดยเอามาเรียงซ้อนกันเป็นขั้นบันไดให้ปีนป่ายได้สูงขึ้นเท่าที่ตัวเองจะปีนป่ายขึ้นไปได้ในชั่วชีวิตนี้

อินทปัญโญมีความมั่นใจว่า อุปสรรคที่กุหลาบและมิตรสหายกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ จะเป็นเหตุปัจจัยที่ช่วยพัฒนายกระดับ อิสรภาพทางความคิด ของกุหลาบไปสู่ อิสรภาพทางจิตวิญญาณ ได้ในที่สุด เพราะตัวกุหลาบเองก็มีความใฝ่ใจในทางธรรมแบบ มโนนิยม อยู่บ้างแล้ว แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว กุหลาบจะเป็น ปัญญาชนหัวก้าวหน้าที่เอียงซ้าย ที่เชื่อใน ปรัชญาวัตถุนิยมแบบวิภาษวิธี ก็ตาม

นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา อินทปัญโญเห็นว่า มนุษยชาติส่วนใหญ่กำลังเป็นวัตถุนิยมจัดยิ่งขึ้นทุกที โดยที่ลัทธิวัตถุนิยมนี้จะเป็นมูลเหตุของสงคราม ของความระส่ำระสาย ของวิกฤตการณ์ทั้งหมดของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย ขณะที่ มโนนิยม เป็นเรื่องของผู้นิยมทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณ แม้ว่าพวกเขาก็ยังต้องกินอาหาร ยังต้องนุ่งห่ม ยังต้องมีที่อยู่อาศัย คือ ยังต้องเกี่ยวเนื่องด้วยวัตถุอยู่ก็ตาม แต่พวกเขาไม่มุ่งวัตถุเป็นเป้าหมายของชีวิต พวกเขามุ่งใช้วัตถุเป็นเพียงอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ เพื่อชีวิตเป็นอยู่ได้ แล้วใช้ชีวิตทั้งหมดของพวกเขา แสวงหาเรื่องทางจิตใจหรือจิตวิญญาณ ในฐานะที่เป็นเรื่องที่ลึกกว่า สูงส่งกว่าและดีกว่า มโนนิยมคือ การเอาจิตใจหรือจิตวิญญาณเป็นใหญ่ โดยที่สามารถบูรณาการวัตถุกับจิตใจให้ได้ผลดีที่สุด ให้ถูกต้องและมีประโยชน์มากที่สุด เท่าที่มนุษย์ควรจะได้รับ

วิถีของมโนนิยม จึงหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะต้องเป็น วิถีทวนกระแส สังคม รัฐไม่อาจผูกรัดเขา ไม่อาจปราบปรามกดขี่เขา และเขาก็ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ ต่อสังคม เขาแค่เป็นอิสระจากมันในทางจิตวิญญาณเท่านั้น แม้ว่าทางกาย เขายังสังกัดอยู่ในสังคมนั้นก็ตาม

นี่คือ อิสรภาพแห่งมโนนิยม ที่สูงส่งยิ่ง เพราะเขาผู้นั้น ย่อมสามารถยกตัวออกมาจากสังคม ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในสังคมได้โดยไม่มีร่องรอยของความเสียหายในเชิงจิตวิญญาณเกิดขึ้น ดุจบัวที่เกิดจากโคลนตม แต่ก็อยู่เหนือพ้นโคลนตมอย่างบริสุทธิ์สะอาด เขาผู้นั้นย่อมรู้จักให้อภัยต่อความถ่อย ความหยาบคายที่ผู้โง่เขลาเบาปัญญาทั้งหลาย กระทำต่อตัวเขาด้วยอวิชชาและความหลงผิด เขาทำใจได้ ไม่คิดจดจำและไม่ยึดติด เขาดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นอิสระในทุกๆ มิติของชีวิต เขาซึมซับองค์ความรู้ทางจิตวิญญาณทุกประเภทอย่างไม่ตีกรอบ เขาจึงสามารถยืนอยู่บนยอดเขาสูงแห่งจิตอย่างโดดเด่น และมองเห็นได้ไกลอย่างเกินกว่าคนยุคสมัยเดียวกับเขาจะจินตนาการได้

เขาเป็นผู้กระทำในทุกๆ กิจกรรมทั้งปวง เขาไม่ยอมเป็นเบี้ยหรือของเล่นที่อยู่ในกำมือของผู้อื่น เขากระทำอย่างมีสติ อย่างปราศจากความคิดว่าตัวเองเป็นผู้กระทำ และอย่างปราศจากความคาดหวังในผลลัพธ์ใดๆ จากการกระทำนั้น

"สติ" ของเขากลายเป็น อิสรภาพทั้งหมดของเขา ที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นปัจจุบันขณะอย่างไม่ขาดตอนในทุกๆ อิริยาบถ และไม่ถูกควบคุมโดยใคร หรืออะไรทั้งสิ้น

เขา "รู้ตัวทั่วพร้อม" เขาเคลื่อนไหวไปแบบสดๆ บริสุทธิ์ ไม่ถูกเจือด้วยอดีต ไม่ถูกรบกวนด้วยอนาคต เขาไม่พยายามใดๆ เขาไม่กดทับอะไร เขาแค่ดำรงอยู่ ณ จุดในสุดของตัวเขาอยู่เสมอ เขาอยู่ในสังคมนี้อย่างมีเมตตากรุณา อยู่อย่างไร้ตัวตน มีความสงบสุขอย่างเรียบง่าย แล้วแผ่ความสงบเย็นแห่งจิตใจนี้ไปสู่คนรอบข้างเสมอ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกภายในตัวเขาเพียงคนเดียว ได้กลายเป็นแรงกระตุ้นทำให้คนจำนวนมากมายลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงภายในตามไปด้วยดุจลูกโซ่

ทุกๆ สิ่งที่เขาทำ เขามุ่งทำให้คนจำนวนหนึ่งมีความสุข โดยตัวเขาไม่เคยใส่ใจเลยว่า คนเหล่านั้นจะรู้หรือไม่ในการกระทำของเขา สิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับตัวเขา คือการที่ตัวเขาได้ทำอะไรบางอย่างที่สร้างความสุขให้กับบางคนเท่านั้น แม้โลกหรือสังคมจะไม่ยอมรับ ชื่นชมตัวเขาเลยก็ตาม

อิสรภาพแห่งมโนนิยม คือโอกาสที่จะทำโลกนี้ให้สวยงามขึ้น และดีงามขึ้นโดยที่ตัวเองไม่ใส่ใจว่าจะได้รับคำยกย่องสรรเสริญหรือไม่ ตัวเขาแค่บำเพ็ญความบริสุทธิ์ในกาย-วาจา-ใจ ในฐานะที่เป็นพุทธบุตรเท่านั้น.




 

Powered by MakeWebEasy.com