44. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 44 จิตแห่งคุรุ 27/2/2550

44. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 44 จิตแห่งคุรุ  27/2/2550

พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส (ตอนที่ 44)


44. จิตแห่งคุรุ

วันเวลาผ่านไปเหมือนปีกบิน สวนโมกข์เติบใหญ่ขึ้นมาก แต่ละวันมีผู้คนเดินไปมา ชมอาคารทั้งเก่าและใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ต้นไม้ที่นั่นล้วนสูงใหญ่ใบหนาทึบ บรรยากาศร่มรื่น เปิดให้คนเข้ามาเที่ยวชมได้ตามสบายโดยไม่ต้องขออนุญาต มีทางเดินเวียนรอบลูกเขาเล็กๆ ที่มีป่าเชื่อมถึงเขาใหญ่เป็นทิวยาวต่อกันไป กุฏิหลังน้อยกระจายตัวกันซ่อนอยู่ตามป่าริมทาง คนและพระรวมกันพำนักอยู่ด้านหน้าของวัด ส่วนด้านหลังยังคงเป็นป่าสงบสงัดอยู่เช่นเดิม อินทปัญโญผู้เป็นเจ้าอาวาสของวัดนี้อยู่ในวัยที่ล่วงหกสิบแล้ว

ที่มุมหนึ่งของวัดมีโรงปั้น พระใหม่รูปหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบมาทางศิลปะกำลังปั้นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ขนาดใหญ่ที่อินทปัญโญบอกให้เขาปั้นขึ้นมาจากภาพต้นแบบครึ่งตัวที่ถูกพบจมอยู่ในคันนาแถวนั้น เมื่อหลายสิบปีก่อน พระหนุ่มรูปนี้มีความศรัทธาในตัวอินทปัญโญเป็นอย่างมาก ยิ่งได้มาเห็นตัวจริงของอินทปัญโญ แลเห็นดวงตาที่เป็นประกายแวววาวสดใสเหมือนตาเด็กทารกไร้เดียงสา แลเห็นอิริยาบถยามเคลื่อนไหวที่ดูสง่า มีความสุภาพเรียบร้อยมากด้วยความเมตตากรุณาตามแบบฉบับของผู้มีจิตที่เข้าถึงความเป็นพุทธะในตนได้แล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความสุขสงบอย่างเหลือล้นยากที่จะพรรณนาที่กำลังเอิบอาบอยู่ในจิตวิญญาณของเขา

การที่เขาได้มาบวช และได้อยู่ใกล้ชิดกับอินทปัญโญได้กลายเป็นประสบการณ์ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจของเขาโดยสิ้นเชิง เพราะตัวเขาได้ซึมซับความหอมหวนของอินทปัญโญมาไว้ในตัว โดยเฉพาะความหอมหวนของปัญญาในทางธรรมของอินทปัญโญประหนึ่งว่าเป็นความหอมที่มาจากพระปัญญาญาณของพระพุทธเจ้าเสียเอง

เขามาบวชที่สวนโมกข์นี้เพื่อแสดงธรรมจากดวงปัญญาที่มีอยู่เต็มเปี่ยมของอินทปัญโญ ซึ่งมีอยู่เต็มมากเสียจนกระทั่งมันล้นออกมาชโลมจิตวิญญาณของเขา เขาจำได้ว่า ตัวเขาไม่เคยก้มตัวลงกราบแสดงความเคารพใครด้วยความซาบซึ้งตรึงใจเหมือนอย่างที่ตัวเขาได้กระทำต่อคุรุผู้นี้เลย

เขาเคยโอ้อวดต่อหน้าอินทปัญโญด้วยการท่องข้อความในพระไตรปิฎกออกมายืดยาว แต่อินทปัญโญกลับเตือนสติเขาว่า

"เธอท่องจำได้เก่งมากจริงๆ แต่ฉันขอถามเธอหน่อยว่า เธอซึมซับเอาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในตัวเธอได้หรือยัง และพระไตรปิฎกได้ช่วยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง?"

เขาก้มหน้านิ่ง แลเห็นข้อบกพร่องที่มีอยู่ในตน และตระหนักถึงความไร้ประโยชน์ของการเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากตำราโดยที่ไม่นำมาปฏิบัติ อินทปัญโญเตือนเขาอีกว่า

"จงอย่าได้เข้าใจเขวไปว่า ความเข้าใจเป็นอย่างเดียวกับการรู้แจ้ง พระไตรปิฎกมีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ผู้อ่านต้องการนำไปใช้ให้เกิดการรู้แจ้งเห็นจริงภายใน และให้เกิดซึมซับเอาข้อความในพระไตรปิฎกนั้นเข้าไปไว้ในจิตใจ มิใช่เพื่อประดับความรู้หรือเพื่ออวดอ้างเฉยๆ"

นอกจากสอนการเจริญภาวนาแล้ว อินทปัญโญยังสอนพระหนุ่มรูปนี้ให้ฝึกฝนปฏิบัติธรรมโดยผ่านการทำงานศิลปะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเขารักและถนัด นี่เป็นที่มาของการที่ตัวเขาถูกอินทปัญโญมอบหมายให้ปั้นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์ใหญ่นี้

ขณะที่กำลังปั้นไป พระหนุ่มก็ได้คิดว่า ศิลปินช่างปั้นช่างวาดอย่างตัวเขามักชอบปรุงแต่งทางศิลปะมากไป อย่างเช่น พวกเขาชอบปั้นบัลลังก์ลวดลายให้พระพุทธองค์ตรัสรู้ ทั้งๆ ที่ความจริงพระพุทธองค์นั่งบนฟางหญ้า

ยิ่งปั้นไป ปัญญาของพระหนุ่มก็ยิ่งผุดบังเกิดขึ้นมาว่า พระบวชโกนหัวนี่ก็สมมติ ศาสนาไม่ใช่โบสถ์ ทุกอย่างในโลกนี้เดิมไม่มีชื่อ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นเรียก สิ่งนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว

สิ่งที่พระหนุ่มได้เรียนรู้เป็นอย่างมากจากอินทปัญโญ คือ วิธีคิด วิธีลับสติปัญญาให้แหลมคม โดยตัวเองจะต้องพยายามฝึกฝนตนเองเรื่อยไปแล้วจะเป็นเอง เหมือนใช้สิ่วสกัดหินให้เป็นรูป จนรูปสลักนั้นค่อยๆ งามขึ้นเอง

อินทปัญโญสอนเขาหลายครั้งหลายหนว่า จงทำงาน จงใช้ร่างกายของตนเป็นเครื่องมือส่องทางมืดให้ดีที่สุด จงจุดตัวเองให้สว่าง จุดปัญญาให้สว่างเป็นปัญญาญาณให้จงได้ อย่าลืมว่า เราคือเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ ทุกสิ่งในธรรมชาติแสดงธรรม แสดงความจริงอยู่ทุกขณะ

ครั้งหนึ่ง อินทปัญโญขอให้พระหนุ่มวาดรูปพระเยซูให้ท่าน ตอนแรกเขาหงุดหงิดไม่อยากวาด เขานึกแย้งในใจว่า เรื่องของพระพุทธเจ้าที่ควรวาดออกมาเป็นภาพก็มีเยอะแยะ ทำไมต้องไปวาดภาพของศาสนาอื่นด้วยเล่า เขาออกมาบวชก็เพราะเขาต้องการคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ด้วยจิตใจที่ศรัทธาว่าพระพุทธเจ้าดีที่สุดในโลก ในตอนนั้น เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องพระเจ้า คำสอนของพระเยซูหรือของเล่าจื้อก็ไม่อยู่ในการรับรู้ของเขา อินทปัญโญต้องบอกกับเขาว่า จะเอาภาพพระเยซูนี้ไปถวายเป็นของขวัญสังฆราชที่วาติกัน เขาจึงตื่นเต้นและยอมวาด อินทปัญโญยื่นคัมภีร์ไบเบิลให้เขาอ่านหลายเที่ยว พร้อมกับสำทับให้เลือกฉากที่ดีที่สุด

พระหนุ่มตัดสินใจวาดฉากหญิงล่วงชาย ถูกคนรุมขว้างหินใส่วิ่งไปหาพระเยซูให้ช่วย ท่านหยิบก้อนหินขึ้นมา พร้อมกับประกาศว่าใครที่ไม่เคยทำผิดบาปเลยให้ขว้างก่อน ทุกคนก็หลบเลี่ยงเดินหนี เขาทุ่มเทชีวิตจิตใจวาดภาพนี้ออกมา แล้วนำภาพนี้ไปหาอินทปัญโญเพื่อให้ท่านวิจารณ์ แต่ปรากฏว่าอินทปัญโญได้สูญสิ้นความใส่ใจในสิ่งที่ท่านสั่งเขาเรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจและรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย

ต่อมาภายหลังเขาจึงรู้ว่า อินทปัญโญต้องการกระตุกเตือนเขาไม่ให้ยึดติดตัวตน ไม่ให้หลงทะนงตนในความสามารถในการวาด และการปั้นที่เก่งกว่าพระทุกองค์ที่นี่ รวมทั้งท่านอยากให้เขาศึกษาคัมภีร์ของศาสนาอื่นด้วยเพื่อเปิดใจให้กว้าง เขานึกไม่ถึงเลยว่า การกระทำของคุรุของเขาในครั้งนั้น มันได้ช่วยกอบกู้จิตวิญญาณของตัวเขาไว้มากขนาดไหน ไม่ให้ตกลงไปในหลุมพรางของความคับแคบ ความใจแคบ และหยิงผยองลำพองตน อินทปัญโญได้ใช้โอกาสอย่างเหมาะสมในการช่วยให้ศิษย์ของเขาคนนี้เติบโตทางจิตวิญญาณต่อไปได้

แต่แม้กระนั้นก็ตาม พระหนุ่มก็ยังอดฉงนใจอยู่ไม่หายว่า ในท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากอยู่เช่นนี้ เหตุใดอินทปัญโญจึงยังคงยิ้มแย้มได้งดงามเช่นนั้นเสมอ ทำไมความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง จึงไม่อาจกัดกร่อนอินทปัญโญลงได้เลยกว่าที่พระหนุ่มจะเข้าใจถึงเหตุผลข้อนี้ได้อย่างถ่องแท้ก็ต้องกินเวลาอีกหลายสิบปีหลังจากนั้น...หลังจากที่ตัวเขาก็ได้กลายมาเป็น 'คุรุ' เหมือนอย่างอินทปัญโญ ผู้เป็น คุรุคนแรก ของเขา และแม้ว่าเขาจะสึกออกจากความเป็นพระ มาเป็นฆราวาสผู้เป็นศิลปินพเนจรแล้วก็ตาม

เขาหรือ 'เขมานันทะ' ผู้นี้ ได้สอนลูกศิษย์ที่มาปฏิบัติภาวนาร่วมกับเขาในครั้งหนึ่งว่า

"เมื่อกายของเราตื่น จิตของเราตื่น จะเกิดอาการสัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในห้วงจินตภาพ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่สัมผัสได้โดยตรง เช่น เมฆ ท้องฟ้า ต้นไม้ เมื่อจิตสำนึกของมนุษย์ตื่นขึ้น เขาก็สัมผัสความจริงของทุกสิ่งทุกอย่างด้วยจิตใจอันใหญ่กว้าง ความคิดแคบๆ หรือจิตเล็กๆ ภายใต้ความคิด 'ตัวกู-ของกู' แตกสลาย เมื่อจิตสำนึกเล็กๆ แตกสลายก็กลายเป็นจิตซึ่งเป็นสากล จิตซึ่งกว้างใหญ่ไพศาล ความคิดความอ่านไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ภายใต้แวดวงของชาติศาสนาที่จำกัดอีกแล้ว จิตสำนึกที่แผ่ออกไปไม่มีขอบเขตนั้นเอง เป็นรากฐานดั้งเดิมซึ่งได้กลายเป็นสภาพใหม่ แทนจิตสำนึกเล็กๆ ที่ยังอยู่เพียงเป็นร่องรอยของความจำเท่านั้น"






 

Powered by MakeWebEasy.com