50. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 50 อมตะ...พุทธทาสจักอยู่ไปไม่มีตาย 10/4/2550

50. พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส ตอน 50 อมตะ...พุทธทาสจักอยู่ไปไม่มีตาย  10/4/2550

พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส (ตอนที่ 50)


50. อมตะ...พุทธทาสจักอยู่ไปไม่มีตาย

"พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย

แม้ร่างกาย จะดับไป ไม่ฟังเสียง

ร่างกายเป็น ร่างกายไป ไม่ลำเอียง

นั่นเป็นเพียง สิ่งเปลี่ยนไป ในเวลา

พุทธทาส คงอยู่ไป ไม่มีตาย

ถึงดีร้าย ก็จะอยู่ คู่ศาสนา

สมกับมอบ กายใจ รับใช้มา

ตามบัญชา องค์พระพุทธ ไม่หยุดเลย

พุทธทาส ยังอยู่ไป ไม่มีตาย

อยู่รับใช้ เพื่อนมนุษย์ ไม่หยุดเฉย

ด้วยธรรมโฆษณ์ ตามที่วาง ไว้อย่างเคย

โอ้เพื่อนเอ๋ย มองเห็นไหม อะไรตาย"

พุทธทาสภิกขุ

การหลุดพ้น ย่อมนำคนผู้นั้นไปสู่ความเป็นอมตะ จริงอยู่ ร่างกายของคนผู้นั้นย่อมดับขันธ์สิ้นสังขารลงในวันหนึ่ง แต่ การกระทำของเขา ความคิดของเขา และปณิธานของเขา ผู้หลุดพ้นเข้าถึงนิพพานแล้ว จักได้รับการสืบสานต่อ นี่แหละคือ ความเป็นอมตะ ของบุคคลผู้นั้น มีแต่การกระทำที่ดีงามเท่านั้นที่จะเป็นอมตะได้ มีแต่ความคิดที่ดีงามเท่านั้นที่จะคงอยู่ตลอดไป มีแต่ปณิธานที่ดีงามเท่านั้นที่จะไม่ตาย เพราะมันจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังสืบสานปณิธานนั้นต่อไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

มนุษย์ทั้งหลายเอ๋ย!

ทำไมพวกท่านจึงไม่คิดใช้ชีวิตที่บูรณาการการหลุดพ้น และความเป็นอมตะเข้าด้วยกัน โดยการมีชีวิตอยู่อย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ความเป็นธรรม ความรัก สันติ ความปรองดอง และไร้ซึ่งความทะยานอยากอย่างเห็นแก่ตัว? นี่คือ คำสอนสุดท้าย ของเรา...อินทปัญโญซึ่งจากพวกท่านไปแล้วในทางสังขาร
* * *
วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993)...ณ เขาพุทธทอง

แม้แต่งานศพของอินทปัญโญก็ยังแฝงไว้ด้วยการสอนธรรมของตัวท่านใน พินัยกรรม ของท่านที่ทำไว้ก่อนมรณภาพ ท่านเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ให้เผาศพท่านในสามเดือนโดยจัดการอย่างง่ายที่สุด ไม่จัดงานพิธี โดยให้เผาศพในบริเวณเขาพุทธทอง โดยปักเสาสี่มุมและคาดผ้าขาวเป็นเพดานเท่านั้น นี่เป็นเจตนาของท่านที่ต้องการให้งานศพของท่านเป็นแบบอย่างเหมือนสมัยพุทธกาล โดยมุ่งหวังให้สงฆ์รุ่นหลังยึดถือปฏิบัติต่อไปในภายหน้า

งานศพแบบสวนโมกข์ได้ปรากฏขึ้นแก่สายตาของพระ และฆราวาสจำนวนมากที่มาร่วมงานตามจุดประสงค์ของอินทปัญโญทุกประการ นี่เป็นการจัดการศพโดยวิธีเผากลางแจ้ง โดยตั้งโลงศพบนกองฟืน แล้วจุดไฟเผาต่อหน้าสายตาของผู้มาร่วมรับการสอนธรรมอย่างไม่มีสิ่งปิดบัง

การเฝ้าดูเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้ร่างท่านอยู่บนเชิงตะกอน แวดล้อมด้วยต้นไม้และธรรมชาติ มองดูสะดุดตา และตราตรึงอยู่ในใจของผู้เข้าร่วมทุกคน สงฆ์และฆราวาสผู้มีปัญญาที่มาร่วมงานศพของท่าน ย่อมสามารถแลเห็นธรรมะขณะเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้ กำหนดจิตเป็นอุเบกขามั่นคงนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้ากองฟืนนั้น มันเป็นการอำลาอาลัยของเหล่าศิษย์ทั้งปวงของท่านอย่างสงบด้วยสติที่น้อมรับสัจธรรม ท่ามกลางเหล่าพรรณไม้และหินผาเป็นสักขีพยาน

ในขณะที่กองไฟกำลังลุกโพลงกลางลาน ส่งควันโขมงขึ้นไปกระพือผ้าขาวบางที่สี่มุมโยงสายกับปลายเสาเบื้องบนอยู่นั้น สายฝนได้โปรยสายลงมาหน่อยหนึ่ง ฟ้าครึ้มลง แดดหายไปก่อนจะฉายแสงเป็นลำลงมาอีกเป็นระยะๆ

ในประเทศนี้มีชาวพุทธจำนวนนับไม่ถ้วนที่ได้พยายามด้วยวิธีการต่างๆ ตาม "ความจริง" และ "ความเชื่อ" ของตน เพื่อที่จะเข้าใกล้พระพุทธเจ้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จะมีใครสักกี่คนกันที่สามารถเป็นผู้อยู่ใกล้พระพุทธองค์อย่างที่สุดเหมือนอย่างท่านผู้ที่กำลังถูกเผาไหม้อยู่เบื้องหน้านี้

เบื้องหน้าคือ กองไฟที่ใช้กายท่านเป็นฟืน แต่ท่านก็ยืนยันว่าท่านไม่ตาย ต่อให้กายท่านถูกไฟเผามอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน แล้วโปรยปรายเถ้ากระดูกของท่านให้ละลายไปกับต้นน้ำ ทะเล และปนกับดินบนภูเขา

เห็นมั้ยว่า ธาตุของท่านกลับคืนไปสู่ดิน น้ำ ลม ไฟ อีกครั้ง กลับคืนสู่จักรวาฬอันเป็นนิรันดร นี่คือแก่นของสัจธรรมที่ท่านเฝ้าพร่ำสอนมาตลอดชีวิตของท่าน...จงเคารพต่อธรรมชาติ จงเคารพต่อกฎธรรมชาติ และจงเคารพต่อผลของธรรมชาติ จงยอมรับความเรียบง่ายของการมีชีวิตอยู่ และการแตกดับโดยมองให้เห็นความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ
* * *
หลังจากที่อินทปัญโญมรณภาพไปแล้ว พระสิงห์ทองที่เคยเป็นพระอุปัฏฐากรับใช้ท่านมานานถึงยี่สิบปี ก็รู้สึกเคว้งคว้างเหมือนคนเสียศูนย์ วิกฤตชีวิตได้มาเยือนตัวเขาอีกครั้ง เขาบอกกับตัวเองว่า ความรู้สึกในตอนนี้ของเขาไม่ต่างไปจากหมาที่ไม่มีเจ้าของ ไม่มีที่พึ่ง เจ้าของเคยเป็นที่พึ่ง แต่ตอนนี้เจ้าของไปจากโลกนี้เสียแล้ว หัวใจของเขาจึงเสียศูนย์ ล่องลอยไปมาดุจสัมภเวสีที่ไร้หลักแหล่ง เขารู้สึกสูญเสียราวกับพ่อแม่ทางจิตวิญญาณของเขาตายจากไป แต่เขาก็รู้ตัวดีว่า จะเป็นอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้

เขาให้กำลังใจตัวเองว่า

"ทอง แกเองก็บวชมาตั้ง 20 พรรษาแล้ว เป็นระดับพระเถระแล้ว มิหนำซ้ำยังเคยเป็นพระอุปัฏฐากของหลวงพ่อพุทธทาส แกจะทำให้ท่านอาจารย์เสื่อมเสียไม่ได้เป็นอันขาด แกต้องเอาจริงเอาจังกับตัวเองได้แล้ว แกต้องเอาชนะทุกข์ในใจแกให้ได้"

พระสิงห์ทอง จึงตัดสินใจเข้ารับการอบรมพระวิปัสสนาจารย์เพื่อเป็นพระสอนกรรมฐานของอำเภอไชยา นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเขาได้มีโอกาสฝึกสมาธิอย่างจริงจัง เขานั่งขัดสมาธิเจริญภาวนาไปขณะฟังเทปบันทึกเสียงบรรยายธรรมะของท่านอาจารย์พร้อมกันไปด้วย แรกๆ ก็อึดอัดอยู่บ้างเพราะไม่เคยชิน แต่พอฝึกนั่งสมาธิต่อเนื่องไปทั้งวันด้วยความอดทนไปได้อีกสองสามวัน ใจของเขาก็เริ่มเงียบสงบ เริ่มนิ่งขึ้นจนตัวเขาเองก็รับรู้ได้ และมีกำลังใจที่จะบำเพ็ญเพียรต่อ พอผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ พระสิงห์ทองก็สามารถนั่งสมาธิได้เป็นชั่วโมงด้วยใจที่สงบนิ่ง ใจที่เคยเสียศูนย์ เคยเคว้งคว้าง บัดนี้ได้ถูกสยบราบคาบแล้ว

หลังจากเข้ารับการอบรมและฝึกฝนกรรมฐานอย่างจริงจังเพียงแค่สามสัปดาห์ พระสิงห์ทองได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนที่ไม่เคยออกจากหมู่คณะเลย บัดนี้ เขาปรารถนาที่จะ 'ฝึกเดี่ยว' จึงขออนุญาตเจ้าอาวาสขึ้นเขาไปฝึกฝนเพียงลำพังไป พระสิงห์ทองตัดสินใจขึ้นเขาน้ำร้อนแถวสวนโมกข์นานาชาติ พำนักอยู่บนเขานั้น ปฏิบัติสมาธิภาวนาอยู่คนเดียวไม่ยุ่งกับใครเป็นเวลา 2 พรรษา นอกจากฝึกสมาธิแล้ว เขาเริ่มอ่านหนังสือของท่านอาจารย์ของเขาอย่างจริงจัง และอย่างเอาเป็นเอาตาย จากคนที่อ่านหนังสือไม่ออก บัดนี้เขากลายเป็นคนที่อ่านหนังสือธรรมะได้อย่างคล่องแคล่วและสนุก ตอนนี้แหละที่พระสิงห์ทองถึงตระหนักได้ว่า ท่านอาจารย์ไม่เคยจากเขาไปเลย ท่านอาจารย์ยังคงอยู่กับเขาตลอดเวลา และตลอดไป หลังจากลงจากเขาน้ำร้อน พระสิงห์ทองก็ได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์สอนสมาธิและสอนธรรมะ ฝึกคนรุ่นหลังสืบทอดปณิธานของท่านอาจารย์ต่อไป
* * *
...ต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006)...กรุงเทพฯ

เช้าตรู่วันนั้น ชายหนุ่มขับรถยนต์มาที่บ้านของอาจารย์ของเขา พอเขาลงจากรถ ชายหนุ่มรีบตรงดิ่งไปที่ต้นโพธิ์ใหญ่ริมคลองข้างบ้านอาจารย์ของเขาเพราะเขารู้ว่า ขณะนี้อาจารย์ของเขากำลังนั่งสมาธิภาวนาอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่นั่นเป็นกิจวัตร

ชายหนุ่มยืนมองอาจารย์ของเขาที่กำลังนั่งเจริญสมาธิภาวนาอย่างสงบนิ่ง นี่คือคนคนเดียวกับผู้ที่เป็นนักวิชาการคนแรกๆ ที่เปิดตัวเป็นพันธมิตรกับขบวนการต้านระบอบทักษิณของ สนธิ ลิ้มทองกุล แห่งเครือหนังสือพิมพ์ 'ผู้จัดการ'ด้วยการขึ้นบรรเลงพิณจีนกู่เจิ้งบรรเลงเพลงยิ้มเย้ยยุทธจักรเชิดชูผู้กล้าทั้งแผ่นดินดังก้องหอประชุมศรีบูรพาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์เริ่มสัญจรเป็นครั้งแรกในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2548 และนี่คือคนคนเดียวกับผู้ที่คาดผ้าเหลือง 'กู้ชาติ' ถือธงนำขบวนคุ้มกัน สนธิ ลิ้มทองกุล เดินเท้าสู่บ้านพักรัฐบุรุษพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ท่ามกลางคลื่นมหาชนรายล้อมในค่ำคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549

ไม่ติดค้างกับอดีต ไม่สงสัยในปัจจุบัน ให้อภัยผู้คนเปิดใจกว้าง เชื่อมตัวเองเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับสถานการณ์อย่างเด็ดเดี่ยวไม่หวั่นเกรงภยันตราย และไม่หวั่นไหวต่อความสงสัยของสังคม คือสิ่งที่อาจารย์ของเขายึดถือ

เมื่อคืนที่แล้ว ชายหนุ่มได้ขับรถไปในซอยแห่งหนึ่ง และได้เห็นลูกหมาน้อยสีขาวน่ารักตัวหนึ่งกำลังวิ่งข้ามถนน แต่ทันใดนั้น เจ้าลูกหมาน้อยได้ถูกรถยนต์คันหนึ่งที่แล่นสวนมาชนกระเด็นนอนกองอยู่กลางถนน ชายหนุ่มรีบจอดรถทันทีขณะที่รถยนต์ที่เพิ่งชนเจ้าลูกหมาตัวนั้น กลับแล่นต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชายหนุ่มเดินลงจากรถตรงดิ่งไปหาเจ้าลูกหมาน้อยตัวนั้น

ชายหนุ่มค่อยๆ ประคองเจ้าลูกหมาตัวนั้นอุ้มมาไว้แนบอก เจ้าลูกหมาน้อยมีลมหายใจรวยรินเหลือบตามองมาที่ชายหนุ่มด้วยสายตาวิงวอนที่ชายหนุ่มไม่เข้าใจเจ้าลูกหมาน้อยเลือดออกมากมายเหลือเกินจนเปื้อนเสื้อชายหนุ่มชุ่มไปหมด ชายหนุ่มทราบดีว่า เจ้าลูกหมาน้อยไม่รอดแน่ แต่ใจเขาก็อยากจะช่วยเหลือเกิน

เจ้าลูกหมาน้อยกระดิกหางให้ชายหนุ่ม และสิ้นใจลงในอ้อมแขนเขา โดยที่ตัวเขาได้แต่มองชีวิตหนึ่งชีวิตหลุดลอยไปอีกครั้ง

หลังจากรอให้อาจารย์ของเขาออกจากสมาธิแล้ว ชายหนุ่มได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้อาจารย์ของเขาฟังแล้วถามอาจารย์ของเขาว่า

"อาจารย์ครับ สองมือของเราไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้แล้วหรือครับ ครูครับ ผมเข้าใจเรื่องเกิดแก่เจ็บตายดี แต่ผมก็ยังคงสงสัยไม่คลายว่า คนเราควรก้าวไปอย่างไรดีเพื่อชีวิตสูงสุด และเพื่อความสุขที่แท้จริงของตัวเราจะสามารถเผื่อแผ่สู่บุคคลรอบข้างได้บ้างครับ"

อาจารย์ของเขากล่าวกับชายหนุ่มอย่างอ่อนโยนและเมตตาว่า

"ลูกหมาเล็กๆ ที่ตายในอ้อมอกที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา และความอาทรของคุณในขณะนั้น มันได้ช่วยเยียวยาและปลอบประโลมชีวิตน้อยๆ นั้นให้ไปสู่สุคติได้แล้ว ส่วนตัวคุณในตอนนั้น คุณก็ได้แสดงส่วนที่ดีที่สุดของความเป็นมนุษย์ในตัวคุณออกมาแล้วเช่นกัน มันเป็นฉากหนึ่งในชีวิตคุณที่งดงามและสะเทือนจักรวาฬอยู่แล้วนะ..."

ชายหนุ่มมองอาจารย์ของเขาด้วยสายตาที่ตื้นตันและด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง อาจารย์ของเขากล่าวต่อไปอีกว่า

"แต่เอาเถอะเมื่อคุณถามผมว่า สองมือของเรานี้สามารถทำอะไรได้บ้าง ผมจะเล่าเรื่อง สองมือของลูกผู้ชายคนหนึ่ง ที่ได้ทำอะไรให้กับโลกใบนี้มากมายเหลือเกินให้คุณฟัง..."

"...เมื่อ 100 ปีก่อน ในสมัยที่สังคมไทยของเรายังไม่ได้ยกย่องคนรวยเท่ากับนับถือผู้มีคุณธรรม ยังไม่ได้บูชาวัตถุเท่ากับเชิดชูคุณค่าทางจิตใจ ในสมัยที่ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้นไหนก็ยังมีความละอายต่อบาป และยังพอใจกับชีวิตที่กินอยู่อย่างพอเพียง อันเป็นยุคสมัยแห่งอดีตที่อาจไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว มหาบุรุษ ผู้หนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมา ดุจบัวบานดอกหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นในจักรวาฬเพื่อเป็นพุทธบูชาต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเติบโตเบ่งบานขึ้นรับหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ มุ่งสู่มรรคาตามรอยพระศาสดา บริสุทธิ์บริบูรณ์ด้วยธรรม เลิศด้วยปัญญาบารมีปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบยิ่ง ประกาศตัวเป็นทาสแห่งองค์พระพุทธ..."

พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย

พุทธทาส คงอยู่ไป ไม่มีตาย

พุทธทาส ยังอยู่ไป ไม่มีตาย






 

Powered by MakeWebEasy.com