48. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 48) 11/3/2551

48. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 48) 11/3/2551

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 48)
 

48. จิตศักดิ์สิทธิ์แห่งจตุคามรามเทพ (ต่อ)

แสง เป็นสิ่งพื้นฐานของจักรวาล ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งพิเศษสุดของโลกและจักรวาลที่คนเราทุกคนสามารถรู้สึก และสัมผัสได้ในทุกๆ วัน

แสง เป็นประดุจอาหารทิพย์ของสรรพชีวิต ที่ดำรงไว้ซึ่งความงดงามและความลี้ลับ

แสง จึงเป็นสิ่งพิเศษในทุกชนเผ่า ทุกลัทธิความเชื่อและทุกศาสนา

แสง ในบริบทของศาสนานั้น จะสัมพันธ์กับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสมอ โดยเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายเทพ เป็นตัวแทนของความดี ของธรรมะ ของพลังบุญกุศล และของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วงกลมแห่งแสง นั้นเป็นที่สถิตของเทพเจ้าหรือ จิตศักดิ์สิทธิ์

* * *

...เช้าวันอาทิตย์ที่ 4 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2550 ณ ที่โรงหล่อศาลายา จังหวัดนครปฐม

“เขา” ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมพิธีเททองหล่อจตุคามรามเทพนาคปรก 7 เศียร ขนาดความสูง 1.09 เมตรของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ได้รับบัญชาจาก องค์จตุคามรามเทพ ให้จัดสร้างขึ้นทั้งหมด 69 องค์ เพื่อป้องกันภัยพิบัติ และภยันตรายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างหนักหนาสาหัสในปีที่ ราหูอวตาร อีกครั้งอย่างใน พ.ศ. 2550 เนื่องจากดาวพระเสาร์ซึ่งโคจรในท้องฟ้าแสดงอาการวิปริต คือเดินไปข้างหน้าทับดาวจันทร์ในชะตาดวงเมืองในราศีกรกฎ แล้วต่อมาเดินถอยหลังอยู่ระยะหนึ่ง ต่อจากนั้นก็เดินไปข้างหน้าทับดาวจันทร์ในดวงเมืองอีกครั้งหนึ่ง อันส่อให้เห็นว่า บ้านเมืองจะตกอยู่ในคราวเคราะห์ร้ายแรงมากใน พ.ศ. 2550

องค์จตุคามรามเทพ ผู้หยั่งรู้ถึงการโคจรของดวงดาวว่าจะให้โทษภัยต่อบ้านเมือง จึงหาทางป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้านี้ ด้วยการให้สร้างรูปพระโพธิสัตว์จตุคามรามเทพนาคปรก 7 เศียร สำหรับต่อต้านรังสีของดาวพระเสาร์ โดยมอบหมายให้ สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้สร้าง และ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล เป็นผู้ออกแบบ

ตามกำหนดการ องค์จตุคามรามเทพ ได้กำหนดฤกษ์เอาไว้ที่ 08.09 น. ก่อนหน้านั้นราวๆ สิบกว่านาที พล.ต.ท.สรรเพชญ ได้ทำพิธีเชิญ องค์จตุคามรามเทพ ลงมาประทับทรง ในร่างทรงร่างใหม่ที่ชื่อ นายมานพ เกิดอุ่ม ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนร่างทรงคนเก่าหรือนายอะผ่อง สกุลอมร นับตั้งแต่ พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา

หลังจากที่ พล.ต.ท.สรรเพชญ ร่ายคาถาที่เป็นรหัสลับเพื่ออัญเชิญ องค์จตุคามรามเทพ ร่างทรงคนใหม่ผู้นี้ ก็ใช้กริชโบราณเล่มเล็กๆ กระทุ้งที่บริเวณหว่างคิ้วของตัวเองหลายครั้งติดต่อกัน โดยที่ไม่มีเลือดไหลหรือบาดแผลใดๆ เกิดขึ้นเลย “เขา” ยืนอยู่ข้างๆ ร่างทรงผู้นี้โดยห่างแค่ 3 ฟุต จับตาดูการเข้าทรงขององค์จตุคามรามเทพที่ “เขา” เพิ่งได้ประสบพบเห็นกับตาตนเองเป็นครั้งแรกในครั้งนี้อย่างตาไม่กะพริบ

ในการจะประกอบพิธีอัญเชิญ องค์จตุคามรามเทพ ให้ลงมาประทับในร่างทรงได้นั้น จะต้องมีด้ามมีดงาช้างแดง คันฉ่องสำริดโบราณ กริชโบราณ และไม้เท้าค้ำฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งของศักดิ์สิทธิ์มาประกอบด้วย ถึงจะสามารถอัญเชิญองค์จตุคามรามเทพให้ลงมาประทับในร่างทรงได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้จึงมีแต่ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล คนเดียวเท่านั้นในโลกนี้ที่ทำเช่นนั้นได้

หลังจากที่ องค์จตุคามรามเทพ ลงมาประทับในร่างทรงแล้ว ท่านกับพล.ต.ท.สรรเพชญ ก็เริ่มประกอบพิธีเททองหล่อจตุคามรามเทพตามฤกษ์ยามที่กำหนดไว้ ขณะนั้นทุกคนที่เข้าร่วมพิธีต่างมีใจจดจ่อว่าจะมีปาฏิหาริย์อะไรเกิดขึ้นให้เห็นอีกตามคำร่ำลือที่เคยได้ยินมาหรือไม่

และแล้วทุกคนในที่นั้นก็ได้เห็น มหัศจรรย์แห่งแสง ที่เป็น พระอาทิตย์ทรงกลด ไม่แต่เท่านั้น หลายคนที่ออกไปถ่ายภาพแปลกประหลาดในท้องฟ้า จากกล้องหลายกล้องด้วยกัน ต่างก็ได้เห็นปรากฏการณ์ที่อัศจรรย์ยิ่งกว่า การเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดธรรมดา

นั่นคือ ได้บังเกิดปรากฏการณ์คล้ายกับมีพระอาทิตย์สองดวงทอแสงแข่งกัน ดวงหนึ่งมีขนาดใหญ่ซึ่งก็คือ พระอาทิตย์ที่เรารู้จักกัน อีกดวงหนึ่งเป็น วงกลมแห่งแสง ขนาดเล็ก (หรือพระอาทิตย์ดวงเล็ก) ที่ทุกคนล้วนเห็นกับตาตนเองว่า พระอาทิตย์ดวงเล็กนี้ลอยสูงขึ้นจากพื้นดินวิ่งเข้าหาพระอาทิตย์ดวงใหญ่ แล้วหายเข้าไปกลายเป็นจุดดำเล็กๆ ขึ้นในพระอาทิตย์ดวงใหญ่นั้น

สิ่งที่ทุกคนได้เห็นกับตาตนเองนี้ไม่ใช่ภาพหลอนแน่นอน เพราะกล้องหลายกล้องที่หลายคนได้ถ่ายภาพปรากฏการณ์นี้เอาไว้ได้ เมื่อนำมาปะติดปะต่อกัน จึงได้ออกมาเป็นภาพเหตุการณ์นี้ (ดังสามารถดูรูปถ่ายเหล่านี้ได้ ในหนังสือ จตุคามรามเทพ-ความจริงและความลับที่ไม่เคยมีใครรู้-ของสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 หน้า 320)

“เขา” ไม่สงสัยเลยว่า วงกลมแห่งแสง ดวงเล็กหรือพระอาทิตย์ดวงเล็กที่พวกเขาทั้งหมดได้แลเห็นว่า วงกลมแห่งแสง ดวงนี้ได้ลอยขึ้น และวิ่งเข้าหาดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ก็คือ จิตศักดิ์สิทธิ์แห่งจตุคามรามเทพ ที่สำแดงอิทธิฤทธิ์เหนือฟ้าเหนือดินให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตานั่นเอง! สำหรับตัว “เขา” แล้วไม่มีปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมใดๆ ที่จะยืนยันถึง การดำรงอยู่จริงของจิตศักดิ์สิทธิ์แห่งจตุคามรามเทพ ได้ชัดเจนยิ่งกว่าเหตุการณ์ “เหนือธรรมชาติ” ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 4 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2550 อีกแล้ว

* * *

เกือบเป็นไปไม่ได้เลยที่ องค์จตุคามรามเทพ จะอนุญาตให้ใครสร้างวัตถุมงคลของท่านอย่าง พระผงสุริยัน-จันทรา ขึ้นมาเพื่อการพาณิชย์ แม้จะอ้างว่าเพื่อนำรายได้บางส่วนไปบำรุงการกุศลก็ตาม เพราะ มหาเทพอย่างองค์จตุคามรามเทพ จะอนุญาตให้สร้างวัตถุมงคลของท่านแต่ละครั้งได้นั้น มันจะต้องมีเรื่องราวสำคัญของแผ่นดินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ และเกี่ยวข้องกับวิถีโคจรของดวงดาวสำคัญในท้องฟ้าที่สัมพันธ์กับดวงชะตาของประเทศไทยเสมอ

เพราะฉะนั้น การที่ องค์จตุคามรามเทพ อนุญาตให้ สนธิ ลิ้มทองกุล สร้าง พระผงจตุคามรามเทพรุ่นยามเฝ้าแผ่นดิน (พ.ศ. 2550) ขึ้นมา จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา หากนึกทบทวน บทบาททางประวัติศาสตร์ ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2548 ที่กล้าลุกขึ้นมาต่อกรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในรัฐสภา มีทั้งอำนาจเงิน อำนาจสื่อ และอำนาจรัฐที่ล้นฟ้า แต่ สนธิ กลับไม่เกรงกลัว กล้าต่อกรแบบตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊งจนสามารถสร้างความน่าเชื่อถือ น่าศรัทธาให้แก่ประชาชนชนชั้นกลางเรือนแสนเรือนล้านได้

ไม่แต่เท่านั้น สนธิ และพลพรรคของเขายังสามารถรวบรวมผู้คนที่เป็น “ผู้กล้า” ทั่วแผ่นดินเรือนหมื่นเรือนแสนให้มาเข้าร่วมเดินขบวนขับไล่ผู้นำทรราชยุคใหม่อย่างทักษิณได้อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน จนนำไปสู่การโค่นล้มระบอบทักษิณได้ในที่สุด

เพราะฉะนั้น ในสายตาของผู้มีใจเป็นธรรมทั้งหลาย รวมทั้งในสายตาของ มหาเทพ อย่าง องค์จตุคามรามเทพ ด้วย สนธิ ลิ้มทองกุล จึงอยู่ในฐานะของ ผู้กู้ชาติอย่างแท้จริง ดังนั้น เมื่อ สนธิ มีความคิดที่จะก่อตั้ง มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ขึ้นมาเพื่อสานต่อ ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการปกป้องบ้านเมือง ต่อจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ประกาศสลายตัวไปแล้ว แต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะดำเนินการ และทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ปัญญาแก่ประชาชน และเพื่อพิทักษ์แผ่นดินสืบต่อไป

สนธิ ได้นำความเรื่องนี้ไปปรึกษา พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล และ องค์จตุคามรามเทพ ผลที่ปรากฏออกมาก็คือ องค์จตุคามรามเทพ อนุญาตให้ สนธิ จัดทำ พระผงสุริยัน-จันทรา หรือ พระผงจตุคามรามเทพรุ่นยามเฝ้าแผ่นดิน ขึ้นมาโดยทำทั้งหมด 2 สีด้วยกันคือ สีแดงกับสีขาว สีละ 39,999 องค์ เพื่อมอบให้ทุกคนที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน

พูดในอีกแง่หนึ่งก็คือ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน จะถือกำเนิดขึ้นมาไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนและหนุนช่วยจาก จิตศักดิ์สิทธิ์ อย่าง องค์จตุคามรามเทพ และด้วยบารมีขององค์จตุคามรามเทพที่สามารถดึงศรัทธาของผู้คนให้มาบูชาวัตถุมงคลของท่าน และบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิ จะเห็นได้ว่า ถึงแม้ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน จะมีต้นตอมาจากความคิดของ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็จริง แต่ผู้ที่ทำให้กำเนิดของ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เป็นจริงได้ก็คือ จิตศักดิ์สิทธิ์แห่งจตุคามรามเทพ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินนี้ ในด้านหนึ่งจึงมีลักษณะที่เป็นเครื่องมือให้แก่ จิตศักดิ์สิทธิ์ ที่ “ลงมา” เข้าร่วมขับเคลื่อนขบวนการภาคประชาชนหรือ ขบวนการยามเฝ้าแผ่นดิน เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงขึ้นในสังคมนี้ และเพื่อผลักดันวิวัฒนาการของสังคมนี้ ของบ้านเมืองนี้ให้รุดหน้าต่อไปได้

ผู้คนที่เข้ามาร่วม ขบวนการยามเฝ้าแผ่นดิน นี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โปรดรับรู้ไว้ด้วยเถิดว่า ขบวนการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่มี มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และ สื่อบูรณาการ ในเครือ กลุ่มผู้จัดการ โดยเฉพาะ ASTV เป็นศูนย์กลางนี้ เป็นขบวนการภาคประชาชนที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือจิตศักดิ์สิทธิ์หนุนหลังอย่างเป็นรูปธรรม และชัดแจ้งที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้





 

Powered by MakeWebEasy.com