46. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 46) 27/2/2551

46. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 46) 27/2/2551

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 46)


46. จิตศักดิ์สิทธิ์แห่งจตุคามรามเทพ (ต่อ)

อะไรคือ ระบบความเชื่อของ “จิตศักดิ์สิทธิ์” อย่าง องค์จตุคามรามเทพ? บางทีการดูกระบวนการก่อนสร้างเสาหลักเมือง แกะสลักเสาหลักเมือง ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่เสาหลักเมืองเสร็จสิ้นสมบูรณ์ จะทำให้เราเข้าใจ ระบบความเชื่อขององค์จตุคามรามเทพ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

หลังจากที่หา ไม้ตะเคียนทอง มาทำเป็นเสาหลักเมืองใหม่เพื่อถอนคำสาปใน พ.ศ. 1830 ได้แล้ว องค์จตุคามรามเทพ ก็สั่งให้ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล ทำพิธีกรรมล้างอาถรรพ์หลายพิธีดังต่อไปนี้

(1) พิธีกรรมเผาดวงชะตาเมือง เพื่อล้างอาถรรพ์ดวงชะตาเมืองเดิม

(2) พิธีลอยชะตาเมือง เพื่อทำลายดวงชะตาเมืองเดิม

(3) พิธีสะกดหินหลัก เนื่องจากหินหลักเป็นสิ่งที่พวกพราหมณ์ดั้งเดิมฝังอาถรรพ์เสนียดจัญไรเอาไว้

(4) พิธีปลุกยักษ์วัดพระมหาธาตุ เพื่อให้ตื่นมาทำหน้าที่รักษาเมือง หลังจากที่พวกพราหมณ์ใช้อาถรรพ์สะกดมาเนิ่นนาน

(5) พิธีปลุกพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ที่สถิตอยู่ ณ หอพระพุทธสิหิงค์ซึ่งหลับใหลมานานปีให้ตื่นขึ้นช่วยบ้านเมือง

(6) พิธีกรรมพลิกธรณี เพื่อทำให้บ้านเมืองมีความร่มเย็นเป็นสุข เจริญรุ่งเรืองต่อไปในวันข้างหน้า

(7) พิธีกรรมเทพชุมนุมตัดชัย เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่บ้านเมือง
(8) พิธีกรรมตอกหัวใจสมุทร เพื่อทำให้ดวงชะตาเมืองถูกบรรจุด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ครบถ้วน

(9) พิธีกรรมฝังหัวใจเมือง โดยที่หัวใจเมืองที่ทำขึ้นมาเป็นโลหะสามกษัตริย์อันได้แก่ ทอง นาก เงิน มีอย่างละแผ่น แต่ละแผ่นคั่นกลางด้วยแผ่นไม้ตะเคียนทองเพื่อรองรับแผ่นหัวใจเมือง แผ่นไม้ดังกล่าวองค์จตุคามรามเทพได้กรีดเลือดเขียนคาถาอาคมไว้ด้วย

พิธีกรรมแต่ละพิธีข้างต้นนี้ มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และลึกซึ้ง แฝงความหมายเชิงปรัชญาอันเป็นสิริมงคลต่อบ้านเมืองอย่างสูงสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาอัน “เหนือมนุษย์” ของ องค์จตุคามรามเทพ ได้เป็นอย่างดี

การแกะสลักเสาหลักเมืองก็เช่นกัน รูปลักษณ์และองค์ประกอบที่ช่างผู้สลักบรรจงแกะขึ้นมาตามคำสั่งของ องค์จตุคามรามเทพ ตั้งแต่ฐานจนถึงยอดมีลวดลายเก้าแบบ ทุกแบบแกะสลักขึ้นด้วยคติธรรม ความเชื่อของชาวศรีวิชัยโบราณทั้งสิ้น กล่าวคือ

(1) ฐานวงกลมเก้าชั้น

ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีต้นกำเนิดมาจากดิน เมื่อถึงกาลดับขันธ์ก็จะสลายร่างกลายเป็นดิน ทุกอย่างเป็นอนิจจัง

(2) ลวดลายมงคลเล็ก

ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า ทุกคนเกิดมาเมื่อลืมตาดูโลก ย่อมเป็นทารกที่สะอาดบริสุทธิ์ดุจผ้าขาวไม่มีรอยเปื้อน ถือเป็นสิ่งมงคลขนาดย่อม แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป สังคมและสิ่งแวดล้อมมีส่วนทำให้ความบริสุทธิ์และความสะอาดนั้นแปรเปลี่ยนไป

(3) ลวดลายดอกและใบลำโพง

ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า เมื่อมนุษย์เติบโตขึ้นย่อมถูกครอบงำด้วยอารมณ์ กิเลส ตัณหา ราคะ ความมัวเมาทั้งปวง สันดานกับสภาพแวดล้อมจะหล่อหลอมปรุงแต่งให้คนเรากลายเป็นผู้ร้อนรน เป็นทุกข์ อยากได้อยากมี อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด อ่อนไหว หันเหไปตามอารมณ์เบื้องต่ำ เสมือนต้นลำโพง พันธุ์ไม้พื้นเมืองที่มีพิษ ซึ่งสามารถชุบย้อมจิตใจให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงได้

(4) ลวดลายขดมงคล

ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า มนุษย์เป็นสัตวโลกที่มีเหตุผล และมีความคิดรู้จักจำแนกเลือกเฟ้นความดีความชั่ว รู้จักสร้างสมขนบธรรมเนียมประเพณีและอารยธรรมจนพัฒนาก้าวหน้าไม่หยุดยั้งได้ แม้ว่ากิเลส ตัณหา ราคะ และอารมณ์เบื้องต่ำจะคอยก่อกวนชักจูง แต่หากรู้จักเลือกทางที่ดีแล้ว ก็จะทราบถึงเหตุถึงผล แสวงหาทางดับทุกข์จนดำเนินชีวิตอย่างมีความสงบสุขได้

(5) ลวดลายมงคลครอบเสา

ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งของสัตวโลกทั้งหลายสามารถช่วยชี้ช่องทางให้มนุษย์มีดวงตาเห็นธรรมได้

(6) ลวดลายบัวคว่ำ-บัวหงาย

ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า องค์จตุคามรามเทพ ปฐมกษัตริย์ชาวศรีวิชัย ได้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมของพระพุทธศาสนา หยั่งถึงความดีความชั่วอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ จึงศรัทธาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า มุ่งหวังให้ชาวศรีวิชัยทุกรูปนามได้รับแสงแห่งพระรัตนตรัย จึงอุทิศทรัพย์ศฤงคารทั้งปวงสร้างพระธาตุเป็นพุทธบูชา

(7) ลวดลายน่องสิงห์

ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า เมื่อมีการสถาปนาหลักเมืองขึ้นแล้ว องค์จตุคามรามเทพ จะสำแดง เทวอำนาจ ให้ปรากฏแก่ชาวเมืองจะควบคุมความเป็นไปของบ้านเมืองให้ดำเนินไปตามทำนองคลองธรรม ส่งเสริมผู้กระทำความดี และล้างผลาญทำลายผู้ก่อกรรมทำชั่ว

(8) รูปพรรณสี่หน้า

ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า องค์จตุคามรามเทพ เทวดาผู้รักษาบ้านเมืองเป็นผู้รอบรู้สรรพศาสตร์ทั้งหลาย และเป็นผู้เข้าถึงพระอภิธรรมขั้นสุดยอด ประกอบด้วยทิพยญาณหยั่งรู้ในไตรโลก คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต มีอำนาจเหนือชีวิตมนุษย์ การปรากฏขององค์จตุคามรามเทพ ก็เพื่อลงมาเตือนสติชาวโลกให้ทราบว่า การประกอบความชั่ว แม้จะเล็ดลอดสายตาผู้คนหรืออาจหลอกลวงมนุษย์ธรรมดาได้ แต่ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของเทวดา และจิตศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวงได้

(9) เปลวเพลิงยอดพระเกตุ

ประดิษฐ์จากความเชื่อที่ว่า ในที่สุดแล้ว ธรรมะย่อมชนะอธรรม บ้านเมืองนี้จะแปรเปลี่ยนไปสู่ความรุ่งโรจน์ และกลายเป็นอู่อารยธรรมของคาบสมุทรไทยอีกครั้ง เหมือนดังเคยเป็นมาในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย

นอกจาก ระบบความเชื่อ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว การมีความเข้าใจต่อ อภิปรัชญา ของ จิตศักดิ์สิทธิ์ อย่างองค์จตุคามรามเทพ ก็มีความสำคัญเช่นกัน ต่อการทำความเข้าใจ “ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ” เนื่องจาก วิชาโหราศาสตร์โบราณของชาวศรีวิชัย ให้ความสำคัญกับการสร้างหลักเมืองเป็นพิเศษ ในฐานะที่สามารถเป็นหลักในการป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองได้

นอกจากนี้ วิชาโหราศาสตร์โบราณยังให้ความสำคัญกับการมาเยือนของดาวหางฮัลเล่ย์เป็นพิเศษ โดยมองว่าเกี่ยวพันกับ “พระราหู” และเมื่อ “พระราหู” ได้โคจรครบจักรราศี ทางโหราศาสตร์จะเรียกปีนั้นๆ ว่าเป็นปีที่ “พระราหูอวตาร”

เนื่องจากดาวหางฮัลเล่ย์จะมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้งใน พ.ศ. 2531องค์จตุคามรามเทพ จึงต้องการให้สร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นมาเพื่อป้องกันภัยพิบัติหรือความหายนะที่จะเกิดขึ้นแก่บ้านเมือง

ใน วิชาโหราศาสตร์ขององค์จตุคามรามเทพ นั้น ดูเหมือนว่า ท่านจะให้ความสำคัญกับ พระราหู” เป็นพิเศษ แต่ “พระราหู” คือสิ่งใดเล่า? ใน จักรวาลวิทยาของชาวศรีวิชัยโบราณ นั้น ยึดถือว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาลที่มีดาวเคราะห์น้อยใหญ่ 7 ดวงเป็นบริวาร ในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลาย โลก ของเราถือว่าเป็นดาวเคราะห์ที่มีขุมพลังธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่อย่างพร้อมมูลที่สุด อีกทั้งยังมี ชั้นบรรยากาศ อันหนาแน่นห่อหุ้มอยู่โดยรอบ ชั้นบรรยากาศ นี้ ไม่เพียงเป็นเกราะป้องกันให้มวลโลกธาตุหลุดลอยออกไปเท่านั้น หากยังควบคุมอุณหภูมิให้เกิดความอบอุ่นเหมาะสมสำหรับเป็นแหล่งกำเนิดของสรรพชีวิตด้วย

การที่โลกหมุนรอบตัวเอง และโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ซีกโลกอีกด้านหนึ่งที่ไม่ได้รับแสงสว่างจะบังเกิดเป็น เงามืด เรียกว่า กลางคืน เหตุที่โลกบังเกิด เงามืด ขึ้นใน ภาคกลางคืน และเป็น เงามืด ที่ทอดตัวออกไปใน ชั้นบรรยากาศ ที่แผ่ขยายขอบเขตออกไปกว้างไกลสุดพรรณนานี้แหละที่ทำให้ทาง โหราศาสตร์โบราณของศรีวิชัย เงามืดของโลกในภาคกลางคืน นี้ว่า “พระราหู” ที่อัดแน่นไปด้วยละอองธาตุทั้งสี่ และคลื่นพลังนานาชนิด

คลื่นพระราหู นี้เป็นสื่ออันทรงประสิทธิภาพของโลกในการรองรับอนุภาคของแสงดาว และเป็นเส้นทางลำเลียงระบบธาตุบนชั้นบรรยากาศลงมาปรุงแต่งกับระบบธาตุในโลกเพื่อให้เกิดรูปธรรมชาติดังที่เห็นและเป็นอยู่ คลื่นบรรยากาศโลกในเงามืด ที่ทางโหราศาสตร์โบราณของชาวศรีวิชัยเรียกว่า “พระราหู” นี้เป็นสิ่งที่คนเราพบเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตั้งแต่แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และความมืดย่างกรายเข้ามาในยามราตรี โดยที่ทางโหราศาสตร์โบราณของชาวศรีวิชัยเชื่อว่า มีความลึกลับพิสดารซ่อนอยู่ภายในขอบเขตเงามืดของโลกอยู่ตลอดเวลา

เพราะ เงาราหู และ คลื่นพระราหู เป็นทางเดิน หรือท่อลำเลียงธาตุจากชั้นบรรยากาศจากรอบนอกสุดขนาดมหึมาลงมาสู่ชั้นกลางของบรรยากาศ ก่อนที่โลกจะดึงดูดลงมาปรุงแต่งแปลงสภาพกับธาตุในโลก นี่จึงเป็นคำอธิบายว่าเหตุใดดวงดาวจึงเข้ามามีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตของคนเรา และของความเป็นไปในโลกได้ ก็เพราะ บทบาทของคลื่นพระราหู ที่เป็นระบบชั้นบรรยากาศของโลกที่คอยปรุงแต่งสภาพของโลกธาตุ และอนุภาคของแสงดาว บันดาลให้เกิดขั้วบวก ขั้วลบ และความเป็นกลางกับบันดาลให้เกิดการผสมผสานกับธาตุในโลกอันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของการกำเนิดสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นในโลกนั่นเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า “พระราหู” คือภาพมายาอุปทานทั้งหลายทั้งปวง ที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวโลกใบนี้

ด้วยเหตุนี้ “พระราหู” จึงเป็นเคล็ดวิชาที่สำคัญยิ่งใน วิชาเหนือฟ้าเหนือดิน ของ องค์จตุคามรามเทพ ที่ใช้ในการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง และวัตถุมงคลของท่าน








 

Powered by MakeWebEasy.com